14ความคิดเห็น
  • น้ำกรดแช่เย็น

    10 ม.ค. 2017 - 02:17

    ทราบกันดีว่าสิทธิเสรีภาพของสตรีภายในประเทศอินเดียนั้น อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ความรุนแรง ตลอดจนเรื่องของการคุกคามทางเพศ แต่คุณทราบหรือหรือไม่ว่ายังมีขนบธรรมเนียมโบราณอย่างหนึ่ง ที่ยึดปฏิบัติมาแต่โบราณนั่นคือ “เทวทาสี” หรือ “โสเภณีศักดิ์สิทธิ์” (sacred prostitute) ซึ่งตามความเชื่อของศาสนาฮินดูคือ การถวายตัวหญิงสาวบริสุทธิ์เพื่อแต่งงานกับเทพเจ้า แต่หน้าที่แท้จริงคือการบริการให้กับนักบวชภายในวัด

     

    ในอินเดียเด็กหญิงที่ถูกพ่อแม่ถวายตัวให้เป็น ?เทวทาสี? นั้น มักมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน ซึ่งเด็กเหลานั้นมีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป การถวายตัวลูกสาวให้แก่วัด ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งในครอบครัว และไม่ต้องเสียทรัพย์สินจ่ายค่าสินสอดให้ฝ่ายชาย ถึงแม้ว่าพวกเธอจะมี ?เทพเจ้า? เพียงองค์เดียวก็ตาม แต่ก็ยังต้องไปนอนเป็นทาสกามให้แก่นักบวชชายคนอื่นๆในวัด

    พวกเธอส่วนใหญ่จะไม่ได้เรียนหนังสือ หลังจากที่ได้ถวายตัวเป็นเทวทาสีแล้ว และก็จะไม่สามารถแต่งงานได้อีกไปทั้งชีวิต ถึงแม้จะเป็นเพียงโสเภณีก็ตาม แต่ก็ได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนทั่วไป แต่เมื่อหลายคนมีอายุมากขึ้น เมื่อนักบวชเริ่มหมดความสนใจในตัวพวกเธอ ก็จะรับสั่งให้ไปรับผิดชอบในหน้าที่อื่น ๆ แทน บางคนจึงต้องผันตัวกลายเป็นขอทานหรือนางเริงระบำ ที่แย่ไปกว่านั้นคือ พวกเธอไม่สามารถเรียกร้องให้นักบวชสวมใส่ถุงยางอนามัยได้ จึงมักเป็นโรคติดต่อทางเพศอยู่บ่อย ๆ !

    ถึงแม้ว่าประเทศอินเดียจะประกาศห้ามไม่ให้มีโสเภณีศักดิ์สิทธิ์แล้ว แต่ในพื้นที่ห่างไกลยังคงยึดถือปฏิบัติกันอยู่ ปัจจุบันมีเทวทาสีจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ในอินเดีย

    นับเป็นเรื่องราวน่าสะเทือนใจ ที่ยุคสมัยนี้ยังเห็นพ่อแม่ส่งลูกตัวเองไปเป็นโสเภณีอยู่ แต่เรื่องของความเชื่อนั้นยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ในเวลาสั้น ๆ เราหวังว่าอินเดียจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้เร็ววัน เพื่อความเท่าเทียมของสิทธิเสรีภาพสตรี แชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ จะได้ตระหนักถึงปัญหานี้กันเถอะ !

     
    ขอบคุณที่มา: http://love.meawza.com/s/76505

  • น้ำกรดแช่เย็น

    10 ม.ค. 2017 - 02:26

    นี้หรือนักบวชต้องเรียกว่าไอ้เเมงดามากกว่าจุ๊ ๆ

  • big60

    10 ม.ค. 2017 - 04:07

    อินเดีย มีปัญหาเรื่องชนชั้นศักดินา มานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนเกิดศาสนาพุทธ แบ่งเป็นวรรณะตั้งสี่ชั้นห้าชั้น มองคนไม่เป็นคนเหมือนกัน โดยมีข้ออ้างหลายอย่าง ซึ่งข้ออ้างเหลานี้ ก็พวกชนชั้นศักดินานั่นแหละ พากันตั้งขึ้นมาเอง โดยอ้างความดีบ้าง เทพเจ้าบ้าง ขนบธรรมเนียมประเพณีบ้าง

    ...

