“กำลังไม่ใช่จุดชี้ขาดเสมอไป”

“กำลังไม่ใช่จุดชี้ขาดเสมอไป”

“เด็ก” ไม่ยอมเป็นเบี้ย
เพลิงสุริยะ

14 ต.ค. 2564 06:25 น.

 

เกือบจะเข้ากึ่งศตวรรษแล้วเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมือง กับความตื่นรู้ของประชาชน 14 ตุลาฯ 16 ครบรอบปีที่ 48

เกือบกึ่งศตวรรษของการต่อสู้กันระหว่าง พลังเสรีนิยมกับพลังอนุรักษนิยม (ผันแปร)

ผมชอบนิยาม “ประชาชนปฏิวัติ” ของ อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผู้คร่ำหวอดด้านความมั่นคง และการทหาร ที่ให้สัมภาษณ์กับ ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ

อาจารย์สุรชาติ ไม่ได้ย้อนไปไกลถึงช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เอาแค่เริ่มกึ่งพุทธกาล ปี 2500

เป็น 64 ปี ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมใช้กองทัพเป็นตัวขับเคลื่อน

“เสรีมนังคศิลา” ถือเป็นพรรคทหารยุคแรกๆ นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

 

ยอมให้มีเลือกตั้ง แต่ก็กลายเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย จนเกิดกระแสคนรุ่นใหม่เคลื่อนไหวต่อต้านการเลือกตั้งที่สกปรก

นับเป็นคลื่นคนรุ่นใหม่ลูกแรกที่นิสิตนักศึกษา ประชาชนตื่นตัวกันมาก

สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนตัวเล่น จอมพล ป.–จอมพลสฤษดิ์ แตกกัน ฝ่ายหลังไปตั้ง พรรคสหภูมิ ผลเลือกตั้งออกมาได้ ส.ส.แค่ 44 เสียงจาก 160 เสียง ต้องไปดึงพรรคเล็กพรรคน้อยมาอยู่ใต้พรรคใหญ่ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “ชาติสังคม” นับเป็นยุคที่สองของพรรคทหาร

เข้ายุคสามพรรคทหาร คือ “สหประชาไทย” นำโดย จอมพลถนอม กิตติขจร แต่ก็ชนะเลือกตั้งไม่มาก ต้องไปดึงพรรคเล็กพรรคน้อยมาร่วม ที่กลายเป็นสูตรสำเร็จของพรรคทหารมาจนทุกวันนี้

แต่ไปไม่รอด จอมพลถนอม ต้องรัฐประหารตัวเองปี 2514 ท่ามกลางกระแสเสรีนิยมที่เบ่งบาน สุดท้ายจบลงที่ 14 ตุลา 16

และบานปลายจนมาจบลงที่ 6 ตุลา 19 กลุ่มขวาจัดตัดสินใจ “ล้อมปราบใหญ่”

อีกด้านเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่ากระแสเสรีนิยมขยายตัวในหมู่นิสิตนักศึกษา

จนชนชั้นนำไทยไม่สามารถครอบงำได้อีกตลอดกาล

แต่กระแสของนิสิตนักศึกษายังคงก่อตัวเป็นคลื่นลูกที่สามในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ไปพีกสูงสุดใน เหตุการณ์พฤษภา 35 และเกิดพรรคทหารยุคที่สี่ “สามัคคีธรรม”

ปิดฉากพรรคทหารยุคที่สี่ ด้วยชัยชนะของคนรุ่นใหม่ยุคที่สาม นำไปสู่การปฏิรูปการเมือง ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่เป็นความหวังว่าประเทศไทยจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์

แต่สุดท้ายด้วยความไม่รู้จักแพ้-ชนะของฝ่ายการเมือง และฝ่ายอำนาจนำก็เกิดรัฐประหารปี 2549 ที่ทำยังไม่สะเด็ดน้ำดีก็มาทำรัฐประหารซ้ำปี 2557 อีกรอบ

