อย่าไปจริงจังอะไรมาก.

อย่าไปจริงจังอะไรมาก.

อาละดินปราบยักษ์
อาละดินปราบยักษ์

https://www.thairath.co.th/content/1436563

ยักษ์ในนิทานอาหรับราตรี ตอบแทนคุณอาละดิน ช่วยให้ ออกจากตะเกียง ด้วยการให้ขอพรวิเศษได้สามข้อ...อ่านกันตั้งแต่รุ่นปู่ ถึงรุ่นหลานเหลน

แต่ยักษ์ตนเดียวกัน ในตะเกียงวิเศษเหมือนกัน ที่ ผศ.ดร.วิรณัฐ โรจนประภา เล่าไว้ในหนังสือ คิดใหม่ สู่จิตเศรษฐี (สาละพิมพการ พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2560) ให้อาละดินขอพรได้ไม่จำกัด

แต่มีข้อแม้...เมื่อยักษ์เนรมิตให้แล้ว อาละดินจะต้องขอพรข้อต่อไป หากไม่สามารถขอพรต่อได้

ยักษ์จะกินอาละดิน

เงื่อนไขนี้ ฟังดูเผินๆน่าจะดี ยิ่งถ้าเป็นคนใจร้อนด่วนได้ไม่ตรองให้รอบคอบ รีบโดดตะครุบ วันไหนคิดขอพรข้อต่อไปไม่ทัน ก็ตาย

อย่าลืม ยักษ์ตนนี้เป็นยักษ์วิเศษ เสกทุกสิ่งได้ทันใจ จะเอาอะไร เอาของ เอาเมือง จะไปที่ไหน สั่งปุ๊บยักษ์ทำให้เสร็จปั๊บ

หยุด...คิดต่อสักนิด ผู้ขอพรแทบจะไม่มีเวลาได้เสพสุขจากพรข้อที่ขอ เพราะจะต้องนึกแล้วสั่งต่อ ไม่อยากตายต้องหาเรื่องสั่งต่อไปเรื่อยๆ และเรื่อยๆ

ดร.วิรณัฐชอบพล็อตเรื่องอาละดินพล็อตนี้มาก เพราะสะท้อนภาพชีวิตคนเราจริงๆได้ชัด

ยักษ์ในตะเกียงวิเศษ แท้จริงแล้วก็คือ “ความคิด” ของเรานี่เอง

ยักษ์วิเศษอย่างไร เนรมิตพรได้ทันใจแค่ไหน ความคิดมนุษย์ก็เลิศไม่แพ้กัน ดลบันดาลสรรพสิ่งให้ได้ดังหวัง

อยากร่ำรวยก็ใช้ความคิด คิดหาลู่ทางการลงทุน อยากสำเร็จก็ใช้ความคิด คิดวางแผนกลยุทธ์ ทั้งยังไม่ต่างจากยักษ์ คือต้องคอยหางานให้ทำ

ไม่เช่นนั้นยักษ์ หรือความคิดนี้ ก็จะทำร้ายเราเอาถึงตาย

ลองนึกดู จริงไหม เราถูกความคิดคอยบงการ คอยไสหัวไปทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด ไม่เคยที่จะว่างเว้น

ทั้งเมื่อใดที่หยุด ก็เหมือนจะตายกันจริงๆ

วิธีที่จะรอดจากยักษ์ตนนี้ มีทางเดียว ต้องหางานที่สั่งครั้งเดียวแล้วยักษ์สามารถทำได้โดยไม่หยุด

ในนิทาน (แปลง) อาละดินฉลาดพอ ที่จะสั่งให้ยักษ์ปีนต้นไม้ใหญ่ ให้ขึ้นแล้วลง ลงแล้วก็ขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อใดที่อาละดินต้องการ ก็สั่งให้ยักษ์หยุดแล้วขอพร ขอแล้ว ก็ให้ยักษ์ปีนต้นไม้ต่อ

