เกรงซ้ำรอย ทะลวงจุดอ่อน

เกรงซ้ำรอย ทะลวงจุดอ่อน

ข่าวข้น คนเข้ม : ก้าวไกลใกล้เลือกตั้ง เกรงซ้ำรอยไทยรักษาชาติ

ก้าวไกลใกล้เลือกตั้ง เกรงซ้ำรอยไทยรักษาชาติ : ข่าวข้นคนเข้ม หนังสือพิมพ์ข่าวสด (khaosod.co.th)

ก้าวไกลใกล้เลือกตั้ง เกรงซ้ำรอยไทยรักษาชาติ

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับประจำวันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2564 แรม 5 ค่ำ เดือน 12 ปีฉลู

โหยหาอากาศหนาว ใกล้จะเข้าธันวาคม ลมหนาวก็ยังไม่กรายใกล้ แถมฝนก็ยังไม่โรยรา รูปร่างหน้าตาเหมือนการเมือง คือไม่รู้อนาคต

พรรคการเมืองเริ่มขยับตัวเกรียวกราวขานรับที่ท่าน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แรงส่งจากหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ยืนยันจะยังหนุนไปต่อเลือกตั้งหน้า แต่คอการเมืองยังเชื่อว่าน่าจะมี พรรคใหม่-สายตู่ เพราะโยกย้ายแต่งตั้งผู้กำกับ-รองผู้การตำรวจนัดนี้ ตั๋วทำเนียบมาแรงสุด

ข่าวว่าเมษายนข้างหน้า จะมี พลตำรวจเอก ท่านหนึ่งลาออก เปิดทางให้มีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ เพื่อจะเป็นผู้บัญชาการตำรวจคนต่อจาก พลตำรวจเอกสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข เมื่อเกษียณ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ตอบคำถามซ้ำซาก พรรคไทยสร้างไทย ไม่ใช่ ‘พี่น้อง’ พรรคเพื่อไทย จะส่งครบทุกพื้นที่แน่นอน

เมื่อหัวหน้าประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ข่าวว่า ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ กับ รังสรรค์ อดีตนายกอบจ.กาญจนบุรี กำลังหาพรรคใหม่

เกรงว่าใกล้วันเลือกตั้ง พรรคก้าวไกล จะกลายเป็นพรรคก้าวใกล้ ซ้ำรอยกับ ไทยรักษาชาติ แกนนำถือว่า วิกฤตคือโอกาส

ที่ชาวบ้านยังชื่นชม ธรรมนัส พรหมเผ่า คือปลดปล่อยให้ ที่ดินสปก. ใช้ทำประโยชน์ได้มากกว่าทำไร่ และถ้าเป็นไปได้ ทำให้ บภท.5 มี เลขบ้าน ต่อน้ำต่อไฟ

ที่ดินรถไฟหัวลำโพง ราคาแสนล้าน แต่จะให้ ‘นายทุน’ ใช้หมื่นล้าน ชุบมือเปิบ เนวิน ชิดชอบ เปลี่ยนหัวลำโพง เป็น สวนสาธารณะ ได้หรือไม่

ฟังความอีกด้าน ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม อ้างตัวเลขบัญชี รฟท.ขาดทุนมากถึง 6 แสนล้านบาท จำต้องหารายได้เพิ่มแก้ปัญหาขาดทุน ด้วยการนำที่ดินออกมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ แถมไม่แค่หัวลำโพง ยังมีอีกหลายแปลงและหลายสถานีต้องดำเนินการ แบบนี้ก็ต้องติดตามจับตาห้ามกะพริบกันต่อไป

สะกิด สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงาน แรงงานต่างชาติพม่าจะเข้าออก ต้องถ่อร่างไปแม่สอด-เชียงราย ไป-กลับ 1 พันกิโล แล้วจะแก้แรงงานพม่าลอบผ่านกาญจนบุรี ได้อย่างไร

โดย…พญาไม้

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0

12 ความเห็น

 
ICT
09.00 INDEX ธง ‘ความคิด’ ล่าสุด โทนี่ วู้ดซัม ทะลวงจุดอ่อน ของ ‘ประยุทธ์’

09.00 INDEX ธง 'ความคิด' ล่าสุด โทนี่ วู้ดซัม ทะลวงจุดอ่อน ของ 'ประยุทธ์' (matichon.co.th)

ธง ‘ความคิด’ ล่าสุด โทนี่ วู้ดซัม ทะลวงจุดอ่อน ของ ‘ประยุทธ์’

การเสนอประเด็นเปรียบเทียบระหว่าง ‘การปกครอง’ กับ ‘การบริหาร’ ของ โทนี่ วู้ดซัม โดยอ้างรูปธรรมจากที่เห็นผ่านกระบวนการของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นตัวอย่าง

ถือเป็นจุดแหลมคมและจะกลายเป็นประเด็น ‘ร้อน’ ในทางการเมืองได้ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน

นี่เป็นกระบวนทัศน์เหมือนกับในยุคหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 ทีมมันสมองก้อนโตของพรรคไทยรักไทยเสนอจุดต่างระหว่าง ‘บริหารบ้านเมือง’ กับ ‘บริหารการเมือง’ เข้ามา

เพียงแต่ในยุคเมื่อ 20 กว่าปีก่อนพรรคไทยรักไทยเสนอเพื่อสะท้อนให้เห็นจุดต่างระหว่างรัฐบาลของตนกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลพรรคชาติไทย รัฐบาลพรรคความหวังใหม่

แต่ที่ โทนี่ วู้ดซัม เสนอครั้งหลังสุดคือจุดต่างระหว่างรัฐบาลพรรคเพื่อไทยกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

รัฐบาลหนึ่งเน้น ‘บริหาร’ แต่รัฐบาลหนึ่งเน้น ‘ปกครอง’

พลันที่ โทนี่ วู้ดซัม เสนอผลึกในทาง ‘ความคิด’ เช่นนี้ก็มีตัว อย่างจำนวนมากจากในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

บางคนอาจนึกถึงการเสนอ ‘รถทหาร’ เข้ามาเพื่อชดเชยหรือแทนที่หาก ‘ทรัคส์ พาวเวอร์’ จากสหพันธ์รถบรรทุกแห่งประเทศไทยปรากฏเป็นจริงในจังหวะก้าวซีซั่น 3 เดือนธันวาคม

เหมือนความเคยชินในการให้ทหารปลูก ‘ผักชี’ เหมือนความสันทัดเมื่อยืนพูด ณ เบื้องหน้าของบรรดา ‘พลทหาร’

กระนั้น ความแจ่มชัดอย่างที่สุดก็คือการอาศัยวิกฤตจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด เพื่อ ‘รวบอำนาจ’ เข้ามาในลักษณะ ‘รวมศูนย์’ อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ไม่เพียงเพื่อจัดระเบียบไวรัส ไม่เพียงเพื่อจัดระเบียบวัคซีน ไม่เพียงเพื่อจัดระเบียบกลุ่มอาชีพต่างๆ มาอยู่ในกำมือ หากขยายผล

 

เข้าไปจัดระเบียบ ‘ม็อบ’ สยบการเคลื่อนไหวทาง ‘การเมือง’

นับแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 หลังสถานการณ์ไวรัสโควิดเมื่อเดือนมีนาคม 2563 มีความเด่นชัด

เด่นชัดในด้าน ‘การปกครอง’ แต่อ่อนด้อยในด้าน ‘การบริหาร’

ไม่ว่ามองผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่ามองผ่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่ามองผ่าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

 

นี่คือกระบวนการ ‘ปักธง’ ทาง ‘ความคิด’ จาก โทนี่ วู้ดซัม

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

การ์ตูน เซีย

การ์ตูน จ๊ะโอ๋

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

‘เต้น’บอก’รุ้ง’เป็นคนอ่อนหวานไร้ก้าวร้าว ขอปล่อยเด็กๆออกจากคุก

"ณัฐวุฒิ" โพสต์ถึง "รุ้ง ปนัสยา" เป็นคนอ่อนหวานไร้ก้าวร้าว การต่อสู้ของเด็กๆ ยากลำบาก ทุกครั้งที่ก่อการอยุติธรรมย่อมมีค่าใช้จ่าย สงสารปล่อยเด็กจากคุกเถอะ

24 พฤศจิกายน 2564

9:34 น.

การเมือง

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า

กันยายน 2563 ห้องเยี่ยมญาติ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

“เธอได้ดูข่าวบ้างมั้ย มีเด็กผู้หญิงคนนึงใส่เสื้อสีแดงตลอดตอนมีกิจกรรม ชื่อรุ้ง ปนัสยา” อ.ธิดาบอกผมผ่านลูกกรง หลังปรากฏความเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษามาแล้วระยะหนึ่ง

 

สำหรับพวกเรา เสื้อสีแดงในสนามต่อสู้มีแรงกระทบความรู้สึกเสมอ เพราะเราเชื่อร่วมกันว่าที่ไหนมีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่นั่นมีคนเสื้อแดง ไม่ว่ารุ้งจะให้ความหมายกับเสื้อที่ใส่อย่างไร เราก็คิดว่าภาพนี้น่าสนใจ

ผมรู้จักชื่อนี้จากข่าว ไม่เคยพบกันมาก่อน ตอนเจออานนท์ เพนกวิน ไมค์ ไผ่ และคณะในเรือนจำก็ถามถึงรุ้งด้วยห่วงใย เพราะเธออยู่เรือนจำหญิงเพียงคนเดียว

“น้องเขาเป็นไงบ้าง ไหวมั้ย” ผมถามอานนท์และได้คำยืนยันว่ารุ้งแกร่งพอ

 

จนต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา “สวัสดีค่ะพี่เต้น หนูรุ้งนะคะ…” ไลน์ผมขึ้นข้อความนี้

เธอบอกว่าเพนกวินให้ไลน์คอนแทคมา อยากขอความเห็นผมเรื่องสถานการณ์ หลังจากนั้นก็คุยกันทางข้อความหรือโทรไลน์บ้าง เจอกันครั้งแรกหลังเวทีแยกอโศก รุ้งแวะมาทักทายและคุยกับใครหลายคนหลังเวที

ผมไม่เห็นความก้าวร้าวในตัวเด็กสาวคนนี้ รุ้งเป็นคนอ่อนหวานและน่าจะอ่อนไหวในบางเวลา พอพูดให้กำลังใจเธอจะตอบ “ค่ะ”เน้นๆ ฟังทางโทรศัพท์ก็รู้ว่าใบหน้าคนพูดมีรอยยิ้ม

ครั้งหนึ่งรุ้งกับเพื่อนๆมีแผนจัดเวทีที่ราชประสงค์ ช่วงเวลาทับซ้อนกับเวทีแยกอโศก เธอโทรมาอธิบายเหตุผลรูปแบบเป็นนาน ผมพูดชัดไว้ก่อนแล้วว่าหนุ่มสาวคือขบวนนำ หากพวกเขามีกิจกรรมจะหลบเวทีให้ทันที แต่ก็อยากฟังวิธีอธิบายจึงให้รุ้งพูดต่อไป

“โอเคครับน้อง พี่ไม่มีเวทีในวันนั้น” ผมยิ้มกับตัวเอง

“ขอบคุณมากค่ะ” น้ำเสียงเเบบสาวน้อยได้ของถูกใจ

การต่อสู้ของรุ้งมีทั้งบนเวที ในกระบวนการยุติธรรม และช่วงเวลากดดันต่างๆ ภาพเธอนอนให้เจ้าหน้าที่อุ้มตัวไปทำให้ผมย้อนนึกถึงอาจารย์มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ผู้นั่งเก้าอี้ไขว่ห้างอย่างทระนงให้ตำรวจอุ้มไปจากหน้าบัลลังก์ศาล คนหนึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อีกคนเป็นนักศึกษา แต่เลือกวิธีปฏิเสธอำนาจรัฐได้หมดจดแหลมคมแสบสันต์

เห็นรุ้งให้สัมภาษณ์คู่กับพี่สาวใจเราก็จุก เธอเป็นน้องเล็กของบ้าน เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเหมือนคนอื่นๆในวัยเดียวกัน มีฝันมีพลังของตัวเอง และมีความมุ่งมั่นที่จะทำตามฝัน ทั่วโลกมีคนหนุ่มสาวเหลานี้ แต่ประเทศนี้นอกจากไม่รับฟังแล้วยังจับขัง บังคับให้ดับฝัน

การต่อสู้ของเด็กๆอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก แต่การรักษาอำนาจของผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกครั้งที่ก่อการอยุติธรรมย่อมมีค่าใช้จ่าย สำหรับผู้มีอำนาจคือความเสียหาย

ที่ผมได้ยินมาคือน้องๆอาจถูกขังยาว ถ้าเป็นจริงจะไม่เกิดผลดีกับใครฝ่ายใดเลย ยืนยันว่าวิธีการแบบนี้แก้ปัญหาไม่จบ ขังได้ก็แค่ตัวไม่กี่คน แต่ความคิดคนอีกทั่วประเทศจะเอาอะไรขังไว้

ตั้งหลักกันใหม่ดีๆ เงื่อนไขแบบแอมมี่หรือจะเพิ่มอะไรอีกบ้าง ถือว่าพบกันครึ่งทางดีกว่าหรือไม่

ประสบการณ์ตรงของผมเมื่อปี 2553 ถูกขัง 9 เดือนยื่นประกันกว่า 20 ครั้งยังไม่ได้ แต่เมื่อพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯออกโรงเป็นพยานไต่สวนก็ได้รับอิสรภาพ นอกจากให้ทหารปลูกผักชี ขับรถขนของ นายกฯควรคิดเอาเด็กออกจากคุกบ้าง

นี่ไม่ใช่เรื่องล้มล้างใดๆเลย แต่ผมสงสารเด็ก ไม่อยากให้พวกเขาล้มลง ทั้งที่ยังมีศักยภาพนำพาสังคมได้อีกไกล

ปล่อยเด็กออกจากคุกเถอะครับ

... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/506771/

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

“ไตรรงค์”ร่ายยาวยกการต่อสู้ในอดีตระหว่าง “สลิ่ม-หัวก้าวหน้า” ชี้ทุกฝ่ายมีประโยชน์

“ไตรรงค์”ร่ายยาวบอกเล่าการต่อสู้ในอดีตระหว่าง “สลิ่ม-หัวก้าวหน้า”ในหลายประเทศ ชี้ถ้าลดสภาวะหลงตัวเอง หลงความคิด หลงในฐานและผลประโยชน์ของตนเองลงมาประเทศนี้ยังพอมีทางออก

24 พฤศจิกายน 2564

8:47 น.

