เห็นว่าชอบ ผมเลยจัดให้.....

เห็นว่าชอบ ผมเลยจัดให้.....

43 ความคิดเห็น

น่าจามีเพื่อนเพิ่อนเคยแนะนําหนังเรื่องนี้ไปแล้ว(ไม่แน่ใจ..... ฮา)

ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่เมื่อวานไปงมเจอ

ผมเลยลองฉลองศรัทธางมดูไปแบบเต็มเรื่อง

และเผอิญว่า มันดันเป็นหนังที่ทั้งผม

และ ขำท่านมาหาปลาเรียนชอบด้วย ขำ

เห็นว่าท่านชอบ ผมเลยเอามาฉาย...

              ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ kite runner film POSTER

     ปูลู  ไม่ทราบว่าเพื่อนเพื่อนดูกันยัง ถ้ายังก็ให้รีบไว เรื่องนี้ทําเอาผมน้ำตาเล็ด ยกโป้ง

+1
18
 
43 ความคิดเห็น
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
13 พ.ย. 2017 - 20:21

พ่อของพระเอกคนนี้ หมอเล่นดีมาก....

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ kite runner film scenes homayoun

   ปูลู   Homayoun Ershadi  ยกโป้ง

+
14
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
13 พ.ย. 2017 - 20:33

ฉากที่พระเอกพาพ่อไปหาหมอ(อยู่เมกาแล้ว)สักกาหลาดของหมอ

ดันมาจากรัสเซีย,ถ้าได้ดู แล้วจาเข้าใจในฟามรู้สึก

ของชาวอัฟกันได้ดี ฉากนี้จาขําก็ไม่น่าขํา

แต่มันสระใจดี หมอเล่นดีครับ.

 

      ยกโป้ง

 

+
16
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
13 พ.ย. 2017 - 20:51

ซาวด์แทรคไพเราะครับ

ผมจัดให้เพลงนุง...

  ปูลู   เห็นหน้าตาหมออีกคน ไม่ถามไรเลย.... ขำ

+
12
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
13 พ.ย. 2017 - 21:40

เพลงเพราะครับ...

รายละเอียดของหนังเป็นมาไง ผมเห็นต้องวานคุณช้อยลาครับ 

แล้วจาสมมานาคุณรางวัลให้ทีหลัง คารวะ

ปูลู แต่นี่หมาดหมาด หนังบ้านพี่เขยผม เหตุการณ์น่าจาเกิด

     ใกล้ใกล้กะหนังของพี่อี๊ด นี่ก็เรื่องจริงเหมือนกัน...

                                        รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

    ปูลู    แต่หนังของพี่อี๊ดมันฝ่าส์.....

                                      ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ in the name of the father

   ปูลู   เรื่องแรก หนังน่าจาลากยาวมาถุงยุคของเธอ(ในเรื่องมีการเอ่ยถุง)

          งั้นผมจัดเพลงตามอําเภอใจของผมให้เธอเพลงนุง.....

    Victory

 

+
14
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
13 พ.ย. 2017 - 22:01

 ผ่าเถอะ..........

 ปูลู  ในอัลบั้ม The Final Cut ของ Pink Floyd

        เพลงมันจาต่อกันเลยนะครับ อัลบัมชุดนี้ผมฉอบ

        ไม่แพ้ชุดก่อนก่อนหรือชุดหลังจากนั้น, ผมขอโดดมาเพลงที่ห้า

        เสียงเครื่องทองเหลืองบาดหัวใจเหลือเกิน,เด๊วมีหนังหยองบ้านพี่เขยผมอีกเรื่องนุง

   ปูลู  The Post War Dream เป็นเพลงแรกในอัลบั้มครับ..... คารวะ

 

+
14
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
13 พ.ย. 2017 - 22:25

 หนังหยองบ้านพี่เขยผมอีกเรื่องนุง...

 เรื่องปลารําปราลาของชาวไอริช

 เกี่ยวกะการตัดไม้ทําลายป่า

                รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

   ปูลู  ก็งั้นงั้นครับ ตัวหยองเหมือนพี่เลี่ยนจัง....,

          ผมจัดเพลงท้ายท้ายในอัลบั้ม The Final Cut ให้อีกเพลง

          เพลงนี้ผมจัดบ่อย คิดว่าเพื่อนทุกท่านคงชอบกันนะครับ รวมไปถุงชาวญี่ปุ่น 

    ปูลู   แค่ขึ้นมาก็ฉอบแระ  ขำ

+
12
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
13 พ.ย. 2017 - 22:45

ฉากประทับใจฉากแรกแรก(หวนรําลึกครับ).....

 

  ปูลู ฉากตอนจบนี่ลาครับ จากคําพูดของพระเอก....ผมถุงน้ำตาเล็ด

       แต่แหม..ดันไม่มีประกริดเสียนี่(ผมดูบรรยายไทย)

       เป็นหนังอัฟกัน แต่ทีมงานเป็นฮอลลีวูด.

    ปูลู  ได้มาแระครับ....คําพูดพระเอกที่วิ่งออกไปเก็บว่าว .... นาทีที่ 4.11 เศร้ามาก

+
11
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
14 พ.ย. 2017 - 00:03

เรื่องนี้งมยังไม่แล้ว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สองเพลงนี้มีคําตอบ

คือ..คอนเสิร์ททั้งสองเพลงนี้ จัดเกี่ยวโยงไปถุงหนังที่ผมยังดูไม่จบ

เพลงแรก ผมน่าจาเอาไปเขียนบทฟาม......

                 รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

   ปูลู   หนังเรื่องไร ไว้วันพรุ่งจามาฉายครับ..... Victory

+
11
หลวงพี่เตี้ย
หลวงพี่เตี้ย
14 พ.ย. 2017 - 07:40

ดูแล้วครับ     เป็นหนังที่ดีมากครับ    ควรดูเป็นอย่างยิ่ง    ........   Victory

 

พระเจ้า   คือ   คำแอบอ้างให้มนุษย์ทำร้ายคนอื่น

+
9
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
14 พ.ย. 2017 - 11:11

ผมจัดตัวอย่างให้ฉมกันนิสส์(ลืมยัน)......

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ kite runner film

  ปูลู   หนังดีสี่ดาวครับ..... ประกาศ ขำ

+
11
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
14 พ.ย. 2017 - 12:12

คอนเจิดที่เบอร์ลินที่ผมเอามาวางสองเพลง

มันเกี่ยวใยไปถุงหนังเรื่องนี้ครับพี่ 3 ส, เหตุการณ์

เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่กําแพงเบอร์ลินยังไม่แตก แต่ผมดูยังไม่จบ

ผมยังจําชื่อเลขาธิการที่เป็นใหญ่ในเบอร์ลินตะวันออกได้ดี(เอาไปเขียนบทฟาม)

หาชื่อและรูปก่อน จําได้แต่กัวกดไม่ถูก....ได้มาแระ ชื่อ Walter Ulbricht เป็นเลขาธิการของ

พรรคคอมมูน้อยที่เบอร์ลิน....

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ walter ulbricht

   ปูลู   ร่ายมาเสียยาว หนังเรื่องนี้ครับพี่ 3 ส ขำ

                                  Atomic Blonde poster.jpg

   ปูลู  สองเพลงนี้ไม่มีในซาวด์แทรค? แต่ผมจาจัด

          แต่เพลงแรก,ที่พี่เจมตัดผมสั้น(มีบทพูดถุงเธอ)พี่เจม

          ได้ไอเดียมาจากเธอ เพลงเธอผมวางไม่บ่อยมากนักแต่ผมฉอบเธอ

  

 Victory  เหงื่อตก

+
12
หลวงพี่เตี้ย
หลวงพี่เตี้ย
14 พ.ย. 2017 - 07:37

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ physician film 2013

 

เรื่องนี้  ดูจบเมื่อคืน   สนุกมาก  พระเจ้าคือเรา   

 

เริ่มต้น    ฉากที่แม่ของพระเอกป่วย   พระเอกวิ่งไปตามหมอมารักษา    เจอพระไม่ให้รักษา    บอกว่า    ความตายคือเจตจำนงของพระเจ้า      ห้ามรักษา     การรักษาคนป่วย  คือ   วิถึแห่งซาตาน     

แล้วก็   นั่งดูจนจบ    .........     ขำ

 

ดูเหอะ     ดูแล้วเราจะรู้สึกว่า    สิ่งที่เราคิดอยู่ทุกวันนี้   คือ   สิ่งที่ถูกต้อง   โลกมันต้องหมุนไปข้างหน้าเสมอ   กะลาครอบเราไม่ได้หรอก

 

สนุกจริงๆ       ยกโป้ง     Victory

 

    

+
11
หลวงพี่เตี้ย
หลวงพี่เตี้ย
14 พ.ย. 2017 - 07:38

เรื่องนี้    คุณกานดา    เชียร์มาสองกระทู้แล้วครับ     Victory

+
11
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
14 พ.ย. 2017 - 12:39

  พระเจ้าคือเรา ผมไม่เถียง

 ได้แต่พายักหน้า 

 ปูลู   มายืนยันครับ....

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ westworld series scenes michelangelo

+
10
ชอบกินหมูกรอบ
ชอบกินหมูกรอบ
14 พ.ย. 2017 - 12:50

...........กางแปง  ง่ะ ขำ

.............มาในบ้านดีก่า  โชคดี

 

ปูลู  Tongue  ช้อย  (แทน)

+
12
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
14 พ.ย. 2017 - 18:57

คุณช้อย ประกาศ ขำ

โลงบนนี่ เพิ่งกางหรือเพิ่งเก็บ แล้วสามสหายนั่นมัวทําไรอยู่ 

นุกถุงวัยเด็ก ภาพจอข้างบนนั่น ผมตื่นมาดุ้งโหยง(เรื่องจริง)

เลยต้องมาสร้างโลงเอง นอนดูในบ้านดีฝ่าส์แบบโลงข้างล่าง,

ปูลู แม่สาวผมทองผมยังดูไม่จบ ถุงตอนนี้ ผมตกตําลึงพึงเพิด

     กับฉากพวกนี้มากมาก สมแล้วที่เธอเป็นบันพระบุรุษของเรา

     ฉากชกต่อยและยิงกันทําได้เกินบรรยายครับ รามทั้งมุมกล้อง 

    ยกโป้ง   ปูลู ขอบคุณโลงมากครับ คารวะ

  ปูลู  โทษทีครับ ปู่แกนแกฝากมา ....

     Victory            

                      

+
10
ชอบกินหมูกรอบ
ชอบกินหมูกรอบ
14 พ.ย. 2017 - 13:18

............... วู้ๆๆๆ   ลุงดา  ประกาศ

เป็นนิยายเกี่ยวกับชีวิตเด็กๆ อัฟกันที่เคยได้เล่นสนุกกับการแข่งว่าว

แล้วชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเข้าสู่ยุคสิ้นสถาบันกษัตริย์

เปลี่ยนไปสู่การเกิดสงครามกับสหภาพโซเวียต และเข้าสู่ยุครัฐบาลตาลีบัน 

ซึ่งตาลีบันได้เขียนเป็นกฎหมายห้ามเล่นว่าวออกประกาศใช้ ......

...............แฮ่กๆๆ  ปิ๊ง!

