อั้งยี่สางแค้น ปีแห่งการล้มละลาย

อั้งยี่สางแค้น ปีแห่งการล้มละลาย

อั้งยี่สางแค้น
 
กิเลน ประลองเชิง9 ต.ค. 2562 05:01 น.
SHARE
 
 
 

ภาพหนุ่มเอาปากกระบอกปืนยาวเสียบแก้มทะลุปาก ในขบวนแห่ประเพณีกินเจ ศาลกะทู้ ภูเก็ต ขึ้นหน้าหนึ่ง “ไทยรัฐ” ฉบับ 8 ต.ค. แถมคำบรรยาย “หวาดเสียว”

ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่ศาลต่องย่องสู อยู่อำเภอกะทู้ ใกล้ๆ “หวาดเสียวกว่า สยองขวัญกว่า”

ข้อต่างจากศาลเจ้าทั่วไป ศาลต่องย่องสู ไม่มีรูปเทพเจ้า พระโพธิสัตว์ เจ้าแม่กวนอิม หรือ ปุนเถ้าก๋ง ที่ชาวจีนทั่วไปนับถือ มีเพียงแผ่นป้ายชื่ออั้งยี่ผู้ตาย 412 ป้าย ติดไว้แทน (สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ ฉบับ พ.ศ.2529 เล่ม 3)

ในสมัยรัชกาลที่ 3 ราว พ.ศ.2398 มีอั้งยี่หนีการกวาดล้างจากจีน เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่อำเภอกะทู้เป็นจำนวนมาก ต่อมาขยายไปอยู่ที่ทุ่งคา อำเภอเมือง หลังพบแร่ดีบุกอุดมสมบูรณ์กว่า

เมื่อกรรมกรเหมืองแร่มากขึ้น มีการตั้งกลุ่มอั้งยี่ขึ้นมาดูแลพวกเดียวกัน รวมพวกตีกับนายเหมืองที่เอาเปรียบค่าแรงบ้าง ตีกันเองบ้าง

ไม่นานจำนวนอั้งยี่ทุ่งคา เรียกว่า ยี่หิ้นเกี้ยนเต็ก มีพวกมากถึง 4,000 คน กับอั้งยี่กะทู้ เรียก ยี่หิ้นปุนเถ้าก๋ง มีพวก 3,500 คน เกิดทะเลาะกันเรื่องการแย่งสายน้ำล้างแร่ จากลำธารเดียวกัน

มีการยกพวกตีกัน ที่บริเวณดงไผ่ ระหว่างเขตอำเภอเมือง ติดต่อเขตอำเภอกะทู้ รุนแรงถึงขนาดมีคนเจ็บคนตายหลายครั้ง แล้วฝังศพกันไว้ในบริเวณนั้น

(สมัยที่นายอ้วน สุระกุล เป็นผู้ว่าฯ เลือกบริเวณดงไผ่ บุกเบิกที่ดินทำสนามกีฬาแห่งชาติ พบว่าเต็มไปด้วยฮวงซุ้ย ต้องทำพิธีล้างป่าช้า เจอกระดูกมากมาย)

มีคำพังเพยจีน “งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา” สู้รบกันฆ่ากันนานๆเข้า ช่วงหนึ่งอั้งยี่สองฝ่ายก็หันหน้าเจรจากัน เมื่อตกลงกันได้ ฝ่ายอั้งยี่ทุ่งคา ขอเป็นเจ้าภาพนัดอั้งยี่กะทู้ ไปกินเลี้ยงฉลองความปรองดอง ในเขตแดนตัวเอง

มีบันทึกเหตุการณ์ช่วงนี้ได้ชัดเจน วันนัดมิตรภาพนั้นตรงกับวัน “หลักโง้ยจั๊บชิด” วันขึ้น 17 ค่ำ เดือน 6 ตามปฏิทินจีน ปี พ.ศ.2422 ขณะที่ฝ่ายยี่หิ้นเกี้ยนเต็กจัดเตรียมสุราอาหาร ฝ่ายยี่หิ้นปุนเถ้าก๋ง ก็ชักชวนกันไป

จำนวนของอั้งยี่ฝ่ายผู้ไปเยือน ใช้คำว่าชายล้วนไปกันหมด ทิ้งไว้แต่ผู้หญิงและเด็ก

บรรยากาศงานเลี้ยงสนุกสนานเต็มที่ ฝ่ายภูเก็ตรินสุราแจกไม่อั้น ฝ่ายกะทู้ก็ดื่มจนหัวปักหัวปํา

