หวังว่าน่าจะพอมี “ใคร” ในบ้านนี้เมืองนี้ ที่ควรจะได้อ่านเรื่องนี้...สักคน.

หวังว่าน่าจะพอมี “ใคร” ในบ้านนี้เมืองนี้ ที่ควรจะได้อ่านเรื่องนี้...สักคน.

หวังว่าน่าจะพอมี “ใคร” ในบ้านนี้เมืองนี้ ที่ควรจะได้อ่านเรื่องนี้...สักคน.

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1306561

*********

**********

'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 7

สัปดาห์นี้ขอบอกว่าอุบาสกและอุบาสิกาที่ทำบุญกับ “ภิกษุทุศีล” จะไม่ได้รับอานิสงส์ผลบุญใดๆ แม้แต่การอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วก็ไม่เกิดผล เป็นอย่างไรต้องติดตาม

พฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน 2561 เวลา 10.00 น.

“ภิกษุ” ที่ล่วงละเมิดสิกขาบทในพระวินัย ซึ่งเป็นโทษสถานเบา เป็นโทษที่สามารถแก้ไขได้โดย “การปลงอาบัติ” โทษสถานเบาที่กล่าวถึงมีดังนี้ อาบัติอนิยต อาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ อาบัติปาจิตตีย์ อาบัติปาฎิเทสนียะ อาบัติทุกกฏ อาบัติทุพภาษิต

“การปลงอาบัติ” เป็นพุทธบัญญัติสำหรับภิกษุ เพื่อแก้ไขความผิดที่ได้ล่วงละเมิดสิกขาบทไปแล้ว มีจุดประสงค์ไม่ให้ทำความผิดเช่นนี้อีก เพื่อความบริสุทธิ์ของภิกษุในการอยู่ร่วมกันของหมู่สงฆ์ ภิกษุที่ล่วงละเมิดสิกขาบทหากไม่ปลงอาบัติก็เป็นภิกษุที่ไม่มีศีลบริสุทธิ์หรือเป็น “ภิกษุทุศีล” เมื่อมรณภาพไปแล้วก็จะถูกฉุดคร่าไปสู่อบายภูมิ

ส่วนอุบาสกและอุบาสิกาที่ทำบุญกับภิกษุทุศีลก็จะไม่ได้รับอานิสงส์ผลบุญใดๆ แม้แต่การอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วก็ไม่เกิดผล

“อาบัติอนิยต” เป็นอาบัติที่ไม่แน่นอน ต้องปรับตามที่ยอมรับตามความเป็นจริง มี 2 ข้อ คือ

ข้อ 1. ภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิง 2 ต่อ 2 ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มาพูดขึ้นด้วยธรรม 3 อย่าง คือ ปาราชิก หรือสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจำเพาะธรรมอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น

ข้อ 2. ภิกษุนั่งในที่ลับหูกับหญิง 2 ต่อ 2 ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มาพูดขึ้นด้วยธรรม 2 อย่าง คือสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจำเพาะธรรมอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น

“อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์” เป็นอาบัติที่ยังจิตให้ตกไปจากกุศล ต้องสละวัตถุสิ่งของที่เป็นเหตุให้ต้องอาบัติก่อนจึงจะแสดงอาบัติและพ้นจากอาบัติได้ แบ่งเป็น 3 วรรค มีวรรคละ 10 ข้อ ได้แก่ จีวรวรรคที่ 1, โกสิยวรรคที่ 2, ปัตตวรรคที่ 3

เพื่อให้พุทธบริษัทมีความรู้และความเข้าใจในความสำคัญของ “โกสิยวรรค” ที่มีความละเอียดลึกซึ้งเกี่ยวกับทองและเงินซึ่งไม่ควรแก่ภิกษุและเป็นอันตรายอย่างยิ่งยวดแก่ภิกษุ จึงได้นำข้อ 8 ข้อ 9 และข้อ 10 ในโกสิยวรรคมาให้ได้รับทราบกันดังนี้

ข้อ 8. ภิกษุรับเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นรับก็ดี ซึ่งทองและเงิน หรือยินดีทองและเงินที่เขาเก็บไว้เพื่อตน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์

ข้อ 9. ภิกษุทำการซื้อขายด้วยรูปิยะ คือของที่เขาใช้เป็นทองและเงิน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์

ข้อ 10. ภิกษุแลกเปลี่ยนสิ่งของกับคฤหัสถ์ ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์

ฉะนั้น “ภิกษุ” จึงต้องศึกษาพระธรรมตามที่ “พระพุทธองค์” ทรงแสดงไว้ และประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทในพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ด้วยความเคารพอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้นแล้วก็ไม่ใช่ภิกษุในพระธรรมวินัย ซึ่งแทนที่จะดำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญมั่นคงสืบไป กลับเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาอย่างไม่น่าให้อภัย

เพื่อให้พุทธบริษัทมีความรู้และเข้าใจในพระธรรมวินัยอย่างถูกต้องและมีความมั่นคงต่อพระพุทธศาสนา จึงได้น้อมนำ “พระพุทธพจน์” มาให้ได้รับทราบกันดังนี้...