.........ภาพยนตร์ที่ถูกสร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์ของ Khaled Hosseini นักเขียนเชื้อสายอัฟกานิสถาน แปลเป็นไทยในชื่อ "เด็กเก็บว่าว" โดย วิษณุฉัตร วิเศษสุวรรณภูมิ และถูกนำมาถ่ายทอดบนแผ่นฟิล์มโดย Marc Forster ผู้กำกับ Finding Neverland เข้าชิง 1 ออสการ์และ 2 ลูกโลกทองคำ
.....อ่านเพิ่มที่ 
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=narumoltama&month=06-01-2008&gr...
คารวะ

 ปูลู เป็นกานบ้านที่ยากมากเลย ง่ะ ลุงดา เศร้า  

 ปูลู 2. ขอบแก้ว มั๊กๆเลย ง่ะ ที่แนะนำสิ่งดีๆให้ ยกโป้ง  คารวะ

 

+
11
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
14 พ.ย. 2017 - 21:27

ขอบคุณมากครับคุณช้อย คารวะ

ผมเองก็ไม่ทราบมาก่อนว่ามีหนังสือแปลด้วย,

โลกกลวงกลวงใบนี้ ยังมีสิ่งดีดีอีกเยอะครับ รีบค้นหาและไฝ่ฟ้าหามัน

ก่อนที่สิ่งดีดีมันจาจางหายไป แต่ก็นั้นแหละ เมื่อสิ่งหนึ่งเลือนหายไป

สิ่งใหม่ใหม่ก็จาเข้ามาทดแทน มันเป็นสัจธรรมครับสําหรับมนุษย์โรค

ปูลู  เออ ขำ เพิ่งนุกได้ ขำ เพิ่งเห็นเธอครั้งแรกเมื่อวันสองวัน

      ผมฉอบเธอนะ ใบหน้าเห็นปุ๊บ ผมดันนุกถุงดาราหญิงชาวเอเซียชื่อ

      กง ลี ใบหน้าผมว่านะ คล้ายคล้ายกัน....

                                      รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

                      ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กง ลี่

    ปูลู  ผมตุนหนังไว้หลายเรื่อง แตยังดูไม่จบเสียที

          คุณช้อยเอาสองเรื่องนี้ไปฉมก่อนละกัน... 

 

 

               รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

                              ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ kolya (1996)

    ปูลู  เป็นหนังยุโรปทั้งสองเรื่อง ดูไปแต่ยังไม่แร้วครับ Victory

 

 

»
11
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
15 พ.ย. 2017 - 18:24

โดนและรู้จักเธอจากเรื่องนี้ครับ ....

 

 

                            รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

                                ขำ

+
11
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
14 พ.ย. 2017 - 21:48

 สองเรื่องนี้ ก็ลากลากถูถูไถไถไปหน่อย....

                                   ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ otherLife  film

   ปูลู  เรื่องนี้น่าจาหนังบ้านโมลาต้า(อีกแระ)

                                  รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

                                    Victory

 

+
11
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
14 พ.ย. 2017 - 22:04

 เรื่องนี้งมจบไปเมื่อบ่ายบ่าย พนักงานออฟฟิตระวังนะครับ

 ไม่ใช่หนังโหดไรมากมาย ถ่ายอยู่แต่ในที่ทํางาน....

                                   ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ not safe for work film 2014

    ปูลู   ก็....งี้งี้ครับ, ผมไปเจอภาพปลากรอบเพลงของพี่เขยผม

           พร้อมเนื้อร้อง เข้าท่าแฮะ มาฟังพร้อมกันครับ......

          Victory

                      

 

+
9
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
15 พ.ย. 2017 - 00:04

ช่วยไม่ได้ ขำ

ผมดันโตมากะหนังและเพลง ส่วนหนังสือ มาตอนนมแตกพวงแระ 

ขาดหนังผมมีเพลง ขาดเพลงผมมีหนังสือ สามสิ่งนี้นั่นแหละ

ลมหายใจเข้าออกผม อ้อ แล้วบทฟามของท่านอาจารย์

ที่ผมเอามาลงให้อ่านกัน โปรดอย่าถามเด็ดขาด

ว่าผมเข้าใจหรือป่าว? อย่าถามเด็ดขาด

แม้แต่จาอธิบาย ลืมไปได้เลยครับ

แต่ผมสามารถรับรู้ได้..แค่นั้น

ปูลู เด๊วหาบทฟามเด็ดเด็ดให้อ่านอีก.

 

อะไร? คือธรรมชาติของความรู้ การรู้ ความจริง

โดย ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน 2553

อยากจะบอกท่านผู้อ่านที่ได้อ่านบทความของผู้เขียนในระยะหลังๆ ราวสี่ห้าปีมานี้ ผู้เขียนที่คงจะเขียนได้อีกไม่นาน จะเขียนหนักไปในเรื่องของจิตทั้งด้านปัจเจกบุคคล และด้านสังคมวัฒนธรรมโดยรวม และแน่นอนรวมไปถึงธรรมชาติสองระดับ ทั้งธรรมชาติที่ตาเห็น เช่น ภูเขา ต้นไม้ และป่าไม้ ฯลฯ และธรรมชาติที่ไม่มีทางเห็น เช่น จิต-พระจิต จิตวิญญาณหรือวิญญาณระดับสูงจนถึงระดับสูงสุดหรือนิพพาน ที่อยากบอกกับผู้อ่านคือ ขอให้อ่านไปอย่างช้าๆ และคิดไตร่ตรองลึกๆ ไปพร้อมๆ กันด้วย หากไม่เข้าใจ ขอให้อ่านซ้ำๆ ผู้เขียนเชื่อว่าท่านผู้อ่านจะได้อะไรติดตัวไปด้วยไม่มากก็น้อย

เมื่อกลางปี ๒๐๐๗ มีการประชุมใหญ่ของนักวิชาการสำคัญๆ ของอเมริกา อังกฤษ และแคนาดาจำนวนมาก เป็นเวลาสองวันที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา จุดมุ่งหมายของการประชุมคือ ต้องการให้นักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัยได้พิจารณาให้ถี่ถ้วนต่อหลักฐานและทฤษฏีต่างๆ ในการอธิบายเรื่องหรือปรากฏการณ์ทางจิตที่นักวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยนักฟิสิกส์ นักประสาทวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยาการทดลอง ฯลฯ ได้วิจัยและนำเสนอในที่ประชุม พร้อมกับเปิดโอกาสให้นักวิชาการทั้งหลายได้ถกเถียงกัน

สถาบันและมูลนิธิผู้จัดการประชุมต้องการให้นักวิชาการเหล่านี้ได้พิจารณาข้อนำเสนอของนักวิทยาศาสตร์ดังกล่าว และตั้งคำถามเพื่อโต้เถียงกันอย่างจริงๆ จังๆ อย่าให้เป็นเช่นอดีตศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียที่อุทิศทั้งชีวิตร่วมเจ็ดสิบปีทำวิจัยเรื่องการระลึกชาติ (reincarnation) มาตั้งแต่ทศวรรษที่ ๑๙๓๐ และเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้ คือ ศาสตราจารย์เอียน สตีเวนสัน ที่ได้เดินทางไปรอบโลกเพื่อการวิจัยนี้ รวมทั้งประเทศไทย (สองครั้ง) และมีส่วนทำให้สมาคมการค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทยเกิดขึ้น เอียน สตีเวนสัน กล่าวถึงความเสียใจอย่างที่สุดของเขาต่อนักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการ “สายหลัก” ถึงการวิจัยที่เขาได้อุตส่าห์เสียเวลาค้นคว้าอย่างตั้งใจและยาวนานว่า “นักวิชาการเหล่านี้แทบทั้งหมดไม่เชื่อเรื่องการระลึกชาติก็ไม่ว่า แต่นี่ – ดันไม่เชื่อ - ทั้งๆ ที่ไม่ได้อ่านหลักฐานจากผลของการวิจัยเลย” (อย่าลืมว่าการวิจัยของศาสตราจารย์เอียน สตีเวนสัน นั้นขัดกับทั้งวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม - ทางด้านของศาสนา - ของชาวตะวันตกอย่างรุนแรง)

ในช่วงนั้น “ชีววิทยาดาร์วินิซึ่ม” ในฐานะทฤษฏีที่อธิบายการกำเนิดของชีวิต และทั้งเป็นการกำเนิดของชีวิตมนุษย์เสียด้วย ซึ่ง - ในฐานะมนุษย์ที่สนใจเป็นพิเศษในอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ (anthropocentric) ทฤษฏีดังกล่าวจึงน่าเชื่อกว่าศาสนา นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์จึงหันไปยอมรับชีววิทยาดาร์วินิซึ่มกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเชื่อว่ามนุษย์เป็นสิ่งของเหมือนกับสสารวัตถุทั้งหลายทั้งปวง ทั้ง - วิวัฒนาการก็เป็นเรื่องของกายภาพสถานเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งชีวิตต่างล้วนแล้วแต่ก่อประกอบขึ้นมาจากวัตถุและความบังเอิญและบังเอิญๆๆ เหมือนนาฬิกาหรือเครื่องจักรเครื่องยนต์ที่ทำนายผลได้ และธรรมชาติจัดการควบคุมสิ่งต่างๆ ทั้งหมด เช่น น้ำ ลม อุณหภูมิ หิน ฯลฯ ด้วยความจำเป็นอีกที

นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จึงเข้าใจว่า - ดังคำถามที่ตั้งเป็นหัวข้อบทความ นั่นคือ ถามว่าอะไรหรือ? คือธรรมชาติของความรู้ การรู้ ความจริงของมนุษย์เรา (ซึ่งแตกต่างกันมากยิ่งนัก) - สำหรับเรื่องความรู้นั้น คำตอบของนักวิทยาศาสตร์กายภาพ นักวิชาการ นักวัตถุนิยม นักชีววิทยา และแพทย์ส่วนใหญ่ ในทุกวันนี้ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทยเราหรือประเทศเพิ่งจะพัฒนาใหม่ๆ ของเอเชีย ก็คือ ความรู้ที่มนุษย์เรามีแทบจะทั้งหมดเป็นการคลี่ขยายมาจากตัวของมนุษย์เอง นั่นคือมาจากธรรมชาติมาจากวิวัฒนาการทางกายภาพเพียงอย่างเดียว หรือพูดได้ว่า ความรู้ทั้งหลายของเรานั้น ส่วนใหญ่มากๆ ตั้งอยู่บนวิทยาศาสตร์ – ในราวๆ หนึ่งร้อยกว่าปีมานี้เท่านั้น – ทั้งหมด ซึ่งเมื่อไล่ต่อไปแล้ว ล้วนตั้งอยู่บนความบังเอิญๆๆ ที่ว่านั้น

แต่อีกประการหนึ่ง ดังได้กล่าวแล้วว่าความคิดของ เอียน สตีเวนสัน เรื่องการระลึกชาติ (reincarnation) ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีความขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ (กายภาพ - ที่ในตอนนั้นเรียกว่าวิทยาศาสตร์เฉยๆ) และยังขัดกับศาสนาคริสต์อย่างรุนแรง ได้ทำให้สาธารณชนคนทั่วไปรวมทั้งผู้ที่ได้รับการศึกษาอย่างดีและนักวิชาการจำนวนไม่น้อยเปลี่ยนความเชื่อ เพราะว่าตั้งแต่เริ่มมีศาสนาคริสต์มาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ห้า ศาสนาคริสต์ก็เชื่อในเรื่องการระลึกชาติมาตลอด (G. McGregor: Reincarnation and the Christianity, 1978; Christopher Bache: Life Cycles, 1994) จนกระทั่งโป๊ปวิสิลิอุส (โดยการเมืองบีบบังคับ) บอกให้เลิกเชื่อเพราะว่าไม่ใช่คริสต์ศาสนา คนในศาสนาคริสต์ที่เชื่อโป๊ปยิ่งกว่าใครๆ จึงมีข้อห้ามไม่ให้พูดถึงการระลึกชาติมาตั้งแต่นั้น ส่งผลให้ชาวคริสเตียนค่อยๆ ลืมเรื่องดังกล่าวไป