    แต่โดยเจตนาจริงๆ ก็เพื่อให้ได้เปรียบคนร่วมชาติตัวเองเท่านั้น ได้อภิสิทธิ์ทุกอย่างเหนือคนร่วมชาติเท่านั้น ไม่ได้เป็นจริงเหมือนที่อ้างหรอก ช่องว่างระหว่างความเป็นคนของอินเดียจึงสูงมาก สูงจนดูเหมือนคนต่างวรรณะไม่ใช่คน คำสอนที่ลบล้างวรรณะก็คือคำสอนของพระพุทธเจ้า

  • John nonlen

    10 ม.ค. 2017 - 04:28

    คารวะx2

    ในทศวรรษ ๑๙๓๐ จอห์น สติลล์ นักเขียนพเนจรชาวอังกฤษ ตั้งข้อสังเกตในหนังสือชื่อ The Jungle Tide ว่า “ความทรงจำของมนุษย์นั้นเป็นด้ายที่เปราะบางเกินกว่าจะแขวนประวัติศาสตร์ได้”

    แต่บางครั้ง วีรกรรมของใครบางคนก็ได้รับการถ่ายทอดจากปากต่อปาก จากรุ่นสู่รุ่น ถักทอด้ายความจำของปัจเจกจนกลายเป็นผืนผ้าแห่งความทรงจำร่วมกันของสังคมที่แน่นหนา และสะท้อนความจริงอย่างซื่อสัตย์กว่าประวัติศาสตร์ที่จารึกในหน้าหนังสือหรืออนุสาวรีย์ใดๆ

    มหาตมะคานธีอาจเป็นชาวอินเดียที่คนทั่วโลกรู้จักดีที่สุดตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน แต่อินเดียคงไม่มีวันทะยานขึ้นเป็นมหาอำนาจใหม่ในศตวรรษที่ ๒๑ ได้เลยหากปราศจากชายชื่อ บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์ (ค.ศ. ๑๘๙๑-๑๙๕๖) ผู้สร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้แก่ชาวอินเดียนับล้านคนที่ถูกเพื่อนร่วมชาติหมิ่นแคลนสืบมานานนับพันปี

    ดร. บาบาสาเฮบ พิมเรา รามจิ อัมเบดการ์ (Dr. Babasaheb Bhimrao Ramji Ambedkar) เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ค.ศ. ๑๘๙๑ ในตระกูลคนอธิศูทร (ชื่อเรียกคนวรรณะจัณฑาล) ที่ยากไร้ตระกูลหนึ่งในรัฐมหาราษฏระของอินเดีย เป็นบุตรชายคนที่ ๑๔ และคนสุดท้องของนายรามจิกับนางพิมมาไบ สักปาล บิดามารดาตั้งชื่อเขาว่า “พิม”

    แม้จะยากจน นายรามจิกับนางพิมมาไบก็สู้อดมื้อกินมื้อ ทำงานแบกหามสารพัดเพื่อส่งเสียให้เด็กชายพิมได้เรียนจนจบชั้นมัธยม แต่กว่าจะเรียนจบเด็กชายพิมก็ต้องกัดฟันทนพฤติกรรมหยามเหยียดของครูและเพื่อนร่วมชั้นซึ่งเป็นคนในวรรณะสูงกว่า ครูและนักเรียนรังเกียจกระทั่งไม่ยอมให้เขา
    นั่งเก้าอี้ พิมต้องไปปูกระสอบนั่งเรียนกับพื้นอยู่มุมห้องทุกวัน ทุกครั้งที่ครูสั่งให้พิมออกมาทำแบบทดสอบหน้าห้อง เพื่อนนักเรียนจะวิ่งไปเอาปิ่นโตและห่ออาหารที่วางไว้บนรางชอล์กกระดานดำออกมา เพราะกลัวว่าเสนียดของพิมจะไปติดอาหารของพวกเขา เวลาที่พิมกระหายน้ำเขาก็ดื่มน้ำจากแก้วตรงๆ ไม่ได้ ต้องวิงวอนขอความเห็นใจจากเพื่อนให้คอยเทน้ำลงในปากของเขา

