เช็กด่วน! เปิด '8 ทริคเด็ด' ช่วยดูแลรถของคุณในหน้าร้อนนี้

เช็กด่วน! เปิด '8 ทริคเด็ด' ช่วยดูแลรถของคุณในหน้าร้อนนี้

เช็กด่วน! เปิด '8 ทริคเด็ด' ช่วยดูแลรถของคุณในหน้าร้อนนี้ 

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1255897

ซื้อรถมือสองต้องส่องอะไรเพื่อไม่ให้โดนหลอก!

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1260849


ตำรับยา'ดอกมะลิ'หน้าร้อน บำรุงหัวใจแก้ร้อนในดับพิษ

แพทย์เผย "ดอกมะลิ" มีดีกว่าที่คิด ผุดตำรับยาดับพิษร้อน สรรพคุณเด่นบำรุงหัวใจและครรภ์ แก้ร้อนใน เวียนศีรษะ แถมปลูกง่ายดอกตากแห้งชงร้อน-เย็น

อาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2561 เวลา 09.16 น.

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ช่วงเดือนเม.ย.ของทุกปี ประเทศไทยมักเจอกับสภาพอากาศร้อนถึงร้อนจัด อุณภูมิบางพื้นที่สูง 40-41 องศาฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจ ผู้ที่ต้องปะทะกับไอร้อน เช่น เสียเหงื่อ รู้สึกทรมานจากอากาศที่ร้อนจัด จิตใจไม่สบาย หงุดหงิด และหากร่างกายอ่อนเพลียอาจเจ็บป่วยได้ง่าย ดังนั้นวิธีการดูแลสุขภาพในช่วงอากาศร้อนมากๆ ตามหลักการแพทย์แผนไทย คนสมัยโบราณมักจะใช้เครื่องหอมต่างๆ ช่วยให้ร่างกายและจิตใจสมดุล บรรเทาอากาศร้อนระอุ และช่วยให้จิตใจสงบสบายขึ้นจากเครื่องหอมไทย เช่น แป้งร่ำ แป้งหอม แป้งจากเกสรดอกไม้ ซึ่งจะมี "ดอกมะลิ" เป็นส่วนประกอบ รวมถึงแป้งดินสอพอง นำมาผสมกับน้ำลอยดอกมะลิที่มีกลิ่นหอม ใช้ทาผิวหน้า ผิวตัว จะช่วยให้สดชื่น นอกจากนี้จะนิยมนำดอกมะลิมาใช้ทำน้ำลอยดอกมะลิ ดื่มเพื่อความสดชื่น หรือเป็นน้ำในข้าวแช่ อาหารขึ้นชื่อหน้าร้อน และชาดอกมะลิ

"ดอกมะลิ" มีความสำคัญมากกว่าการมีกลิ่นหอม เพราะในเชิงสรรพคุณทางยา นับว่าเป็นเครื่องยาเด่นตัวหนึ่งในตำรับยาไทยหลายตำรับ เพราะมีรสหอมเย็น สรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ ดับพิษร้อน ผ่อนคลายทำให้จิตใจชุ่มชื่น บำรุงครรภ์ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ฉะนั้นแพทย์แผนไทยจัดไว้เป็นตัวยาชนิดหนึ่งในพิกัดเกสรทั้ง 5 เกสรทั้ง 7 และเกสรทั้ง 9 มะลิ เป็นส่วนผสมหลักของยาหอมเทพจิตร ซึ่งมีสรรพคุณแก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย ช่วยให้จิตใจสงบ ปรับสมดุลในร่างกายให้ ผ่อนคลาย

ดังนั้นจึงอยากแนะนำให้ประชาชน ได้รู้จักประโยชน์ของดอกมะลิในมิติของยาไทย และได้รับรู้ถึงสรรพคุณของสมุนไพรใกล้ตัว ซึ่งปลูกได้เอง ปรุงใช้ได้ง่ายๆ ในปัจจุบันดอกมะลิถูกนำมาสกัดเป็นเครื่องหอมใช้ในธุรกิจสปาทั่วโลก รวมถึงสุคนธบำบัด มีการใช้มะลิแต่งกลิ่นในเครื่องสำอางหลายชนิด เหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ของดอกมะลิทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามหากต้องการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ มะลิเป็นไม้ชอบแสงแดด ดูแลไม่ยาก หากดอกออกจำนวนมาก สามารถเก็บตากแดดให้แห้ง ชงเป็นชามะลิดื่มเองง่ายๆ ได้ทั้งร้อนและเย็นอีกด้วย

.... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/regional/639379

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0

2 ความคิดเห็น

 
ICT

เด็กสายพันธุ์ใหม่ไม่อ่านหนังสือ คงต้องปล่อยตามกรรม!

สัปดาห์นี้มาดูผลผลิตของเด็กไทยสายพันธุ์ใหม่ ไม่สนใจอ่านหนังสือ ช่างตรงกันข้ามกับเด็กจีนที่สถิติการอ่านทั่วประเทศปีนี้สูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว แบบนี้จะโทษใครดี??

อาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2561 เวลา 10.00 น.

ทุกปีในวันที่ 23 เมษายน จะถือเป็น “วันหนังสือโลก” ซึ่งเป็นวันที่ตั้งขึ้นโดย องค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1995 ด้วยเหตุผลคือ “หนังสือคือสิ่งที่มีพลังอำนาจสูงสุดและมีประสิทธิภาพมากสุดที่กระจายความรู้และรักษาไว้ซึ่งความรู้เพื่อมนุษยชาติ” ทำให้องค์การยูเนสโกต้องการจะส่งเสริมการอ่านทั่วโลก โดยให้มีการจัดพิมพ์เผยแพร่และปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาผ่านลิขสิทธิ์

โดยในวันนี้ของทุกปี ประเทศต่างๆ ก็จะจัดให้มีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการอ่านหนังสือ ในปีนี้ประเทศจีนเองได้มีการแถลงสถิติการอ่านหนังสือของประเทศจีนในรอบปีที่ผ่านมาว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากที่สถิติการอ่านหนังสือของประชากรจีนในทุกวัยทั่วประเทศนั้นสูงขึ้นจากที่มีการสำรวจครั้งแรกที่มีอัตราการอ่านเพียงร้อยละ 50 - 60 เท่านั้น

จากการสำรวจการอ่านทั่วประเทศจีนครั้งที่ 15 นี้พบว่าในปี 2017 นี้ประชากรวัยผู้ใหญ่มีอัตราการอ่านหนังสือในทุกรูปแบบทั้งหนังสือเล่ม หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สูงถึงร้อยละ 80.3 ซึ่งสูงขึ้นจากกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละ 0.4 คิดเป็นจำนวนประชากรที่มีพฤติกรรมอ่านหนังสือถึง 600ล้านคน

เมื่อพิจารณาจากการอ่านแล้วจะพบว่ามีการอ่านหนังสือในรูปแบบปกติ คือ “เป็นหนังสือเล่ม” ถึงร้อยละ 59.1 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 0.3 ในขณะที่การอ่านหนังสือที่เป็น “รูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์” ถึงร้อยละ 73 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการอ่านจากการใช้โทรศัพท์มือถือมากที่สุดโดยสูงถึงร้อยละ 71 คิดโดยเฉลี่ยเป็นการอ่านวันละ 80.43 นาที โทรศัพท์มือถือเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมสูงสุดในบรรดาสื่อทุกประเภทแล้ว

อย่างไรก็ตามเมื่อคำนวณการอ่านจาก “สื่ออิเล็กทรอนิกส์” นั้นสูงเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 6.5 ถือเป็นตัวเลขที่เพิ่มสูงที่สุด ในขณะที่การอ่านจาก “หนังสือ” เพิ่มเพียงร้อยละ 2.1 และจากนิตยสารนั้นเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น

จากสถิติแสดงให้เห็นว่าการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้คนหันมาให้เวลากับการอ่านจาก “สื่ออิเล็กทรอนิกส์” ที่ทันสมัยกว่า ให้ข้อมูลที่รวดเร็วฉับไวกว่า และยังเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายกว่า ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งอ่านข่าว หาความรู้ ดาวโหลดหนังสือมาอ่าน เป็นต้น