เพราะฉะนั้นเรื่องความรู้ของมนุษย์ เป็นเพราะวิทยาศาสตร์บวกกับความเชื่อทางศาสนาที่กลายเป็นความรู้ไป เพราะเชื่อมั่นอย่างเคยชินมาเป็นเวลาที่ยาวนานมาก สำหรับวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ คือวิทยาศาสตร์กายภาพที่มีชีววิทยาดาร์วินิซึ่ม หรือ นีโอ-ดาร์วินิซึ่ม เป็นหัวหอก ส่วนการรู้ (ซึ่งไม่ใช่การมีสติที่รู้ตัวของตัวเอง หรือ primary awareness) คือการแยกตัวเองเป็นครั้งแรกของ “รูปธรรม กับ นามธรรม” นั่นคือความเป็นสอง ระหว่างการรู้ของจิตไร้สำนึก กับการรู้ของจิตสำนึก หรือจิตรู้ หรือจิตใจหรือใจ เช่น การตื่นขึ้นมาจากการหลับลึก การฟื้นตื่นขึ้นมาจากการหมดสติอย่างลึกหรือประสบการณ์ใกล้ตายนั่นเอง ซึ่งการรู้ของจิตรู้ หรือของจิตสำนึก (cognition) คือการรู้เพียงอย่างเดียวที่นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา นักการศึกษา นักจิตวิทยา จิตแพทย์ ฯลฯ ส่วนใหญ่มากๆ คิดว่าการรู้มีเพียง “หนึ่ง” เดียวเท่านั้น (Ken Wilber: Cognitive Development)

แต่ผู้เขียนเห็นด้วยกับ คาร์ล ซี. จุง ที่พูดว่าการรู้มีสองอย่าง คือการรู้ของจิตจักรวาลซึ่งเป็นจิตไร้สำนึก กับการรู้ของจิตสำนึกที่ได้กล่าวมาแล้ว ผู้เขียนยังคิดต่อไปว่า การรู้ของจิตไร้สำนึก หรือการรู้ของจิตจักรวาลเป็นการรู้ที่สำคัญกว่า กว้างกว่า ลึกซึ้งกว่า และนั่นคือความจริงที่แท้ซึ่งเราอาจพบการรู้แบบนี้ได้ในเวลาที่เราหลับลึกจริงๆ อันเป็นช่วงสั้นๆ ของการหลับลึก หรือการหมดสติอย่างลึกจริงๆ ก่อนที่จะตายไปจริง (หากว่าช่วยไม่ทัน) เช่น ระหว่างมีการตายทางคลินิกในผู้ที่มีประสบการณ์ใกล้ตาย (clinically dead in NDEs) เพียงร้อยละ ๗ – ๑๘ ของผู้รอดชีวิตที่ได้รับการสัมภาษณ์ทั้งหมด สองหรือสามวันหลังจากการช่วยชีวิตไว้ - จากรายงานของแพทย์ทางหัวใจที่อเมริกาคนหนึ่ง (Michael Sabom ที่มี ๑๖๐ ราย) กับแพทย์ที่เนเธอร์แลนด์อีกคนหนึ่ง (Pim van Lommel ที่มี ๓๔๔ ราย) - ซึ่งแสดงว่าคนที่มีประสบการณ์ใกล้ตาย “อาจจะ” ได้สภาวะจิตวิญญาณหรือขึ้นสวรรค์ก็ได้

การรู้ที่ คาร์ล ซี. จุง กับผู้เขียนแบ่งเป็นสอง คือ การรู้ของจิตไร้สำนึก และการรู้ของจิตสำนึกหรือจิตรู้ ก่อนจะมีการแยกออกเป็นสองนั้น จริงๆ แล้วเราไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร? เพราะสิ่งที่เราและสัตว์มองเห็นเป็นเพียง “มายา” ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เราอยู่รอดในโลกและจักรวาล (สามมิติบวกหนึ่ง) นั่นคือ ความจริงแท้ที่อาจเหมือนความจริงที่จิตไร้สำนึกเห็น เพราะจิตไร้สำนึกหรือจิตจักรวาลโยงใยติดต่อกันเป็นหนึ่งเดียว คนที่นอนหลับลึกแล้วฝันไป หรือคนที่มีประสบการณ์ใกล้ตาย หรือคนที่ตายไปแล้วใหม่ๆ จิตไร้สำนึกจะทำหน้าที่เป็นจิตสำนึก คนที่อยู่ในสภาวะเหล่านี้ รวมทั้งคนที่ตายไปแล้วจึงอาจเห็นจิตคนอื่น รู้ว่ามีอะไร ที่ไหนและอย่างไรทั่วทั้งจักรวาล เพราะว่ามีการโยงใยติดต่อกันเป็นหนึ่งเดียวของจิตไร้สำนึกของจักรวาล ดังหนังสือที่ ดีน ราดิน เขียนมา (Dean Radin : Entangled Mind, 2007)

จริงๆ แล้ว เราไม่รู้ว่าจิตไร้สำนึกของจักรวาล (หรือพระเจ้า) มีลักษณะเช่นไร? อาจจะเหมือนกับสภาพของควอนตัม สตัฟฟ์ (quiff) ที่นักควอนตัมฟิสิกส์ว่าไว้ก็ได้ หรือจะเป็นเช่นเดียวที่พระพุทธเจ้า และ ศรี อรพินโธ อธิบายไว้ก็ได้ คือเป็นเหมือนแสงชนิดหนึ่งที่กระจ่างใส และไม่มีที่มา (ไม่ใช่ดาว เดือน หรืออาทิตย์) ที่ลัทธิพระเวทเรียกว่า เสาวภาวิขะกายา 

ท่านที่อ่านบทความนี้จบคงพอจะรู้แล้วว่า ผู้เขียนมีความเห็นอย่างไร? ในเรื่องของความรู้ (knowledge) และการรู้ (cognition) ของมนุษย์ที่เรามีอยู่ทั้งหมด และการรู้ของเรานั้นพุทธศาสนาบอกว่าจะเกี่ยวข้องกับจิตไร้สำนึกหรือจิตจักรวาล – ในฐานะที่มันคือสาเหตุ - เพียงอย่างเดียวไม่ว่าจะเป็นจิตร่วมโดยรวมหรือจิตของมนุษย์แต่ละคนและทุกคนเป็นปัจเจก จิตไร้สำนึกจักรวาลที่มาจากจิตปฐมภูมิ (primordial unconsciousness) ซึ่งมีมาก่อนจักรวาล ก่อนบิ๊กแบง และแยกจากพลังงานปฐมภูมิ (primordial energy) ไม่ได้และไม่มีทางได้ และที่ถูกเรียกว่าจิตจักรวาลเพราะซึมแทรกอยู่ในทุกที่ว่างของจักรวาล จิตไร้สำนึกของจักรวาลนี่เองที่เข้ามาอยู่ในสมองของทุกๆ คน – โดยเป็นชั้นๆ เช่นหัวหอมหรือไข่มุก – และชั้นนอกเท่านั้นที่ถูกบริหารเป็นจิตสำนึกใหม่ๆ ตลอดเวลา ส่วนชั้นในสุดๆ ก็คือจิตหนึ่ง หรือนิพพานหรือพระเจ้าในศาสนาที่มีพระเจ้า

ในตอนท้ายนี้ ผู้เขียนใคร่ขอบอกความจริงที่สุด และใคร่ขอเตือนมนุษย์ทุกๆ คนว่า ทุกๆ ศาสนาสอนแต่สัจธรรมความจริงของธรรมชาติทั้งนั้น พุทธศาสนาในมุมมองของผู้เขียนมีความสอดคล้องเป็นอย่างยิ่งกับควอนตัมฟิสิกส์ กับจักรวาลวิทยาใหม่ที่

เพิ่งมีไม่เกินเจ็ดปี จงอย่ากลัวตายเพราะเรา “ต้อง” เกิดใหม่เสมอในสังสารวัฏ ถ้ายังไม่รู้แจ้งซึ่งพิสูจน์ได้ ขอบอกว่า จงทำดี มีคุณธรรมไว้เสมอ และจงเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม!

 

 

  ปูลู ภาพประกรอบครับ....สองเล่มนี้น่าอ่านมาก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ชาติภพ หนังสือ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ old soul book ian stevenson

  

   ปูลู  ขอบคุณเจ้าของเวบครับ,บทความของท่าน นอกจากสยามโพสต์

          และไทยโพสต์ นอกนั้นผมไม่ค่อยได้อ่าน ท่านมาเขียนหลังจากนั้น, 

          ส่วนใหญ่แล้วผมจามาซื้อเป็นเล่ม ก็ส่วนใหญ่อีกนั่นแหละมาจากหนังสือพิมพ์

          สองฉบับนั้น คืออ่านแล้วก็อ่านอีก แต่บางเล่มก็เอามาจากหนังสือพิมพ์ที่

          ท่านเขียนหลังจากนั้น อย่างมติชน ฯลฯ 

+
7
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
15 พ.ย. 2017 - 12:58

จํากันได้หรือป่าวพี่น้อง ประกาศ

ที่ผมเคยเอ่ยถุงทวดชาร์ล ดาร์วินนิสส์หน่อย

เรื่องที่ทวดชาร์ลหาว่าเพือกเรามาจากพี่นุ้ย

ผมหาบทฟามนี้ นับตั้งแต่มีปัญญาเทียม

เพิ่งจาเจอจากต่วยตูน เมื่อกี๊ลองเข้าไปงมดู

แต่มันน่าจาเป็นบทฟามที่ผู้ที่เอามาลง มาเขียน

เพิ่มเติมไปด้วย(ผมจําสํานวนอาจารย์ได้)พออ่านไป

มันก็จริง แต่ย่อหน้าแรก คือผมจาเอามาลงแค่ย่อหน้าแรก

แต่ผมไม่แน่ใจว่าของท่านทั้งหมดหรือป่าว เห็นท่าน อิ อิ ด้วย

แต่บันทัดสุดท้ายเจ้าของของหนังสือบอกว่า มาจากบทฟามของท่าน

เอาเป็นว่าผมจาเอาแค่ย่อหน้าแรกละกัน ถ้าเพื่อนเพื่อนอยากอ่านแบบเต็มเต็ม

เด๊วผมจัดให้(ผมไม่แน่ใจจริงจริง) เชิญ..(แต่มันอาจจาเป็นบทฟามของท่านเลยก็ได้ครับ)

                              ........................................

