“คนนอกแถว”??

“คนนอกแถว”??

“ความสงบ” จบลงที่ “หน่วยรับผิดชอบ” ต้องฟังคำสั่ง “รัฐบาลประชาธิปไตย” ด้วย

http://bangkok-today.com/web/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%...


“ความสงบ” จบลงที่ “หน่วยรับผิดชอบ” ต้องฟังคำสั่ง “รัฐบาลประชาธิปไตย” ด้วย

ถ้าไม่มี “คนนอกแถว”??

ปฏิบัติหน้าที่ กันอยู่ใน “กติกา” ข้อกำหนด-กฎเกณฑ์ตามหลักปฏิบัติ “ความสงบ-เรียบร้อย” อันเป็นความผาสุกของประเทศชาติ ก็อยู่ในระเบียบ-กันทุกตารางนิ้ว

แต่นี่กลับทำตัวอยู่ “นอกโซน” ไม่รับ “คำสั่ง-บัญชาการ” ตามระดับขั้น ที่กฎหมายได้ตราเอาไว้

ฉะนั้น, การเที่ยวมาคุยฟุ้ง-พูดอวดเป็นเครดิต เพื่อที่จะ “สร้างชื่อ-แก่ตัวเอง” จึงไม่เข้าท่า

พิโธ่, สาธยายเป็นตุ-เป็นตะ “ที่เห็นผลงานได้ทันทีใน ๔ ปี  คือความสงบเรียบร้อยบ้านเมือง  มีเสถียรภาพ ไปไหนมาไหนสะดวก”

ซึ่งในยุค “รัฐบาลประชาธิปไตย” ฝ่ายที่มีหน้าที่ “ไม่ออกนอกลู่-นอกทาง” รับคำสั่งจาก “หน่วยเหนือ” รัฐบาลที่มาจาก “ประชาชน” ดูแลความสงบแห่งราชอาณาจักร “ตามสายงาน” ที่คอนโทรล “จากบน-ลงล่าง”

“ยุคนั้น-สมัยนั้น” ความสงบก็เรียบร้อย-เหมือนกับผ้าพับไว้ เช่นกัน

ก่อนที่จะมีใครมา “ยกตนข่มท่าน” พูดทับถมผู้อื่น แสดงให้เห็นว่า “ตนเองเหนือกว่า”

อยากให้ย้อน-หวนกลับไปดูว่า “ยุครัฐบาลประชาธิปไตย” ก่อนที่จะผลัดกิ่ง-เปลี่ยนก้าน มาสู่ “ระบบนอกเส้นทาง” ที่กดเสรีภาพให้ดิ่งต่ำลง

มีหน่วยราชการ ที่เป็น “แขน-ขา” ดูแลความสงบสุขไหนบ้าง ที่ “ตอบสนอง-รับคำสั่ง” กันอย่างไม่บิดพลิ้ว

ถ้าเขารับคำสั่งกันอย่าง “เถรตรง”..ภาวะประเทศชาติ จะเกิดเหตุ “ถอยหลังลงคลอง” กันฉะนั้นหรือ

ทุกอย่างก็ไม่อยาก “รื้อฝอยหาตะเข็บ” เอาเรื่องเก่ามาพูด-ขุดมาหาเหตุกันอย่างไม่จบ-ไม่สิ้น??

ดังนั้น,ไม่น่า“คุ้ยเขี่ย” เอา “ความสงบ” มาโปรประกันดา สำแดงความสำเร็จกันอย่างออกหน้า-ออกตา

ซึ่งประเทศชาติต้องเดินไปข้างหน้า สร้างความเจริญยกระดับชั้น ให้ดียิ่งขึ้น

ฝ่ายที่ “ดูแลความมั่นคง” จะต้องยึดถือ-เชื่อฟังคำสั่ง จาก “หน่วยเหนือ” โดยที่จะต้องไม่มีการ “หลีกเลี่ยง” เหมือนๆ ที่บางยุค-บางสมัยเชียวนะ..