    โชคดีที่โลกวัยเยาว์ของพิมไม่ได้มีแต่คนใจไม้ไส้ระกำ ครูคนหนึ่งในวรรณะพราหมณ์มีเมตตาต่อพิม คอยหาโอกาสแบ่งอาหารให้เขารับประทาน ครูผู้นี้เล็งเห็นว่าสาเหตุข้อหนึ่งที่พิมถูกรังเกียจคือ “สักปาล” นามสกุลของเขาซึ่งบ่งบอกความเป็นอธิศูทร จึงไปแก้ทะเบียนที่โรงเรียน เปลี่ยนให้พิมใช้นามสกุลของตนคือ “อัมเบดการ์” นับแต่นั้นเป็นต้นมา นามสกุลใหม่นี้ทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าพิมเป็นคนในวรรณะพราหมณ์ ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานที่เขาต้องเผชิญได้เป็นอย่างดี

    พิมบากบั่นเล่าเรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ด้วยผลการเรียนดีเด่น จนมีนักสังคมสงเคราะห์พาเขาเข้าเฝ้ามหาราชาแห่งเมืองบาโรดา มหาราชาผู้ประสงค์จะสนับสนุนการศึกษาให้แก่คนอธิศูทร พระองค์พระราชทานเงินทุนจนพิมเรียนจบปริญญาตรี และหลังจากนั้นก็ส่งเขาไปเรียนต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา

    ที่มา : http://buddhambedkar.blogspot.com/2010/05/images-of-dr-b-r-ambedkar.html
    ดร.อัมเบดการ์ระหว่างศึกษาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ค.ศ.๑๙๑๓-๑๙๑๖

    ชีวิตนักศึกษาที่อเมริกาเปิดประตูให้พิมได้ลิ้มรสชาติของความเท่าเทียมทางสังคมเป็นครั้งแรก เพราะที่นั่นไม่มีใครแสดงอาการรังเกียจความเป็นอธิศูทรของเขาเหมือนอย่างในอินเดีย พิมเดินทางกลับอินเดียด้วยความมุ่งมั่นว่าจะต่อสู้เพื่อคนในวรรณะเดียวกัน สร้างสังคมอินเดียที่เสมอภาคให้จงได้

    พิมเข้าเป็นอาจารย์ในวิทยาลัยซิดนาห์ม บอมเบย์ (มุมไบปัจจุบัน) ในปี ค.ศ. ๑๙๑๘ ต่อมาย้ายไปเป็นข้าราชการในเมืองโครักขปุระตามคำเชิญของมหาราชาชาหุที่ ๑ ผู้ทรงสนับสนุนสิทธิของคนอธิศูทร มหาราชาพระองค์นี้นอกจากจะรับพิมเข้าทำงานแล้วยังออกทุนให้เขาเขียนและตีพิมพ์วารสารรายสัปดาห์ชื่อ มุขนายก (ผู้นำพลังเงียบ) ในบอมเบย์ตั้งแต่ปี ๑๙๒๐ พิมใช้วารสารฉบับนี้โจมตีนักการเมืองอนุรักษนิยมที่ไม่แยแสต่อการกดขี่คนวรรณะต่ำ ต่อมาเขากลับไปเรียนที่วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (แอลเอสอี) ในอังกฤษ ด้วยเงินที่ยืมจากมหาราชาและเพื่อน ใช้ชีวิตในอังกฤษอย่างแร้นแค้น มุมานะจนเรียนจบปริญญาโทที่นั่น และปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ทั้งยังสอบผ่านเนติบัณฑิต วุฒิการศึกษาสูงลิ่วจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่พิมซึ่งตอนนี้เป็น ดร. อัมเบดการ์ ได้มาด้วยความยากลำบาก ทำให้ในที่สุดเขาก็กลับมาทำงานเป็นทนายความในศาลสูงของบอมเบย์ได้สำเร็จ

    ข้อเขียนที่วิพากษ์นักการเมืองอย่างตรงไปตรงมาและการเคลื่อนไหวรณรงค์เพื่อสิทธิของคนจัณฑาลอย่างต่อเนื่องทำให้ ดร. อัมเบดการ์ได้รับความนิยมชมชอบจากชาวอินเดียร่วมวรรณะมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี ๑๙๓๒ เขาได้รับเชิญไปร่วมงานเสวนาโต๊ะกลมเกี่ยวกับอนาคตของอินเดียที่กรุงลอนดอน ในห้วงเวลาที่จักรวรรดิอังกฤษเริ่มเปิดพื้นที่ให้คนอินเดียมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