ผมยังพอจำเลาๆ ว่าตอนเด็กๆ มีหนังชุดญี่ปุ่นทางทีวีเรื่องหนึ่งที่ดูแล้วสนุกดี เป็นเรื่องลิงกำลังครองโลกและต่อสู้กับมนุษย์อะไรนี่แหละ มันนานมากจนผมจำได้แค่ภาพไม่ประติดประต่อไม่กี่ภาพ ที่แน่ๆ มีลิงขับรถจี๊ปใส่ชุดทหารและถือปืน... และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็มีหนังเรื่อง Planet of the Apes  ออกมาเป็นเรื่องทำนองเดียวกัน คือลิงกลายเป็นใหญ่เจริญทางเทคโนโลยี ส่วนมนุษย์มีสภาพกลับตาลปัตกัน... เรื่องราวทั้งมวลคงต้องย้อนไปดูจุดเริ่มต้นในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.1860 ในงานแสดงผลงานการค้นคว้าและสรุปผลงานทางวิทยาศาสตร์ ของ สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แห่งสหราชอาณาจักร (The British Association for the Advancement of Sciences) เมื่อผลงานการค้นคว้าของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ถูกนำเสนอออกมา โดย ศจ.โทมัส เอช ฮักซ์เลย์ เป็นผู้นำเสนอ (ในงานนั้นชาร์ลส์ ดาร์วิน ไม่ได้ไปเป็นผู้นำเสนอด้วยตนเอง)  ใช่ครับนั่นก็คือการนำเสนอทฤษฎีการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ที่ยังเป็นที่เชื่อถือมาจนถึงปัจจุบัน จนนำมาซึ่งคำค่อนแคะที่โด่งดังของท่านบิชอป แซมมวล วิลเบอร์ฟอร์ซ แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ที่ว่า “ไม่ทราบว่าเป็นโคตรเง่าทางปู่หรือทางย่าของท่านฮักซ์เลย์กันแน่ ที่ได้สืบเชื้อสายมาจากลิง ?”

 

    ปูลู บทความแบบเต็มครับ และขอบคุณท่านเจ้าของเวบมามาก....

http://www.tuaytoon.com/story.php?type=N&id=75

+
10
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
15 พ.ย. 2017 - 13:49

 ผมเบื่อหนังประเภทนี้เต็มกืนจริงจริง

 เภทใช้กล้องถ่ายหรือกล้องที่ติดอยู่ที่ตัว

 หรือมือถือ เรื่องนี้ถ้าไม่มีกล้องที่ติดอยู่ที่ตัว

 ผมงมจบแน่ แต่พอลากไปลากไป หนังก็ไม่มีไร

 การนําเสนอหนังแบบนี้ มันดาดดื่นครับ, หนังหยอง

 หนังวิทยาศาสตร์ ฯลฯ บอกกงผมเบื่อเต็มทน(เฮ และ ฮา)

 

                              ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ kill switch film

  ปูลู  หนังเกี่ยวกะโรคคู่คาหนาน(อีกแระ)ผมดูไม่จบ เพื่อนเพื่อนจางมต่อเชิญเลย.....

         ดูเรื่องนี้ผมดันไพล่ไปนุกถุงหนังเรื่องนี้ การนําเสนอนองเดียวกัน ผมฉายไปแระ

                    ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ bushwick film

    ปูลู   ทําตื่นเต้น คําพูดคําจาฉากต่างต่างเห็นแร้วน่าดูจัง ขำ

            ว่าแล้วก็ขายหนังสือ ขำเล่มนี้มือสองไม่ถุงร้อยบาท

             แต่ถ้าต้องการเล่มใหม่ ซึ่งผมไม่ทราบว่ามีป่าว ถ้าไม่มี

             ไปซื้อที่อเมซอน รวมค่าส่งแล้ว 55 US$  จริงครับ

              เล่มนิสส์เดียวเอง..

 

                                                    ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ จักรวาลกับสัจธรรม ประสาน ต่างใจ หนังสือ

                                                      ขำ

                                   

 

»
11
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
15 พ.ย. 2017 - 20:34

 หยองบวกโหดคูณดิส แดนจิงโจ้

                       รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

                   ปูลู  เห็นรางวัลและคําวิจารณ์เพียบนะ สาขาหยองนะครับ ขำ

                         ตัวอย่างที่ผมเอามาให้ฉมกัน จาได้ยินเพลง love hurts

                         เพลงนี้ในหนังกะเครดิตไม่ยักกะมีแฮะ แน่ใจว่าไม่ได้ยิน

                         ผมก็ดูบรรยายไทยด้วย,love hurts มีหลายเวอร์ชั่นครับ

                         นักร้องโด่งโด่งนําไปร้องกันเยอะ ผมน่าจาได้ยินเพลงนี้

                         จากเสียงของพี่จิมก่อน จากนั้นเพลงนี้มาดังโด่งจากคณะ

                         nazareth(บ้านเกิดจีซัส)วงจากบ้านลุงชอน,ส่วนผมฉอบ

                         ทั้งสองเวอร์ชั่น แต่เวอร์ชั่นของพี่จิมฉอบมากฝ่าส์ ....  

   ปูลู   วางวงบ้านเกิดจีซัสให้อีกเวอร์ชั่นกะได้ ......

      Victory

 

+
11
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
15 พ.ย. 2017 - 23:47

พักนี้ซินยอทองฯ เอาเพลงอะไรมาเปิด ผมต้องงมฟังทุกครั้ง

และครั้งนี้ก็เช่นกัน บอกได้สามคําโดดโดด... สุดยอดครับ

ดนตรีนี่ ผมว่ามันไปไกลยันสุดขอบของจักรวาลจริงจริง

ถ้าซินยอทองฯ กัวตกคาบวน งั่นไปคาบวนนี้ละกัน

เพลงนี้ของพี่แป๊ด น่าจาเป็นเพลงแรกที่ผมวาง

  ปูลู  จําได้ว่าเพลงนี้ฟังครั้งแรก เล่นเอาซึมเหมือนกัน,พี่แป๊ดผมมีเยอะ

         จากอัลบั้มชุดนี้ครับ เพลงเพราะเพราะทั้งนั้น....

                      รูปภาพที่เกี่ยวข้อง  

      ปูลู   ในอัลบั้มเดียวกันครับ .....

     Victory

 

+
10
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
16 พ.ย. 2017 - 11:54

เห็นว่าเรื่องนี้ตอนไปฉายโชว์ที่เมืองคอน

ทําเอาผู้ฉมและกรรมมากาลตกเก้าอี้

แต่เมื่อฉมเรื่องนี้จบ ก็โดดขึ้นเตียงต่อ

ปูลู  เป็นหนังหยองอีโลติก ผมดูแค่ไตเติ้ล

      ต้องรีบปิด มันบัดหลิงจริงจริง,ผู้กินกับมาจาก

      แดนไวกริ้ง ต้องทําใจครับ อ้อ พี่เดเล่น ดาราหญิง

      ที่เป็นแฟนพี่เด ได้ดารานําหญิงยอดเยี่ยมที่เมืองคอน  

      ถุงมันจาบัดเหลิงยังไงก็ต้องเปิดดูครับ ฉากบัดเหลิงในไตเติ้ล 

      มีสามสี่วินาทีเอง ในตัวอย่างที่ผมเอามาวาง ไม่มีครับ ผมงมดูยันจบ

      เรื่องนี้ครับ อ้อ..ในฉากสุดท้ายของตัวอย่างกะใบปิดหนัง ที่ผมดูยิ่งก่านี้อีก

                                          ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ antichrist

          ปูลู ใบปิดหนัง ถ้ามันบัดเหลิง ลบได้นะครับ ผมหาเด็ดเด็ดฝ่าส์นี้ไม่ได้ ขำ

                หนังได้รางวัลมาเยอะครับ น่าจาสาขาหยองบัดเหลิง ขำ

 

 

»
11
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
16 พ.ย. 2017 - 13:04

ผมลืมบอกซินยอทองฯ........

ตอนที่ไป(วันเปิดหรือครบรอบ จําไม่ได้)ร้านเต็กลาว

ของพี่เขียว มีวงของ ขำ M. Night ขำมาเล่นด้วย

น่าจาเล่นเพลงของอีเก้งเป็นส่วนใหญ่ ผมขอเพลงนี้ไป.....ขำ 

M. Night บอก เล่นไม่ได้ หรือไม่เคยฟัง หรือร้องไม่ได้(ไม่แน่ใจ - อีก)

เพลงนี้ครับ.....

  ปูลู  จากนั้น M. Night ก็ให้เพื่อนเล่นและร้องแทน.....แต่พอเพื่อนผมอีกคน

         ขอ(สองเพลงติดต่อกัน)เพลงนี้ไป, M. Night สาทายายเพลงนี้เสร็จสับ

         จากนั้น M. Night โดดไปเล่นเอง สองเพลงนี่ครับ.....

  ปูลู  เมื่อครั้งที่ M. Night จัดรายการ ผมโทรไปขอเพลง มีผู้หญิงรับ

        ผมบอกขอเพลง "บทเพลงแห่งฟามเพ้อฝันของชาวตะวันตก ของคณะภูเขา"

        เธอนิ่งไปพักแล้วบอกว่า "เราเปิดแต่เพลงมังคุดนะเค๊อะ"(ฮา)ผมเลยบอกเธอไปว่า

        จดไปเถอะครับ แล้วไปให้เฮีย M. Night อ่าน , จากนั้นผมและเธอต่างก็วางสายกันไป

        พัก M. Night (M. Night คงอ่านมันแล้ว)ไม่น่าจาพูดอะไรมาก(ผมจําไม่ได้แระ - ก็ตามเคย)

        M. Night ก็เปิดเพลงที่ผมขอไป......เพลงนี้ครับ.....

   ปูลู  "บทเพลงแห่งฟามเพ้อฝันของชาวตะวันตก" ผมเคยเอาไปเขียนบทฟาม

          และอีกเพลงนุง(เพิ่งนุกได้)สองเพลงนี้สําหรับผู้ที่กะลัง(เริ่ม)ออกเดินทางแสวงหาครับ

   Victory คารวะ

+
9
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
16 พ.ย. 2017 - 18:38

สองเพลงนี้ไม่ได้ฟังเสียนาน เป็นวงที่ตั้งขึ้นมาได้สองสามปี

แล้วก็เลิกศาลาไป ผมน่าจามีแผ่นเสียง(เป็นซิงเกิ้ลหน้าลาเพลง)

โดยเฉพาะสองเพลงนี้ พวกเค้าดังไปสามโลก เชิญ..........

  ปูลู เพลงที่ถืกส์ตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ล ส่วนใหญ่แล้ว มันจาจบแบบห้วนห้วน

       คือค่อยค่อยเบาลงเบาลง แล้วหายไปเลย แต่ถ้าเป็นเพลงในลองเพลย์

       เราจาได้ยินแบบเต็มต็มครับ อย่างเช่นเพลงนี้ เสียงเครื่องทองเหลือง 

       คือนิพพานของผมครับ.....เพลงนี้จบแล้วก็จบเลย....