การเมือง

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า พวกหัวก้าวหน้า (พวกเกลียดของเก่า) VS #พวกสลิ่ม (พวกรักของเก่า)

 

การปะทะกันทางความคิดระหว่างพวกที่เรียกตัวเองว่าเป็นพวกหัวก้าวหน้าเพราะเป็นพวกเกลียดชังของเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันต่างๆ วัฒนธรรม จารีตประเพณี อยากยกเลิกเสียให้สิ้น ต้องการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปสู่ “ความเป็นของใหม่” และมักจะนิยมใช้ความรุนแรงกับพวกที่ยังรักของเก่าอยู่ (และยังไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ด้วยความรวดเร็วบนความไม่แน่นอนของอนาคต) การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายมีทั้งวาทกรรมและการใช้กำลังเข้าทำร้ายกันและกัน ส่วนผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร เราสามารถตรวจสอบทางประวัติศาสตร์ของโลกได้ ดังจะขอยกตัวอย่างให้ดูพอเป็นสังเขปดังต่อไปนี้

1) ประเทศจีนยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ (พ.ศ. 322 – 337)

 

หลังจากที่เจ้านครของรัฐฉินสามารถปราบปรามรัฐอื่นๆ อีก 6 รัฐได้แล้ว (คือรัฐเว่ย รัฐหาน รัฐเจ้า รัฐฉู่ รัฐเอียน และรัฐฉี) เจ้านครก็ตั้งตนเป็นปฐมจักรพรรดิของประเทศจีน เรียกเป็นภาษาจีนว่า “สื่อหวงตี้” ซึ่งนักประวัติศาสตร์ของโลกเรียกพระองค์ว่า #จิ๋นซีฮ่องเต้ พระองค์พร้อมด้วยลูกสมุนที่รับใช้พระองค์ในการปกครองประชาชนมีความเห็นว่าประชาชนเหลาใดที่ยังยึดมั่นในวัฒนธรรม จารีตประเพณี ตามที่ลัทธิขงจื้อ สั่งสอนไว้ล้วนเป็นพวกล้าหลัง (ปัจจุบันพวกหัวก้าวหน้าเรียกว่า พวกสลิ่ม) “พระองค์จึงมีราชโองการให้เผาทำลายตำราทุกชนิด ยกเว้นตำราการแพทย์ การพยากรณ์ และการเพาะปลูก พร้อมๆ กับให้ประหารเหลาสานุศิษย์ขงจื้อ และนักแสวงอายุวัฒนะกว่า 400 คน โดยการฝังทั้งเป็น นักประวัติศาสตร์เรียกเหตุการณ์นี้ว่าการเผ่าตำราเข่นฆ่าปัญญาชน” (จากหนังสือเรื่อง “ประวัติศาสตร์จีน” เขียนโดย โจวเจียรง (Zhoujiarong) แปลโดย 3 อาจารย์ชื่อดัง นำโดย อ.วิไล ลิ่มถาวรานันท์ ด้วยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง, 2547, หน้า 64) โดยบังคับให้คนจีนทุกคนต้องปฏิบัติตามเฉพาะที่เป็นคำสั่งและกฎหมายของจิ๋นซีฮ่องเต้ เท่านั้น เพราะพวกเขาถือว่าความคิดใหม่ ระบบการปกครองแบบใหม่จะทำให้จีนมีความก้าวหน้า จึงจำเป็นต้องทำลายจารีตประเพณีและคำสอนเดิมๆ ให้สิ้น รวมทั้งต้องฆ่าพวกที่เป็น “สลิ่ม” เสียให้สิ้น เพราะขืนปล่อยให้มีชีวิตไว้จะขัดขวางความก้าวหน้าของประเทศ

หลังจากจิ๋นซีฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ ลูกชายคนเล็กก็วางแผนกับขันทีชั่วแย่งราชสมบัติจากพี่ชายของตน เมื่อชนะแล้วก็ใช้ความโหดร้ายฆ่าทั้งพวกที่เป็นราชนิกูลและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยไปเป็นจำนวนมาก เกณฑ์ราษฎรทำงานอย่างหนักเก็บภาษีโหด โดยชาวนาทุกคนต้องแบ่งผลผลิต 2 ใน 3 ให้กับกษัตริย์

ความทุกข์ทรมานอย่างทนไม่ไหวจึงทำให้ทั้ง 6 รัฐเก่าลุกฮือขึ้นต่อต้านนำโดย รัฐฉู่และรัฐอื่นๆ ร่วมกับผู้นำชาวนาคือ หลิว ปัง LIU BANG และกองโจรสลัดนำโดย ยิงบู (YING BU) ซึ่งเป็นพวกนักโทษที่ไม่ยอมไปสร้างสุสานและกำแพงเมืองตามคำสั่งของจักรพรรดิ จนในที่สุดสามารถล้มราชวงศ์ของจิ๋นซีฮ่องเต้ได้ ผู้นำกบฏที่ชื่อ หลิว ปัง จึงได้รับการยกย่องจากรัฐอื่นๆ ให้เป็นจักรพรรดิในราชวงศ์ใหม่  หลิว ปัง จึงเปลี่ยนชื่อเป็นพระเจ้าฮั่นอู่ตี้เป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์ใหม่จึงประกาศใช้ลัทธิขงจื้อเป็นลัทธิประจำชาติ พวกปัญญาชนที่รอดตายจากการถูกสังหารหมู่เพราะเป็นพวก “สลิ่ม” ก็ #ถูกเรียกกลับมารับใช้ชาติ จนจีนเจริญติดต่อกันมาในสมัยราชวงศ์ฮั่นถึง 450 ปี ในขณะที่ราชวงศ์จิ๋นของจิ๋นซีฮ่องเต้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นพวกหัวก้าวหน้ามีอายุของราชวงศ์ได้เพียง 15 ปีเท่านั้น* 

*สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดสามารถอ่านได้จากหนังสือชื่อ The Unbroken Chain เขียนโดย Dr.Trairong Suwankiri และศาสตราจารย์ Dr.Wu Ben Li, 2014, หน้า 126 – 140.