    ดร. อัมเบดการ์เชื่อมั่นว่า ความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตของคนวรรณะจัณฑาลทั้งมวลจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อพวกเขามี “อัตลักษณ์” ต่างหากจากทั้งสภาคองเกรสแห่งชาติ (ซึ่งมีมหาตมะคานธีเป็นผู้นำ) และอังกฤษเจ้าอาณานิคม ด้วยเหตุนี้เขาจึงเรียกร้องว่าชาวจัณฑาลควรมีสิทธิเลือกผู้แทนของตนต่างหาก คานธีไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของ ดร. อัมเบดการ์ (ทั้งที่เห็นว่าชนกลุ่มน้อยอื่นๆ อาทิชาวมุสลิม และซิกข์ควรมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน) เนื่องจากเกรงว่าการกันผู้แทนให้แก่จัณฑาลโดยเฉพาะจะก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมฮินดูรุ่นหลัง (เพราะมองว่าจัณฑาลยังเป็นฮินดู ไม่ใช่คนต่างศาสนาอย่างมุสลิมหรือซิกข์)

    ระหว่างที่รัฐบาลอังกฤษเห็นด้วยกับ ดร. อัมเบดการ์ว่าจัณฑาลควรมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน คานธีก็เริ่มอดอาหารประท้วงข้อเสนอดังกล่าวระหว่างที่ถูกคุมขังในคุกเมืองปูเน เรียกร้องว่าชาวฮินดูทั้งมวลจะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และประกาศว่าจะอดอาหารจนถึงแก่ชีวิต การประท้วงของคานธีได้รับการสนับสนุนมหาศาลจากมวลชนทั่วทั้งอินเดีย ผู้นำหัวอนุรักษนิยมชาวฮินดูและนักกิจกรรมชั้นแนวหน้าขอนั่งโต๊ะเจรจากับ ดร. อัมเบดการ์และผู้สนับสนุนเขา พยายามกดดันให้ ดร. อัมเบดการ์ยอมยกเลิกข้อเรียกร้องเรื่องผู้แทนของจัณฑาล แรงกดดันประกอบกับความหวั่นเกรงว่าคนในวรรณะจัณฑาลจะตกเป็นเป้าความโกรธแค้นของชาวฮินดูหมู่มากถ้าหากคานธีสิ้นชีวิตจริงๆ ทำให้ ดร. อัมเบดการ์ยอมละทิ้งจุดยืนที่เคยยึดมั่น

    ดร. อัมเบดการ์มองว่าการประท้วงอดอาหารของคานธีเป็นอุบายอันแยบยลที่จะกีดกันไม่ให้จัณฑาลมีสิทธิทางการเมือง และเขาก็มองว่าสภาคองเกรสแห่งชาติภายใต้การนำของคานธีอย่างดีที่สุดก็จะทำให้ชาวฮินดูรู้สึกสมเพชเวทนาจัณฑาล แต่ยังปฏิเสธว่าพวกเขาควรมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียม

    อย่างไรก็ตาม คานธีก็หาได้ผูกใจเจ็บ ดร. อัมเบดการ์ไม่ หากมองว่าเขาเป็นเสาหลักที่สำคัญต่ออนาคตของอินเดีย หลังจากที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ คานธีหว่านล้อม เยาวหราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรก ให้แต่งตั้ง ดร. อัมเบดการ์เป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และเชิญเขาให้มามีบทบาทนำในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ

    ร่างรัฐธรรมนูญที่ ดร. อัมเบดการ์เขียนขึ้นนั้นชัดเจนว่ามุ่งสร้าง “การปฏิวัติทางสังคม” ในอินเดียเหนือสิ่งอื่นใด ด้วยการประกันและคุ้มครองสิทธิพลเมืองนานัปการ ตั้งแต่เสรีภาพในการนับถือศาสนา การยกเลิกวรรณะจัณฑาล และประกาศให้การเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ดร. อัมเบดการ์ยังเสนอให้ใช้โควตาในระบบราชการ โรงเรียน และวิทยาลัยเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม รัฐธรรมนูญที่ ดร. อัมเบดการ์เป็นหัวหอกผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๔๙