 Victory

+
8
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
16 พ.ย. 2017 - 19:56

 

"การที่จะเข้าใจรับรู้ จักรวาลให้ถ่องแท้เป็นจริง จะเลือกแยกศึกษาส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ได้
เพราะจักรวาลไม่ใช่เป็น "สิ่ง" หรือรูปกายวัตถุ แต่มันมาจาก "หนึ่ง" ที่แยกจากกันไม่ได้
เป็น "หนึ่ง ที่ก็แยกไม่ได้อีก ทุกสิ่งและสรรพสิ่งจึงสัมพันธ์เชื่อมโยงกันไม่ว่าจะมีการเกิด
การดับ การเกิดใหม่ การพัฒนา ล้วนเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน"

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


+
9
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
16 พ.ย. 2017 - 20:58

ข้างบนเป็นบทความส่วนหนึ่งในหนังสือ

"จักรวาลกับสัจธธรม แควนตัมจิตวิญญาณ"

ของท่านอาจารย์ มีแค่นั้นจริงจริงครับ จากเวบ หนังสือเล่มโปรด 

ไม่รู้นะ ผมคิดว่า ประโยคข้างบนนั่น น่าจาเกี่ยวโยงไปถึง "กรรม" !!!!!

ปูลู  หลายวันมาเน่(วันเสาร์เจอพี่เตช) ขำ

       ผมพายายามค้นหาบทความที่เกี่ยวกะดินแดนสวิตจ๊อต

       เกี่ยวกะเทพโอดิน,รากนรก, ชายที่มาจากทิศเหนือ(Northman)

       เป็นนิทานปรัมปราของพวกไวกริ้ง ก็หนังเรื่องธอร์ทั้งสามภาคนั่นละครับ

       ผมอ่านมันมา(จากบทความท่าน)ตั้งแต่หนังยังไม่สร้างซักเรื่อง แต่คงหายากมาก

       เพราะจําได้ว่าเป็นบทความแรกแรก(น่าจากลางกลาง พ.ศ 2530)ที่ผมได้อ่าน,

       ยังจําได้ถุง การคํานวนอายุของโลกและระบบสุริยะของเรา ทางพุทธ,

       ทางวิทยาศาสตร์ และชายที่มาจากทิศเหนือ(ดินแดนที่เรียกว่าสวิตจ๊อต)

       ต่างก็คํานวนห่างกันไม่เท่าไหร่ คืออ่านแล้วตกใจ !!! พิมพ์จนมือหงิก.  

       เวลานี้ผมก็เหมือนคนฟามจํายาว นุกหรือคิดไรได้ต้องรีบจดหมุด

       วางไว้ไม่ห่างมือ,ผมยังนุกภาพผมตอนนี้ได้ นานหลายปีแล้ว 

       ก่อนที่ผมจามีปัญญาเทียม ตอนนั้นปัญญาเทียมยังเป็น

       ของใหม่สําหรับบ้านเรา,ผมไปธุระกับเพื่อนแห่งหนึ่ง

       มันเป็นหมู่บ้านที่พวกมังคุตมันอยู่กันเยอะมาก 

       บ้านเพื่อนมันอยู่ใกล้กะบ้านมังคุตหลังนุง

       ผมนั่งมองมังคุตมันนั่งอยู่หน้าคอมฯ

       เป็นชั่วโมรงมันไม่ลุกไปหนเลย 

       ขณะนี้ผมไงงั้น(เฮคูณฮา)..

       ตอนที่ผมมองมังคุต นั่งอยู่หน้าปัญญาเทียม ผมเห็นภาพนี้.....

 

                 รูปภาพที่เกี่ยวข้อง 

                     ขำ

       

+
8
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
16 พ.ย. 2017 - 22:06

อัศวโกษา นาคารชุน คัมภีร์อุปนิษัท ฯลฯ

ผมก็เพิ่งมารู้จัก ก็มาจาการที่ได้อ่านบทความท่าน

ก็อย่างที่บอก หนังสือที่ท่านเอ่ยถุง ผมเจอผมซื้อหมด

บทความของท่านจาอ้างถึงนักวิทยาศาสตร์ดังดังหรือหนังสือ

ท่านอ่านมา ท่านแปลมาให้เราอ่านต่อ อย่างเล่มนี้ท่านอ้างไว้นานมาก

ในยุคแรกแรกของบทความท่าน ผมเพิ่งเห็น(ซื้อมาสี่ห้าปีแระ ไม่แน่ใจ)

 

                                    ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หนังสือ อุปนิษัท

   ปูลู   เด๊วลองหาบทความที่ท่านเขียนถึงหนังสือ(หรือคัมภีร์)เล่มนี้นิสส์.....,

         

        

           Victory

+
9
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
16 พ.ย. 2017 - 23:33

 ได้มาแระ

 อ่านหนุกหนุกครับ

 ขอบคุณมติชนและเจ้าของเวบครับ คารวะ

 

 

ศตวรรษสุดท้ายของเรา

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย ประสาน ต่างใจ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

มติชน วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10549

ชื่อบทความนี้เอามาจากหนังสือที่เขียนขึ้นมาเมื่อสองปีก่อน โดย เซอร์ มาร์ติน รีส นายกราชสมาคมดาราศาสตร์แห่งอังกฤษคนปัจจุบัน (Sir Martin Reese: Our Final Century, 2004) และได้รับการตอบสนองจากนักวิทยาศาสตร์ของโลกตะวันตกแตกต่างกันไป ตั้งแต่เห็นด้วยทั้งหมดไปจนถึงไม่เห็นด้วยเลย เพราะเหมือนกับนวนิยายวิทยาศาสตร์มากกว่า แต่ เซอร์ มาร์ติน ไม่ได้เขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์และกล้าหาญพอที่จะบอกว่า เขาหมายความเช่นนั้นจริง 

เซอร์ มาร์ติน กล่าวไว้ในหนังสือของเขาว่า ไม่เพียงแต่อารยธรรมของมนุษย์เท่านั้นที่จะล่มสลายหายไปทั้งหมด แต่แม้เผ่าพันธุ์ของมนุษย์เองก็จะพลอยสูญพันธุ์ไปด้วย นักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงชื่นชมความกล้าหาญของ เซอร์ มาร์ติน รีส ที่กล้าเอาชื่อเสียงมาเป็นเดิมพัน เพื่อยืนยันความเห็นและความเป็นห่วงโลกธรรมชาติของเขาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร 

ผู้เขียนได้นำข้อมูลทั้งหมดนั้น รวมทั้งข้อมูลของ สตีเฟน บายเออร์ (Stephen Byers) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของอังกฤษ ประธานคณะทำงานดินน้ำป่าอากาศนานาชาติ (International Climatic Taskforce) ที่บอกว่า มนุษยชาติมีเวลาเหลืออีกเพียงทศวรรษเดียว และจากหนังสือของ เจมส์ เลิฟล็อค (James Lovelock) ที่จะกล่าวต่อไป พูดในที่ต่างๆ สามสี่รายการก่อนสิ้นปี 2006 ไม่กี่วัน และก่อนการวางระเบิดหลายจุดในใจกลางกรุงเทพฯ ปรากฏว่า ผู้ฟังแทบทั้งหมดนั่งนิ่งเงียบกริบไปตามๆ กัน 

จริงๆ แล้วเรื่องความพินาศหายนะของระบบนิเวศโลก ซึ่งเป็นผลโดยตรงของการทำลายธรรมชาติของมนุษย์ด้วยระบบทุนนิยมเศรษฐกิจเสรีกับเทคโนโลยีล้างผลาญทรัพยากรของโลกนั้น มีนักวิทยาศาสตร์ได้เขียนเอาไว้มากมาย กระทั่ง ริชาร์ด ลีกคีย์ เขียนไว้เป็นหนังสือที่ชี้บ่งสภาพการณ์ที่เราอาจเรียกว่าสภาวะโลกแตกครั้งที่หก (Richard Leakey: The Sixth Extinction, 1996) ว่า "สภาพโลกแตก (mass extinction) ที่เกิดกับโลกแห่งชีวิตมาแล้วห้าครั้งนั้น เราไม่รู้ หรือพิสูจน์ไม่ได้หมดว่าเป็นเพราะอะไร แต่ครั้งต่อไปนี้เรารู้ว่าเกิดจากฝีมือของเราเอง"

การคาดการณ์อนาคตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ของ เซอร์ มาร์ติน รีส นั่น - ทำให้ผู้เขียนนึกถึงนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชื่อ บิล จอย ที่ผู้เขียนเอาชื่อบทความของเขาที่ลงใน ไวร์ (Wired) แม็กกาซีนมาตั้งเป็นชื่อหนังสือของผู้เขียนว่า ศตวรรษใหม่ที่โลกไม่ต้องการมนุษย์อีกแล้ว (Why the Future Doesn"t Need Us) 

เมื่อช่วงต้นศตวรรษ บิล จอย (Bill Joy) เองได้คาดการณ์ไว้คล้ายๆ กับ เซอร์ มาร์ติน รีส หรือในอีกด้านหนึ่งที่เป็นด้านของจิตวิญญาณ ด้วยญาณทรรศนะหรือความรู้เร้นลับ (mysticism) ของสัตเปรม ทายาทของคุณแม่ (The Mother) กับ ศรีอรพินโท (Sri Aurobindo) ที่เชื่อว่ามนุษยชาติจะสูญพันธุ์ไปทั้งหมดและชีวิตที่จะวิวัฒนาการขึ้นใหม่แทนมนุษยชาติจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีจิตวิญญาณสูงส่งและทรงปัญญาอย่างยิ่ง โดยมีรูปร่างครึ่งแมงกะพรุนครึ่งปลาหมึก (Satprem: Evolution II, 1990)

แท้จริงแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่า เซอร์ มาร์ติน รีส คงเชื่อรายงานของคณะทำงานติดตามการเปลี่ยนแปลงดินน้ำป่าอากาศโลก (IPCC) ของสหประชาชาติที่รายงาน (ครั้งที่สาม) เอาไว้เมื่อปี 2001 (ไอพีซีซีประกาศว่าจะรายงานครั้งต่อไปในปี 2007) แต่รายงานของไอพีซีซีนั้น เป็นทางการและเป็นวิชาการมากเกินไป จนคนทั่วไปหรือผู้อยู่ในอาชีพอื่นๆ หรือแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ในสาขาอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของดินน้ำป่าอากาศ มักไม่ค่อยติดตามอย่างใกล้ชิดหรือไม่สนใจ ความเป็นวิชาการที่ใช้วิธีวิทยา (methodology) ทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้มานานดึกดำบรรพ์ เช่น การทำซ้ำโดยใครที่ไหนก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องของกายและพลังงาน อันเป็นเรื่องภายนอกทั้งสิ้น ที่ ธอมัส คุห์น บอกว่าเปลี่ยนใหม่ได้แล้ว (Thomas Kuhn : Structure of Scientific Revolutions, 1962) 

ความเป็นวิชาการที่เกินไปเช่นนั้นเองที่ทำให้คนทั่วไป โดยเฉพาะนักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์สายสังคมผู้นำประเทศมักไม่ได้รับข้อมูลอันสำคัญอย่างยิ่งนี้เท่าที่ควร ทำให้ประเทศอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ของโลกไม่สามารถทำอะไรที่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อการสรรค์สร้างอารยธรรม "สมัยใหม่" ซึ่งก่อความล่มสลายให้กับระบบนิเวศธรรมชาติ ความรับผิดชอบในผลพวงที่ประเทศของตนเหล่านั้นเองเป็นผู้แพร่กระจายอารยธรรมที่ทำลายโลกให้เป็นกระแสโลกาภิวัตน์อย่างไร้หนทางแก้ไขอยู่ในขณะนี้