วนลูปกันอยู่ที่ ยึดอำนาจ–ร่างรัฐธรรมนูญ–ผู้นำทหารตั้งพรรค–เปิดเลือกตั้ง เกิดพรรคทหารยุคที่ห้า “พลังประชารัฐ” เป็นวงจรสูตรสำเร็จของผู้นำทหารทุกยุค

ก่อนจะเกิดคนรุ่นใหม่คลื่นลูกที่สี่ เคลื่อนไหวอย่างน่าสนใจ

เป็นสถานการณ์ชุดใหม่ของการเมืองไทย

เพราะยุคนี้มันคือโลกของคนรุ่นใหม่ โลกของอินเตอร์เน็ตที่คนรุ่นใหม่มีฐานที่มั่นที่ได้เปรียบบนโลกไซเบอร์ ซึ่งมีความซับซ้อน

แม้รัฐจะเชื่อว่าได้เปรียบด้านกำลัง แต่ทุกตำราการศึก “กำลังไม่ใช่จุดชี้ขาดเสมอไป”

ก่อนตบท้ายด้วยการส่งสัญญาณเตือนบรรดาปีกขวาอนุรักษนิยม ถ้าเกิดยึดอำนาจขึ้นมาจริง การต่อต้านจะรุนแรง รอบนี้จะคุมไม่ได้

ถ้ายังไม่ถอดบทเรียนจากอดีต อาจเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงใหญ่

ไม่ว่าแกนนำนักศึกษาในอดีตที่หันเหเข้าสู่วงการเมืองจะมีจุดยืนเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปอย่างไร

แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนคืออุดมการณ์ของเหลาเสรีชนที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น.

 

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0

2 ความเห็น

 
ICT

รู้หรือไม่? 14 ตุลาคม เป็นวันประชาธิปไตยของไทย

วันที่ 14 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันประชาธิปไตยของไทย วันนี้เรามีประวัติความเป็นมาวันประชาธิปไตยไทยมาฝาก

14 ตุลาคม 2564

8:00 น.

รายงานพิเศษ

หลายคนคงจะทราบกันแล้วว่า ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่รู้หรือไม่ว่า วันที่ 14 ตุลาคม ของทุกปี ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของไทย คือ วันประชาธิปไตย

 

ก่อนจะกล่าวถึงวันประชาธิปไตย ต้องย้อนไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้รับการขนานนามว่า “วันมหาวิปโยค” เนื่องจากมีนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดนับแสนคน เดินขบวนต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยและคัดค้านอำนาจเผด็จการของรัฐบาลคณาธิปไตย สมัยพันเอก ณรงค์ กิตติขจร, จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร.

ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้มีการเคลื่อนไหวขับไล่กลุ่มเผด็จการทรราชออกจากอำนาจที่ยึดครองมาหลายสมัย รวมทั้งมีการเรียกร้องให้ปลดปล่อยนิสิต นักศึกษา อาจารย์ และนักการเมือง 13 คน ที่ถูกจับกุมฐานเรียกร้องรัฐธรรมนูญ แต่กลับถูกรัฐบาลตั้งข้อหากระทำผิดกฎหมาย ทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นกบฏภายในราชอาณาจักรและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ จากนั้นรัฐบาลได้ออกปราบปรามผู้ชุมนุมในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 โดยทหารและตำรวจได้ใช้อาวุธ รถถัง เฮลิคอปเตอร์ และแก๊สน้ำตา ยิงใส่ผู้ชุมนุม จนมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก.