    หลังจากที่ผลักดันรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ ก้าวต่อไปของดร. อัมเบดการ์ คือการเขียนกฎหมายกฎบัตรฮินดู (Hindu Code Bill) เพื่อแทนที่จารีตฮินดูซึ่งผู้หญิงตกเป็นเบี้ยล่างมาตลอด ด้วยกฎหมายที่มอบสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ผู้หญิงอย่างเท่าเทียมกับผู้ชาย โดยเฉพาะเรื่องมรดก การแต่งงาน และเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่า ดร. อัมเบดการ์จะได้รับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรีเนห์รู ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ถูกต่อต้านอย่างหนักจากนักการเมืองส่วนใหญ่ในสภา ความขัดแย้งส่งผลให้ ดร. อัมเบดการ์ตัดสินใจลาออกจากคณะรัฐมนตรีในปี ๑๙๕๑ ปีต่อมาเขาลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่แพ้การเลือกตั้ง เขาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาในปีเดียวกัน และเป็นวุฒิสมาชิกจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

    ที่มา : http://buddhambedkar.blogspot.com/2010/05/images-of-dr-b-r-ambedkar.html
    ค.ศ.๑๙๒๗ ดร.อัมเบดการ์นำพิธีสัตยาเคราะห์ดื่มน้ำในสระโชว์ดาร์
    ที่เมืองมหัท(Mahad)ซึ่งเดิมห้ามคนวรรณะต่ำใช้น้ำในสระนี้
    นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ “ศตวรรษแห่งความเสมอภาค”

    ที่มา : http://www.columbia.edu/itc/mealac/pritchett/00routesdata/1900_1999/ambedkar/bellwinkel/bellwinkel.html
    โปสเตอร์ ดร.อัมเบดการ์ชวนเพื่อนร่วมวรรณะมานับถือพุทธในช่วงทศวรรษ ๑๙๕๐

    ดร. อัมเบดการ์เป็น “บิดาแห่งอินเดียสมัยใหม่” ที่คนนอกอินเดียรู้จักน้อยที่สุด ต่างจากรัฐบุรุษร่วมสมัยที่ได้รับสมญานามนี้อีก ๒ คน คือเนห์รูกับคานธี แต่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกจำนวนมากรู้จักเขาในฐานะผู้นำคนอธิศูทรกว่า ๕ แสนคน เข้าพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะพร้อมกันในงานฉลองพุทธชยันตี เมืองนาคปุระ ในปี ค.ศ. ๑๙๕๖

    เหตุผลที่ ดร. อัมเบดการ์ประกาศตนเป็นชาวพุทธและชักชวนเพื่อนร่วมวรรณะให้เป็นพุทธด้วยนั้นชัดเจนจนไม่ต้องอธิบายให้มากความ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่ปิดกั้นใคร มองคนทุกคนเสมอกันในความเป็นมนุษย์ ไม่แบ่งชนชั้นวรรณะเหมือนศาสนาฮินดูซึ่ง ดร. อัมเบดการ์เคยตั้งข้อสังเกตในวารสารของเขาว่า

    “สังคมฮินดูมีส่วนประกอบอยู่ ๓ ประการ คือ พราหมณ์ มิใช่พราหมณ์ และอธิศูทร พราหมณ์ผู้สอนศาสนามักกล่าวว่าพระเจ้ามีอยู่ในทุกหนแห่ง ถ้าเช่นนั้นพระเจ้าก็ต้องมีอยู่ในอธิศูทร แต่พราหมณ์กลับรังเกียจคนอธิศูทร เห็นเป็นตัวราคี นั่นแสดงว่าเขากำลังเห็นพระเจ้าเป็นตัวราคีใช่หรือไม่”

    พิธีปฏิญาณตนของ ดร. อัมเบดการ์และชาวอธิศูทรในวันนั้นเป็นที่โจษขานกันสืบมาว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์อินเดียสมัยใหม่ นอกจากคำปฏิญาณตน ๒๒ ข้อจะรวมหลักธรรมะเช่น “ข้าพเจ้าจะไม่ทำสิ่งที่ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า” และ “ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญตนในทาน ศีล ภาวนา” แล้ว ยังมีข้อที่สะท้อนเจตนารมณ์ของ ดร. อัมเบดการ์ เช่น “ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อความมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน”