ถึงเวลานั้น งานเลี้ยงเพื่อมิตรภาพก็พลิกด้าน กลายเป็นงานล้างแค้น แค้นที่สู้รบฆ่ากันมานานแสนนาน

ฝ่ายภูเก็ตให้สัญญาณถืออาวุธเข้ามาไล่ฆ่าฟัน แล้วจุดไฟเผาโรงเลี้ยง กะเผาคลอกให้ตายหมู่

เล่ากันมานานกว่าร้อยปี การล้างแค้นครั้งนั้นฝ่ายกะทู้หนีรอดมาได้เพียงคนเดียว

รายชื่อคนตาย เชื่อกันว่าขึ้นหลักพัน แต่เท่าที่ปรากฏจากป้ายชื่อ ในศาลต่องย่องสู วันนี้มีเพียง 412 ชื่อ ในชื่อเหล่านั้น คนแซ่หลิม มีมากที่สุด 59 ชื่อ แซ่ตัน 47 ชื่อ แซ่อ๋อง 36 ชื่อ แซ่เอี๋ยว 13 ชื่อ ฯลฯ

ศาลต่องย่องสู ไม่มีหลักฐานสร้างปีไหน รู้เพียงสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงวันขึ้น 17 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี เดิมทีมีคนจากปีนัง ระนอง ตะกั่วป่า พังงา ที่ซาบซึ้งเรื่องราว นำอาหารผลไม้และธูปเทียน มาทำพิธีกราบไหว้

แต่มาระยะหลัง เหลือแต่คนในภูเก็ต ที่รับเอี่ยนเทียบ (บัตรเชิญ) ไปร่วมพิธี คนจากแดนไกลลดลงไป

ถึงวันนี้เรื่องราวของศาลต่องย่องสู ยังเป็นบทเรียนสอนใจให้ลูกหลานไทยเชื้อสายจีนได้ทบทวน เป็นอั้งยี่หนีภัยกวาดล้างจากจีน มาตั้งหลักเอาตัวรอดอยู่ด้วยกัน

แต่เพราะผลประโยชน์ขัดกัน กลับลืมว่ามาจากรากเหง้าเดียวกัน รบราฆ่ากันล้างผลาญกันเอง

สองคำพังเพยจีน งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา และแค้นนี้สิบ (ร้อย) ปีไม่มีวันสาย...ใช้ได้แต่ต่างกรรมต่างวาระ ใช้ได้เหมือนคำพังเพยไทย การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร.

กิเลน ประลองเชิง

https://www.thairath.co.th/newspaper/columns/1677775

ใใใใใใ

ใใใใใใใใใใใใใใใใใ

ใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใ

เป็นประจำ
 
แม่ลูกจันทร์9 ต.ค. 2562 05:10 น.
SHARE
 
 


 

งบประมาณรายจ่ายประเทศปี 2563 มูลค่า 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่งคลอดจากห้องประชุม ครม.สดๆใหม่ๆ หอมฉุยชื่นใจ

ขั้นต่อไป นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 3.2 ล้านล้านบาท ให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรใส่ตะแกรงร่อนก่อนประกาศใช้อีก 90 วัน

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า ตามปกติงบประมาณรายจ่ายประจำปีจะเริ่มเปิดท่อจ่ายตั้งแต่เดือนตุลาคม

แต่ปีนี้มีเลือกตั้งใหญ่ทำให้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายคลอดช้ากว่ากำหนดไป 3 เดือน

เท่ากับเหลือเวลาให้รัฐบาลใช้จ่ายเพียง 9 เดือน

เนื่องจากเนื้อที่มีจำกัด ไม่สามารถแจกแจงงบรายจ่ายรัฐบาล 3.2 ล้านล้านบาทได้ครบทุกแง่มุม

“แม่ลูกจันทร์” ขอสรุปย่อๆพอหอมปากหอมคอว่า รัฐบาลนายกฯลุงตู่จัดวงเงินรายจ่ายปี 2563 เพิ่มอีก 2.2 แสนล้านบาท

หรือเพิ่มจากปี 2562 ราว 5 เปอร์เซ็นต์

รายจ่ายก้อนโตที่สุดคือ “งบรายจ่ายประจำ”

ฟาดเข้าไป 2.3 ล้านล้านบาท

หรือกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของยอดวงเงินรายจ่ายโดยรวม

งบกระทรวงกลาโหมได้แบ่งเค้กไป 2.3 แสนล้านบาท

เพิ่มจากงบปี 2562 พอท้วมๆ 6,000 ล้านบาทเท่านั้นเอง

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า งบที่โตเร็วอย่างตะลึงตึงตังคือ “งบกลาง”

