ไม่อยากจะบอกว่า โง่ ????

ไม่อยากจะบอกว่า โง่ ????

‘เสรีพิศุทธ์’ ซัด ‘ประยุทธ์’ มีความคิดบื้อๆ แนะลาออก ชี้ใครเป็นนายกฯก็ดีกว่า
'เสรีพิศุทธ์' ซัด 'ประยุทธ์' มีความคิดบื้อๆ แนะลาออก ชี้ใครเป็นนายกฯก็ดีกว่า (matichon.co.th)


 

‘เสรีพิศุทธ์’ ซัด ‘ประยุทธ์’ ถ้ายังมีความคิดบื้อๆ แบบนี้ก็ลาออก เย้ย ใครเป็นนายกฯ ก็ดีกว่า หลังสั่งนำรถทหารวิ่งแทนรถบรรทุก จวก บริหารไม่เป็น เอาแต่พรรคพวก

เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 18 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีคำสั่งให้ทหารปลูกผักชีแก้ปัญหาผักชีราคาแพง และสั่งให้นำรถทหารมาใช้ทดแทน หลังมีสมาคมรถบรรทุกออกมาประท้วง เนื่องจากปัญหาน้ำมันราคาสูง ว่าน้ำมันผลิตในประเทศไทยของเราเอง เอาไปขายในต่างประเทศยังราคาถูกกว่านี้ แต่ในประเทศกลับขายแพงเหลือเกิน ซึ่งจะทำให้เป็นปัญหาในการประกอบกิจการและการอยู่อาศัยของประชาชน จนกระทั่งมีการลักลอบน้ำมันเถื่อนเข้ามาในประเทศ ซึ่งความจริงแล้วน้ำมันไม่ได้เถื่อนเพราะเป็นน้ำมันของไทย แต่เมื่อนำไปขายต่างประเทศแล้วถูกกว่าเขาก็เอากลับเข้ามาขายในประเทศ นี่คือการบริหารราชการของรัฐที่ล้มเหลว ทำไมน้ำมันผลิตในประเทศไทยถึงขายราคาแพงในต่างประเทศ และไม่ยอมแก้ไข ไม่มีปัญญาจะแก้ไข และบอกว่าหากน้ำมันแพง รถบรรทุกไม่ยอมวิ่งก็จะเอารถทหารไปวิ่งแทน พล.อ.ประยุทธ์คิดแบบทหารตลอดเวลา ไม่ได้คิดถึงธุรกิจต่างๆ ของประชาชนเลย

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า การนำรถทหารออกไปกลับยิ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อนเข้าไปอีก แทนที่เขาจะประกอบกิจการได้ ถามว่าทหารไม่มีงานทำหรือ ถึงมีเวลาว่างพอเอารถที่ใช้ในราชการทหารออกมาช่วยประเทศชาติในการขนส่งให้กับประชาชน ซึ่งจะมีสักกี่คัน รถบรรทุกที่ประกอบกิจการมีเป็นล้านๆ คัน ทหารจะมีปัญญาอะไรไปแก้ปัญหานี้ ที่ซื้อรถมาซื้อมาทำไม ซื้อมากินหัวคิวกันใช่หรือไม่ รถทุกคันต้องมีน้ำมันเต็มต้องมีพลขับ เช้าต้องอุ่นเครื่องแต่ไม่ได้วิ่ง แล้วน้ำมันไปไหน ก็เอาน้ำมันไปขายกินกัน ซึ่งไม่ว่าจะปลูกผักชีก็ดี หรือเอารถทหารไปวิ่งแทนประชาชนก็ดี รัฐธรรมนูญห้ามรัฐกระทำการใดๆ ที่มีความมุ่งหมายในการแข่งขันกับประชาชน คุณเอารถไปช่วย ช่วยจริงหรือไม่ หรือไปคิดค่าใช้จ่ายกับเขาอีก

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่ให้ทหารปลูกผักชีที่ดินก็ของทหาร ไม่ต้องลงทุน กำลังก็ใช้ทหาร น้ำที่ใช้รดน้ำผักก็ของทหารและการเอาไปขาย ตนเชื่อว่าไม่ได้ถูกกว่าประชาชน แค่ขายราคาเท่ากันก็เอารัดเอาเปรียบแล้ว เพราะประชาชนลงทุนทุกอย่าง การแก้ไขปัญหารถบรรทุกก็เช่นกันต้องดูว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ปัญหาอยู่ที่น้ำมันดีเซลและน้ำมันอื่นๆ ราคาแพงมาก ราคาขึ้นเอาๆ ประชาชนก็เดือดร้อน ซึ่งทำไมถึงแก้ปัญหาไม่ได้ แหล่งน้ำมันอยู่ในประเทศไทย การขุดเจาะก็อยู่ในประเทศไทย การกำหนดราคาคุณก็กำหนดเอง นี่คือปัญหาที่คุณบริหารงานไม่เป็น เอาแต่พรรคพวก เอาแต่สี เอาแต่เรา ขณะนี้ไม่มีการรบ ไม่มีการต่อสู้ในประเทศไทยมานานแล้ว คุณต้องลดกำลังพลทหาร ลดการซื้ออาวุธยุทธโธปกรณ์ ลดงบประมาณทหาร

“ถ้าคุณประยุทธ์ยังมีความคิดบื้อๆ อย่างนี้ ผมไม่อยากจะบอกโง่นะ ถ้ามีความคิดบื้อๆ แบบนี้ลาออกไปดีกว่า อยู่ไปรังแต่จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งขึ้น ปล่อยให้คนอื่นที่มีสติปัญญามาแก้ไขดีกว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นผมหรอก ใครก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าดีกว่าคุณประยุทธ์ทั้งนั้น” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

 