    ดร. อัมเบดการ์เลือกเมืองนาคปุระเป็นสถานที่ในการประกอบพิธี แทนที่จะเลือกเมืองใหญ่อย่างเดลีหรือบอมเบย์ ด้วยเหตุผลว่าเมืองนี้เป็นเมืองแห่งนาค ซึ่งตามพุทธประวัตินาคเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกชาวอารยันย่ำยีข่มเหง คล้ายกับที่คนวรรณะต่ำถูกกดขี่จากคนวรรณะสูงกว่า ชนเผ่านาคเลื่อมใสในศาสนาพุทธหลังจากได้ฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรม ร่วมกันเผยแผ่พุทธศาสนาไปทั่วทั้งอินเดีย จวบจนปัจจุบันศูนย์กลางพุทธศาสนาก็ยังอยู่ที่เมืองนาคปุระ แม้หลังจากที่ถูกชาวฮินดูขับไล่กดขี่จนถูกปรามาสว่าเป็นชนชั้นจัณฑาล (เหตุนี้ชาวจัณฑาลส่วนใหญ่จึงสืบเชื้อสายมาจากชาวพุทธ เป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่ ดร. อัมเบดการ์ใช้จูงใจให้คนอธิศูทรเปลี่ยนศาสนา)

    ดร. อัมเบดการ์ถึงแก่กรรมก่อนกาลในวันที่ ๖ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๕๖ ด้วยโรคร้าย เพียง ๓ เดือนหลังจบพิธีพุทธชยันตี ท่ามกลางความตกใจและเศร้าโศกเสียใจของชาวอินเดียนับล้านคน นายกรัฐมนตรีเนห์รูกล่าวคำสดุดีเขาตอนหนึ่งว่า “เพชรของรัฐบาลได้จากไปเสียแล้ว…ชื่อของอัมเบดการ์จะต้องถูกจดจำชั่วกาลนาน ในฐานะสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อลบล้างความอยุติธรรมในสังคมฮินดู”

     

     

     

  • big60

    10 ม.ค. 2017 - 05:09

    ความเลวร้าย ของการแบ่งชนชั้นตามความต้องการของกลุ่มคนผู้มีอำนาจ โดยไม่แบ่งตามความสามารถและคุณธรรม ก็คือ มันทำลายทรัพยากรมนุษษ์อันมีค่าลงอย่างน่าเสียดาย ในกลุ่มผู้ที่ถูกแบ่งว่าต่ำกว่า มีอัจฉริยบุคคลที่ทรงคุณค่าต่อโลกมากมาย แต่กลับไม่อาจใช้ให้เกิดประโยชน์กับโลกได้ เพราะถูกกีดกันทางวรรณะ

    ...

    สิ่งที่ขัดขวางความเจริญของโลก ก็ยังคงเป็นความเห็นแก่ตัวนั่นเอง และสิ่งที่ทำลายโลกลงได้อย่างราบคาบ ก็ยังคงเป็นความโลภนั่นเอง คงเส้นคงวามาตลอด ไม่เคยเปลี่ยน

  • คนเขาขาด

    10 ม.ค. 2017 - 23:02

    อย่าไปกล่าวหาแต่อินเดียเลยครับ ประเทศไทยที่บอกว่า90%นับถือศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าสอนใว้ไม่ให้มีการแบ่งชั้นวรรณะ

    ทุกคนเท่าเทียมกันหมด พระพุทธเจ้าบอกว่า อาหารเข้าและออกทางเดียวกัน คนก็เกิดทางเดียวกัน หายใจทางจมูก

    เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดก็ทางเดียวกัน แต่มีคนอีกพวกหนึ่งที่บอกว่าตัวเองเป็นพุทธแต่ต้องการอยู่เหนือมนุษย์ด้วยกันจึงไปรับเอาอิทธิพล

    พราหมเข้ามาโดยในบ้านมีพระพุทธรูปหน้าบ้านมีศาลพระภูมิแล้วสมมุติตัวเองเป็นองค์เทพแล้วแบ่งชนชั้นเหมือนอินเดียโบราณ

    คนพวกนี้แบ่งชนชั้นบนโลกมนุษย์นี้จนยุ่งเหยิงยังไม่พอ ตายไปแล้วยังไปแบ่งแยกว่าตัวเองเป็นองค์เทพเทวดาชั้นสูงสุด

    ที่อยู่เหนือเทวดาอืนๆบนยมโลกอีก ไปสร้างสววรรค์เป็นอาณาจักรแห่งใหม่ของตัวเองที่ไม่เคยมีปรากฏในศาสนาใดๆในโลกนี้( นี่แหละ

    คือการแบ่งชนชั้นในประเทศไทยที่เลวกว่าอินเดียหรือที่อื่นใดในโลกเสียอีก)ขนาดเป็นโจรปล้นฆ่าจนร่ำรวยทำบาปสารพัด แต่พอตาย ญาติพี่น้อง

    คนใกล้ชิดร้องไห้แทบจะเป็นจะตายน้ำตาแทบเป็นสายเลือดคนอ่านประวัติบอกเป็นคนดีและไปสวรรค์ชั้นพิเศษที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใหน(สมมุติเอง)น่าตาเฉย..

