เลือกตั้งกรุด

เลือกตั้งกรุด

คำแผลง อำแดงกรุด

https://www.thairath.co.th/content/1524108

คำแผลง อำแดงกรุด

คำแผลง อำแดงกรุด

https://www.thairath.co.th/content/1524108


คำสแลงในภาษาไทย ที่เราใช้กันมากมายในวันนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เรียก “คำแผลง”

เอนก นาวิกมูล เขียนไว้ใน “นิทานมิบ” (พิมพ์ครั้งที่ 2 สำนักพิมพ์พิมพ์คำ พ.ศ.2557 ว่า ดูก็ตรงความหมายดี ทั้งยังไม่ต้องยืมภาษาฝรั่งมาใช้

คำแผลงมีในแทบทุกภาษา ทีแรกก็อาจใช้เข้าใจกันเฉพาะหมู่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก่อน

ต่อมา หากประทับจิตประทับใจ ก็อาจแพร่หลายไปยังคนหมู่มากได้อีกทีหนึ่ง

ธรรมชาติของคำแผลง ไม่ค่อยอยู่ยั่งยืน เดี๋ยวเกิดเดี๋ยวดับถึงปัจจุบันวันนี้ก็ยังเกิดดับอยู่

ถ้าไม่มีใครรวบรวมอธิบายไว้ คนรุ่นหลังก็อาจฟังถ้อยคำยุคนั้น ไม่เข้าใจ หรืออาจแปลความหมายผิดในหนังสือที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชนิพนธ์ มีคำแผลงใช้ในราชสำนักปะปนอยู่หลายแห่ง บางคำก็มีชีวิตอยู่ทนถาวรมาถึงปัจจุบัน เช่น คำว่า “เก๋” อันแผลงมาจาก Gay ในภาษาอังกฤษแปลว่า โก้ หรู วันนี้ก็ยังใช้กันอยู่

แต่บางคำก็ตายไปแล้ว เช่น โก๋ แปลว่า หลง โค้ง แปลว่า ท่าทางอย่างจีนๆ

อีกคำ กรุด ใช้กันแพร่หลาย

คำว่า กรุด มาจากชื่อ อำแดงกรุด ชาวบ้านขวงบางปะอิน อยุธยา ที่จริงแกชื่อ กรุด แต่ใส่คำว่า อำแดง นำหน้าเข้าไป เพื่อให้รู้ว่าเป็นผู้หญิง อำแดง เป็นคำโบราณที่ใช้กับหญิงสามัญทั่วไป

ครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสบางปะอิน อำแดงกรุดได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินประพาสทุ่งนาของตน

ครั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปเห็นดอกบัวมีมาก แต่เหี่ยวแห้งร่วงโรย ก็ทรงสงสัย ต่อหยิบขึ้นมา ทอดพระเนตรแล้ว จึงเห็นว่าเป็นของหามาจากที่อื่นๆมาลอยไว้

ทรงเห็นว่า เป็นความตั้งใจดี ที่จะรับเสด็จ จึงไม่ทรงถือสา

แต่ก็เป็นประเด็นฮือฮากล่าวขานกันแพร่หลายในราชสำนัก ใช้คำกรุด กันในความหมายว่า ทำเทียม ตบแต่งขึ้น ไม่ใช่ของจริง

ตัวอย่าง จากพระราชหัตถเลขา เมื่อเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พ.ศ.2440 ฉบับที่ 61 ตอนหนึ่ง

“ฉันหมายจะทำจดหมายกรุด เป็นที่ว่ามีมาแต่เมืองนอก”

อ่านเรื่องคำแผลงอำแดงกรุด เข้าใจความหมายแจ่มแจ้ง ผมก็ขอทดลองใช้กับคำที่นักการเมืองกำลังใช้กัน

คำแรก เผด็จการ ฝ่ายที่ใช้จงใจถึงพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง กับรัฐบาลทหาร พรรคใด ที่มีท่าทีหรือมีแนวโน้ม เลือกข้างนายกฯประยุทธ์ ก็ถูกฉุดเข้าพรรคเผด็จการ

เรื่องน่าขัน ก็ตรงที่ “พรรคการเมือง” เป็นคณะบุคคลที่รวมตัวกันขึ้น ตามกติกาประชาธิปไตย...ต้องออกหาเสียง หาคะแนนนิยมจากชาวบ้าน ลุ้นคะแนนวันเลือกตั้ง

พรรคการเมืองเหล่านี้ ไม่ใช่พรรคเผด็จการแท้ เป็นแค่เผด็จการเทียม หรือเผด็จการกรุด

ส่วนพรรคที่ประกาศว่า ประชาธิปไตย...ดูหน้าค่าตาแล้วก็พอเชื่อได้ พรรคเก่าอดีตก็ชนะเลือกตั้ง พรรคใหม่ก็ต้องผ่านด่านเลือกตั้ง

แต่ก็ประหลาด กลิ่นหอมประชาธิปไตย กลับเปลี่ยนไปทันที เมื่อมีชื่อ ดร.ทักษิณ ที่รู้กันว่า สมัยเป็นนายกฯเรืองอำนาจ ชี้นิ้วสั่งอะไรๆก็ได้ เข้ามาผสม

ผมฟังกี่ครั้งๆ ก็ยังสงสัย ประชาธิปไตยแบบทักษิณ แบบไหน?

ยังหาคำตอบไม่ได้ ผมก็ขอใช้คำแผลงสมัย ร.5 ประชาธิปไตยกรุดไปพลางๆ แล้วก็หวังล่วงหน้า วันที่ 24 มีนาฯ ที่จะถึงในอีกไม่กี่วัน คงไม่ใช่วันเลือกตั้งกรุด ก็แล้วกัน.

กิเลน ประลองเชิง

2 ความคิดเห็น

 
619

กิเลนแม่งมัวครับเหมือนไอ้มาร์คนะ ผมไม่อ่านแม่งหรอก

 
3 ส

อนาถ

ขี้เซา