2) ประเทศจีนสมัยเมาเซตุงกับการปฏิวัติทางวัฒนธรรม (ค.ศ. 1966 ถึง 1976)

#เมาเซตุง ในฐานะประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเป็นผู้จัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ต้องการให้มีการกวาดล้างวัฒนธรรม จารีตประเพณี และความเชื่อดั้งเดิมต่างๆ ในจีนออกให้หมด โดยเฉพาะวัฒนธรรมประเพณีในลัทธิขงจื้อและความคิดแบบทุนนิยมให้เหลือแต่วัฒนธรรมแบบคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตงเท่านั้น จึงได้จัดตั้งกลุ่มหนุ่ม – สาวที่ยังไม่ทันโลกไม่ทันเกมออกกวาดล้างผู้ที่มีความเห็นต่างจากประธานเหมาเจ๋อตง เกิดความวิตถารขึ้นหลายอย่าง เช่น ลูกๆ จับพ่อแม่มาอบรมด่าว่า ลูกศิษย์จับครูบาอาจารย์มาอบรม ทุบตี และด่าว่าด้วยศัพท์ที่หยาบคายรุนแรงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ในพรรคคอมมิวนิสต์จีนเอง คนที่มีความคิดแบบทุนนิยมอยู่บ้าง จะถูกถอดถอนจากทุกตำแหน่ง คนอย่างเติ้ง เสี่ยว ผิง ซึ่งเคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่มากับเหมาเจ๋อตงก็ยังถูกปลดจากทุกตำแหน่งในข้อหาว่าเป็นพวก “สลิ่ม” ส่งไปให้ทำงานเป็นกรรมกรอยุ่ในโรงงานผลิตรถแทรกเตอร์ที่มณฑลเสฉวน ส่วนประชาชนชาวสลิ่มที่ถูกรังแกข่มเหงมีถึง 10 ล้านคน เสียชีวิตไปหลายแสนคน

แต่พอเหมาเจ๋อตงเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1976 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เล็งเห็นถึงความหายนะและความล้าหลังของประเทศที่พวกหัวก้าวหน้าได้กระทำเอาไว้ จึงรีบเชิญพวกสลิ่ม เช่น เติ้ง เสี่ยว ผิง ขึ้นมามีอำนาจ นำความคิดแบบพวก “สลิ่ม” คือการเปิดประเทศทำมาค้าขายกับชาวโลกภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมจน #ทำให้จีนพัฒนาเติบโตร่ำรวยและก้าวหน้า จนอเมริกาและยุโรปตามไม่ทันจนถึงปัจจุบันนี้ และเมื่อระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ก้าวหน้านำชาติเจริญจนพอใจแล้ว เติ้ง เสี่ยว ผิง ก็ลาออกจากทุกตำแหน่งมอบหมายให้นายหู จิ่น เทา เป็นประธานาธิบดีต่อจากตน พวกสลิ่มในสายตาของพวกหัวก้าวหน้า (เรดการ์ด) ก็ปกครองจีนต่อๆ กันมาจนเจริญมั่งคั่งมาจนถึงปัจจุบัน

3) ประเทศฝรั่งเศส : หลังจากการปฏิวัติใหญ่ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1789 หลังจากนั้นพวกกบฏผู้มีชัยชนะก็แย่งชิงอำนาจฆ่าฟันกันเอง ประเทศถอยหลังไปร่วม 10 กว่าปี จนในที่สุดเพื่อสนองความต้องการลึกๆ ในหัวใจของประชาชนส่วนใหญ่ ระบบกษัตริย์ก็ถูกสถาปนาขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ. 1804 จนถึง ค.ศ. 1814 โดยมี #นโปเลียน ตั้งตนเป็นจักรพรรดิของฝรั่งเศส (หนักกว่าระบบกษัตริย์ที่ถูกพวกหัวก้าวหน้าล้มล้างไปเสียอีก)

จะเห็นว่านโปเลียนเองเริ่มต้นชีวิตการเมืองโดยเข้าร่วมเป็นพวกกบฎล้มล้างสถาบันกษัตริย์ของฝรั่งเศส แต่ตัวนโปเลียนหาได้รังเกียจตัวสถาบันไม่ยังคงเห็นความจำเป็นที่ฝรั่งเศสต้องมี เพื่อความมั่นคงของประเทศ จึงได้สถาปนาระบบกษัตริย์ขึ้นมาใหม่ เรียกได้ว่าในหมู่พวกกบฏหรือนักปฏิวัติในปี ค.ศ. 1789 นั้น ต้องถือว่านโปเลียนเป็นพวก “สลิ่ม” แต่ฝรั่งเศสก็ต้องกลับมาใช้พวกสลิ่มให้มา #แก้ปัญหาและนำชาติให้แข็งแกร่งเป็นที่ยำเกรงไปทั่วทั้งโลก และมรดกที่สำคัญที่สุดก็คือ นโปเลียนเป็นคนสั่งตั้งคณะกรรมการให้ยกร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยพระองค์เองเข้าร่วมประชุมหลายครั้ง ประมวลกฎหมายแพ่งฯ ของฝรั่งเศสยุคนโปเลียนกลายเป็นแม่แบบของประมวลกฎหมายแพ่งฯ แก่ประเทศต่างๆ ไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

#สรุป ที่พูดมาทั้งหมดก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า คนในชาติทุกๆ กลุ่ม แม้ความคิดเห็นไม่เหมือนกัน แต่ #ไม่ควรถือเป็นศัตรูคิดล้มล้างกันด้วยความรุนแรง อย่างที่เกิดขึ้นในจีนทั้งในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้และสมัยเรดการ์ดของเหมาเจ๋อตงและในสมัยการปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ทุกกลุ่มล้วนมีประโยชน์ ถ้ารอมชอมกันไม่ตั้งตนเป็นศัตรูกันและกัน คนที่มีหัวก้าวหน้าย่อมมีประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะถ้าไม่มีพวกเขาคอยกระตุ้นพวกสลิ่ม (ทั้งนักการเมืองและข้าราชการ) ก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรอย่างจริงๆ จังๆ เอาแต่ตัวเองรอดไปวันๆ (ถือคติของคนขี้ขลาดว่ารักษาตัวรอดเป็นยอดดี )อย่างที่เห็นอยู่กันในปัจจุบัน แต่ถ้าให้ประเทศต้องไหลเลื่อนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพราะความใจร้อนของพวกหัวก้าวหน้า ที่อยู่ในความประมาทโดยไม่รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ ประเทศก็จะประสบกับความวิบัติอย่างที่เกิดขึ้นในจีน ค.ศ. 1966 – 1976 และที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสช่วงปี ค.ศ. 1789 – 1804

#เฮเกล และ #คาร์ลมาร์ก เชื่อว่าการพัฒนาการของสังคมจากสภาวะเก่าที่เรียกว่า Thesis (ซึ่งก็คือความคิดเก่า) ไปสู่สภาวะใหม่ที่เรียกว่า Anti – Thesis (ความคิดใหม่ที่ก้าวหน้ากว่า) นั้น จะต้องผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า #สภาวะสังเคราะห์ #Synthesis ซึ่งก็คือการนำความคิดเก่าและความคิดใหม่มาสังเคราะห์ให้พอเป็นที่ยอมรับกันได้ทั้งสองฝ่าย เพื่อเป็นแนวทางใหม่ให้กับสังคมหรือประเทศชาติ

