เป็นพระให้ “ระวัง 3 ง.”

เป็นพระให้ “ระวัง 3 ง.”

“ระวัง 3 ง.”

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1305534

*********************************************

**********************************************

ปฏิรูปพระพุทธศาสนา! แยก'สงฆ์'ออกจาก'ทรัพย์'

สัปดาห์นี้หลังเกิดเรื่องวุ่นวายในสถาบันสงฆ์ชาวพุทธต้องตั้งสติให้ดี ว่าพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนวิธีการทำบุญกับพวกเราอย่างไร??

พุธที่ 13 มิถุนายน 2561 เวลา 10.00 น.

ใครได้อ่านโพสต์ของ คุณไพศาล พืชมงคล ย่อมจินตนาการได้ว่าเรื่องวุ่นเกี่ยวกับการทุจริตในสถาบันสงฆ์ไล่ตรวจสอบตั้งแต่กรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งเปรียบเสมือนรัฐมนตรีของคณะสงฆ์ ลามไปถึงระดับวัด นำไปสู่เป้าหมายเพื่อ “การจัดระเบียบเงินบริจาคสู่เป้าหมาย คือสำนักงานทรัพย์สินพุทธศาสนา”

ใครก็ตามเมื่อได้อ่านหนังสือสั่งการของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ให้สำรวจบัญชีวัดและพระไม่จำเป็นต้องถือเงินสดให้โอนเข้าบัญชีวัดส่วนกลางทันทีสอดรับกับแนวคิดของ คุณไพศาล อย่างยิ่ง ทั้งแนวคิดของ คุณไพศาล และการสั่งการของ พ.ต.ท.พงศ์พร ล้วนเป็นไปตามแนวทางปฎิรูปคณะสงฆ์ของ คุณไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูป ข้อแรก ที่ระบุไว้ว่า...

“เรื่องทรัพย์สินของวัดหรือของพระสงฆ์ ปัจจุบันวัดเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายคณะสงฆ์ ที่กำหนดให้เจ้าอาวาสเป็นตัวแทนของวัดในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของวัด มีอำนาจทำนิติกรรมไปให้บุคคลใดก็ขึ้นอยู่กับอำนาจของเจ้าอาวาส การแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดการดูแลวัดจะเป็นคนของเจ้าอาวาสทั้งสิ้น หลายกรณีคนเป็นญาติพี่น้อง คนรับใช้ คนสนิททำให้อำนาจเด็ดขาดอยู่ที่เจ้าอาวาส”

และแนวคิดการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนกระจ่างชัดยิ่งขึ้น เมื่อฟังบทสนทนาธรรมของ อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ที่รณรงค์อย่างเข้มข้นว่า “หยุดทำร้ายพระพุทธศาสนา หยุดถวายเงินแด่พระภิกษุ-สามเณร”

ใครได้ติดตามการทำงานของตำรวจที่กำลังไล่ล่า “อดีตพระพรหมเมธี” ผู้ต้องหาคดี “เงินทอนวัด” ก็จะกระจ่างชัดว่าคดีนี้ตำรวจให้น้ำหนักไปที่พระคุณเจ้ามากกว่าตัวการที่ลอยนวลอยู่ต่างประเทศและในประเทศ

ความวุ่นวายของ “คณะสงฆ์” ตอนนี้ใครที่ได้อ่านโพสต์ของ คุณพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ หากเป็นจริงต้องรู้ว่า “เป้าหมาย” คืออะไร?? ย่อมกระจ่างชัดทิศทางแนวโน้มการปรับโครงสร้างคณะสงฆ์ เพราะหากเป็นจริง “เหมือนชัตดาวน์” คณะรัฐมนตรีของพระ คือ “มหาเถรสมาคม”

สรุปชัดๆ “เงิน” คือตัวปัญหาที่คนบางกลุ่มเชื่อว่า “สังคมสงฆ์เน่าเฟะ” เงินคือตัวปัญหาที่ทำให้หรือถูกทำให้เชื่อว่า “บ่อนทำลายวิถีแห่งสมณะผู้มุ่งบวชเพื่อความหลุดพ้นจาก ความโกรธ ความโลภและความหลง”

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ การจะให้ประเทศไทยมี “พุทธศาสนา” ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องตามแนวทางแห่งการปฏิรูปพุทธศาสนา “รัฐจำเป็นต้องการคุมศาสนสมบัติทั้งส่วนกลางและของวัดของพระภิกษุที่นับรวมแล้วหลายแสนล้านบาทหากรวมกับศาสนสมบัติของวัดด้วยแล้วมูลค่าน่าจะนับล้านล้านบาท” ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ เป้าหมายทั้งหมดจบตรงนี้