ปี 2563 รัฐบาลลุงตู่โยกเงินไปกองไว้ใน “งบกลาง” ถึง 5.18 แสนล้านบาท

สูงเป็นอันดับ 2 รองจาก “งบรายจ่ายประจำ”

หรือ 16 เปอร์เซ็นต์ของยอดวงเงินรายจ่ายของรัฐบาล

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าเหตุที่ “งบกลาง” ปี 2563 บวมเป่ง เป็นประวัติการณ์

เพราะ “งบกลาง” เป็นเงินสำรองฉุกเฉินที่รัฐบาลควักจ่ายได้อย่างบริดวกโยธิน

การเอาเงินก้อนใหญ่ไปกองไว้ใน “งบกลาง” ทำให้รัฐบาลใช้อัดฉีดแจกฟรีกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามอำเภอใจ

โดยไม่ต้องแจกแจงรายละเอียดใน พ.ร.บ.งบประมาณตามกติกา

แถมไม่ต้องถูกฝ่ายค้านไล่บี้ตรวจสอบการใช้งบกลางให้อึดอัดหาวเรอ

“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าว่า เมื่อสำรวจ “รายจ่ายรัฐบาล” แล้วต้องสำรวจ “รายได้รัฐบาล” เพื่อเปรียบเทียบกัน

ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 “รัฐบาลลุงตู่” ยังจัดงบ “ขาดดุลติดลบตัวแดง” เหมือนเดิม

โดยตั้งวงเงินรายจ่ายสูงกว่ารายได้ 4.6 แสนล้านบาท

เท่ากับรัฐบาลต้องกู้เงินไปชดเชยรายได้ที่ขาดไปอีกก้อนโต

ความจริงไม่มีอะไรต้องแปลกใจ เพราะ “รัฐบาลลุงตู่” ใช้เงินเกินหน้าตักอย่างนี้ทุกปีๆ

ปี 2558 จัดงบขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท

ปี 2559 ขาดดุลเพิ่มเป็น 3.9 แสนล้านบาท

ปี 2560 และปี 2561 ขาดดุลเพิ่มอีกปีละ 5.5 แสนล้านบาท

ปีนี้ 2562 จัดงบขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท

และปีหน้า 2563 ขาดดุลบานทะโร่อีก 4.6 แสนล้านบาท

นอกจากใช้เงินเก่ง ยังกู้เงินเก่งอีกนะลุง.

“แม่ลูกจันทร์”

https://www.thairath.co.th/news/politic/1677738

การ์ตูน เซีย

ปีแห่งการล้มละลาย
 
หมัดเหล็ก9 ต.ค. 2562 05:01 น.
SHARE
 
 


 

สงครามการค้าโลกไม่กระทบเฉพาะ จีน กับ สหรัฐฯ เท่านั้น แต่ทุกประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบไม่น้อยหน้ากัน สหภาพยุโรป อยู่ในสภาวะย่ำแย่ยับเยิน ในอนาคต ประเทศฝรั่งเศส เบลเยียม และประเทศสมาชิกอื่นๆ คงจะประกาศถอนตัว จาก อียู เพราะไม่สามารถอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เอื้อประโยชน์ให้กับกระเทศที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อาทิ เยอรมนี ได้ สุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรจาก ประเทศอังกฤษ ที่ประสบกับปัญหาวิกฤติ ทั้งภาครัฐและเอกชน

ลามเป็นปัญหาการเมืองไม่นิ่ง

บริษัทท่องเที่ยวยักษ์ใหญ่ ที่ประกอบธุรกิจมานับร้อยปียังมีวันล้มละลายได้ ประคับประคองอย่างไรก็เอาไม่อยู่เพราะ เศรษฐกิจดิจิทัล ที่ขยายตัวได้รวดเร็วกว่า เข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าและมีปัจจัยโน้มน้าวการตัดสินใจของผู้บริโภคมากกว่า

ในที่สุดก็จะมีผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจระดับประเทศและระดับโลก

ความหายนะของธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง จากตัวเลขของ Coresight research เปิดเผยตัวเลขในรอบ 9 เดือนของปีนี้ มี ร้านค้าปลีก ปิดตัวไปแล้วมากกว่าร้อยละ 40 ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้านค้าปลีกในสหรัฐฯ คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีร้านค้าปิดตัวถึง 12,000 แห่ง อาทิ Playess ล้มละลายปิดร้านค้าทั้งหมด 2,300 ร้าน Apparel ปิดไป 110 ร้าน Forever 21 ที่มีสินค้าจำหน่ายในบ้านเราด้วย ประกาศล้มละลายปิดร้านค้าใน 40 ประเทศ