เจมส์ เลิฟล็อค นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกอีกคนหนึ่งที่พูดเช่นเดียวกับ มาร์ติน รีส, เลิฟล็อคเป็นนักชีวเคมีผู้ตั้งทฤษฎีไกย่า (Gaia theory) หรือโลกที่เป็นประหนึ่งองค์กรชีวิต ที่ทุกวันนี้มีนักวิทยาศาสตร์ไม่น้อยให้การยอมรับ ในอดีตเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ประจำองค์การนาซา ผู้คำนวณว่า พิจารณาจากการปราศจากสารเคมีที่เป็นของเสีย (ที่ต้องปล่อยออกมาของสิ่งมีชีวิต) สู่บรรยากาศ (ที่มีเพียงเล็กน้อยบนดาวอังคาร) แสดงอย่างชัดเจนว่าดาวอังคารไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ 

ข้อมูลของ เจมส์ เลิฟล็อค ที่ว่า ดูจะขัดแย้งกับข้อมูลที่องค์การนาซาได้มาเมื่อไม่กี่วันมานี้ จากการสำรวจดาวอังคารโดยตรง ที่ชี้บ่งความเป็นไปได้ว่า มีสิ่งมีชีวิตและน้ำอยู่ภายใต้พื้นผิวของดาวนพเคราะห์คู่เแฝดของโลก นั่นไม่ได้แปลว่า เจมส์ เลิฟล็อค คำนวณผิด แต่เพราะ เจมส์ เลิฟล็อค ไม่มีข้อมูลที่ได้จากใต้ดินของดาวอังคารมากกว่า

เจมส์ เลิฟล็อค เป็นนักวิทยาศาสตร์อีกผู้หนึ่งที่เชื่อมั่นว่า เผ่าพันธุ์ต่างๆ ของโลกกำลังเดินทางมาถึงจุดพินาศหายนะแทบจะโดยสิ้นเชิงก่อนสิ้นศตวรรษนี้ หรือเมื่อไรที่อุณหภูมิโลกสูงกว่าอุณหภูมิในปี 1800 เกิน 5 องศาเซลเซียส และจากนั้นอุณหภูมิที่สูงเช่นนั้นหรือกว่านั้นจะอยู่กับโลกเราไปอีกนับเป็นแสนๆ ปี เจมส์ เลิฟล็อค บอกว่า สำหรับเขาเองและนักวิทยาศาสตร์หลากหลายที่ติดตามสภาพดินน้ำป่าอากาศของโลกอย่างใกล้ชิด ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการเปลี่ยนแปลงของดินน้ำป่าอากาศและอุณหภูมิโลกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะต้องเกิดขึ้นในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน "โลกจะร้อนเหมือนเป็น "นรก" ที่มีแต่ความตายอยู่ทุกหนแห่ง ตอนนั้นประชากรโลกที่มีจำนวนมากหลายๆ พันล้านคน จะมีเหลืออยู่เพียง "หยิบมือเดียว" (handful) เท่านั้น" ... "เป็นฝีมือของเราเองที่สร้างความฉิบหายไร้ระเบียบให้กับดาวเคราะห์ดวงนี้ และบ่อยครั้งด้วยความตั้งใจที่คิดว่าดีอย่างเสรีแต่ไร้การควบคุม แม้แต่ขณะนี้ ที่เสียงระฆังบ่งบอกถึงความตายที่ใกล้เข้ามาอย่างชัดแจ้ง แต่เรายังพูดกันถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน และการแสวงหาพลังงานทดแทน ราวกับว่าสิ่งที่เรากำลังให้คืนกลับโลก (ที่สุดแสนจะจิ๊บจ๊อย) - ที่เราคิดว่าเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของเรา - ที่โลกแห่งชีวิต หรือไกย่า ควรจะยอมรับ 

ว่าไปแล้วเราเหมือนกับเด็กเหลือขอของครอบครัวที่ไร้ความผิดชอบใดๆ นอกจากสร้างแต่ปัญหา หรือเอาแต่จะทำลายและทำร้ายผู้อื่น แล้วคิดว่าเพียงคำขอโทษเท่านั้นก็จบเรื่อง เจมส์ เลิฟล็อค คิดว่าแม้โลกเราจะชอบความหนาวเย็นมากกว่าชอบโลกที่ร้อน แต่ถึงตอนใกล้ๆ สิ้นศตวรรษที่ 21 นั้น คือเมื่ออุณหภูมิโลกอยู่ที่ 5 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่านั้น เขาเชื่อว่าเมื่อนั้นแทบจะทุกทวีป และแทบทุกมหาสมุทรจะกลายเป็นทะเลทรายหรือน้ำร้อนจัดจนสัตว์น้ำอยู่กันไม่ได้ ยกเว้นเพียงภูมิภาคบางส่วนที่อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้ที่จะเย็นพอเพราะมีน้ำแข็งเหลืออยู่บ้าง และเป็นภูมิภาคนี้เท่านั้นที่อาจมีเผ่าพันธุ์ของมนุษย์กระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ (James Lovelock : The Revenge of Gaia,2006)

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นการคาดการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นเชื่อว่ามีความเป็นไปได้อย่างมาก (high probabilities) ไม่ว่าหลายคน - รวมทั้งศรีอรพินโทและสัตเปรมที่เป็นผู้ปฏิบัติจิตมาอย่างยาวนาน - จะเชื่อว่า ไม่เพียงแต่อารยธรรมสมัยใหม่เท่านั้นที่จะหายไปทั้งหมด แต่แม้แต่เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ชาติก็จะพลอยสูญพันธุ์หายไปทั้งหมดพร้อมกันไปด้วย หรือว่าเผ่าพันธุ์จะเหลือเพียง "หยิบมือเดียว" เช่นไม่กี่ล้านคนอย่างที่ เจมส์ เลิฟล็อค ทำนาย 

ทั้งหมดนั้นมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนและยืนยันว่าต้องเป็นอย่างนั้นมากกว่าไม่เป็นประเด็นคือมันจะเป็นไปได้จริงหรือไม่? คำตอบที่แท้จริงเราคงไม่รู้ เพราะมันดูจะคาบเกี่ยวกันกับสองมุมมองที่ต่างกัน 

ประเด็นแรก มองจากทางด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ ข้อมูลทางโลกดูจะบ่งชี้ไปทางเส้นทางนั้น คือเป็นไปได้ว่าเผ่าพันธุ์ของมนุษย์อาจจะสิ้นสุดก่อนสิ้นศตวรรษที่ 21 นี้ หรือเหลือน้อยเต็มที ดังที่ เซอร์ มาร์ติน รีส และ เจมส์ เลิฟล็อค และนักวิทยาศาสตร์หลายคนคาดคะเน การสิ้นสุดสูญพันธุ์ของชีวิตย่อมมีผลตามมาของวิวัฒนาการใหม่ หรือการเหลือเชื้อพันธุ์ที่น้อยนิด ภายใต้สิ่งแวดล้อมใหม่ย่อมให้โอกาสกับการกลายพันธุ์ก็ได้ ส่วนประเด็นที่สอง หากมองในด้านของจิตวิญญาณที่อยู่ในรูปกายของสัตว์โลกทั้งหลาย จิตจะต้องมีวิวัฒนาการผ่านความเป็นอัตตาตัวตนสู่ความหลุดพ้นทั้งนั้น 

ไม่ว่าจิตจะอยู่ในรูปกายอย่างหนี่งอย่างใด รูปกายจึงเป็นแต่ "ทางผ่าน" โดยมีอัตตาที่ให้ความเป็น "ตัวกูของกู" อันเป็นสาเหตุของทุกข์ รูปกายมนุษย์ -ในด้านหนึ่ง - จึงเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการวิวัฒนาการอันเป็นกฎธรรมชาติหรือหลักการของอิทัปปัจจยตาก็ได้ ดังนั้น หากมองจากด้านจิต การสูญพันธุ์หรือใกล้สูญพันธุ์ของกายมนุษย์ จึงเป็นเสมือนโอกาสของการมีวิวัฒนาการใหม่ เพื่อให้โอกาสเช่นเดียวกันแก่จิต ทำให้จิตของสัตว์โลกในรูปกายใหม่ สามารถมีวิวัฒนาการทางจิตสู่ความ "หลุดพ้น" ก็ได้ มองจากมุมมองนี้ การสูญสิ้นของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่มีความสำคัญใดๆ

มองจากประวัติศาสตร์ ผู้เขียนคิดว่า มนุษย์ไม่น่าจะสูญพันธุ์ไปทั้งหมด แต่อาจกลายพันธุ์เพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปยาวนานนับแสนปีจากการที่มีโลกร้อนมากๆ อย่างที่ไอพีซีซีคาดการณ์ให้ไว้ ผู้เขียนจึงไม่เห็นด้วยเลยว่าสุดท้ายแล้วประวัติศาสตร์ว่าด้วยวิวัฒนาการของโลกกายภาพก็ดี วิวัฒนาการของชีวิตที่มีมาถึงมนุษย์และสังคมของมนุษย์ก็ดี วิวัฒนาการของจิตและจิตวิญญาณที่ยังไม่แล้วเสร็จทั้งยังไกลจากแล้วเสร็จก็ดี ทั้งหมดจะจบลงง่ายดายเช่นนั้น 

ผู้เขียนเชื่อว่าประวัติศาสตร์ของวิวัฒนาการทั้งหมดต้องมีความหมาย จริงๆ แล้ว หากเรามองจากด้านของศาสนาต่างๆ ไม่ว่าเป็นศาสนาที่มีพระเจ้าหรือศาสนาที่ไม่พูดถึงพระเจ้า เช่น ศาสนาพุทธ ก็ไม่มีศาสนาใดที่ไม่พูดถึงการสิ้นสุดของโลกและสัตว์โลกอย่างไม่เป็นทางการไว้ เพียงแต่ไม่ได้ระบุเวลา 

หากมองจากลัทธิพระเวทย์ที่มีมาเป็นอันดับแรกสุดของศาสนาใหญ่ๆ ของโลก คัมภีร์อุปนิษัทเล่มแรกๆ จะพูดถึง "ลีลา" การละเล่นของพรหมมัน (Brahmam) พระเจ้าผู้สร้างกฎธรรมชาติว่าด้วยวิวัฒนาการของโลกและจักรวาล (เฉพาะจักรวาลนี้) ขึ้นมา ก็เพื่อให้มีมนุษย์มีจิตที่สามารถวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ จนสามารถสังเกตและรับรู้ว่าจักรวาลและโลกคือสิ่งใด? รู้ว่าจิตสามารถหลุดพ้นความเป็นตัวตน หรือ "โมกษะ" กลับไปรวมเป็นหนึ่งกับพรหมมันได้อย่างไร? 

นั่นแปลได้ว่าโลกยังต้องรอคอยให้มนุษย์ส่วนใหญ่มีวิวัฒนาการของจิตเข้าสู่ระดับจิตวิญญาณเสียก่อน แม้ว่าโลกเราในปัจจุบันจะอยู่ในยุคสุดท้าย ที่เรียกว่า กลียุค ซึ่งจะต้องล่มสลายไปพร้อมๆ กับชีวิตอันหลากหลายจากความผันผวนของธาตุสามธาตุ รวมหรือแยกกัน คือ น้ำ ลม และไฟ ก็ตาม 

 

+
10
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
17 พ.ย. 2017 - 00:23

จําได้ป่าวครับที่ผมเคยเขียนถุงคาร์ล เซแกน เกี่ยวกะเรื่องศาสนารวมไปถุง

เรื่องจิตวิญญาณ นักวิทยาศาสตร์หรือนักอะไรก็แล้วแต่ เรื่องเพือกนี้ลืมไปเลย

คงกัวโป๊ปธงชัยกาบาน(เฮ)ผมเพิ่งไปงมเจอในบทฟามของท่าน แต่ค่อนข้างเป็น

บทความใหม่ ท่านเขียนถุงคาร์ล เซแกนไว้นิสส์ ไว้วันพรุ่งจานํามาให้อ่านกัน ตอนนี้

มหาวีระเรียกไปสวิงกริ้งแระ(เฮ) บาย........