    ..

    ขนาดวัด ยังแบ่งแยกมีวัดราชวัดหลวง พระยังมีพัศยศแบ่งแยกนิกาย.แม้แต่หมายังแบ่งชนชั้นเลยครับไม่ต้องไปดูที่อินเดียหรือที่ใหนๆหรอกครับดูที่ประเทศ

    ไทยเรานี่แหละชัดเจนและเลวที่สุดในโลกอีกด้วย..

     

  • ฮูกราตรี

    10 ม.ค. 2017 - 06:58

    ยกโป้ง

    ยอดเยี่ยมครับ อุทาหรณ์ให้คนเราตระหนักว่า  อย่าว่าแต่คนในประเทศที่เพิ่งรวมกันเป็นประเทศแค่ไม่กี่ร้อยปีเช่นคนไทยเลย  คนเราแม้จะมีความเป็นมาเป็นไปนับพันๆปียังโง่งมงายได้จนบัดนี้

    สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ผมพอจะสรุปเอาเองได่ไหมว่า

    เป็นเพราะคนชั้นนำ คนชั้นนายทุนพยายามกดหัวคนยากจนมานับหลายพันปีแล้ว

    มันไม่มีหรอกที่คนที่ปกครองประเทศหรือยึดโยงผลประโยชน์ของชาติจะยินยอมหยิบยื่นโอกาสให้คนในประเทศง่ายๆ

  • อินทรีย์

    10 ม.ค. 2017 - 09:27

    แปลกดี มนุษย์เกิดมาอย่างอิสระไม่ชอบ
    ดันเอาแอกศาสนามาใส่
    แบกไว้จนตายก็ไม่หลุดพ้น

  • คนเขาขาด

    10 ม.ค. 2017 - 15:47

    ประเพณีแบบนี้ที่เมืองไทยก็มีคล้ายๆกัน แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่ายกเลิกหรือหายไปหรือยัง

    แต่เป็นประเพณีของชาวเขาเผ่า อีก้อ.ที่เชื่อถือในวิญาณภูตผีปิศาจ(animist spirit)เมื่อหญิงสาวเข้า

    สู่วัยมีประจำเดือน พ่อแม่จะต้องส่งไปให้คนเปิดบริสุทธิหนึ่งคืน(Deflower)ถ้าใครปฎิเสธจะถูกขับออกจากหมู่บ้าน

    เพราะวิญญาณของบรรพบุรุษจะไม่พอใจ..คนเปิดบริสุทธิจะต้องเป็นพ่อหม้ายหน้าตาดี

    และมีวาจาดีเป็นเลิศสามารถหว่านล้อมให้หญิงสาวยอมให้เปิดบริสุทธิ เขาจะถูกคัดเลือกจาก

    สมาชิกภายในหมู่บ้านนั้นๆที่เขาเรียกว่า 'พ่อใหญ่'(Grand Pa)

    ..

    ส่วนผู้ชายในวัยหนุ่มก็จะต้องไปเปิดบริสุทธิเหมือนกันกับ'แม่ใหญ'(Grand Ma) แม่ใหญ่ก็ต้องถูกคนในหมู่บ้านเลือกเหมือนกัน

    และต้องเป็นแม่หม้ายหน้าตาสวยงามพร้อมประสพการณ์เพียบแต่จะถูกเปลี่ยนบ่อยมากเพราะตั้งท้องมีลูกกับเด็กฝึก..

    ...

    ทั้งเด็กหนุ่มและหญิงสาว หลังจากถูกเปิดบริสุทธิแล้ว พวกเขาจะไปพบกันที่ลานสาวกอด ผู้หญิง

    จะเต้นรำรอบกองไฟ ผู้ชายจะนั่งดู ถ้าพอใจหญิงสาวคนใหนในคืนนั้น เขาจะลุกไปเต้นรำด้วย

    แล้วก็หายไปด้วยกันในป่าทั้งคืน..

    ..