  • รัก
    2
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    2

11 ความเห็น

 
ICT
09.00 INDEX คำถาม สร้างปม รัฐธรรมนูญ ถามประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย
09.00 INDEX คำถาม สร้างปม รัฐธรรมนูญ ถามประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย (matichon.co.th)

09.00 INDEX คำถาม สร้างปม รัฐธรรมนูญ ถามประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย

แม้มติในที่ประชุมรัฐสภา 473 ต่อ 206 จะชี้ทิศทางของประเทศว่า “อำนาจนำ” ทางการเมืองยังกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อันมีรากฐานมาจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

กระนั้น ทิศทางต่อไปในทางการเมืองก็ใช่ว่าจะราบรื่นเหมือนยืนอยู่บนเนินเขา โดยเฉพาะเมื่อมองจากพรรคร่วมรัฐบาล

หากมองจากพรรคพลังประชารัฐ การลงมติไปในทิศทางเดียวกันกับทิศทางของ ส.ว.อาจมิได้ยากลำบากเท่าใดนักถ้ามองจากนิยามที่ว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา”

แต่กล่าวสำหรับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ก็ไม่แน่ว่าเมื่อเข้าสู่สมรภูมิแห่งการเลือกตั้งทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยความราบรื่นสะดวกสบาย

ตราบใดที่แคนดิเดต “นายกรัฐมนตรี” ของพรรคพลังประชารัฐยังเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ขณะที่พรรคเหลานั้นจำเป็นต้องชู “หัวหน้าพรรค” ของตนแข่ง

เว้นก็แต่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒ นา จะดำรงอยู่ในฐานะ “หางเครื่อง” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

มีความจำเป็นต้องนำเอาบรรยากาศแห่งการหาเสียงในการเลือกตั้ง เมื่อเดือนมีนาคม 2562 มาเป็นเครื่องเปรียบเทียบในประเด็นของนายกรัฐมนตรี ในประเด็นอันเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ

ทุกพรรคการเมืองที่มีสถานะและศักดิ์ศรีย่อมจะชูหัวหน้าพรรค หรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันเป็นของตน

พรรคประชาธิปัตย์ชู นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2562 เช่น เดียวกับพรรคภูมิใจไทยชู นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์จะชู นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์

เพียงการชูหัวหน้าพรรคของตนก็ต้องเสียดแย้งกับพรรคพลังประชารัฐแล้ว มิไยต้องนำเอานโยบาย “เด่น” ของตนขึ้นมา

คำถามก็คือแต่ละพรรคจะยืนยันท่าทีต่อ “รัฐธรรมนูญ” อย่างไร

ต้องยอมรับว่าปัญหาอันเกี่ยวกับผลงานรัฐบาล อันเกี่ยวกับท่าทีของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นข้อยุ่งยากสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือพรรคพลังประชารัฐ

หากแต่พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ต่างหากที่มีปัญหา

เพราะว่าทุกพื้นที่ที่หาเสียงคำถามต่อพรรคภูมิใจไทย ต่อพรรค ประชาธิปัตย์จะต้องดังขึ้นและเร่งเร้าคำตอบอย่างไม่ต้องสงสัย

 

นี่คือ โจทย์ในทางการเมืองที่จะต้องประสบในอนาคตอันใกล้

 

 

 

 

 

 

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    3
  • เศร้า
    1
 
ICT

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    3
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    2
 
ICT

การ์ตูน เซีย

การ์ตูน จ๊ะโอ๋

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    1
 
ICT
ชอบเหาะเข้าหน้าต่าง
ไทยรัฐฉบับพิมพ์

18 พ.ย. 2564 05:36 น.

 

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่เสนอโดยกลุ่มรีโซลูชัน อันมีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นแกนนำ โดยมีประชาชนเข้าชื่อสนับสนุน 1.35 แสนคน จะผ่านหรือไม่ผ่านรัฐสภา ให้ถือเสียว่าเป็นการเปิดอภิปรายทั้งในและนอกสภา ภายใต้บรรยากาศประชาธิปไตย และน่าดีใจที่มีผู้ร่วมอภิปรายหลายคน

มีทั้งฝ่ายค้านและสนับสนุน ฝ่ายคัดค้านส่วนใหญ่เป็น ส.ว. หรือ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล ผู้สนับสนุนเป็นฝ่ายค้าน เช่น นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เรียกร้อง ส.ว. ให้เลิกทำตัวเป็น “อภิสิทธิ์ชน” ที่ชอบเข้าสู่อำนาจโดยทางลัด เช่น สืบทอดอำนาจด้วยรัฐประหาร

ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แกนนำกลุ่มรีโซลูชัน ชี้แจงเหตุผลของการเสนอแก้ไขยกเลิกวุฒิสภาว่า ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. และมีอำนาจยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในความวิปริตของรัฐธรรมนูญ 2560 เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว. อย่างน้อย 84 คน

นายพริษฐ์สงสัยว่าทำไมคนที่คัดค้านการแก้ไข จึงไม่อยากให้มีการปกครองที่มีกติกาเป็นธรรม เหตุใดจึงอยากผูกขาดอำนาจไว้กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด คำตอบที่ตรงที่สุดคือ คำกล่าวของนายภูมิธรรม นั่นก็คือ เพราะยึดติดในความเป็น “อภิสิทธิ์ชน” ชอบเข้าสู่อำนาจทางลัด ไม่ชอบเข้าตามตรอกออกตามประตู

แต่ชอบเหาะเหินเดินอากาศเข้าสู่อำนาจทางหน้าต่างที่มีคนเปิดรออยู่ เช่น หัวหน้า คสช. ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ด้วยการทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลเลือกตั้ง ครั้งที่สอง ด้วยการสนับสนุนของ 250 ส.ว. ที่ คสช.แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคเสียงข้างมาก กลายเป็น “นายกฯขาลอย”

แต่เรียกการปกครองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นประชาธิปไตย เพราะมีรัฐธรรมนูญ มีพรรคการเมือง มีการเลือกตั้ง มีรัฐสภา แต่วิธีการเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ต่างจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่นายกฯมาจากความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ คสช.แต่งตั้งเหมือน ส.ว.