“รัฐบาลประชาธิปไตย” ไม่ใช่ว่าเขามี “ความอ่อนแอ” กระปลก-กระเปลี้ย กันเสียเมื่อไหร่

แต่เมื่อสั่งการ ให้ดูแลความสงบให้เป็น “น้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ..ไม่ได้รับผลสะท้อนการปฏิบัติหน้าที่ กลับคืนมา ทุกอย่างจึงกลับตาลปัตรไป

จึงทำให้มองประหนึ่งว่า “รัฐบาลประชาธิปไตย” มีอำนาจที่ไม่แรงแข็ง ไม่อาจต้านทานขบวนการ “ใช้ถนน-โค่นรัฐบาลได้”…

ซึ่งมาตรการของ “รัฐบาล” ล้วนเป็นไปด้วยความละมุน-ละม่อม ใช้หลักการเจรจาด้วยเหตุและผล แล้วสันติวิธี ไปสู่ความสงบ โดยไม่มีการกระทบ-กระทั่ง กันแม้แต่น้อย

ถ้ากลไกกงจักร-องค์ประกอบของรัฐบาล ทำตามคำสั่งกันอย่าง “มุ่งหมาย” ตามทิศทางนี้

ความสงบในยุคนั้น ต้องเกิดขึ้นกันอย่างอัตโนมัติ

เพราะ “ฟันเฟื่อง” ชิ้นส่วนเครื่องมือรัฐบาล ทำงาน “กลมกลืน-เป็นเนื้อเดียว” โดยไม่มีการขัดแย้งกัน

แต่นี้บางหน่วยทำตัวเป็น “เอกเทศ” เฉพาะส่วน-เฉพาะบุคคล ขึ้นมาเช่นนั้นแหละ??

จึงทำให้ “รัฐบาลประชาธิปไตย” เกิดอากาศเสียศูนย์-เพราะเกิดความปกติ…เมื่อบางฝ่ายที่จะต้อง “สนอง-คำสั่ง” มาหันหลังผละ-แยกตัวออกไป

“ความสงบ” อยู่ตรงนี้คือ.. “คนมีหน้าที่-ต้องทำหน้าที่” ปฏิบัติภารกิจตามขบวนการ แห่งองค์กรที่เป็น “รัฐประชาธิปไตย”

ถ้าไม่อยากเห็น “ความสงบสุข” เป็น “อุปสรรค” เครื่องความขัดข้อง จนต้องมีการ “ยกอ้าง” เข้ามาควบคุมสถานการณ์เหมือนทุกครั้ง ที่ผ่านมา

เราต้องให้ “กลไก-องคาพยพ” ซึ่งเป็นล้วนรองรับ-รองรัน คำสั่งจากรัฐบาลจะต้องเดินหน้า ไปในทิศทางเดียวกัน

“แรงหนึ่งหนุน-แรงหนึ่งช่วย” ถามว่า.. “ความสงบ” จะไม่เกิดขึ้น ได้ฉันใด

“รัฐบาลประชาธิปไตย” จะตบมือข้างเดียว เพื่อสร้างสรรค์ “ความสงบ” เพียงลำพังคงเกิดยาก

ต้องนำทุกส่วน-กระบวนการ ของ  “หน่วยราชการ” ที่ “ดูแลความสงบ” มาร่วมด้วย-ช่วยกัน จึงจะเกิดการ “เติบเต็ม” เกิดความสงบตามแผนแม่บท อันดีงาม

“ความสงบ” เป็นเรื่องที่ดีเยี่ยม-ดีเลิศ…อยากเห็นความสงบเกิด  “ฝ่ายรับผิดชอบ” ..ต้องอยู่ในคำสั่งรัฐบาลประชาธิปไตยด้วย-จึงจะไปได้สวย ไปได้อย่างแท้จริง

“กะพรุนไฟ”

๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑

กรกฎาคม 2561


สื่อไทยมุงสังคมดราม่า :คอลัมน์ ใบตองแห้ง

https://www.khaosod.co.th/hot-topics/news_1333134


สื่อไทยมุงสังคมดราม่า

ใบตองแห้ง

ไชโย 13 ชีวิตทีมหมูป่า ออกจากถ้ำมาได้แล้ว ต้องชื่นชมความสำเร็จคนไทย รักกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว จนทำได้เป็น ครั้งแรกของโลก แม้ต้องพึ่งพาอาศัยนักดำน้ำนานาชาติ 13 คน

สื่อไทยที่เกาะติดปฏิบัติการ 18 วัน ได้ภาพได้ข่าวล้นหลาม ทั้งลุ้นระทึก ตื้นตัน อิทธิปาฏิหาริย์ นิยาย วีรกรรม ดีใจ เศร้าใจ พระเอก ผู้ร้าย