    ถ้าใครไม่ทำตามประเพณีนี้ก็จะถูกขับออกจากหมู่บ้านเพราะวิญญาณของบรรพบุรุษไม่ต้องการ

    ถ้าอยู่ร่วมต่อไปก็จะนำแต่ความหายนะมาสู่สังคมในหมู่บ้าน จะอย่างไรก็ดี..ไม่ทราบว่าประเพณีหายไปหรือยัง

    ต้องสอบถามคุณ akuasa เห็นว่าขึ้นไปบนดอยสาวกอดและเปลี่ยนพ่อตาแม่ยายบ่อยๆ..หัวเราะ

    ...

    ส่วนชาวกะเหรี่ยงก็มีประเพณีของพวกเขาไปอีกแบบ เช่น..

    ถ้าผู้ชายจะจีบผู้หญิง ส่วนใหญ่พวกเขาจะพบกันในทุ่งนาหรือขณะเดินสวนทางกัน..

    ผู้ชายจะมองหน้าผู้หญิง..ถ้าผู้หญิงชอบ เธอจะยิ้มตอบ..หลังจากนั้น ผู้ชายจะเดิน

    ตามเธอไปเพื่อให้รู้ว่าบ้านของเธออยู่ที่ใหน เมื่อไปถึงบ้านของเธอ เขาจะเดินสำรวจ

    ไปทั้วตัวบ้านเพื่อหาช่องหรือรูที่เปิดใว้สำหรับบ้านคนที่มีลูกสาวเพื่อให้ลูกสาว

    พบพูดคุยกับผู้ชายในยามค่ำคืนโดยผู้ชายจะยืนอยู่ข้างล่างนอกบ้าน..

    ..

    เมื่อพบแล้ว เขาก็จะกลับไปแล้วกลับมาอีกหลังพระอาทิตย์ตกดิน ฝ่ายผู้หญิง ถ้าเธอชอบ

    ผู้ชายเธอจะบอกให้คนในบ้านดับตะเกียงแล้วเข้านอน สว่นเธอจะแก้ผ้าแล้วนั่งอยู่ตรงรูหรือช่อง

    ฝ่ายชายจะสอดมือเข้าไปคลำตามร่างกายของเธอแล้วก็พูดคุยกันตามประสาหนุ่มสาวคือคลำไปด้วย

    คุยกันไปด้วยนั่นแหละ..ถ้าเธอชอบและผู้ชายก็ชอบ พวกเขาจะทำอยู่อย่างนี้นานแสนนานจนกระทั่ง

    พ่อแม่ของผู้หญิงเห็นว่าผู้ชายคนนี้รักลูกสาวของพวกเขาจริงและเป็นคนขยันที่จะพาลูกสาว

    ของพวกเขาไปได้รอดเพราะขยันมาคลำทุกคืน พ่อแม่จะจุดตะเกียง แล้วฝ่ายพ่อจะลงไปจับข้อมือ

    ของผู้ชายแล้วพาขึ้นมาบนบ้านเพื่อพูดจาตกลงเรื่องแต่งงาน หลังจากนั้นเขาจะชักธงสีขาวขึ้นหน้า

    บ้านเพื่อให้คนในหมู่บ้านรู้ว่าลูกสาวของพวกเขากำลังจะแต่งงานแล้วนะ..

    ..

    นี่คืออีกมุมหนึ่งของมนุษย์ที่เท่าเทียมกันแต่มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ประเพณีแปลกๆอย่างนี้ยังมีอีกมาก

    โดยเฉพาะแถวๆแอฟริกา..

    ..

    สำหรับหญิงชาวกะเหรี่ยง ถ้าเธอไม่ชอบผู้ชายและไม่ต้องการให้ผู้ชายกลับไปที่รูนั้นอีก เธอจะบอกให้พ่อของเธอแก้ผ้า

    แล้วไปนั่งตรงรูนั้นให้ไอ้หนุ่มคลำและไม่รู้ว่าคลำไปถูกอะไรเขาจึงไม่กลับไปอีกเลย..หัวเราะ

  • 619

    10 ม.ค. 2017 - 13:33

    เยี่ยมครับอ่านขาดเลย 

  • somanyl

    10 ม.ค. 2017 - 15:18

    ขอเป็นข้ารองบาท ทุกชาติไป

    นี่มันน่าจะหนักกว่า เป็น เทวทาสี ซะอีก

    รับวัฒนธรรมอินเดียมาล้วนๆ


Loading...