ดร.วิรณัฐเอาเรื่องยักษ์มาเปรียบจิตเราเอง หากเราไม่อยากตายก็ต้องหางานให้จิตทำ

งานที่ให้จิตทำ ก็คือตามรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งไปเรื่อยๆ อย่างเช่นตามรู้ลมหายใจเข้าออกไปเรื่อยๆ ตามรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายไปเรื่อยๆ

จะใช้จิตเมื่อไรก็ค่อยหยุด

แล้วค่อยสั่งให้จิตคิดทำสิ่งนั้นๆ คิดเสร็จแล้วก็มารู้ลมหายใจ รู้กายต่อ

ทำได้เช่นนี้ ก็เท่ากับเราเป็นนายของยักษ์อย่างแท้จริง มีพรอันไม่จำกัดให้เราได้ใช้ตลอดไป เนรมิตประโยชน์ใหญ่ให้เราไม่รู้จบ

ผมอ่านนิทานเรื่องอาละดิน กับตะเกียงวิเศษ ฉบับนี้แล้วนับถือ ผศ.ดร.วิรณัฐมากขึ้น จากพื้นฐานความรู้จักเดิม เคยไปร่วมกิจกรรม ไปกินอาหารมังสวิรัติ ที่บ้านอารีย์ไม่กี่ครั้ง

ขอบคุณซ้อ เจ้าของตึกร้านกาแฟ ใต้สถานีรถไฟฟ้าสะพานควาย ที่ยื่นหนังสือให้ ซ้ออาจไม่รู้ว่า สำหรับบางคน ธรรมทานคือของขวัญล้ำค่า

จะเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น หากได้ส่งไปให้นักการเมืองอ่าน...อ่านแล้วเผื่อพวกเขาจะรู้ว่า งานของยักษ์ขึ้นๆลงๆต้นไม้... ก็คืองานที่พวกเขาอาสาเข้ามาแย่งกันทำ.

กิเลน ประลองเชิง

การ์ตูน เซีย

เราจะทำตามสัญญา
เราจะทำตามสัญญา

https://www.thairath.co.th/content/1436560

นาทีนี้ เป็นนาทีฉุกเฉินที่ พรรคการเมืองทุกพรรค จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อลงสนามเลือกตั้ง ซึ่งทุกพรรคพยายามจะปากแข็งส่งผู้สมัครลงครบ 350 เขต แต่ถึงเวลาจริงๆ โอกาสที่ พรรคเล็ก จะส่งครบทุกเขตคงเป็นไปไม่ได้ แค่ส่ง ส.ส.ให้ครบ 4 ภาคตามที่กฎหมายกำหนดก็หืดขึ้นคอแล้ว

เวลาในการหาเสียง จะถึง 60 วันหรือไม่นับไปจนถึงวันที่ 24 ก.พ.2562 ก็เป็นอีกเรื่อง รวมทั้งเรื่อง แบ่งเขตเลือกตั้ง พรรคการเมืองต้องปลงให้ตก มีเลือกตั้งดีกว่าไม่มี โดยเฉพาะคนที่เป็น นักการเมืองมืออาชีพ อดอยากปากแห้งมาหลายปี ถ้าให้ตกงานต่อไปอีก คงเฉาปากตายพอดี

อดีต ส.ส.หลายคนชาวบ้านก็ลืมไปแล้วเพราะเราว่างเว้นจากการเลือกตั้งมา 7 ปี แฟนคลับหลายคนคงอยู่รอไม่ไหว ยิ่งเด็กรุ่นใหม่ไม่มีใครรู้จัก อดีต ส.ส.หลายคนอายุอานาม 70-80 ปี เริ่มจะแพ้สังขารสู้คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงไม่ได้ โดยเฉพาะหน้าตานักการเมืองรุ่นใหม่ต้องเอาสวยเอาหล่อไว้ก่อน เรื่องสมองเรื่องประสบการณ์เป็นอันดับรอง