จึงไม่น่าแปลกใจที่มีคนที่มีจิตวิญญาณเป็นนักประชาธิปไตย พยายามแก้ไขกติกาที่วิปริตของรัฐธรรมนูญให้เป็นกติกาที่ถูกต้อง ตามหลักการประชาธิปไตย คนที่ขอแก้ไขมีทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลบางกลุ่ม แต่ถูกตีตกทั้งหมด ผู้มีอำนาจยอมให้ผ่านได้ แต่เรื่องบัตรเลือกตั้งใบเดียว เป็นบัตรสองใบ.

 

ชอบเหาะเข้าหน้าต่าง (thairath.co.th)

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    3
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    4
 
ICT
ผักชีการเมือง
หมัดเหล็ก

18 พ.ย. 2564 05:39 น.

 

การปลูกผักชีในค่ายทหาร ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าไม่ใช่คำตอบของการแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวบ้าน หากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คิดจะแก้ปัญหาแบบกำปั้นทุบดินไปวันๆ เสถียรภาพของรัฐบาลจะขึ้นอยู่กับปลายกระบอกปืน เพียงอย่างเดียวถ้าปลายกระบอกปืนชี้มาที่ประชาชน รัฐบาลก็รอด ถ้าปลายกระบอกปืน ชี้ไปที่รัฐบาลเมื่อไหร่ ก็ต้องชดใช้วิบากกรรมไปทั้งชีวิต

วิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำ สำคัญที่สุดสำหรับคนที่จะเป็น ผู้นำของประเทศ ยิ่งถ้าคนใกล้ชิด ทีมงาน ดีแต่เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ก็ยิ่งจะพาไปสู่หนทางหายนะเร็วขึ้น และส่วนใหญ่ ผู้นำของประเทศไทย ถึงวาระสุดท้ายก็เพราะเชื่อที่ปรึกษาเทกระโถนเหลานี้ พาเข้ารกเข้าพงจนหาทางลงไม่เจอ

การลงพื้นที่ ประชุม ครม.สัญจร ของ ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ จ.กระบี่และตรัง ก่อนการประชุม ครม.แค่ 2 วัน บรรดาลิ่วล้อใกล้ชิดรีบไปประชุมกับจังหวัด เตรียมพร้อมตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน 6 จังหวัดทะเลอันดามัน ที่จะสนับสนุน ภารกิจนายกฯและคณะ ครม. แก้ผ้าเอาหน้ารอด หลังชาวบ้านร้องเรียน มีประชาชน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน ก็พาท่านผู้นำตะลอนไปเปิดศูนย์ท่องเที่ยววันเดียวไม่กี่จุด หาดนพรัตน์ หมู่เกาะพีพี หมู่บ้านประมงชายทะเล หวังโปรโมตการท่องเที่ยวภาคใต้ใน โครงการแซนด์บ็อกซ์ ทั้งที่แหล่งท่องเที่ยวเหลานี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติ รู้ดีและคุ้นเคยกว่า คนไทย เสียอีก สรุปแล้วคือได้แต่ภาพเป็นข่าว ไปประชุม ครม.สัญจรแล้วได้อะไร นอกจากจะมีการใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้นในสภาวะที่ประเทศต้องรัดเข็มขัด

สิ่งที่รัฐบาลควรจะคำนึงมากกว่าคือเรื่องของการคมนาคม ความสะดวกในการเดินทาง การแก้ปัญหาเอาเปรียบและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมทั้งด้านสุขอนามัยด้วย โครงการลงทะเบียนเข้าประเทศ Thailand Pass ก็ยังมีปัญหา เมื่อมาถึงสนามบินก็ยังมีปัญหาเรื่องของการตรวจหาเชื้อ ช่องทางการเข้าออกประเทศ เส้นทางการบินในประเทศก็ยังไม่พร้อม

เอาแค่เหตุการณ์ใกล้ตัวคนไทยก็แล้วกัน สวนดุสิตโพล สำรวจความเห็นประชาชนกรณี คนไทยกับเทศกาลลอยกระทงในยุคโควิด-19 ผลก็คือ ร้อยละ 60.04 คนไทยยังรู้สึกกังวลเรื่องโควิด-19 กลัวเกิดคลัสเตอร์ใหม่ ยังไม่สนใจที่จะไปร่วมงานลอยกระทง อีกร้อยละ 43.94 ยังไม่แน่ใจ ร้อยละ 30.68 ถ้าจะลอยกระทงจะลอยกระทงออนไลน์ ร้อยละ 26.9 ไม่ค่อยมั่นใจกับมาตรการป้องกันโควิด-19 ถ้าจะไปลอยกระทงกันจริงๆก็จะไม่ไปสถานที่แออัด คนไทยกลัวปัญหาโควิดถึงร้อยละ 87.84 รองลงมาเป็นเรื่องของเศรษฐกิจตกต่ำที่ร้อยละ 59.1

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพยายามจะประโคมข่าวแต่ด้านเดียวมีนักท่องเที่ยวสนใจเข้ามาเที่ยวเมืองไทยเป็นหลักแสนหลังจากมีนโยบายเปิดประเทศ 120 วันเพียงแค่สองสัปดาห์ มีการเสนอตัวเลขแต่ด้านเดียวไม่พูดข้อเสีย มีการกระตุ้นการท่องเที่ยว จัดกิจกรรมเยอะไปหมด ที่ไม่ต่างอะไรจากนโยบายผักชีโรยหน้า ขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th

ผักชีการเมือง (thairath.co.th)

 

  • รัก
    2
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    2
 
ICT
ไปไม่เป็น
แม่ลูกจันทร์

18 พ.ย. 2564 06:06 น.