  ปูลู  มีงานนิทัศนาการของทวดโก๊ะ ที่ประเทศกรีก น่าไปครับ

         ภาพข้างล่างเป็นหนังเกี่ยวกะปู่โก๊ะ ผมงมหาอยู่...

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ประเทศกรีซ แวนโก๊ะ นิทัศนาการ

   Victory  คารวะ

 

+
8
The Kingdom
The Kingdom
17 พ.ย. 2017 - 12:15

แอบไปได้มินิซีรีย์มาจ๋องเรื่องสำหรับผู้ที่ชอบดูหนังเรื่องเกี่ยวกับการเงินครับ ใครที่อยากรู้ว่าเขาฟอกเงินกันยังไงให้ถูกกฎหมายเชิญได้ครับ

 

 

อีกเรื่องเป็นบทบาทของผู้ชายคนนี้ การปะทะกันระหว่างอัยการคดีการเงินกับเจ้าพ่อเฮดจ์ฟันด์ ใครมีพื้นเรื่องหุ้นบ้าง นอนดูยาวเลย ฟันหลอ

 

 

+
10
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
17 พ.ย. 2017 - 15:44

ซีรี่ย์ข้างบนเป็นอีกหนึ่งในหลายซีรี่ย์ที่ผมดูจบทุกตอน ยกโป้ง

เห็นโปสซาเตอร์ ถ้าไม่บอกก็คงต้องนุกว่าเป็นหนังหยองแน่ส์

ส่วนอีกเรื่องนุง งมไว้นานแระ เห็น ขำJohn Adams เล่นด้วย

แต่ยังไม่ได้ดูครับ, ถุงผมจาไม่มีฟามรู้เรื่องหุ้น แต่ผมก็ว่าหน้าดูทั้งสองเรื่อง

ถ้าติดใจ(น่าจา)บทพระเอก อย่าลืมงม...แค่ซีซั่นแรกก็พอครับ ผมงมไปหมดทุกซีซั่นแระ

       รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

    Victory คารวะ

+
7
The Kingdom
The Kingdom
17 พ.ย. 2017 - 16:34

ดูเผื่อผมด้วยนะ ยังไม่มีเครื่องฉาย อ่านแต่หนังสืออย่างเดียว หัวเราะ

+
6
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
17 พ.ย. 2017 - 18:50

อ้าว!!!!!

เครื่องฉายทุกขนาดผมก็ให้ไปแล้ว ไงกัน Tongue

ปูลู สารคดีเกี่ยวกะการล่มสลายของระบบการเงินของเมกาเรื่องนี้

     ถุงผมจามีฟามรู้แค่เรื่องเป่ากบ ขำ ทานโทษ ผมดูไปสองรอบครับ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ inside job documentary

  ปูลู  ถ้ายังไม่ไปไถ่ ขำ เครื่องฉายออกมา ก็ อ่านเล่มนี้ไปก่อนครับ ขำ

                                    ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ warren buffett books

   Victory คารวะ

+
7
กานดา ใจดี
กานดา ใจดี
17 พ.ย. 2017 - 22:52

 ได้มาอีกหนึ่ง  เชิญ....

 

เป้าหมายสุดท้ายของมนุษย์ โดย ประสาน ต่างใจ 

เป้าหมายสุดท้ายของมนุษย์ 
เขียนโดย ประสาน ต่างใจ 
ตีพิมพ์ในมติชนรายวันวันที่ ๐๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๑๐๖๘๒ 

"เป้าหมายสุดท้ายของมนุษยชาติก็คือ การเดินทางเพื่อเรียนรู้สัทธรรมสูงสุด และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวกับองค์ความรู้สูงสุดอันเป็นเป้าหมายสุดท้ายของแต่ละศาสนาและทุกๆ ศาสนามาตั้งแต่หลายพันปีก่อน" 

นักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาจำนวนไม่น้อย เช่นเดียวกับเราสาธารณชนคนทั่วไปทั้งหลายในปัจจุบันซึ่งหลงมัวเมาไปกับวิทยาศาสตร์ (เก่าหรือกายภาพ) ที่นำโดยนิวตัน กาลิเลโอ ชาร์ลส์ ดาร์วิน และซิกมันด์ ฟรอยด์ 

โดยเชื่อว่าความจริงทางวิทยาศาสตร์เก่าที่ว่านั้น (ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่สมบูรณ์) เป็นความจริงทั้งหมด 

เช่น เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer) ที่ประกาศว่าธรรมชาติของชีวิต "คือการอยู่รอดของผู้ที่แข็งแรงกว่า" แต่เพียงประการเดียว 

หรือ ออกัสเต คอมเต้ (Auguste Comte - ผู้นิยามวิชาสังคมวิทยายุคปัจจุบัน) ที่กล่าวว่า โลกและประวัติศาสตร์ของศาสนาได้จบลงไปแล้ว นับแต่มนุษยชาติได้ค้นพบวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ให้ความจริงสุดท้าย กับให้อนาคตแก่มนุษยชาติ 

ในความเห็นของผู้เขียน ความคิดเช่นนั้นชี้บ่งอีโก้หรืออัตตาอหังการของเรา ให้มองมนุษย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล (anthropocentric) ซึ่งมีส่วนเป็นอย่างยิ่งในการสร้างโลกทัศน์ชีวทัศน์ที่ผิด ทำให้คนส่วนใหญ่ที่ว่ามานี้ - เชื่อแต่วิทยาศาสตร์โดยโยนทิ้งศาสนา - สร้างความพินาศหายนะให้กับสังคมโลกและระบบนิเวศธรรมชาติของโลก ก่อวิกฤตปัญหานานัปการดังที่เรากำลังประสบกันอยู่ในปัจจุบัน 

แท้ที่จริงแล้วสำหรับผู้เขียน ศาสนาทุกๆ ศาสนา - ที่มาก่อนวิทยาศาสตร์นานนักหนา - ให้ความจริงแท้ที่สมบูรณ์อย่างยิ่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไร หากไล่กลับไปแล้ว อาจถึงช่วงเวลาที่โลกเราเริ่มมีประวัติศาสตร์ใหม่ๆ ด้วยซ้ำ 

เพียงแต่ลัทธิความเชื่อและศาสนาต่างๆ เหล่านั้นมีมาก่อนที่มนุษย์จะมีวิวัฒนาการของตรรกะและเหตุผล ทำให้เรา - ส่วนใหญ่ มากๆ - อยู่กับความเชื่อศรัทธาเพียงอย่างเดียวประหนึ่งว่าเป็นคนตาบอด 

สุดท้ายเมื่อไม่มีเวลาคิดวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งและปฏิบัติศาสนาอย่างที่ควร จึงงมงายอยู่กับกระพี้เปลือกนอกของศาสนาและนับถือว่านั่นคือแก่นแท้ 

ทำให้ในเวลาต่อมา เมื่อสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น พระหรือนักบวชอันเป็นตัวแทนของศาสนา - ที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นเช่นมนุษย์ธรรมดาๆ ทั้งหลาย - ที่มีธรรมชาติของความเป็นตัวตนและเห็นแก่ตัวมากขึ้นไปตามวิวัฒนาการทางจิตสู่อัตตาอหังการ ผู้หาประโยชน์ใส่ตนบนความไม่รู้หรือไม่มีเวลา และบนความเชื่อศรัทธาของประชาชน 

ปัญหาอันเกิดจากวิกฤตศรัทธาจึงเริ่มเกิดขึ้นและมีมากขึ้น จนทำให้ประชาชนไม่สามารถแยกแยะแก่นแท้ของศาสนาออกจากตัวบุคคล โลกจึงก้าวสู่ยุคแห่งความมืดบอดทางปัญญา กระทั่งถึงเวลารุ่งอรุณฟ้าสางทางตรรกะและเหตุผลดังที่เรารู้เราเรียนกัน 

ด้วยความเห็นส่วนตัว ผู้เขียนคิดว่า ศาสนาทุกๆ ศาสนาอาจมีรูปแบบและวิธีการที่เน้นเนื้อหาสาระคำสอนขององค์พระศาสดาผู้ประกาศศาสนานั้นๆ แตกต่างกันไป แต่ไม่ว่าจะมีคุณสมบัติหรือลักษณะที่ศาสนิกนั้นๆ คิดว่า ศาสนาของตนแตกต่างไปจากศาสนาอื่นๆ อย่างไร? 

ผู้เขียนกลับเชื่อว่า ทุกศาสนามีเเก่นที่ชี้บ่งสัทธรรมความจริงอันเป็นเป้าหมายสุดท้ายที่เหมือนกันหรือเป็นเช่นเดียวกัน โดยไม่มีตรงไหนที่ใดผิดเพี้ยนออกไปจากกันหรือแตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย 

และที่กล่าวมานั้น ไมใช่เป็นเพราะผู้เขียนเชื่อว่าทุกศาสนามีเป้าหมายเพื่อสอนให้คนเป็นคนดี อยู่ในศีลอยู่ในธรรม และมีวิถีชีวิตที่ประกอบด้วยคุณธรรมจริยธรรมความดีงาม - อันเป็นสากล - เท่านั้น 

แต่ผู้เขียนคิดว่า เป้าหมายสุดท้ายของทุกศาสนากับเป้าหมายสุดท้ายของการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ - เรามาอยู่ที่นี่ทำไม? - นั้นเป็นเป้าหมายอันเดียวกัน นั่นคือเพื่อตอบว่าสัทธรรมความจริงแท้หรือความจริงสูงสุดคืออะไร? 

ซึ่งในความคิดของผู้เขียน เป้าหมายของศาสนาหรือเป้าหมายของมนุษย์ชาตินั้นเป็นไปเพื่อให้ความรู้สูงสุด (gnosis) หรือการเรียนรู้ที่มาและที่ไปของสรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ของโลกและจักรวาล รวมทั้งชีวิตและมนุษย์ว่าเป็นมาอย่างไร? 