จะกระทบกับภาคแรงงานและภาคสังคมอีกมากน้อยแค่ไหน

นี่เป็นแค่หนังตัวอย่าง ในอนาคตอีกไม่ใกล้ไม่ไกล จะเห็น ธุรกิจยักษ์ใหญ่ ต้องประสบปัญหาอย่างหนัก อาทิ ธุรกิจโทรคมนาคม ที่จะเปลี่ยนจาก การใช้คลื่นความถี่ เป็นการใช้สัญญาณ wifi ที่จะยิงสัญญาณให้ใช้ฟรีไปทั่วโลก ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะ กูเกิล กำลังทดลองระบบอยู่ ใน บางจังหวัดของประเทศไทย ถูกใช้เป็นพื้นที่ทดลองระบบอยู่ในเวลานี้ด้วย

ต้นทุนที่ถูกกว่าไม่ต้องมีเสาสัญญาณ ไม่ต้องมีสถานีโครงข่าย แต่ทุกพื้นที่จะอยู่ภายใต้สัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง กว่าระดับ 5G จะอยู่ในป่าในเขา กลางทะเลก็รับสัญญาณได้ มี 3 บริษัทที่ประกาศใช้ระบบการสื่อสารดังกล่าว อะเมซอน มีแผนจะนำดาวเทียมกว่า 3 พันดวงขึ้นสู่วงโคจร วันเว็บ จะส่งดาวเทียม 600 ดวงให้ได้ภายในปี 2564 สเปซเอ็กซ์ ของ อีลอน มัสก์ เพิ่งได้รับอนุญาตให้ส่งดาวเทียม 12,000 ดวงเชื่อมเครือข่ายอินเตอร์เน็ตผ่านสตาร์ลิงก์

บ้านเราเพิ่งจะเริ่มโครงการ 5G

ตราบใดที่เรายังเดินตามก้นเทคโนโลยี และไม่เข้าใจและเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างแท้จริง การจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศเป็น 4.0 หรือดิจิทัล ไม่น่าจะเกิดประโยชน์ใดๆกับประเทศ และน่าจะเป็นความฝันหลอกๆ

ตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจถึงเศรษฐกิจแบบพอเพียงอย่างแท้จริง มุ่งแต่ประโยชน์ทางการเมืองและผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น นอกจากการบริหารประเทศจะผิดทิศผิดทางแล้ว กำลังจะนำประเทศไปสู่การล้มละลาย.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th 

https://www.thairath.co.th/news/business/market-business/1677828

  • หลงรัก
    3
  • ว้าว!
    4
  • ขำขำ
    2
  • เศร้า
    1

2 ความคิดเห็น

 
ICT

อย่าลอยแพ.."สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ"

สัปดาห์นี้ไปดู “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” ในยามที่ยังไร้ ผอ.คนใหม่ หวังว่าคงไม่ถูกลอยแพ “ข้าราชการ” นั่งทำงานแบบไม่รู้ทิศทาง

พุธที่ 9 ตุลาคม 2562 เวลา 11.00 น.

หลังจาก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ เกษียนอายุราชการลง ทุกอย่างเหมือนยังอยู่ในสภาวะเงียบงันวังเวงดังสวนไผ่หลังพุทธมณฑล ไม่พบแม้กระทั่งคำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ “มาแบบแปลกๆ แล้วก็ไปแบบแปลก ๆ” ซ้ำมีคดีติดตัวต้องไปแก้ต่างกันอีกหลายคดี ต่อจากนี้ พ.ต.ท.พงศ์พร ชีวิตหลังเกษียณคงไม่มีสุขมากนัก แม้ท่านตั้งใจมาดี แต่สิ่งที่ท่านได้กระทำลงไป “มีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ” ผมอยูในวงการสื่อมาหลายปี ซ้ำชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับสื่อรัฐ เวลานักการเมือง ขอย้ำว่าทุกพรรค เข้ามาบริหารมาคุมสื่อ สั่งด้วยปากเปล่า สุดท้ายหากฝ่ายตรงข้ามเล่นงาน คนที่บอบช้ำหนักที่สุดคือ ข้าราชการประจำ บางรายชีวิตหลังเกษียนวุ่นอยู่กับจัดเตรียมเอกสารชี้แจง ขึ้นโรงขึ้นศาล บางรายโชคดีลูกน้องเก่าดีสร้างบารมีความดีไว้บ้างพอจะจัดหาให้ บางรายเกษียนแล้วอย่าว่าแต่จะจัดหาเอกสารให้เลยเข้ามาที่ทำงานจะหาที่จอดรถยามก็ยังไม่แลมอง น้ำสักแก้วก็ไม่มีให้ดื่ม อันนี้สัจจธรรมชีวิตหลังเกษียน ในฐานะผมกับ พ.ต.ท.พงศ์พร เคยสนทนาธรรมกันประมาณสองรอบขออำนวยพรให้ท่านโชคดีชีวิตหลังเกษียณ

ในขณะนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขวัญกำลังใจการทำงานของข้าราชการคงไม่ต่างจากการอยู่ในภาวะสุญญากาศเหมือนถูกลอยแพ เนื่องจากยังไม่มีผู้บังคับบัญชาในตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธฯ ไม่รู้จะฟังใครในการบังคับบัญชา รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 3 คน ก็ยังไม่รู้ว่า “มีสิทธิครองเบอร์หนึ่งหรือไม่” นั่งอยู่ประเภทตีนลอย หรือจะมาแบบแปลกๆ อีกรอบ หรือกระทั้งข้าราชการในสำนักงานพุทธฯ เอง บางคนยังหวาดผวามโนถึงแนวคิดของอดีตรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วว่า “อาจยุบสำนักงานพุทธฯ รวมเข้ากับกระทรวงวัฒนธรรม” หากเป็นไปดังนี้จริง รัฐบาลคงเจอแรงกระเพื่อมจากสังคมชาวพุทธแน่ๆ

การสรรหา ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนใหม่ รัฐมนตรี เทวัญ ลิปตพัลลภ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คงต้องขยันไปกราบพระมหาเถระบ่อยๆ การสรรหา ผอ.สำนักงานพุทธฯ คนใหม่ ต้องขอความคิดเห็นจากคณะสงฆ์ด้วยและคณะสงฆ์ในความหมายของผมนี่ มิใช่แค่สมเด็จพระราชาคณะเท่านั้น สมเด็จพระราชาคณะท่านผู้ใหญ่แล้ว “ใครจะมาจะไปไม่กระทบ” รัฐมนตรีเทวัญต้องไปหารูปใดบ้าง องค์กรไหนดี ทำงานร่วมกับคณะสงฆ์มาประมาณ 2 เดือนแล้วคงมีข้อมูล หากไม่ทราบให้ทีมงานติดต่อมาจะแนะนำให้

คุณสมบัติสำคัญคนที่จะมาเป็น ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นอกจากจะต้องรู้เรื่องการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว หลักสำคัญต้องรู้เรื่องงานเกี่ยวกับคณะสงฆ์และต้องเป็นคนในแวดวงงานศาสนาด้วย อย่าลืมว่าพระสงฆ์เมืองไทยเป็นสถาบันหลักหนึ่งของชาติ หากกิจการพระศาสนา กิจการคณะสงฆ์ได้รับผลกระทบสถาบันหลักของชาติได้รับผลกระทบด้วย ประวัติศาสตร์ในอดีตที่ผ่านมาคำว่า ชาติ ศาสน์ พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องยืนยัน คณะสงฆ์เปรียบเสมือนภูมิคุ้มกันของชาติในด้านภายใน ส่วนทหารคือรั้วของชาติภูมิคุ้มกันป้องกันภัยจากภายนอก หวังว่ารัฐมนตรีเทวัญคงทราบความหมายตรงนี้ดีและตีโจทย์แตก

ส่วนตำแหน่งของ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตอนนี้ประเทศไทยฟ้าเปลี่ยนสีมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่พยายามมุ่งมั่นให้ประเทศเกิดความปรองดอง มีรัฐบาลที่พยายามให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังด้วยความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน หวังว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคงได้เบอร์หนึ่งเร็วๆ นี้ หวังว่าคงไม่ถูกลอยแพข้าราชการนั่งทำงานแบบไม่รู้ทิศทางดั่งเช่นปัจจุบัน และหวังที่สุดคือ คงได้ผอ.งานพระพุทธศาสนาคนใหม่ที่ประนีประนอมร่วมงานกับคณะสงฆ์ได้อย่างราบรื่น บางคนบอกนึกถึงคนเก่าแล้วถอดหายใจเฮือกด้วยความผวา..!!

..................................

คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง

โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com

ขอบคุณที่มาภาพ : https://2g.pantip.com/cafe/blueplanet/

... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/735591

  • หลงรัก
    2
  • ว้าว!
    3
  • ขำขำ
    5
  • เศร้า
    1
 
3 ส

ไอ่เห้ตูบ

โมโห

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    2
  • ขำขำ
    3
  • เศร้า
    1