เพียงแต่รายสุดท้าย ผู้ร้ายในสายตาสังคม กลับกลายเป็น สื่อนั่นเอง ที่โดนรุมกระหน่ำ ว่าแข่งขันกันทำข่าวขายข่าวจนล้ำเส้น เช่น แอบคุ้ยชื่อเด็ก ส่งโดรนขึ้นบิน และใช้ข่าวจาก ว.แดงกู้ภัย

ว่าตามเนื้อผ้า สรรพสิ่งมีสองด้าน ผู้สื่อข่าวภาคสนาม มีจำนวนตั้งมากมาย ที่ไปทำข่าวอย่างอุตสาหะ สนองความอยากรู้อยากเห็นของสังคม โดยไม่เคยล้ำเส้นละเมิดสิทธิ แต่ถูกเหมาด่าไปหมด ก็ไม่เป็นธรรมเท่าไหร่

หรือว่าตามหลักวิชาข่าว จะให้สื่อนั่งเอี้ยมเฟี้ยม รอฟังคำแถลงจากผู้มีอำนาจหน้าที่ มันก็คงไม่ใช่ สื่อมีหน้าที่หาข้อมูล ตรวจสอบไปในตัว เพียงแต่กรณีนี้เป็นปฏิบัติการช่วยชีวิต ก็ต้องขีดเส้นไม่ให้กระทบการกู้ภัย และไม่ละเมิดสิทธิ

ยกตัวอย่างเทียบกัน ครั้งม็อบอยากเลือกตั้ง ตำรวจห้าม นักข่าวไปยืนฝั่งม็อบ ก็เชื่อฟังไม่ได้ ครั้งนี้ก็มีข้อมูลหลายอย่างที่สื่อต้องแสวงหาเอง เช่น ใช้วิธีอะไรนำทีมหมูป่าออกจากถ้ำ ซึ่ง ศอร.ไม่ยักแถลง ทั้งที่ไม่ใช่ความลับต้องปิดบัง ดังนั้นบางเรื่อง เช่นสื่อหาข้อมูลจาก ว.แดง ก็ไม่ผิด แต่ตอนนำเสนอต้องใช้ วิจารณญาณ

กระนั้นในภาพรวม ก็ต้องยอมรับกันว่า “สื่อเสื่อม” ไม่ใช่เฉพาะพฤติกรรมล้ำเส้นช่วงช่วยชีวิต และไม่ใช่เฉพาะ Media Crisis ครั้งนี้ ที่มีสื่อไทยสื่อเทศไปลงทะเบียนพันกว่าคน จนเกิด การเปรียบเทียบอย่างช่วยไม่ได้ เช่น ทำไมสื่อญี่ปุ่นทำโมเดลทำหนังสั้นจำลองสถานการณ์ถ้ำหลวงอย่างที่คนดูยกนิ้วให้ ขณะที่สื่อไทยมัวแต่เร้าอารมณ์ เวิ่นเว้อ ฟูมฟาย “รู้สึกอย่างไรคะ”

อ.พิจิตรา สึคาโมโต้ นิเทศจุฬาฯ พูดไว้ตั้งแต่ก่อนปฏิบัติการช่วยชีวิตแล้วว่า สื่อไทยยังเน้นเนื้อหาลักษณะ “ไทยมุง” ซึ่งไม่ได้สร้างความรู้ให้คน ไม่ได้เป็นประโยชน์สาธารณะ มิหนำซ้ำยังละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพราะเน้นเรื่องส่วนตัว ผู้ประสบภัย สื่อไทยทำตัวเหมือนคนธรรมดาที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็น ทั้งที่ควรมีชั้นเชิงที่ลึกซึ้งกว่า มีความเป็นมืออาชีพ มีความน่าเชื่อถือ

อ.พิจิตรายังทำสถิติให้ดูว่า ข่าวที่มียอดไลก์ยอดแชร์สูง ได้แก่ข่าวความเสียสละหรือการแสวงหาฮีโร่ ข่าวหาแพะ หาคนผิด ข่าวไสยศาสตร์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และข่าวเรานับถือน้ำใจคนไทย (ตื้นตัลล์น้ำตาไหลล์ล์ล์)

เดี๋ยวๆ อันนี้ไม่ได้ผิดที่สื่อนะ เธอบอกว่าเป็นภาพสะท้อนวัฒนธรรมและสังคมไทย คือข่าวเนื้อหาสาระก็มีอยู่ แต่ไม่กดไลก์กดแชร์