สัทธรรมความจริงอันสูงสุด (The Absolute or The Ultimate) ที่มีเพียงหนึ่งเดียว ไม่ว่าแต่ละศาสนานั้นๆ และเราจะเรียกสิ่งสูงสุดนี้ว่าอย่างไร? พระเจ้าในชื่อต่างๆ หรือเต๋า หรือนิพพาน หรืออะไร? สิ่งสูงสุดที่ทั้งเป็นหนึ่งและทั้งเป็นทั้งหมด (The One and The Many) ที่มาจากความว่าง (The Void) ด้วยกันทั้งสิ้น 

จริงๆ แล้วนั่นคือองค์ความรู้สูงสุดที่มนุษยชาติแสวงหามาตั้งแต่ไหนแต่ไร 

เมื่อมนุษย์คนแรกเกิดมีขึ้นมาในโลก - ผลิตผลของวิวัฒนาการธรรมชาติของจักรวาลผ่านห่วงโซ่ของสรรพสิ่งที่รวมชีวิตและมนุษย์ (the great chain of being) - แล้วมองไปรอบๆ ตัว ทั้งแหงนมองดูท้องฟ้าด้วยความพิศวงงงงวยประหม่ากลัว แท้ที่จริงแล้วที่มาของปรัชญาธรรมชาติและที่มาของวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมาล้วนแล้วแต่พัฒนาขึ้นมาด้วยการสะท้อนทางตรรกะ (logic or philosophic reflection) หรือมีขึ้นมาเพื่อหาคำตอบต่อความจริงอันสูงสุดที่ว่านั้นทั้งสิ้น 

เพียงแต่ว่ามนุษย์เราใช้ตรรกะของการสะท้อนแตกต่างกันออกไป 

นั่นคือ สำหรับผู้เขียนแล้ว เป้าหมายสุดท้ายขององค์ความรู้ทั้งหลายแหล่ที่มนุษย์เรามีอยู่ทั้งหมด ไม่ว่าที่มีมาในอดีต หรือที่มีอยู่ในวันนี้ หรือจะมีในวันหน้าและวันไหนๆ ล้วนแล้วแต่มีที่มาเบื้องต้นที่เดียวกัน และมีเป้าหมายสุดท้ายอย่างเดียวกัน คือหาคำตอบสุดท้ายให้กับมนุษยชาติว่า สัทธรรมความจริงสูงสุดหรือธรรมชาติสูงสุดคือสิ่งใด? เป้าหมายสุดท้ายของมนุษย์ชาติคืออะไร? 

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อตอบคำถามว่า - เรามาอยู่ที่นี่ทำไม? - ที่สุดท้ายแล้วเรามนุษย์ทุกผู้ทุกคนก็จะรับรู้ความจริงที่ว่านั้นด้วยตนเอง 

อย่างไรก็ตาม ในอดีดตั้งแต่เริ่มต้นของประวัติศาสตร์เป็นต้นมา ศาสดา อรหันต์ นะบี โยคี อรัญวาสี จำนวนมาก ต่างรับรู้หรือรู้คำตอบที่มีหนึ่งเดียวจากเส้นทางภายในมาตั้งแต่เมื่อหลายพันปีก่อนทั้งนั้น ที่ต่อมาบ้างก็ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นศาสนา 

ในขณะที่นักปรัชญาจำนวนมากในยุคสมัยต่างๆ ตั้งแต่สมัยกรีกไล่ขึ้นมา พยายามใช้ตรรกะและเหตุผลบนสติปัญญา (intelligence) จากสมอง การครุ่นคิด ที่บางครั้ง ด้วยความเป็นหนึ่งเดียวของจิตใจ (หรือด้วยสมาธิ) อย่างไม่รู้สึกตัว เพื่อวิเคระห์และสังเคราะห์คำถามและคำตอบต่อความจริงสูงสุดที่ว่านั้นกันอย่างไม่หยุดยั้ง 

ตั้งแต่วันนั้นตราบถึงวันนี้ การเดินทางด้วยเส้นทางภายในบางครั้ง รวมทั้งการเดินทางด้วยเส้นทางภายนอกจากสติปัญญาของสมองบนตรรกะและเหตุผลในบางครั้งที่ว่านั่นเอง ทำให้นักปรัชญาแต่ละคนกลายเป็นอัจฉริยะหรือไม่อัจฉริยะ มีชื่อเสียงหรือไม่มีชื่อเสียง มีลูกศิษย์ลูกหามากหรือน้อยแตกต่างกันออกไป นักปรัชญาที่บางครั้งได้องค์ความรู้จากสมาธิ กับบ่อยครั้งกว่าที่ได้ความรู้จากเหตุผล หรือภายในกับภายนอกบวกกัน ได้ทำให้สัทธรรมความจริงอันสูงสุดที่มีเพียงหนึ่งเดียว มีความแตกต่างกันเป็นหลากหลาย จวบจนกระทั่ง ณ บัดนี้ 

นักคิดนักปรัชญาที่ก่อนหน้านั้นเป็นนักเทววิทยาผู้หนึ่ง ที่หลายๆ คนรวมทั้งผู้เขียนเชื่อว่าเป็นผู้ที่อธิบายที่มากับเป้าหมายสุดท้ายของมนุษยชาติ หรือสัทธรรมความจริงอันสูงสุดได้อย่างกระจ่างชัด คือ จอร์จ วิลเฮล์ม ฟรีดริช เฮเกล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) มหาปราชญ์คนหนึ่งที่ถามและตอบเช่นที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างบนตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 19 และต่อมา ศรีอรพินโธได้สาธยายไว้แทบจะเหมือนกัน แม้ในรายละเอียดของส่วนที่สำคัญ 

จริงๆ แล้ว ผู้เขียนคิดว่าเฮเกลอาจได้ความคิดส่วนหนึ่งจากญาณทัสสนะ การครุ่นคิดอย่างใจจดใจจ่อหรือการทำใจให้อยู่กับสมาธิอย่างไม่รู้สึกตัว 

สิ่งที่เฮเกลได้มาจากญาณทัสสนะเช่นนั้น ในส่วนสำคัญถึงเหมือนกับที่ศรีอรพินโธ หรือผู้หนึ่งผู้ใด รวมทั้งอริยสงฆ์ที่เป็นพระป่าหรืออรัญวาสี เช่น หลวงปู่ดูลย์ (อตุโล) หรือหลวงปู่มั่น (ภูริทัตโต) ได้จากการปฏิบัติจิตปฏิบัติสมาธิเป็นเวลายาวนาน 

นั่นคือ สัทธรรมความจริงที่ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นพุทธะ เป็นจิตเดิมแท้ที่มาจากความว่าง (หลวงปู่ดูลย์) - ขามาและขากลับ ที่พลาโต้เรียกว่า ขาลง (descent) และขาขึ้น (ascent) 

- ขามาคือจิตหนึ่ง (The One) ที่ให้ความหลากหลาย (The Many) แห่งสังสารวัฏ 

และขากลับคือ จากความหลากหลายกลับสู่ความเป็นหนึ่งแห่งพระนิพพาน 

เพียงแต่เฮเกลจะเรียกจิตหนึ่งว่า ความจริงสุดท้าย (The Absolute) ที่เป็นสิ่งเดียวกับพระเจ้าสูงสุด (spirit) 

สำหรับเฮเกลแล้ว องค์ความรู้สูงสุดหรือเป้าหมายสุดท้ายของมนุษยชาตินั้น ไม่ได้มีข้อจำกัด และมนุษย์เราทุกคนสามารถแสวงหาได้ด้วยตนเองหรือเป็นปรากฏการณ์ที่ประสบด้วยตนเอง เพราะเฮเกลคิดว่าเป้าหมายสุดท้ายของมนุษยชาติ - โดยเหตุผล (ทางโลก) ส่วนหนึ่ง - ก็คือองค์ความรู้ความจริง เมื่อพระเจ้าสูงสุดที่ว่านั้น (ที่อยู่กับเราทุกคน) แสวงหาและค้นพบตัวเอง 

นั่นคือการเดินทางสู่จุดหมายปลายทางของมนุษย์ที่มีสามขั้นตอน คือจากความหลับใหลงมงายของจิตใต้สำนึก (sub-consciousness) สู่การตื่นของอัตตาตัวตน (self- consciousness) แล้วตื่นผ่านพ้นตัวตน (transcend) ต่อไปสู่จิตเหนือสำนึก (super-consciousness) ซึ่งสำหรับผู้เขียน นั้นคือระดับธรรมจิต (spirituality) อันเป็นเส้นทางสู่นิพพาน 

และนั่นก็เป็นเนื้อหาสาระของการเดินทางสู่เป้าหมายสุดท้ายของมนุษยชาติที่แท้จริงของศรีอรพินโธที่กล่าวว่า จิตของมนุษย์ชาติเดินทางผ่านจาก "การรู้ตัวทางกายแบบผิวเผิน (superficial bodily awareness หรือ sub-consciousness) สู่ระดับจิตรู้ตัวตนและอีโก้ (self-conscious) เมื่ออหังการเข้าใจว่าความผิวเผินของรูปกายคือความเป็นเอกภาพสุดท้าย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมนุษยชาติยังต้องเดินทางเพื่อผ่านพ้นอัตตาตัวตนนั้น สู่จิตเหนือสำนึก (super-consciousness) เป็นเอกภาพกับจักรวาล 

หรือเราอาจพูดได้ว่า วิวัฒนาการของจิตหรือประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งหมด คือการตื่นและการเปลี่ยนแปลงของจิต ของสปิริต กลับสู่สปิริต สุดแล้วแต่ว่าแต่ละศาสนาจะแปลคำสปิริต (spirit) ว่าอย่างไร? 

การตื่นและเปลี่ยนแปลงทางจิต หรือวิวัฒนาการทางจิตที่มีสามขั้นตอนใหญ่ (หรือแปดขั้นตอนย่อยหรือระดับที่นักจิตวิทยาและนักคิดส่วนใหญ่ เช่น เค็น วิลเบอร์ อธิบาย) เราจึงต้องเดินทางเพื่อผ่านพ้นจิตแต่ละระดับเพื่อผ่านไปสู่จิตอีกระดับ 

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นชี้บ่งอย่างชัดแจ้งว่า - สำหรับผู้เขียนแล้ว - เป้าหมายสุดท้ายของมนุษยชาติก็คือ การเดินทางเพื่อเรียนรู้สัทธรรมสูงสุด และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวกับองค์ความรู้สูงสุดอันเป็นเป้าหมายสุดท้ายของแต่ละศาสนาและทุกๆ ศาสนามาตั้งแต่หลายพันปีก่อน และตราบใดที่มนุษย์เรายังไม่เรียนรู้หรือรับรู้ความจริงได้ทั้งหมด มนุษยชาติก็จะสิ้นสุดลงไปไม่ได้ 

มนุษย์เราจะต้องดำรงอยู่ต่อไปเพื่อเป้าหมายนั้น - ไม่ว่าตัวตนอหังการและอวิชชาจะคร่าชีวิตมนุษย์ไปสักเท่าไรก็ตาม - เพียงแต่ว่าเพราะจิตในระดับที่เรามีอยู่ในวันนี้ อัตตาตัวตนที่ทำให้เราส่วนใหญ่กลัวตาย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ตราบใดที่เรายังว่ายเวียนอยู่ในสังสารวัฏ เมื่อสปิริตยังไม่ค้นพบกับสปิริตและรวมกันเป็นเอกภาพ ไม่ว่าใครก็ไม่ตาย (ทางจิต) ไปจริงๆ 

สำหรับผู้เขียนที่เข้าใจพุทธศาสนาจากคำอธิบายของหลวงปู่ดูลย์ที่เชื่อว่าเป็นอรหันต์ จิตดั้งเดิมและพระนิพพานคือพุทธะ คือความว่าง (The Void) ซึ่งเป็นสาระของที่มาและที่ไปของสรรพสิ่งและสัตว์โลกทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ในทุกๆ ศาสนาด้วยเช่นเดียวกัน 

 

  ปูลู  คาร์ล เซแกน รอก่อนเน้อ...

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ carl sagan quotes one of greatest gift adults can give to their - read to children

    Victory

+
7
Loading...