 

ผู้นำที่ดีต้องมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล ต้องคิดนอกกรอบเพื่อแสวงหานโยบายใหม่มาพัฒนาบ้านเมือง นายกฯลุงตู่ต้องการให้ถูกจดจำว่าเป็นผู้นำรัฐบาลที่ขยันคิดนโยบายใหม่ๆเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนประชาชน

ล่าสุด, นายกฯลุงตู่ ภูมิใจนำเสนอยุทธศาสตร์แก้จนใหม่แกะกล่อง ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลไหนคิดได้มาก่อน

เรียกชื่ออย่างโก้ว่า “1 ข้าราชการ รับผิดชอบ 1 ครัวเรือนยากจน”

กำหนดให้ข้าราชการ 1 คน เข้าไปช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือนให้ประชาชน 1 ครัวเรือน

อืมม์...เป็นแนวคิดน่าสนใจ

แต่ทำไม่ได้จริงอย่างที่ฉายหนังโฆษณา!!

“แม่ลูกจันทร์” ไม่ทราบว่า นายกฯลุงตู่ คิดนโยบายนี้เองหรือไม่??

ถ้าท่านนายกฯคิดนโยบายนี้เอง แสดงว่ามองโลกสวยเกินจริง

เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ข้าราชการ 1 คน รับผิดชอบแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือนให้ประชาชน 1 ครอบครัว

เพราะข้าราชการใช่ว่าจะเชี่ยวชาญ การแก้ปัญหาความยากจนหรือเป็นผู้ชำนาญการวางแผนแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน

ปัญหาต่อไป รัฐบาลจะใช้กฎหมายฉบับไหน ที่จะส่งข้าราชการลงไปตรวจสอบข้อมูลหนี้สินประชาชนแต่ละครอบครัว??

เพราะอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง

ปัญหาต่อไป จะมีหน่วยงานไหนที่รับผิดชอบภารกิจนี้โดยตรง??

หน่วยงานไหนจะมีอำนาจสั่งให้ข้าราชการทุกกระทรวงทบวงกรมต้องรายงานผลการแก้ไขหนี้ประชาชนแต่ละครอบครัว

เพื่อประเมินผลว่าแก้สำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์? แก้ไม่สำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์?

“แม่ลูกจันทร์” ย้ำอีกครั้งว่ายุทธศาสตร์แก้จน “1 ข้าราชการ รับผิดชอบ 1 ครัวเรือนยากจน” เป็นแนวคิดโลกสวยที่ไม่สามารถทำได้จริง

เพราะข้าราชการส่วนใหญ่ก็มีหนี้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน

ยกเว้นข้าราชการระดับบิ๊กๆ ส่วนน้อยที่มีฐานะร่ำรวย

ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ข้าราชการครู ทั่วประเทศ 9 แสนคน แบกหนี้สินรวมกันสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท

แม้แต่รัฐบาลลุงตู่ยังไม่รู้จะหาทางแก้วิกฤติหนี้สินครูอย่างไร??

ตัวอย่างที่ 2 ข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ 2 แสนนาย เป็นหนี้สินรวมกันกว่า 2 แสนล้านบาท

เฉลี่ยตำรวจ 1 คน ต้องแบกหนี้คนละ 2 แสนบาท

ตัวอย่างที่ 3 เฉพาะธนาคารออมสินแห่งเดียว มีลูกหนี้เป็นข้าราชการกว่า 1.18 ล้านคน

มียอดหนี้รวมกันกว่า 6.2 แสนล้านบาท

แยกเป็นข้าราชการพลเรือน และพนักงานรัฐวิสาหกิจกว่า 6 แสนคน

ข้าราชการครู 4.9 แสนราย ทหาร 4.8 หมื่นราย ตำรวจกว่า 4.5 หมื่นราย ฯลฯ

ยังไม่นับหนี้ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน หนี้บัตรเครดิต หนี้วงแชร์ หนี้หวยใต้ดิน และหนี้นอกระบบอีกบานตะไท

จะเอาข้าราชการที่ไหน 1 ล้านคน ไปช่วยแก้หนี้ประชาชน 1 ล้านครอบครัว??

ก็รู้อยู่แหละว่านายกฯลุงตู่ ตั้งใจดี

แต่ตั้งใจดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำได้จริงด้วยนะโยม.

 

“แม่ลูกจันทร์”

ไปไม่เป็น (thairath.co.th)

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    3
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    0
 
ICT

ข่าวข้น คนเข้ม : ร่างแก้ไขรธน.ฉบับประชาชน หรือ กลุ่มรีโชลูชั่น พริษฐ์ กับ ปิยบุตร ร่วมลงชื่อ

ข่าวข้นคนเข้ม หนังสือพิมพ์ ข่าวสด ชูประชาเหนือหิ้ง เทอดด้วยสัจธรรม ฉบับนี้ตรง (khaosod.co.th)

 ร่างแก้ไขรธน.ฉบับประชาชน หรือ กลุ่มรีโชลูชั่น พริษฐ์ กับ ปิยบุตร ร่วมลงชื่อ

18 พ.ย. 2564-00:04 น.