เชื่อเถอะการใช้ความรุนแรงโดยตั้งตนเป็นศัตรูกันและกัน #ไม่มีใครชนะ #ทุกฝ่ายจะพ่ายแพ้ สลิ่มคิดจะใช้กำลังปราบความคิดก้าวหน้าของคนรุ่นใหม่ให้หมดได้อย่างไร เพราะความคิดเป็น “นามธรรม” คนพวกหัวก้าวหน้าจะคิดฆ่าแกงพวกสลิ่มให้หมดประเทศได้อย่างไร เพราะพวกเขามีปริมาณมากกว่าพวกหัวก้าวหน้าหลายเท่านักและความคิดเป็นนามธรรมที่ฆ่าได้ยากมาก

สภาวะสังเคราะห์ (Synthesis) น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกๆ ฝ่าย และสำหรับประเทศเป็นส่วนรวม ถ้าลดสภาวะหลงตัวเอง หลงความคิดตัวเอง หลงในฐานะและผลประโยชน์ของตนเองลงมากันบ้าง

#ประเทศนี้ก็ยังพอมีทางออก #ไม่ต้องมาชี้หน้าด่ากันอย่างหยาบคาย อย่างที่ทำๆ กัน แล้วจะได้อะไรดีขึ้นมาโดยการทำเช่นนั้นเล่า ผมขอเรียนว่าความเห็นที่ลงในเฟซบุ๊ก เป็น #ความเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับพรรคปชป.แต่อย่างใด

... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/506775/

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

ไอ้เ ห ี้ ย สามสี 

สมัยมึงเป็นรอง นรม.ของรบ.ไอ้ 99 ศพ มึงทำไมเงียบ หรือมึงเห็นด้วยที่ นรม.ของมึงส่งทหารออกมาไล่ยิง ปชช.มือเปล่าตายเป็นร้อย บาดเจ็บทั้งสาหัสและไม่สาหัสอีกกว่า 2 พันชีวิต 

#ไอ้เดรัจฉานสามสี

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
มองอนาคต...จากตัวผู้นำ
เพลิงสุริยะ

24 พ.ย. 2564 05:39 น.

 

ปิดฉากกันไปอีก 1 เวทีประชุมใหญ่ประจำปี กับงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 39 “Connect the Dots : Design the Future รวมพลัง...สร้างสรรค์อนาคต” ที่จัดโดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ไฮไลต์ก่อนปิดงาน คือพิธีมอบสมุดปกขาวถึงมือนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา

มุ่งเน้นให้หอการค้าไทย เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยง ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ผ่านการขับเคลื่อน 3 Value Chain (ห่วงโซ่แห่งคุณค่า) ได้แก่

1.การค้าและการลงทุน 2.เกษตรและอาหาร และ 3.การท่องเที่ยวและบริการ

 

มุ่งสู่การขับเคลื่อนภารกิจ “การฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใน 99วันแรก” ด้วย 3 ภารกิจสำคัญ คือ เร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชน, เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ด้วย Digital Transformation ให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และแก้ไขกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้สะดวก

ในสมุดปกขาวของหอการค้าฯ มีการประมวลสรุปผลการระดมความคิดเห็น 3 เรื่อง คือ

1.เรื่อง “CONNECT กำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ 5 ภาค และ Strategic Move” ให้สอดคล้องกับร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับที่ 13 และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยหอการค้าทั้ง 5 ภาค เสนอแผนงาน ดังนี้

ภาคใต้ อาทิ โครงการ ANDAMAN ECONOMIC TOURISM (เขตเศรษฐกิจเพื่อการท่องเที่ยวอันดามัน), โครงการ ANDAMAN GO GREEN, การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (ปี 2568)

ภาคตะวันออก ชงโครงการพัฒนา SMEs ขายสินค้าไปยังต่างประเทศ ผ่านช่องทาง Cross Border e-Commerce (CBEC), โครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor : EFC)

ภาคกลาง เสนอยกระดับเกษตรแนวใหม่มูลค่าสูง ทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) โดยการสร้างผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่, จัดตั้ง Value Creation Trader, ขยายช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เตรียมความพร้อมรองรับการเปิดให้บริการรถไฟ จีน-ลาว

ภาคเหนือ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของชุมชน และ SMEs (ยกระดับมาตรฐาน)

2.เรื่อง “CONNECT SMEs ไทย ด้วย Digital Trans formation” ขับเคลื่อนและยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ด้วยเครื่องมือ Digital Transformation

3.เรื่อง “โอกาสและทิศทางอนาคตประเทศไทย จากมุมมองของคนรุ่นใหม่”

ขณะที่ นายกฯประยุทธ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ “จับมือรวมใจพาไทยรอด” ประกาศลั่นในสิ้นปีนี้จะฉีดวัคซีนให้ครบ 120 ล้านโดส

พร้อมความเชื่อมั่นว่าในอีก 3 ปี เศรษฐกิจจะดีขึ้น หลังมีการอัดงบประมาณแก้โควิดไปถึง 25% ของจีดีพี (วงเงินงบฯ 3.3 ล้านล้านบาท)

สำหรับเสียงเรียกร้องจากภาคเอกชน ให้ไทยเร่งตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรกับการเข้าร่วมเป็น สมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP)

ซึ่งนายกฯประยุทธ์มองว่า “CPTPP แม้มีข้อเสีย แต่ต้องมีข้อดี ต้องเจรจาก่อน เราไม่ได้รับทุกเงื่อนไข ถ้าเราไม่ร่วมเจรจาในวันนี้ เราก็ไม่มีสิทธิเจรจาข้อสงวนในอนาคต...อย่างวันนี้มีข้อตกลงพันธะสัญญา ACEP ผ่านมาเกือบ 2 ปียังเริ่มใช้กันไม่ครบ ฉะนั้นมันไม่ได้เร็วขนาดนั้น กว่าจะตกลง กว่าจะเจรจากันได้ ต้องใช้เวลา”

ก่อนจะตบท้ายบทเสวนา ด้วยการแก้ตัวคำพูดที่เคยพูดไว้ ทั้งเรื่อง การสั่งให้ทหารปลูกผักชี หรือเรื่องใช้รถทหารมาขนของแทนรถบรรทุก อ้างว่าถูกบิดเบือนในเจตนารมณ์ ขอทุกคนอย่าไปเชื่อ

อ้าวแล้วที่พูดๆมามันไม่ได้ออกมาจากปากท่าน...งั้นหรือ

ชอบชักใบให้เรือเสียตอนจะจบอยู่เรื่อย.

เพลิงสุริยะ
 
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
เผด็จการนั้นเป็นฉันใด
ไทยรัฐฉบับพิมพ์

24 พ.ย. 2564 05:45 น.

 

พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” ที่ว่า “ตู่ปัดเผด็จการ” โอดโดนบิดเบือน อาจกลายเป็นประเด็นวิวาทะโต้เถียงกันว่า “เผด็จการคืออะไร?” ข้อความนี้มาจากการแสดงปาฐกถาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ลุงไม่ใช่คนใจร้าย ไม่ใช่เผด็จการ”

การได้มาซึ่งอำนาจการเมืองครั้งแรกของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ด้วยการใช้กำลังทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นการกระทำผิดตาม ป.อาญา มาตรา 113 ใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญ หรือล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร เป็นความผิดฐานกบฏ

แต่คณะรัฐประหารออกกฎหมายนิรโทษให้ตนเอง จึงลบล้างความผิดทางกฎหมายในทางการเมือง คสช.กลายเป็น รัฐบาลปกครองประเทศ ด้วยรัฐธรรมนูญชั่วคราว และคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร หรือแม้แต่ตุลาการ ตามมาตรา 44 และแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแบบนี้เผด็จการหรือไม่?