เรื่องความวุ่นวายใน “สถาบันสงฆ์” ชาวพุทธต้องตั้งสติให้ดี ความผิดพลาดเกิดขึ้นต้องพิจารณาบนฐานแห่งปัญญา “อย่าใช้อารมณ์ตัดสินโดยขาดฐานข้อมูล” เรื่องนี้แบบนี้ “ไม่มีมูลหมาไม่ขี้” ชาวพุทธทุกคนล้วนเจ็บปวดเมื่อพระคุณเจ้าอันเป็นที่เคารพรักถูกจับกุมและตั้งข้อหา

แต่เรื่องที่เกิดขึ้นพระคุณเจ้าที่ถูกต้องคดีล้วนทราบแก่ใจเป็นที่สุดว่า “จริงหรือไม่จริง” ดังพระพุทธเจ้ากล่าวแก่ นางจิญจมาณวิกา ผู้กล่าวใส่ร้ายพระพุทธองค์ว่า “ดูก่อนน้องหญิง เรื่องนี้เจ้ากับเรา 2คนเท่านั้นรู้กันว่าจริงหรือไม่จริง??”

เรื่องที่เกิดขึ้นพวกเราชาวพุทธตั้งสติแล้วมองย้อนกลับไปว่า “พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนวิธีการทำบุญกับพวกเราอย่างไร” ระหว่างทานมัย ศีลมัย และภาวนามัย การบำเพ็ญบุญแบบไหนที่ถือว่า “เป็นแก่นแท้และรักษาพุทธศาสนาได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง”

แล้วที่ผ่านมา ชาวพุทธไทยบำเพ็ญบุญเป็นไปตามแนวทางคำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจริงหรือไม่?? หรือแท้จริงแล้วพวกเราชาวพุทธนั่นเองไปซ้ำเติมให้พระคุณเจ้า “ต้องเสวยวิบากอยู่” ณ ตอนนี้

ปรากฏการณ์ “ชำระล้าง” สถาบันสงฆ์แบบนี้ก็มิใช่มีและเกิดขึ้นครั้งแรก ในอดีตกาลก็เคยมีและอนาคตก็จักมีต่อไปหากสถาบันสงฆ์ “ยังอ่อนแอและอิงกับระบบอุปถัมภ์” เหมือนอดีตที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์สร้างบทเรียนให้กับคณะสงฆ์มากมาย

แต่ “คณะสงฆ์” ก็ยังไม่เคยสำนึก ปรากฎการณ์คราวนี้หวังว่า “คงมีจิตสำนึก” แล้วว่าหน้าที่ของพระภิกษุคืออะไร และควรมีจิตสำนึกต่อสังคมแบบไหน เพราะที่ผ่านมา “ความนิ่งเฉยและการยึดติด” นั่นแล คือภัยที่มาถึงตัวท่านและภาพรวม คือก่อให้เกิดภัยต่อ “พระพุทธศาสนา” ด้วย.
…..........................................

คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง

โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com

ขอคุณภาพบางส่วนจาก : sites.google

... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/648818

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    1
  • โกรธ
    0

6 ความคิดเห็น

 
big60

ตามความคิดของตัวเอง คิดว่า สาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลายน่าจะเดินสวนทางกับพระพุทธเจ้า มันก็เลยเกิดปัญหามากมายตามมา พระพุทธเจ้าทิ้งสมบัติละลูกเมียออกบวชเพื่อหาทางพ้นทุข์

ก็แสดงให้เห็นชัดว่า สมบัติและลูกเมียไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ แต่เป็นทางเพิ่มทุกข์ ส่วนสาวกรุ่นหลัง วิ่งเข้าหาสมบัติยศฐาบรรดาศักดิ์ บางคนก็สร้างครอบครัวพร้อม มันก็เลยกลายเป็นปัญหาไม่จบสิ้น

ถ้าจะปฏิรูปให้ได้ผลจริงๆ ก็ต้องโล๊ะยศฐาบรรดาศักดิ์ทิ้งทั้งหมด ให้เหลือแต่หน้าที่ปกครองสงฆ์ตามลำดับชั้น โดยยึดกรอบพระธรรมวินัยเท่านั้น การปกครองการให้คุณให้โทษ ก็ตามพระธรรมวินัย

ตำแหน่งทางปกครองก็ให้เลือกตั้งโดยคณะสงฆ์ตามลำดับชั้น เช่น เจ้าอาวาสก็ให้พระทั้งวัดลงคะแนนเลือก ไม่ควรมีการแต่งตั้ง การตัดสินผิดถูกตามพระธรรมวินัย ให้มีคณะกรรมการกลางตัดสิน