ร่างแก้ไข รธน.ฉบับประชาชน หรือ กลุ่มรีโชลูชั่น ที่ร่วมกันลงชื่อมี พริษฐ์ วัชรสินธุ กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล

หนังสือพิมพ์ ข่าวสด ชูประชาเหนือหิ้ง เทอดด้วยสัจธรรม ฉบับนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 18 เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2564 ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12 ปีฉลู

พรุ่งนี้ วันสุดท้ายของ กาลทาน สิ้นเวลา ทอดกฐิน ที่กำหนดไว้ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จนถึงวันเพ็ญเดือน 12 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินให้ สมาคมศิษย์หลวงพ่อ วัดปากน้ำ โดย สุนิภา คานีเยา น้อมนำมาถวายพระสงฆ์จำพรรษาถ้วนไตรมาส ประจำปี 2564 ที่วัดปากน้ำ พระอารามหลวง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร โดยจองเป็น ประธานเอก ล่วงหน้ามาตั้งแต่ 2522 หรือ 42 ปีมาแล้ว สำหรับ กฐินพระราชทานวัดปากน้ำ นั้น มี ผู้ศรัทธาขอจองล่วงหน้าไปถึงปี พ.ศ.3324 หรือล่วงหน้าไปถึง 760 ปี

ถกกันเดือดในรัฐสภา ร่างแก้ไขรธน.ฉบับประชาชน หรือ กลุ่มรี-โซลูชั่น ที่ร่วมกันลงชื่อ มี พริษฐ์ วัชรสินธุ กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นผู้ชี้แจงหลัก ได้รับคำชื่นชมว่าทำได้ดี น่าเสียดายที่ ส.ว. บางคนวางตัวนักเลงโตเข้าใส่ ชาวบ้านเห็นพฤติกรรมแล้ว แบบนี้ไม่มี วุฒิสภา เสียดีกว่า

ประเด็นที่น่าสนใจและท้าทาย ได้แก่ ยกเลิกส.ว.ใช้ระบบสภาเดี่ยว ตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบ เปลี่ยนที่มา องค์กรอิสระ ยกเลิก นิรโทษกรรมรัฐประหาร และยกเลิก ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ฟังจากน้ำเสียงของ ส.ว. ดูเหมือนจะไม่เอาด้วย แต่ถ้า สภาสูง ร่วมกันตีตก ก็จะบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า หวงอำนาจ เห็นแก่ประโยชน์ตัวเองหรือไม่

วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยังปลื้มอยู่กับ โครงการคนละครึ่ง อ้างฝรั่งยังทึ่งว่าคิดนโยบายนี้ออกมาได้อย่างไร เมื่อพืชผักผลไม้ ผักชี ราคาแพง ก็สั่งให้ ทหาร-กำลังพล เร่งปลูกเสริม ล่าสุด ม็อบรถบรรทุก ขู่สไตรก์หยุดขนสินค้า ถ้ารัฐแก้น้ำมันแพงไม่ได้ บิ๊กตู่ ก็ไอเดียบรรเจิดอีกจะให้ รถบรรทุกทหาร ขนแทน ชาวบ้านถามมา แล้ว ผักชี ที่สั่งปลูกโตพอเก็บได้หรือยัง

อัพเดตคดีทางการเมือง ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่าจนถึงปัจจุบัน มี ผู้ถูกคุมขัง ในเรือนจำระหว่างการต่อสู้คดี จากกรณีชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง อย่างน้อย 25 คน ที่ยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัว คดี มาตรา 112 มีจำนวน 6 คน ได้แก่ พริษฐ์ ชิวารักษ์-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา-อานนท์ นำภา-ภาณุพงศ์ จาดนอก-เบนจา อะปัญ ล่าสุด ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล นอกจากนี้ ยังมี เยาวชนอายุ 16 ปี ถูกคุมขังอยู่ที่ บ้านเมตตา โดนกล่าวหาทุบและเผาตู้ควบคุมสัญญาณไฟจราจร

สันตะวา

  • รัก
    3
  • ฮ่าฮ่า
    3
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1
 
ICT

รุมจวก “อนุทิน”หลังลั่นไม่บังคับฉีดวัคซีน แต่ใครไม่ฉีด อาจเข้าร้าน-สมัครงาน​ ไม่ได้

ชาวโลกออนไลน์รุมจวก “อนุทิน”หลังลั่น! ไม่บังคับฉีดวัคซีน แต่สุดท้ายจะเป็นกติกาสังคมที่ทุกคนต้องทำ หากไม่ฉีดอาจไม่สามารถเข้าใช้บริการในร้านต่างๆ หรือสมัครงานได้

18 พฤศจิกายน 2564

8:54 น.

การเมือง

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. โลกออนไลน์ได้มีการแชร์ข้อความที่ทาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ได้ให้สัมภาษณ์วานนี้ (18 พ.ย.) ถึงกรณีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดของประชาชนว่า การฉีดวัคซีนวันนี้เราฉีดได้กว่า 70% ซึ่งเป็นระดับที่จะสร้างความปลอดภัยได้ แต่ก็ไม่ได้หยุดฉีดยังมีการเดินหน้าฉีด ซึ่งจะเป็นไปตามเป้าหมาย 100 ล้านโด๊ส ในปีนี้ 100% อย่างไรก็ตาม ในส่วนแผนการฉีดที่เหลือจากนี้ไปจนถึงเป้าหมายนั้นคงไม่ได้จะไปออกมาตรการบังคับ หรือต้องไปสร้างแรงจูงใจอะไร แต่ใช้เรื่องของจิตสำนึกในการสร้างความปลอดภัยให้กับตัวเอง และความปลอดภัยให้กับสังคมโดยรวม ซึ่งเรื่องนี้สังคมก็จะเป็นคนกำหนดเอง เช่น หากคนที่ฉีดวัคซีนครบไปนั่งรับประทานอาหารในร้านค้าแห่งหนึ่ง แล้วมีคนไม่ฉีดวัคซีนไปใช้บริการด้วย ทางร้านอาจจะจัดที่นั่งให้เฉพาะ หรือเขาก็อาจจะปฏิเสธไม่ให้บริการ หรือแม้แต่การสมัครงาน จากนี้อาจจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรับหรือไม่รับเข้าทำงานก็ได้

 

“วัคซีนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้คนเราคบค้าสมาคมด้วยเกิดความสบายใจ ดังนั้นตอนนี้สิ่งที่กระทรวงทำคือการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้คนมาฉีดวัคซีน และในส่วนของผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง พื้นที่ห่างไกล เราก็มีการจัดรถโมบายไปฉีดให้ เรื่องการของจูงใจ หรือให้รางวัลเพื่อให้ฉีดวัคซีนคงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เราต้องแคร์ตัวเอง แคร์คนรอบข้าง การให้รางวัลตัวเองคือการฉีดวัคซีน” นายอนุทิน กล่าว

โดยชาวโลกออนไลน์เห็นว่า การจำกัดสิทธิไม่ให้ประชาชนที่ได้ฉีดวัคซีนโควิด ได้รับการบริการต่างๆ รวมถึงแม้แต่การสมัครงาน เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงแม้ว่าจะฉีดวัคซีนแล้ว ไม่ใช่ว่าจะไม่ติดโควิด พร้อมกับตั้งคำถามว่า หากฉีดวัคซีนแล้วแพ้ถึงขั้นพิการและเสียชีวิต นายอนุทินจะรับผิดชอบหรือไม่

... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/487211/

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    3
  • เศร้า
    2
 
ICT

อาฟเตอร์ช็อก ก้าวต่อไปหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

สรุปแล้วก้าวต่อไปของสถานการณ์การเมืองไทยจะไปจบที่ตรงไหน? หลังศาล รธน. วินิจฉัยข้อเสนอปฏิรูปสถาบัน "เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง”

18 พฤศจิกายน 2564

8:00 น.

ที่เห็นและเป็นอยู่

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ข่าวที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก คือกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มราษฎร คือ นายอานนท์ นำภา, นายภาณุพงศ์ จาดนอก, น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง การยื่นข้อเสนอปฏิรูปสถาบันว่า “เป็นการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 49” ซึ่งคำตัดสินนั้นก็ทำให้อึงอลกันไปทั้งเมืองพอสมควร

 

มีการตั้งคำถาม หรือตอบโต้กลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญอย่างมาก ว่า เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในการแสดงออกทางความคิด เรื่องความเห็นต่างทางการเมืองไม่ควรถูกใช้อะไร “ปิดปาก” แต่ต้องนำมาถกแถลงกันในพื้นที่สาธารณะได้อย่างปลอดภัย ขณะนี้เมื่อไปวินิจฉัยให้การเคลื่อนไหวของราษฎรขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะทำให้เกิด “บรรยากาศทางความกลัว” เพิ่มขึ้นจากที่ ม.112 ได้สร้างบรรยากาศนั้นภายในสังคมไทยไว้แล้ว

 

และการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถูกเอามา “ตีความ” ว่า “หมายถึงการสนับสนุนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือไม่?” โดยเอาบางถ้อยคำมาอ้าง และหลังจากนี้การเคลื่อนไหวทางการเมืองยังไม่รู้ว่า ..จะออกรูปไหน ดูเหมือนผลจากคำวินิจฉัยนี้ยังไม่สะเด็ดน้ำ หรือฝุ่นยังตลบหนักอยู่ ยังไม่น่าประเมินระดับความรุนแรง แต่สิ่งที่เริ่มเป็นเค้าลางคือ “ฝ่ายได้เปรียบจากคำวินิจฉัย เตรียมมุ่งเช็กบิลฝ่ายตรงข้ามต่อ”

หลังคำวินิจฉัยก็มีความเคลื่อนไหวต่อเนื่องเกี่ยวกับการยุบพรรคก้าวไกล “คนร้อง” น่าจะเอาแพะเอาแกะมาโยงกันให้ได้ล่ะว่า “พรรคก้าวไกลมีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เพราะ ส.ส.พรรคนี้ไปไล่ประกันตัวม็อบ แล้วม็อบก็ถูกวินิจฉัยไปแล้วว่า เคลื่อนไหวขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 49 อีกทั้งฝ่ายผู้ร้องเขาคงหาหลักฐานอะไรมาโยงว่าพรรคก้าวไกลอยู่เบื้องหลังม็อบให้ได้

และกลุ่มที่แนวคิด อุดมการณ์อยู่ตรงข้ามขั้วผู้ชุมนุมขณะนี้ จะใช้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็น “ใบอนุญาตฟ้องร้อง” หรือไม่ ประเภทคอยจับผิดโน่นนี่แล้วเอาไปร้องเรียนทำผิด ม.112 แม้กระทั่งโรงหนังก็หนาวๆ ร้อนๆ เพราะอยู่ๆ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ไปส่งสัญญาณขอให้ “กล้าหาญที่จะยืน” ตอนฉายเพลง “ข่าววอ” ในการปฐมนิเทศนักศึกษา วปอ. คราวนี้ไม่รู้จะมีใครจับผิดคนไม่ยืนหรือเปล่า หรือโยนให้โรงหนังจัดการ

เช่นนี้แล้ว ก้าวต่อไปจะทำอย่างไรต่อ? อันดับแรก ใครจะชอบม็อบหรือไม่ก็ตาม ต้องเข้าใจว่า “กฎหมาย ม.112 มันกลายเป็นเครื่องมือให้มีการกลั่นแกล้งได้” เพราะมีการใช้ที่ครอบจักรวาล ลักษณะความผิด “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย” มันดันใช้เพดานเดียวกันได้เป็นเพดานสูง คือ โทษจำคุก 3-15 ปี และใครก็ฟ้องได้ เคยเขียนไปแล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า มันมีความบิดเบี้ยวในการใช้และตีความอย่างไร

เมื่อมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมา ก็จะมี “บางฝ่าย” ยิ่งลำพองกับการใช้กฎหมายนี้จัดการคนอื่นมากขึ้น คือบางทีไม่ต้องเป็นเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างหรอก ..จากที่เคยเห็นมา แค่มีปัญหาเรื่องหนี้สินกัน เจ้าหนี้ก็เอาลูกหนี้มาประจานว่ามีพฤติกรรมผิด 112 เพราะเคยวิจารณ์สถาบัน ไม่รู้ว่าหวังผลอะไร ให้คนอื่นไปไล่ ล่าแม่มด ให้หรือเปล่า เมื่อมี การใช้กฎหมายแบบจ๊าดง่าว อย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องของฝ่ายนโยบายที่จะต้องกำหนดท่าที

