25 ปี ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย

25 ปี ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย

                ผมบอกได้ว่าศูนย์ข้อมูลฯ ของผม มีความเป็นกลางที่สุด ไม่อยู่ใต้อาณัติของใคร แต่มุ่งบริการวงการอสังหาริมทรัพย์และเผยแพร่ความรู้สู่สังคม จึงยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้

                ผมตั้ง บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) ในปี 2534 ให้บริการสำรวจวิจัยและประเมินค่าทรัพย์สินมาโดยตลอด จนเมื่อปี 2536 ตอนผมคิดตั้งศูนย์ข้อมูล ผมได้ไปปรึกษาคุณสิทธิชัย ตันพิพัฒน์ อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ผู้วายชนม์ไปแล้วเมื่อปี 2539  ท่านบอกว่าเป็นความคิดที่ดี  แต่ถ้าต่อไปทางราชการมีศูนย์ข้อมูลบ้าง ผมจะสู้เขาไหวหรือ  ผมก็ยืนยันว่าสู้ไหว

                ผมจึงตั้งศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (www.area.co.th) ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2537 โดยในเดือนมกราคม 2537 ผมก็เริ่มตะลุยสำรวจโครงการอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทที่เปิดใหม่เรื่อยมา บางเดือนมีถึง 150 โครงการ ในขณะที่ปัจจุบันแต่ละเดือนมีราว 30 โครงการเท่านั้น  ผมรับสมัครสมาชิกโดยส่งข้อมูลโครงการเปิดใหม่ให้กับสมาชิกเป็นรายเดือน และทุกรอบ 6 เดือนก็ไปสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงขายอยู่นับพันโครงการเพื่อประเมินสถานการณ์ล่าสุด และนำเสนอผลสำรวจให้สมาชิกได้มีข้อมูลประกอบการลงทุน

                ในปี 2538 ก่อนที่คุณสิทธิชัยจะเสียชีวิต ท่านก็ว่าจ้างให้ AREA สำรวจว่ามีบ้านว่าง (คือบ้านที่สร้างเสร็จ 100% แล้ว ส่วนมากขายไปจากผู้ประกอบการแล้ว แต่ไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัย) ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ ปรากฏว่าได้จำนวนรวมถึง 300,000 หน่วย  หรือราว 14% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในขณะนั้น  แต่แทนที่นักพัฒนาที่ดินจะชะลอหรือหยุดสร้าง กลับเปิดตัวเพิ่มอีกราว 200,000 หน่วย จนกระทั่งปี 2541 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ว่าจ้างให้ผมสำรวจอีกรอบ ก็พบว่ามีบ้านว่างเพิ่มเป็น 350,000 หน่วย  ถ้าโครงการที่เปิดตัวมากมายไม่เจ๊งไปเสียก่อน ก็คงมีบ้านว่างมากกว่านี้

                ปี 2543 ผมได้รับการว่าจ้างจากกระทรวงการคลังให้เป็นหนึ่งในคณะศึกษาเพื่อการตั้งศูนย์ข้อมูลของธนาคารอาคารสงเคราะห์  หรือเป็นหนึ่งในผู้ทำคลอด แต่หลังจากศึกษาเสร็จ ก็มีการเปลี่ยนรัฐบาลจากประชาธิปัตย์มาเป็นพรรคไทยรักไทย  ศูนย์ข้อมูลจึงถูกแช่แข็งไประยะหนึ่ง  สำนักงานที่ผมไปนั่งทำงานอยู่นานเกือบปีจึงถูกล่ามโซ่ปิดเอาไว้จนถึงปี 2547 จึงได้เริ่มดำเนินการ

                ตอนแรกที่ออกแบบศูนย์ข้อมูลไว้ ก็คือให้เป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เป็น Think Tank เพื่อนำเสนอนโยบาย แผนต่างๆ แต่รัฐบาลต่อการดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์  แต่ทำไปทำมากลับมารวบรวมข้อมูลเหมือนผม แต่อาจไม่ได้ไปรวบรวมข้อมูลด้านสำนักงาน ศูนย์การค้า แข่งกับบริษัทนายหน้าฝรั่ง  ผมก็ไม่กลัวว่าศูนย์ข้อมูลจะเป็นคู่แข่งตามที่คุณสิทธิชัย สมัยที่ยังมีชีวิตเคยเตือนไว้  แต่ถือว่าจะได้มีแหล่งข้อมูลหลากหลายสำหรับสังคมธุรกิจได้ใช้สอย ซึ่งก็เป็นไปได้ที่จะเลือกเป็นสมาชิกข้อมูลทั้ง 2 แหล่งเพื่อการศึกษาเปรียบเทียบ เนื่องจากค่าสมาชิกก็ไม่ได้แพงอะไร

                อย่างไรก็ตาม ผมทำศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยด้วยความเป็นกลางอย่างที่สุดเพราะไม่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาคอยกำกับ  ศูนย์ฯ ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีนักพัฒนาที่ดินรายใหญ่ 4 รายในนามของนายกสมาคมด้านอสังหาริมทรัพย์และหอการค้าเป็นกรรมการด้วย รวมทั้งมีบิ๊กๆ ในวงราชการมานั่งเป็นกรรมการด้วย  ส่วนของผมไม่มีบุคคลเหล่านี้  ผมถือว่า