ฉะนั้นตอนที่มีสื่อนิรนามเกรียนอิสระออกมาโต้ (แล้วถูกด่าอื้ออึง) ว่านักข่าวไทยมุงก็เสือกแทนสังคมดราม่าละวะ ก็พูดถูกด้านหนึ่ง แต่อีกด้านคืองั้นทำไมสื่อต้องยกตนเป็นตะเกียง เป็นฐานันดรที่ห้า ถ้าไม่มีความเป็นมืออาชีพและวุฒิภาวะ

ในภาพรวมจึงเห็นได้ว่า “สื่อเสื่อม” มานานแล้ว ตั้งแต่มีทีวีดิจิตอลดาวเทียมไลฟ์สดนับร้อยช่อง แข่งกันขายข่าวดารา ข่าวดราม่า มีพิธีกรข่าวปากกว้างๆ นับสิบคนแข่งกันเป็นสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา แต่มีประสบการณ์ข่าวน้อยกว่า วุฒิภาวะน้อยกว่า ต้องแข่งกันปลุกเร้า บิลด์อารมณ์ แข่งฟันธง หาฮีโร่หาคนผิด

ในภาพรวมยังเห็นได้ว่า สื่อไม่ใช่กระจกตั้งนานแล้ว ตั้งแต่สื่อกระแสหลักเลือกข้าง ทำลายล้างเสรีภาพประชาธิปไตย อ้างความดีปลุกความเกลียดชัง ไม่เอาเลือกตั้ง ไม่เว้นแม้พวกอวดตัวว่ามีจรรยาบรรณ ตามองค์กรวิชาชีพทั้งหลาย

เมื่อสังคมเปลี่ยน สู่ยุคโซเชี่ยลออนไลน์ ประชาชนทุกคนเป็นสื่อได้ ก็เกิดเพจดังหลากหลายตั้งตัวเป็น Influencer ปลุกอารมณ์สังคมแข่งกับสื่อ โดยไม่ต้องมีข้อจำกัด ไม่ต้องคาบจรรยาบรรณ หรือความรับผิดชอบเชิงองค์กรสถาบัน ดราม่าสนุกสนาน มีคนติดตามมากกว่าสื่อด้วยซ้ำไป

ความเสื่อมของสื่อ ยังอยู่ในกระแส antie-establishment เหมือนกระแสต่อต้านระบบที่เกิดขึ้นทั่วโลกทั่วทุกปริมณฑล สื่อเป็นฐานันดรที่ห้า มีความเป็นอภิสิทธิ์ชน เราได้อภิสิทธิ์นั้นเพื่อเป็นปากเสียงทวงสิทธิเสรีทวงความเป็นธรรมให้สังคม เมื่อใด ที่สังคมเห็นว่าสื่อไม่ทำหน้าที่ เมื่อนั้นก็ไม่ควรมีฐานันดร

เพียงแต่กระแสวิพากษ์สื่อก็มีด้านกลับ ภายใต้สังคม ดราม่าที่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ค่อนไปทางนิยมอำนาจ อาจเข้าทางอำนาจที่อยากกำกับควบคุมสื่อ ซึ่งมุ่งปิดปากสื่อ ที่มีเหตุผล ที่เหลือก็ปล่อยให้สาละวนทำข่าวผัวเมียดาราไป

 

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0

2 ความคิดเห็น

 
big60

ก็เหมือนกันทุกประเทศในโลกนั่นแหละ ถ้ามีรัฐเล็กซ้อนอยู่ภายไต้รัฐใหญ่ มีอำนาจเล็กบริหารจัดการอยู่ภายไต้อำนาจใหญ่ แถมเป็นรัฐและอำนาจคนละฝั่งกัน มันก็ทำอะไรไม่ได้หรอก

...

รัฐเล็กจะเดินไปข้างหน้า เพราะเห็นว่าจะทำให้เจริญผาสุข รัฐใหญ่ก็จะถึงให้ถอยหลัง อำนาจเล็กจะถอยหลังเพราะเห็นว่าข้างหน้ามันอันตราย อำนาจใหญ่ก็จะถีบให้เดินไปข้างหน้า

...

รัฐใหญ่อำนาจใหญ่ ก็ออกหน้าไม่ได้ โลกไม่ยอมรับ รัฐเล็กอำนาจเล็ก ก็บริหารประเทศไม่ได้ เพราะถูกดึงอยู่ข้างหลัง สุดท้ายก็จำต้องกอดคอกันตาย ทั้งใหญ่ทั้งเล็ก ดูเป็นที่น่าเวทนา

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0
 
3 ส

ติดตามครับ

OK

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0