จะให้ยกเลิกตามที่ฝ่ายม็อบเสนอ มันก็เป็นไปได้ยาก ที่ล่าๆ ชื่อกันคือเขาเสนอให้ออกเป็นพระราชบัญญัติ ใจความสั้นๆ “ยกเลิกมาตรา 112” ไม่ต้องรอให้กฎหมายผ่านแล้วใครยื่นตีความหรอก แค่ชั้นเสนอกฎหมายโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือฝาก ส.ส.พรรคไหนส่งเข้าสภา เขาก็ไม่อยากทำให้เดี๋ยวงานเข้า และถูกตีตก 100% ในสภา เรื่องขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 6, 49 การเข้าชื่อยิ่งเยอะไม่ได้แปลว่ากฎหมายจะผ่านได้ มันขึ้นอยู่กับสภา

จะให้แก้ 112 ก็คงมีพวกขวาจัดยึกยักขึ้นมาอีก เรื่องนี้ท่าทีของรัฐบาลจึงสำคัญมาก “เพื่อไม่ให้เกิดการใช้กฎหมายกลั่นแกล้งกัน” ไม่ใช่แค่บอกให้หยุดพูดถึงสถาบัน อย่างที่บอกมันใช้กฎหมายกลั่นแกล้งกัน กฎหมายคุ้มครองพระราชา พระราชินี และองค์รัชทายาท แต่ดันมีคนฟ้อง ส.ศิวรักษ์ หมิ่นพระนเรศวร!! คือศาลยังไม่ต้องตัดสินว่าผิด แต่ถ้าจะแกล้ง ก็ไปฟ้องให้ต้องขึ้นศาลต่างจังหวัดได้ หรือยังไม่ทันขึ้นศาล แค่เป็นคดีความก็เป็นเรื่องรำคาญใจแล้ว

แต่ท่ารัฐบาลที่มีลักษณะเป็น “ฝั่งขวา” หรืออนุรักษนิยม ไม่อยากแก้ วิธีที่จะไม่ทำให้สถานการณ์การใช้ ม.112 บานปลาย ก็ต้องกำหนดให้มีการตั้ง “คณะกรรมการกลาง” ขึ้นมาตรวจสอบสำนวนก่อนส่งฟ้องอัยการ ว่าอะไรเป็นการกระทำที่เข้าข่าย “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย” อะไรที่ไม่เข้าข่ายก็ไม่ต้องไปถูลู่ถูกังให้มันเข้า คณะกรรมการดังกล่าวน่าจะมีสัดส่วนของนักสิทธิมนุษยชนและภาคประชาชนมาคานภาครัฐด้วย

ยิ่งการบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม “แรงกระแทก” จะยิ่งกลายเป็นความรู้สึก ด้านลบต่อสถาบัน กลายเป็นความกลัวซึ่งไม่เป็นผลดีต่อ “ความจงรักภักดี” ที่รัฐบาลพยายามรณรงค์ ในฐานะเป็นผู้ดูแลนโยบาย ดูแลการบังคับใช้กฎหมาย เรื่อง ม.112 นี้รัฐบาลต้องหาจุดสมดุลที่ไม่ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำสะสมกำลังแรง รอวันเป็นสึนามิ..อย่าลืมว่าในฐานะ “พลเมืองโลก” การทำอะไรที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนเกินไป จะมีการเรียกร้องให้ต่างชาติแทรกแซงและคว่ำบาตร

สำหรับภาคประชาชน ก็ต้องลุ้นอีกเรื่องที่น่าจะนำไปสู่การ “ปรับเปลี่ยน” อะไรหลายๆ อย่างคือ ในวันที่ 16 พ.ย.นี้จะมีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชน (และจะโหวตในวันที่ 17 พ.ย.) รัฐธรรมนูญภาคประชาชนนี้คือร่างที่เสนอโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ หลานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และ ภาคประชาชนแสนกว่าคนเข้าชื่อ ส่วนที่น่าสนใจคือแก้ ม.272 ยกเลิก ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ และแก้ ม.256 เรื่องวิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ก็ไม่รู้ว่าที่ประชุมจะคว่ำหรือไม่ แต่ก็ต้องลุ้นกัน ให้แก้ ม.256 ให้ได้ เพราะมาตรานี้คือกุญแจสำคัญในการตั้งต้นร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งหากยกร่างด้วยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) อาจมีการ “ถกเถียงกันให้ตกผลึก” เกี่ยวกับการ “คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร” มากขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และพูดถึงหลักการคานอำนาจใหม่ไม่ให้มีองค์กรไหนเป็น “ซูเปอร์องค์กร” ที่กระบวนการตรวจสอบทำได้ยาก

ถ้าคิดกันง่ายๆ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด ถ้าเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ กฎหมายไหนที่มีอยู่แล้วขัดรัฐธรรมนูญก็สามารถถูกหยิบขึ้นมา “ชำระ” ได้ การต่อสู้เรียกร้อง “โดยอยู่ในระบบ” คือหวังพึ่งกลไกสภานี่แหละ แต่ในขณะที่ “อำนาจทางการเมือง” ยังเป็นเช่นนี้อยู่คงหวังพึ่งสภายาก ก็ต้องวัดกันด้วยการเลือกตั้งใหม่ ให้ได้ขั้วอำนาจที่วิธีคิดเปลี่ยน ..ลองคิดดูว่า ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ เรื่องสิทธิมนุษยชนจะใช้ขายแข่งกับเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องได้หรือไม่

การเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนนเกิดขึ้นได้ เป็นสิทธิ แต่สุดท้ายเพื่อป้องกันอำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซง ควรใช้กลไกตามกฎหมายที่มีอยู่เพื่อความเปลี่ยนแปลง.