                1. การมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วมเป็นกรรมการนั้น ในแง่หนึ่งอาจมาช่วยกลั่นกรองข้อมูล จะได้ไม่สร้างความสับสน/ตกใจแก่ประชาชน แต่ผมเชื่อมั่นในประชาชนว่ามีวิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูลเอง การมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมานั่งเป็นกรรมการด้วย อาจเป็นความลักลั่น

                2. การมีหัวหน้าส่วนราชการมาร่วมนั่งเป็นกรรมการ ก็เหมือนกับบอร์ด ในหน่วยงานอื่นๆ ที่หวังจะได้รับความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ  แต่อันที่จริงแล้วยังไม่อาจคาดหวังอะไรได้  การทำศูนย์ข้อมูลนั้นเน้นการนำข้อมูลภาคสนามมาวิเคราะห์เป็นหลักจึงไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกับการมี พระอันดับ มานั่งเป็นกรรมการ

                3. ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานจะมีได้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่งที่ชัดเจน  อันที่จริงศูนย์ข้อมูลที่แท้ของทางราชการ ต้องยึดโยงกับข้อมูลของกรมที่ดินโดยเฉพาะด้านระวางและการโอน ของสำนักประเมินราคาทรัพย์สิน กรมธนารักษ์ ด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน ของกรมโยธาธิการและผังเมืองด้านผังเมือง  แต่ทุกวันนี้ราคาประเมินก็ไม่ได้สะท้อนราคาตลาดและไม่สอดคล้องกับสีผังเมือง

                การกำกับศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ผมเป็นประธานนั้น อาศัย Invisible Hands” กล่าวคือ ถ้าข้อมูลที่ผมนำเสนอ ไม่น่าเชื่อถือ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ก็คงมอดม้วยไปเอง  แต่นี่ผมอยู่มาได้ 25 ปี ก็แสดงว่าข้อมูลของผมได้รับความเชื่อถือในความแม่นยำ ถูกต้อง สอดคล้องกับความเป็นจริง  ยิ่งในด้านการบริการสำรวจวิจัยอสังหาริมทรัพย์ ศึกษาความเป็นไปได้ให้กับการพัฒนาโครงการต่างๆ ก็บอกได้ว่าโครงการที่เราศึกษาให้ ไม่เคยเจ๊ง เพราะเราสำรวจวิจัยจากข้อมูลที่เชื่อถือได้จริง

                อันที่จริงบทบาทของศูนย์ข้อมูลที่แท้จริงของรัฐบาลควรเน้นที่:

                1. การให้บริการข้อมูลสำรวจวิจัยแก่ประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีเป็นอันดับแรก โดยให้ฟรี ไม่ใช่ให้ไปเสียเงินสัมมนาอย่างพวกนักพัฒนาที่ดินที่ได้ข้อมูลเนื้อๆ ในขณะที่ประชาชนทั่วไปได้ข้อมูลโดยสังเขป  รายงานทุกชิ้นต้องขึ้นเว็บให้ download ได้ฟรี และที่สำคัญทุกคนควรได้ในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่ให้ใครก่อนหลัง

                2. ข้อมูลการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องได้รับการเปิดเผยโดยศูนย์ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนได้รู้สถานการณ์ว่าขณะนี้ในละแวกบ้านเขาขายกันราคาเท่าไหร่ จะได้ไม่ตั้งผิดราคา จะมาอ้าง (ส่งเดช) ว่ากลัวโจรปล้นบ้านคนขายที่ได้ ไม่ได้ เพราะเท่ากับส่งเสริมความขมุกขมัวและการฟอกเงิน

                3. ศูนย์ข้อมูลที่แท้ควรเป็นเสมือน Think Tank คอยนำเสนอนโยบายและแผน เตือนภัยเศรษฐกิจ แต่ถ้าศูนย์ขาดความเป็นเอกเทศ และมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมานั่งเป็นกรรมการแล้ว จะแสดงบทบาทเช่นนี้ได้ยาก

                งบประมาณของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ผมเป็นประธานนี้ เป็นเงินน้อยมาก ไม่ได้ใช้เงินนับร้อยล้านเช่นของทางราชการ  แต่เราผลิตงาน ให้แนวคิด เสนอนโยบายและแผนแก่ทางราชการและนักลงทุน ผู้ซื้อบ้าน และสังคมโดยรวมได้มหาศาล  มีข่าวคราวบทวิเคราะห์ให้ความรู้แก่ประชาชนแทบทุกวัน  เราถือว่า Knowledge Is Not Private Property  แม้เราจะจดทะเบียนเป็นบริษัท แต่ก็เป็นบริษัทที่ให้ประโยชน์ต่อสังคม

                ศูนย์ข้อมูลของเรา เลี้ยงตัวเองได้ เลี้ยงเพื่อนร่วมงาน เสียภาษีให้แผ่นดิน และสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคม มาสนับสนุนเรา มาเป็นสมาชิกข้อมูลของเรานะครับ

ที่มา : https://bit.ly/2mwaGLT.

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0

1 ความคิดเห็น

 
3 ส

ติดตามครับ

OK

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0