ส่วนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้เข้าตามตรอกออกตามประตู คือได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 259 แต่เข้าประตูหลังตามบทเฉพาะกาล มาตรา 272 โดยความเห็นชอบของเสียงเกินกึ่งหนึ่งของ ส.ส.กับ ส.ว. ที่หัวหน้า คสช.แต่งตั้ง เป็นระบอบอะไรแน่?

แบบนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยแน่นอน แต่เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ เผด็จการครึ่งใบ ที่บางกลุ่มเรียกว่า “ระบอบประยุทธ์” นายกรัฐมนตรีอาจถือเป็นการบิดเบือน แต่การปกครองประเทศลักษณะนี้ เคยเป็นมาอย่างต่อเนื่องในทุกครั้งที่มีรัฐประหารชัดเจนที่สุดคือรัฐธรรมนูญ 2521 ที่เรียกกันในขณะนั้นว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ

นายกรัฐมนตรีปฏิเสธว่าไม่ได้คิดจะอยู่ในอำนาจ นานถึง 20 ปี ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ไม่ได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ที่แสดงความเห็นผ่านทางสำนักโพล เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศให้ชัดเจน จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่เกินเดือนสิงหาคม 2565 ซึ่งครบกำหนด 8 ปีตามรัฐธรรมนูญ

นายกรัฐมนตรีชอบเรียกร้องทุกฝ่าย ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักธรรมาภิบาลที่มีองค์ประกอบสำคัญหลายข้อ เช่น “นิติธรรม” และ “ความโปร่งใส” นายก รัฐมนตรีควรทำให้เป็นแบบอย่างที่ดี ด้วยการยึดถือกฎหมายเป็นหลักสูงสุด ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้หลักศรีธนญชัยในการตีความกฎหมายและด้วยความโปร่งใส.

เผด็จการนั้นเป็นฉันใด (thairath.co.th)

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
ฝันหวาน 2 ใบ
แม่ลูกจันทร์

24 พ.ย. 2564 06:15 น.

 

ในที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญยกเลิกกติกาเลือกตั้ง ส.ส.บัตรใบเดียว กลับมาเป็นระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ก็มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

รวมเบ็ดเสร็จการแก้ไขรัฐธรรมนูญทวงคืนบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ใช้เวลาทำคลอดรวมทั้งสิ้น 5 เดือนพอดิบพอดี

ขั้นต่อไป ยังต้องแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ให้เข้าล็อกกับระบบบัตรเลือกตั้งบัตร 2 ใบ อีกประมาณ 4 เดือน

ไม่เกินเดือนมีนาคมปีหน้า... พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะไม่ต้องถูกมัดมือชกให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวให้ปวดกะโหลกอีกต่อไป

ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ จะทำให้แต่ละพรรคการเมืองได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อตามคะแนนเสียงที่แท้จริง

ไม่มี ส.ส.ปัดเศษ ไม่มีบัตรเขย่ง ให้ทุเรศทุรังอย่างที่ผ่านมา

 

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 4 ประการ

1, เพิ่มจำนวน ส.ส.เขต จาก 350 คน กลับมาเป็น 400 คน!!

2, แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่เป็น 400 เขต เพื่อเลือกตั้ง ส.ส.เขตได้เขตละ 1 คน

3, ลดจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ จาก 150 คน กลับมาเป็น 100 คน

4, ให้นำคะแนนเลือกพรรคการเมือง (บัตรเลือกตั้งใบที่ 2) รวมทั้งประเทศ เพื่อคำนวณแบ่งโควตา ส.ส.บัญชีรายชื่อแต่ละพรรคให้ครบ 100 คน

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนกติกาเลือกตั้งกลับมาใช้ระบบบัตร 2 ใบ สามารถผ่านด่าน ส.ว.ลากตั้งอย่างสะดวกโยธิน

เพราะพรรคพลังประชารัฐของมหาอำนาจ 3 ป. เป็นตัวตั้งตัวตีเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นนี้เอง

เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐมั่นอกมั่นใจว่าระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ จะทำให้พรรคพลังประชารัฐกวาดเก้าอี้ ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนอีก 30 เปอร์เซ็นต์!!

ตั้งเป้าว่าอย่างตํ่าๆ ต้องหิ้ว ส.ส.เขตเข้าสภาไม่ตํ่ากว่า 120 คน บวก ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 30 คน รวมเป็น 150 คน

เพื่อชิงเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล สืบทอดอำนาจนายกฯลุงตู่อีก 4 ปี!!

ฝันหวานของพรรคพลังประชารัฐจะโค่นพรรคเพื่อไทยแชมป์เก่าได้จริงหรือไม่??

ต้องฟังการวิเคราะห์ของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ฝ่ายเลือกตั้ง ที่ประเมินว่าระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ จะทำให้พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำ

เพราะกติกาบัตรเลือกตั้งใบเดียว พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขต 136 คน

แต่ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่หนึ่งคน!!

เมื่อกลับมาใช้ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ พรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มอีก 32 คน??

ข้อสำคัญ การเลือกตั้งใหญ่ปี 2562 พรรคเพื่อไทยส่งคนลง ส.ส.เขต เพียง 238 เขต จาก 350 เขต ทั่วประเทศไทย

แต่การเลือกตั้งครั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยจะส่ง ส.ส.เขตครบ 400 เขตอย่างแน่นอน

นายสมชัย ฟันธงว่ากติกาบัตร 2 ใบ จะทำให้พรรคพลังประชารัฐแพ้พรรคเพื่อไทยครึ่งช่วงตัว

ปั้ดโธ่...นายสมชัยเนี่ย...อยู่เฉยๆ ไม่เป็นหรือไง

ชอบแหย่รังแตนให้คนแก่โมโหแตกซะเรื่อยเชียว.

“แม่ลูกจันทร์”

ฝันหวาน 2 ใบ (thairath.co.th)

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
ระบอบทักษิณกับระบอบประยุทธ์
หมัดเหล็ก

24 พ.ย. 2564 05:42 น.