 

………………………………………………………

คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่

โดย “บุหงาตันหยง”

... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/articles/475649/

  • รัก
    2
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    1
 
ICT

“ทหารแก่”กล้ามใหญ่เป็นข้อๆ..เพราะมี “ลิ่วล้อ” ชูคอหนุน

 “ทหารแก่”กล้ามใหญ่เป็นข้อๆ..เพราะมี “ลิ่วล้อ” ชูคอหนุน

“ประเคนใส่มือประยุทธ์”

“พรรคการเมือง” ตะแหง่ว ว่าทำเพื่อ “ประชาชน” ไม่ต้อง-มาพูด

เมื่อไม่คิดที่จะรักษา “อำนาจของประชาชน” เอียงกระเท่เร่ ยกอำนาจ “ใส่พาน” ให้กับ “ระบอบประยุทธ์”

เทร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน กันกลางเมืองกันกลางตลาด ให้อำนาจ “ระบอบประยุทธ์” อยู่อย่างถาวร เสร็จสรรพ

“ทหารแก่” ที่ใหญ่กล้ามเป็นข้อ ๆ ..เพราะมี “ลิ่วล้อ” ไงล่ะครับ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“กระเชอก้นรั่ว”

ใช้ “ศรัทธา” อย่างสิ้นเปลือง ชนิดสุรุ่ยสุร่าย –จนเข้าเนื้อเข้าตัว

เมื่อ “พรรคประชาธิปัตย์” ของ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาฯ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรค..ละสายตัว ไปยืนอยู่กับ “ระบอบประยุทธ์” ควรยอมรับอย่างดุษฎี

จะมาแก้ตัว ให้เห็น “ความล่อนจ้อน” ไม่มีอะไรปิดกาย ไม่มีอะไรปิดตัวกันทำไมเล่า..อ้างสาเหตุ “ไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” เพราะไม่อยากเห็นการ “มัดมือชก” ข้างเดียวที่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขกันมา

กระทืบประชาชน “จนน่วม”.. “อ่วมอรทัย” เหมือนมันจะไม่-เข้าตา

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“ระบบ สว.ลากตัวโหวตประยุทธ์เป็นนายกฯคงดี”

“พรรคพลังประชารัฐ”  เขาเป็น “หุ้นส่วนทางการเมือง” กับ “๓ ป.” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ร่วม “รับจ๊อบ” กันมาเกือบ ๓ ปี

เป็นที่เข้าใจได้ว่า เขาต้องลงเรือแป๊ะลำเดียวกัน จนกว่า “ ๓ ป.” จะหมดสภาพ

แต่ “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย-ชาติไทยพัฒนา” ลมหายใจทุกเฮือก ฝากไว้กับประชาชน..แต่ไม่ลังเล สนับสนุน “ระบอบประยุทธ์” ทั้งที่ถ้า “เอาอำนาจประชาชนคืนมา”  ๓ พรรคนี้มีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี

น่าแขวน “หลวงพ่อโชย”..หมดยุค “หลวงพ่อโกย” มาตั้งหลายปี

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“เปอร์เซ็นต์ตายสูงกว่ากัน”

“แก่เหนียงยาน” จะอยู่กันได้-กี่วัน

“โลง” เป็นสมบัติเพื่อ “บรรจุคนแก่” ความเป็นไปได้ ใครก็เห็นทั้งนั้น

“คนหนุ่ม” กว่าจะหมดอายุขัย มีน้อยกว่า..เมื่อบางคนแก่ “จวนจะเข้าโลง” แต่ยังไม่รู้จักเจียม ในการประมาณตน แสดงท่าทีในการสร้าง “ความชังชิง” เกลียดมาก เกลียดเข้าใส่กระดูกดำ จนคนพากันเอียน

จะมี “คนแก่” สักกี่คน..ที่โดนก่นด่า กันอย่าง-เวียนเทียน

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“สว.เป็นปราการเหล็ก”

เสริมอำนาจให้กับ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เต็มสเปค

ทำลายความชอบธรรม ของ “เหลาเด็กๆ” ที่สู้เพื่อประเทศชาติ โดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

“สว. ๒๕๐ คน” ร่วมรับประทานภาษีประชาชน ตกเดือนหนึ่ง “๕๐ ล้านบาท” อิ่มสุขสำราญแก่วงศ์ตระกูลเหลานี้..เพราะผลงานมีเพียง “๒ สถาน” คือ “คอยอุ้มเชียร์พล.อ.ประยุทธ์”..และมี “ปากเป็นจักรกล” คอยด่าคนเห็นต่าง

ทำหน้าที่ ด้อยกว่า “ป้าเป้า”…เขามีแต่ “ผลงานน้ำเน่า” ที่เข็นออกมา-ทุกครั้ง

“กะพรุนไฟ”

 

๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

“ทหารแก่”กล้ามใหญ่เป็นข้อๆ..เพราะมี “ลิ่วล้อ” ชูคอหนุน - สำนักข่าว บางกอก ทูเดย์ (bangkok-today.com)

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    2
 
ICT
หลายโรงเรียนเริ่มสั่งปิดเพราะมีการติดเชื้อโควิดครับ
ล่าสุด สั่งปิดโรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม กรุงเทพฯ และโรงเรียนบุญวัฒนา จังหวัดนครราชสีมา
 
 
 
2.3 หมื่น2.3 หมื่น
 
ความคิดเห็น 1 พัน รายการ
แชร์ 2.6 พัน ครั้ง
 
ถูกใจ
 
 
 
แสดงความคิดเห็น
 
 
แชร์
 
 
  • รัก
    2
  • ฮ่าฮ่า
    3
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    1