เหตุการณ์ดังกล่าวได้ลุกลามใหญ่โต เมื่อประชาชนที่โกรธแค้นต่างร่วมมือกันต่อสู้ และบางส่วนได้เผาทำลายอาคารสถานที่และยานพาหนะของทางราชการ เหตุการณ์สงบโดยจอมพลถนอม และจอมพลประภาส ได้ลาออกจากตำแหน่ง เดินทางออกนอกประเทศ หลังจากนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ องคมนตรีในเวลานั้น ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อฟื้นฟูระเบียบของบ้านเมือง ประสานสามัคคีให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมในการปกครองประเทศ

 

ในปัจจุบันได้มีการก่อสร้างอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ขึ้น ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 28 ปี พร้อมทั้งก่อตั้งมูลนิธิ 14 ตุลา ขึ้นด้วย ต่อมาสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ได้ลงมติเห็นชอบให้วันที่ 14 ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันประชาธิปไตย” ในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ 30 ปี อันเป็นการรำลึกถึงพลังบริสุทธิ์ของผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย

นอกจากนี้ มติของรัฐสภายังเห็นชอบให้มีการนำเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 บรรจุในหลักสูตรการศึกษา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ทราบถึงเหตุการณ์สำคัญของชาติ ซึ่งถือว่ากรณีดังกล่าวเป็นการเมืองภาคประชาชน ที่มีผลต่อการพัฒนาการเมืองจนมีระบบรัฐสภาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

วันประชาธิปไตย ถือเป็นวันสำคัญทางการเมือง ที่จะทำให้ประชาชนคนรุ่นหลัง ได้ทราบถึงเส้นทางการเมืองในอดีตของประเทศไทย ว่ากว่าจะมีระบอบประชาธิปไตยที่ใช้ปกครองบ้านเมืองอย่างสงบและเป็นแบบแผนดังเช่นทุกวันนี้ คนรุ่นก่อนได้เสียสละกันมากน้อยเพียงใด ดังนั้น ทุกคนควรปฏิบัติตนในฐานะพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ด้วยการไม่นอนหลับทับสิทธิ์ และไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง.

 

... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/articles/362924/

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

ลดกำลังพลทอบอ..ถอนตอออกเสียที จะได้ไม่ต้องพุ่งชน

 ลดกำลังพลทอบอ..ถอนตอออกเสียที จะได้ไม่ต้องพุ่งชน

“ไม่ใช่เป็นผู้ใหญ่ไก่เขี่ย”

“อดีตผู้นำสูงสุดของกำลัง” และยังเป็น “สภาฯพี่เลี้ยง” เป็น “หัวหอก” โอบอุ้ม-คุ้มกัน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เข้ามาเป็น “นายกรัฐมนตรี” จึงไม่ควรมี “ข้อละเลย” ทุกอย่างจึง-ต้องเคลียร์

“พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา” อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชาย “พล.อ.ประยุทธ์” คือผู้ที่เคย “ต้นชี้ตาย-ปลายชี้เป็น” การแจ้งบัญชีทรัพย์สิน “บ้านที่สร้างไม่เสร็จ” ขาดเจตนาในการแจ้ง?

“ผ่านยุทธศาสตร์” เชิงลึกเป็น “หัวใจหลักของกองทัพ”มาได้อย่างไร..ทั้งมี “มือและไม้” ด้านกฎหมาย ที่ให้คำปรึกษากันร้อยแปด เมื่อมาเป็น “สว.ลากตั้ง” ต้องแตกฉานด้านกฎหมาย ไม่มากก็น้อย

อดีตคุมกำลังพลหลายแสน..จึงควรแม่น แจ้งบัญชีทรัพย์สิน-ให้เต็มร้อย

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“เปลี่ยนโฉมประเทศ”

ฟังเท่าไหร่มันก็-ไม่เก็ต

“เพิ่มคุณภาพ” ให้เป็นศรีสง่าแห่งแผ่นดิน ต้องใช้ “มือผ่าตัดแปลงโฉมประเทศ” ด้วย “นักศัลยกรรมมือหนึ่ง” ไม่ใช่ใช้ “สัปเหร่อ” ที่ทำชาติพังระเนระนาดให้กลับมาฟื้นฟู

“การพลิกโฉม” ต้องเข้าใจถึง “องค์ประกอบ” ที่จะ “ลบล้าง” สิ่งที่ไม่ดีให้หมดไป..ไม่ใช่ใช้ “มือทำลาย” ที่จะเผาศพหน้าเมรุมาพลิกฟื้น ไม่มีวันสำเร็จ