 

หลังมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาโปรดเกล้าฯ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม มีการเปลี่ยนแปลงจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจากสมาชิกจำนวน 500 คน เป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 400 คน และ มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวน 100 คน

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งแบบละหนึ่งใบ ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด และยังไม่มีการเลือกตั้งหรือประกาศชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

กรณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ไม่ถึง 100 คน ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

การกำหนดจำนวนสมาชิกฯ ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีและแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง มาเฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 400 คน จำนวนที่ได้รับให้ถือว่าเป็นจำนวนราษฎรต่อสมาชิกฯ 1 คน จังหวัดใดไม่มีราษฎรถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ให้มีสมาชิกฯได้ 1 คน และให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

เมื่อได้จำนวนสมาชิกฯของแต่ละจังหวัดแล้ว ถ้าจำนวนสมาชิกฯยังไม่ครบ 400 คน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการคำนวณมากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกเพิ่มได้อีก 1 คน และให้เพิ่มสมาชิกฯตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบ 400 คน

การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อ ของแต่ละพรรคการเมืองจะได้รับเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับมารวมกันทั้งประเทศแล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวนผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมือง เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนรวม

พอจะสรุปความได้ว่า การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้า จะเป็นแบบ บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ เลือกพรรค 1 ใบ และเลือก ส.ส.เขตอีก 1 ใบ โดย ส.ส.เขตมีจำนวน 400 คน และอีก 100 คน เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์

การแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่ใช้จำนวนประชากรทั้งประเทศมาเฉลี่ยกับจำนวน ส.ส. 400 คน ว่าได้จำนวนเฉลี่ยมาเท่าไหร่ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งต่อไปจำนวนประชากรเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ 320,000-350,000 คนต่อ 1 เขตเลือกตั้ง ต่อ ส.ส. 1 คน ส่วนจังหวัดไหนมีประชากรไม่ถึงจำนวนที่กำหนดก็มี ส.ส.ได้แค่ 1 คน ถ้าแบ่งแล้วยังไม่ครบ 400 เขต ก็ให้สิทธิ จังหวัดใหญ่ ที่มีคะแนนเหลือมากที่สุดได้เพิ่มไปอีก 1 เขต ถ้าเหลืออีกก็ปัดไปให้จังหวัดที่มีคะแนนรองลงไปตามลำดับ

และเนื่องจากเป็นการเลือกตั้งแบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แยกคะแนนระหว่างพรรคกับ ส.ส.ชัดเจน ผู้สมัครที่ได้คะแนนลำดับที่ 2 แม้จะห่างจากผู้ชนะไม่กี่คะแนนก็ไม่มีประโยชน์ ทิ้งน้ำไปตามระเบียบ งานนี้พรรคใหญ่ได้เปรียบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่ต้องเดิมพันระหว่างระบอบทักษิณกับระบอบประยุทธ์ พรรคเล็กพรรคน้อย

ตายสองเด้ง.

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1
 
ICT
เมื่องูกินหาง
กิเลน ประลองเชิง

24 พ.ย. 2564 05:12 น.

 

ตั้งแต่เกิดมา ผมเชื่อว่ามนุษย์ไม่เคยเห็น “งูกินหาง” ด้วยตา แต่ซึมซับรับรู้ภาพไว้ เอาไปเชื่อมโยงกับเรื่องราวในโลก เช่นระบบแชร์ลูกโซ่ แชร์แม่ชะม้อย ดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อเดือน แค่ 14 เดือน เงินต้นก็ได้คืน

เอาความเชื่อบวกความโลภ บอกต่อๆกันไป ผู้คนก็ขนเงินเอามาให้...หลอกกันอยู่หลายปี กว่าจะเจ๊งกันไป

พื้นความรู้เรื่องงูกินหาง มีผลให้ตั้งใจอ่าน เรื่อง “งูกินหางสัญลักษณ์ชวนคิด” หนังสือ “ถอดรหัส สัญลักษณ์ปริศนา” (สำนักพิมพ์สารคดี พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2562) ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ เขียนไว้ลึกซึ้งซับซ้อนหลายแง่มุม

ผมขอเลือก เรื่องง่ายๆ พอทำความเข้าใจได้ มาถ่ายทอดต่อ

อียิปต์โบราณกล่าวถึงงูกินหาง ไว้เมื่อ 1,600 ปีก่อนคริสต์ศักราช งูเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นนิรันดร์แห่งเทพเจ้า พวกฟินิเชียน รับต่อไปให้กรีก กรีกเรียก โอโรโบรอส แปลตรงตัวว่า งูกำลังเขมือบ

เพลโต นักปรัชญากรีก กล่าวว่า งูโอโรโบรอสเป็นสิ่งแรกที่กำเนิดขึ้น ในเอกภาพ มันไม่มีตา เพราะไม่มีอะไรที่อยู่ข้างนอกให้ดู ไม่มีหู เพราะไม่มีอะไรให้ได้ยิน ไม่ต้องการอากาศหายใจ ไม่ต้องมีอวัยวะใดๆ ที่จะรับอาหารหรือขับถ่าย เพราะไม่มีอะไรเข้าไปหรือออก

ในความเชื่อของเพลโต “งูโอโรโบรอส มีความพอเพียงที่สุดอยู่ในตัวเอง”

ความเชื่อเรื่องงูกินหางของฝรั่ง มีหลายเวอร์ชัน ส่วนใหญ่เชื่อว่า งูขดเป็นวงกลมงับหางตัวเอง บ่งถึงเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน แต่ในที่สุดก็จะวนกลับมาซ้ำๆที่จุดเดิม มองอีกแง่ คล้ายการเวียนว่ายตายเกิด

คำถาม ภาพงูกินหางของตะวันตกมาจากไหน...เชื่อกันมาแต่โบราณ มาจากทางช้างเผือกบนท้องฟ้า มีตำนานหลายเรื่องกล่าวว่า “งูแห่งแสงสว่างที่อยู่บนสวรรค์”

ก็คงเป็นทางช้างเผือกเดียวกับที่โกโบริรำพันกับอังศุมาลินก่อนตายในนิยายของทมยันตี เรื่องคู่กรรม

มาถึงงูกินหางแบบไทยๆ ดร.บัญชาเล่าไว้เป็นเรื่องง่ายๆ รู้แล้วสบายใจ

ในจารึกวัดพระเชตุพน มีกลอักษรงูกลืนหาง กลอักษรนี้วรรคหนึ่งๆ จะมีคำซ้ำอยู่สามคู่ คือระหว่างสามคำแรกกับสามคำสุดท้ายของวรรค

สงสารนุชสุดแสน (สงสารนุช) จะโหยให้ไหนจะหยุด(จะโหยให้) รันทดใจให้สลด (รันทดใจ) ต้องไกลจรกรรมไฉน (ต้องไกลจร)

นี่คือ งูกินหาง ในกลอักษร ที่เป็นพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 3 แต่ที่เป็นวัฒนธรรมไทย ชาวบ้านรู้จัก คือ งูกินหาง การละเล่นของเด็กๆ

การละเล่น มีดังนี้ สมมติให้คนหนึ่งเป็นแม่งู มีลูกงูเกาะหลังเป็นแถวยาว อีกคนหนึ่งเป็นพ่องู คอยไล่จับลูกงูที่อยู่ท้ายแถว เอามาเป็นพวกทีละตัวๆ

ดร.บัญชาเตือนความจำ “ที่ร้องกันว่า แม่งูเอ๋ย กินน้ำบ่อไหน ...นั่นไง!”