ส่วนการก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ก็ให้เป็นหน้าที่ของฆราวาส เหมือนสมัยพระพุทธเจ้า ไม่มีพระหาเงินก่อสร้าง เพียงแต่แจ้งให้ผู้สัทธาทราบ แล้วให้จัดการเองทั้งหมด พระแค่คอยดูแลการก่อสร้าง

ที่สำคัญ เลิกเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฏหมายอาญา ซึ่งมันมีฐานะเหมือนข้าราชการเขา นั่นมันคนละทางกับพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องของฝ่ายบ้านเมือง ศึกษาพระธรรมวินัยปฏิบัติตาม ก็พอแล้ว

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0
 
หลวงพี่เตี้ย

ยิ่งทำไปเรื่อยๆ       ก็ยิ่งย้อนยุคไปเรื่อยๆ

ย้อนยุคกันไปหาพระพุทธเจ้าเมื่อสองพันห้าร้อยปีที่แล้ว

สักวันหนึ่ง   คงเหลือแต่วัดร้าง    ไม่มีพระ   มีเงินก็ผิด   นั่งรถก็ผิด    เรียนหนังสือก็ผิด    ปวดหัว

ชักว่าวกันเถิด    ให้เพลิดเพลินใจ

  • หลงรัก
    2
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    1
  • โกรธ
    1
 
ชาติอนุรักษ์

ต้นเหตุของเรื่องเงินในครั้งนี้มาจาก จนท.ของรัฐโลภ จึงใช้พระ(ที่อาจโลภด้วย)เป็นเหยื่อ.....แล้วก็ลามไปสู่การควบคุมวัด ด้วยการออกกฏระเบียบจากคนที่แม้แต่ศีลห้า มีหรือเปล่าก็ยังสงสัย

พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้ ละเอียดรอบคอบมากกว่ามาก

ศีล 227 ข้อที่พระจะต้องปฏิบัติเริ่มตั้งแต่ศีล 1-5 เป็นต้นไป

พระทำผิดท่านกำหนดไว้หมดแล้วว่าเป็น ความผิดขั้น อาบัติปาจิตตีย์ 92,อาบัตินิสสัคคีย์ 30 , ปราชิก 4

การปฏิรูปศาสนา ควรเข้าไปตั้งกฏให้เข้มงวดเรื่องการร่ำเรียนพระธรรมทั้งภาคปริยัติ และ ปฏิบัติ.....หากพระได้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง เรื่องเงินที่คิดว่าเป็นปัญหาใหญ่มันก็จะไม่มีการทำผิดแม้แต่น้อย ...เพราะพระพุทธเจ้าท่านปรับอาบัติตั้งแต่การเอาเงินของผู้อื่นมาเป็นของตนตั้งแต่ 1.-บาทขึ้นไป

ทุกวันนี้วัดจำนวนมาก อย่าว่าแต่ศึกษาธรรมะเลย แม้แต่ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ทำกรรมฐาน ก็ยังไม่สนใจกัน เข้าไปอาศัยวัดหนีคดีบ้าง หวังเงินเพื่อเสพยาบ้าง หวังเงินเพื่อหาความสุขบ้าง....สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ควรเร่งแก้ไข....ถ้าแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ เรื่องเงินมันเป็นเรื่องเล็ก เพราะถ้าท่านมีศีลบริสุทธิ์ครบถ้วน การสะสมเงินทองยศฐาบรรดาศักดิ์ก็จะไม่มีกับท่าน

แทนที่จะแก้ที่ปลายเหตุ.....เร่งบังคับการอบรมสั่งสอนนักบวชที่เข้าไปบวชตามวัดให้ได้ศึกษาศีลข้อวัตรปฏิบัติและพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดให้ทั่วถึงก่อนดีไหม อย่าปล่อยให้เจ้าอาวาส ละทิ้งหน้าที่อบรมสั่งสอน...อย่างน้อยพวกที่บวชระยะสั้นก็ยังมีศีล 5 ติดตัวออกมาเป็นคนดีในสังคมได้ พระที่ยังบวชต่อก็ยังได้รู้ว่าสิ่งไหนผิด สิ่งไหนไม่ควรทำ

คนในสังคม ตั้งหลักเรื่องเงินเป็นใหญ่

พระ (ไม่ใช่สมมุติสงฆ์) ในศาสนา ท่านตั้งหลักที่การทำจิตให้บริสุทธิ์

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0
 
willy

14

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    1
  • โกรธ
    0
 
Shabby

เป็นคนไท ให้ระวัง 3 ป.

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0
 
PM007

ป1 ประ ป2 เปรม ป3 ? คือไรละ

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    1