การ “แต่งสวย” เพื่อทำให้โสภา เป็นที่ติดตาติดใจกับคนทั้งหลายนั้น มีเวลามากมายนัก แต่ไม่ยักเห็นที่จะคิด “ปรับเปลี่ยน” เพื่อแก้ไขสิ่งผิดให้ดีขึ้น..มาขอเวลาเพื่อ “พลิกโฉมประเทศ”ฟังอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น

คิดพลิกโฉมเพื่อให้เกิดผล..ดูอย่างไรก็เป็นคน –ที่มีกึ๋น

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“ไอโอสร้างเชื้อโกหกกินประเทศ”

“ไพศาล พืชมงคล” อดีตมันสมองกระบี่ผู้ไม่พลาดเป้า ของ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ร้องเตือนออกมา-เบ็ดเสร็จ

“เงินสำรองระหว่างประเทศ” ที่มีอยู่มากมาย ไม่ใช่ “เนื้อนาบุญ” เป็นทุนเงินสำรอง ที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ ทำเอาไว้เสียที่ไหน

อย่า “ทอแหล” สาระแน สร้างความคิดที่ผิดอยู่เลย ..เพราะเงินสำรองนี้ ไม่เกี่ยวกับ “พล.อ.ประยุทธ์” สักหน่อย เป็นเงินสำรองระหว่างประเทศ ผลงานของ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” รัฐบาลดีแต่กู้ จนตูดขาดกระจาดปิดก้น

ไอโอเพื่อทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ดูดี..รู้ไหมงานนี้ มีแต่จะ-เสียคน

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“เปิดประเทศเป็นเขตเศรษฐกิจ”

ดึง “นักท่องเที่ยว” เข้ามาจับจ่ายใช้สอย เพิ่มมูลค่าประเทศ-เพื่อให้ติด

แต่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” คิด “กลับหัวกลับหาง” ให้ “โอเพ่น” แก่นักท่องเที่ยว “ชาวต่างชาติ” ที่เข้ามา..แต่กักขัง “คนไทย” เหมือนอยู่ใน “ค่ายมฤตยู” ไม่ให้อิสรเสรีภาพใด ๆ

เห็นด้วยที่จะเอา “ต่างชาติ”เข้ามาไว ๆ ..ขณะเดียวกัน ก็เก็บเอา “พรก.ฉุกเฉิน” ยัดเก๊ะเก็บใส่ “ลิ้นชักไป”..ไม่ควรทำให้ “ประเทศ” เป็น “แดนทุ่งสังหาร” ควรเอา “ประชาธิปไตย” มาสู่แผ่นดินกันใน ๒๔ ชั่วโมง

เขาอยากมาแผ่นดินที่มีเสรีภาพ..คุมคนในประเทศเช่นนี้หรือครับ  เขาขอ-ลาโรง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“เหมือนวิ่งไปชนต่อ”

สนับสนุนความคิด “พิธา ลิ้มเจริญรัฐ” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้ “ตัดงบกองทัพ”  และ “ยุบบก.ทัพไทย” โดยต้อง “ลดกำลังพลทอบอ”

ที่สำคัญต้อง “แก้กฎสภากลาโหม” ให้ “นายกรัฐมนตรี” และ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม” ที่เป็น “พลเรือน” มีอำนาจ สั่งการในกองทัพได้

“ทหาร” เชื่อฟัง “ทหาร”นั้น“ตกยุค”..ต้องให้ “นักการเมืองพลเรือน” ที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีอำนาจเต็มสั่งกันได้อย่างเต็มที่

“ข้าราชการอื่น” เขายังปฏิบัติ..ไม่เห็นอึดอัด อะไรเลย-นะพี่

“กะพรุนไฟ”

 

๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๔

ลดกำลังพลทอบอ..ถอนตอออกเสียที จะได้ไม่ต้องพุ่งชน - สำนักข่าว บางกอก ทูเดย์ (bangkok-today.com)

 

 
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0