อ่านเรื่องงูกินหางมาถึงตรงนี้ ผมนึกถึงการเมืองบ้านเรา...มีคนมากมายกำลังเล่นงูกินหางในพรรคการเมือง

พรรคใหญ่ แสร้งทำเป็นแยกแถว เอ๊ย! แยกไปตั้งพรรคใหม่ ทำเป็นหมางเมินห่างเหิน แล้วก็เริ่มมีข่าว ไม่ย่งไม่แยกพรรคไปไหนแล้ว อยู่กันรักกันในพรรคเก่านั่นแหละ

ผมดูข่าวทีวี ฟังได้ว่า นายกฯประยุทธ์ กำลังซ้อมบทจูบกับคุณธรรมนัส ที่ตัวเองเพิ่งสั่งปลดเก้าอี้รัฐมนตรีเขาไปหมาดๆ ก็คงจะเป็นบทเลิฟซีน ที่ผะอืดผะอม สำหรับท่านผู้ชม....เอาการอยู่

ส่วนพวกงูเห่าที่ถูกไล่ออก บางคนย้ายพรรค บางคนมีฤทธิ์ตั้งพรรคใหม่

ผมนึกถึงงูกินหางเด็กเล่น แม่งูเอ๋ย กินน้ำบ่อไหน แล้วมีเสียงลูกแถวร้องรับ กินน้ำบ่อโศก โยกไปก็โยกมา พวกนักการเมืองเขาสนุกสนานกันจัง แต่ทำไมชาวบ้านแบบเราๆ จึงยังเหงาๆ กันอยู่ ก็ไม่รู้.

กิเลน ประลองเชิง

เมื่องูกินหาง (thairath.co.th)

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

ผลกระทบ..เราติดลบจมหู

ผลกระทบ..เราติดลบจมหู - สำนักข่าว บางกอก ทูเดย์ (bangkok-today.com)

 ผลกระทบ..เราติดลบจมหู

“ยิ่งขัง โลกยิ่งขวาง เรียงหน้าเรียกร้อง”

แค่ความเป็น “ประชาธิปไตยซ่อนรูป” ก็เสีย “รังวัด” เป็นกอง

“ผู้สังเกตการณ์พิเศษ-ยูเอ็น” ออกมาซัดพูดชัดเรื่องจับ “นิสิต-นักศึกษา” ไปขัง.. “แอมเนสตี้” คนธรรมดา ๑๐ ล้านกว่าคนทั่วโลก ทำหน้าที่ “ปกป้องสิทธิ์ประชาชน” ออกแรงไม่เห็นด้วย..นี่มีภาพ “รุ้งปนัสยา” เกลื่อนไต้หวันประณามไม่เห็นด้วย

ประเด็น “ขังเด็ก” ลาม “ข้ามทวีป-ข้ามแผ่นดิน” ไปอย่างรวดเร็ว..เขาแสดงตน ปรากฏตัว ไม่ปิดบังกาย ไม่ควรปล่อยให้ “เรื่องนี้ลาม”ขยายตัวออกไปเร็ว เพราะจะมี “ผลกระทบ” ตามมาอีกเสร็จสรรพ

เสียหายเป็นล้านเท่า.. “ขังเขา” แต่เราเสียหาย คุ้มหรือเปล่าครับ

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“คิดจะเป็นนายกฯ ต้องพกหัวใจมาด้วย”

มองเห็น “อนาคตตนเอง” มันช่าง “ท็อปฟอร์ม” ที่มีคน “สนับสนุน” ให้เป็นใหญ่ในทำเนียบรัฐบาล ทำให้พรรคสดสวย

ยิ่งยุบสภาฯ และ เลือกตั้งด้วย “บัตร ๒ ใบ” ตามที่ “ประชาธิปัตย์” ของ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรคแม่ธรณีบีบม้วยผม จะก้าวสู่ “เบอร์หนึ่งของประเทศไทย” ..ควรที่จะตีปี๊บเพื่อเชียร์กัน

แต่ “ประธานฯชวน หลีกภัย” ซึ่งเป็น “พี่ใหญ่” พรรคประชาธิปัตย์ ถึงได้เกรงไม่ให้รีบยุบสภาฯ ในเดือน “ธันวาคม” หรือเดือน “มกราคม” อ้าง “กฎหมายลูกยังไม่เสร็จ”..หรือที่จะไม่อยากให้ยุบสภาฯ

ขืนมีเลือกตั้งฉับพลัน..บางพรรคอาจ “สูญพันธุ์” มากกว่า

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“คะแนนดีมีผลงานเป็นกระบุง”

“พรรคภูมิใจไทย” ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค บอกตลอดเวลา พรรคนี้เลือกตั้งครั้งหน้า-จะเป็นดาวรุ่ง

จะได้ “ผู้แทน” เข้ามาในสภาฯ กันอย่างเป็นกอบเป็นกำ เป็นชิ้นเป็นอัน มากมายกว่าเดิมนัก ซึ่งต่อไปไม่จำเป็นต้องเป็น “สวนงูเสาวภา” ในการ “เลี้ยงดู-งูเห่า” ที่เลื้อยออกจากพรรคอื่นมา ให้อาศัยกันอีก

เมื่อแน่ใจว่าเป็นพรรค ที่ประชาชน ให้ “ความนิยม” ชื่นชอบ ชื่นชมยินดี ยอมรับนับถือ..ก็ไม่จำเป็นต้องมี “ข้ออ้าง” ว่ายังไม่ควร “ยุบสภาฯ” ต้อง “รอกฎหมายลูก” อ้างเพื่อที่จะเป็นรัฐบาลกันใช่ไหม

ที่อ้างกฎหมายลูกขึ้นมาแย้ง..เพราะกลัวเลือกตั้ง “แพ้ยกแผง”กันหรืออย่างไร

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“มาจากระบอบลากตั้ง”                 

มากระแนะกระแหน  พูดกระทบ พูดประชดประชัน..มีแต่ทำให้ “ตัวเอง” เสียหายทุกครั้ง

“เสรี สุวรรณภานนท์” สว. ของ “ระบอบประยุทธ์” คิดจะไล่ “สส.” ที่เขารื้อ “สภาฯสว.” ที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจคนเดียวตั้ง “๒๕๐ สว.” เข้ามา

ประกาศลั่น “สว.” ยังเหลืออายุอีก “๒ ปี”.. จะเหลือ “วันเดียว” หรือ “๒ ปี” ไม่มีความหมาย ขอเพียงว่า “ทำหน้าที่ให้กับประชาชนตรงไหน”??.. ช่างกล้าจริงนะ ว่า..”ถ้าทนไม่ได้ ไม่ต้องมาเลือกตั้ง”

รู้นี่ “เลือกตั้ง” เป็นสิ่งดี.. “เสรี” สมควรที่ จะหันมาลงสมัคร-เสียมั่ง

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“รัฐบาลกลัวซักฟอก”

มีแต่ “ทองปลอม” เท่านั่นแหละ ที่ “กลัวลอก”

อำนาจการตรวจสอบ เพื่อ “ซักฟอก” รัฐบาลเป็นของ “ฝ่ายค้าน” เขาเต็ม ๆ

“ประธานวิปรัฐบาล “นิโรจ สุนทรเลขา”  ไม่ต้องมา “กังวล” ในการทำหน้าที่ “เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” เพราะเขามี “ข้อมูลใหม่” อีกเป็นกระตัก ที่โผล่ขึ้นมา

เมื่อมีเรื่องฉาว..เป็นสิทธิ์ที่เขา จะซักฟอกให้ประชาชน-เห็นคาตา

“กะพรุนไฟ”

 

๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0