แม้ว่าตัวเลขการอ่านของคนจีนจะเพิ่มเป็นจำนวนมากแล้วนั้น หน่วยงานทางการจีนนั้นก็ไม่ได้ละเลย การสนับสนุนพฤติกรรมการอ่านของคนจีนในทุกระดับ โดยทำงานอย่างประสานกัน ทั้งในระดับอำเภอ มณฑล และประเทศ เพื่อเพิ่มความรู้และระดับมาตรฐานของชาวจีนให้ดียิ่งขึ้น

โดยเฉพาะการพยายามรณรงค์ “การอ่านในวัยเด็ก” ซึ่งจากสถิติพบว่าเด็กจีนในวัยแรกเกิดถึง 17 ปีมีสถิติการอ่านสูงถึงร้อยละ 84.8 คิดเป็นจำนวนหนังสือได้ถึง 8.81 เล่มต่อปี ซึ่งสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 0.47 เล่ม โดยส่วนมากจะพบว่าผู้ปกครองให้การสนับสนุนและอ่านเป็นเพื่อนหรือร่วมอ่านด้วย นอกจากนี้ยังพบว่ามีการฟังหนังสือ ซึ่งถือเป็นสื่อรูปแบบใหม่ในการอ่านหนังสือที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วสูงถึงร้อยละ 22.8 คิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 5.8 ในจำนวนนี้เป็นเด็กในวัย 0 -17 ปีถึงร้อยละ 22.7

จะเห็นได้ว่าในประเทศจีนนั้นมีการสนับสนุนการอ่านในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะในวัยเด็กที่เป็นช่วงวัยสำคัญของชีวิต พ่อแม่ผู้ปกครองต้องพยายามสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับเด็ก ผิดกับประเทศไทยเรา แทนที่จะร่วมกันสนับสนุนการอ่าน แต่กลับโยนมือถือเพื่อตัดความรำคาญจะได้มีโลกส่วนตัวกันไป ไม่ต้องมาวุ่นวาย

เมื่อผู้ใหญ่ไม่อ่านหนังสือ เอาแต่เล่นมือถือ เล่นเกมส์ ดูหนังกันไป ปล่อยให้เด็กเป็นไปตามชะตากรรม แถมยังจะลดเวลาเรียนในเด็กอีก อนาคตก็จะยกเลิกการสอบเข้าอีกโดยไม่รู้ว่ามีการวิจัยกันมาเรียบร้อยหรือยังว่า “เป็นทางออกที่ดีที่สุด” เรามักจะทำอะไรกันโดยไม่มีการศึกษากันอย่างละเอียดรอบคอบเสียก่อนในทุกๆ เรื่อง เห็นประเทศไหนทำแล้วดีก็ทำตามแบบบ้าง ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเรามีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง อะไรกันแน่ที่เหมาะและแก้ปัญหาของเราได้ดีและเหมาะสมที่สุด

ดังนั้นเราจึงได้ผลผลิตของเด็กสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่สนใจหนังสือ ไม่อยากหาความรู้ วันๆ สนใจแต่มือถือ เกมส์ ความสวยความหล่อ อยากเป็นดารา นักร้อง ไม่อยากเครียด

ในขณะที่ภาครัฐไม่สนใจ บอกว่าจะมีงานอื่นสำคัญกว่า...งานการอ่านหนังสือเป็นเรื่องเล็กจิ๊บๆ ที่มีแต่คนมองข้าม เราจึงต้องมาถามกันในแต่ละปีว่า “เด็กไทยอ่านหนังสือปีละกี่บรรทัด??” แล้วก็โยนโทษกันไปมา พ่อแม่โทษครูโรงเรียน ส่วนโรงเรียนโทษภาครัฐ สุดท้ายภาครัฐโยนว่าไม่ใช่หน้าที่!!

สรุปว่า...“คงต้องปล่อยไปตามกรรม”

.......................................................

คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน

โดย “อ.ดร.ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/639256

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0
 
3 ส

ติดตามครับโอเคนะ

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0