อย่าลืมว่าการเลือกตั้ง แบบสัดส่วนผสม ที่คนร่างรัฐธรรมนูญอ้างว่า ทุกคะแนนต้องมีความหมาย แตกต่างจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา จากพรรคเดียวเบอร์เดียวเป็นพรรคเดียวหลายเบอร์ พรรคเดียวกันจังหวัดเดียวกันแต่คนละเขต ก็คนละเบอร์ หัวหน้าพรรคการเมืองไม่ต้องแหกตาตื่น ไม่ต้องรอจับสลากให้เมื่อยตุ้ม ได้เบอร์ไหนก็เบอร์นั้น เผอิญว่า มีพรรคการเมืองที่ประกาศจะลงสมัครเลือกตั้ง 80-90 พรรค คนที่ได้เบอร์เลขสองตัว คงเสียเปรียบยิ่งกว่า การแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่ออกมาร้องโวยวายกันเสียอีก

เข้าใจว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ชาวบ้านคงปวดขมองพอสมควรเพราะแต่ละพรรคการเมืองสัญญาว่าจะให้โน่นให้นี่ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้กฎหมาย ออกนโยบายสารพัดรูปแบบ ทั้งประชานิยม ประชารัฐ มหานิยม ไทยนิยม จำไม่หวาดไม่ไหว หลังเลือกตั้งเสร็จแล้วก็จะเป็นอีกอารมณ์

การเมืองก็ว่ากันไป เศรษฐกิจก็ว่ากันไป แต่คาดกันว่าเงินทองจะสะพัดในช่วงเลือกตั้งที่ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถึงมือรากหญ้ามากที่สุด นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่า การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า จะทำให้มีเม็ดเงินจากการหาเสียงหมุนเวียน ประมาณ 3-4 หมื่นล้าน และ การเลือกตั้งท้องถิ่น คาดจะสะพัดอีกประมาณ 4 หมื่นล้าน รวมๆแล้วก็เกือบแสนล้านบาท โดยทุกแสนล้านบาท จะทำให้ จีดีพี โตขึ้นประมาณร้อยละ 0.7 ยังไม่รวมกับ งบประมาณภาครัฐ ที่ใช้ในการเลือกตั้ง ส.ส.อีกประมาณ 5 พันล้าน เลือก ส.ว.อีกประมาณ 1.3 พันล้าน

คิดกันขำๆ ถ้าเศรษฐกิจจะโตร้อยละ 0.7 ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งจริง ประเทศไทย ไม่ต้องทำอะไรมาก จัดเลือกตั้งปีละครั้ง 4 ปีเศรษฐกิจโตชัวร์ร้อยละ 2.8 คนชั้นฐานราก ประเทศยังมีโอกาสลืมตาอ้าปากจากสารพัดนโยบายลดแลกแจกแถม มีเงินสดฝากเข้าบัญชีธนาคารให้อุ่นกระเป๋าอีกต่างหาก โดยไม่ต้องออกแรงให้เมื่อยตุ้ม เพราะทุกคะแนนมีความหมาย

ทั่วโลกอาจจะรุมประณามว่าประชาธิปไตยเมืองไทยยังล้าหลังมีการซื้อสิทธิขายเสียงก็อย่าไปสนใจ ฟังหูไว้หู ส่วนที่ไปโฆษณากันเอาไว้ว่าจะเป็นการปฏิรูปการเมืองไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ก็อย่าไปจริงจังอะไรมาก.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th

**

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0

2 ความคิดเห็น

 
3 ส

ติดตามครับ

YES !

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0
 
มังกรดำ

ง่ายนิดเดียว

ขอพรข้อรองบ๊วยที่ต้องการมากที่สุด

และจากนั้นน ขอพรว่า.....

.ขอให้พรข้อนี้เป็นข้อสุดท้ายโดยยักษ์สาปสูญไปตลอดกาล....

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0