ข้อความในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ มีว่า...

“ดูกร ภิกษุทั้งหลาย มีอยู่ พวกมนุษย์ที่มีศรัทธาเลื่อมใส มนุษย์เหล่านั้น ย่อมมอบเงินและทองไว้ในมือแห่งกัปปิยการก (ผู้กระทำสิ่งที่เหมาะควร) ทั้งหลาย สั่งว่าพวกท่านจงจัดของที่ควรถวายแก่พระผู้เป็นเจ้า ด้วยเงินและทองนี้ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้ยินดีสิ่งของซึ่งเป็นกัปปิยะ (สมควร) จากเงินและทองนั้น, ดูกร ภิกษุทั้งหลาย แต่เราหากล่าวไม่เลยว่า ภิกษุพึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงิน โดยปริยายไรๆ”

ข้อความในพระวินัยปิฎก จุลวรรค มีว่า...

“ทองและเงิน ไม่ควร แก่สมณะเชื้อสายพระศากยบุตร, พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ไม่ยินดีทองและเงิน, พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ไม่รับทองและเงิน, พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร มีแก้ว และทอง วางเสียแล้ว ปราศจากทองและเงิน”

ข้อความในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ มีว่า...

“อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับ ก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือ ยินดีทอง เงิน อันเขาเก็บ ไว้ให้ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์”

การอนุเคราะห์และเกื้อกูลในสิ่งที่เหมาะควรแก่ภิกษุของอุบาสกและอุบาสิกาจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้ภิกษุล่วงละเมิดสิกขาบทโดยวิธีการปวารณา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ภิกษุขอได้ในสิ่งที่เหมาะควรในปัจจัย 4 ได้แก่ จีวร อาหาร ยารักษาโรค เสนาสนะ โดยกำหนดวันที่ให้ขอหรือให้ภิกษุขอได้ตลอดไป โดยบอกกล่าวแก่ภิกษุว่า “ข้าพเจ้าประสงค์จะปวารณาต่อพระภิกษุด้วยปัจจัย 4 ตามกำหนดเวลาหรือตลอดไป”

ส่วนอีกวิธีการหนึ่ง อุบาสกและอุบาสิกามอบเงินให้แก่ “ไวยาวัจจกรณ์” หรือ “กัปปิยะการก” แล้วแจ้งแก่ภิกษุทราบว่าหากมีความประสงค์ในสิ่งใดก็ให้แจ้งกับไวยาวัจจกรณ์ หรือกัปปิยะการก ซึ่งจะเป็นผู้ดำเนินการให้

เงินทองเป็นของต้องห้ามสำหรับภิกษุในทุกกรณี เมื่อบวชเป็นภิกษุก็เป็นผู้สละแล้วในทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดา ญาติมิตร อาคารบ้านเรือน ทรัพย์สมบัติต่างๆ แล้วไยจึงมีความยินดีพอใจกับการรับเงินและทอง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นการล่วงละเมิดสิกขาบท ภิกษุซึ่งอยู่ในเพศบรรณพชิตจึงต้องขัดเกลากิเลสให้เบาบางลง ไม่ใช่พอกพูนกิเลสเช่นเดียวกับคฤหัสถ์ ซึ่งเป็นปุถุชนที่มีกิเลสหยาบหนา

ในเมื่อฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายพุทธจักรจะร่วมกัน “ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์” ขอให้มีการปฏิรูปเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ภิกษุเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย กล่าวคือ...

“ภิกษุที่รับเงินและทองหากไม่ปลงอาบัติด้วยการแสดงความละอายต่อความผิดและสละเงินทองที่ได้มาก็ให้ลาสิกขาเสีย บัญชีเงินฝากที่มีอยู่ในธนาคารในนามส่วนตัวของภิกษุหากไม่โอนเป็นบัญชีเงินฝากของวัดก็ให้ลาสิกขาเช่นเดียวกัน”

รวมถึงการจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ของวัดให้เป็นหน้าที่ของอุบาสกและอุบาสิกา ซึ่งเป็นกรรมการวัด เพื่อเป็นการรักษา “พระธรรมวินัยและดำรงพระพุทธศาสนา” ให้มีความเจริญมั่นคงสืบไป.
….........................................

คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ

โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”

บทความที่เกี่ยวข้อง
'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 1
'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 2
'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 3
'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 4
'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 5
'พระพุทธศาสนา'ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ! ตอน 6
  ... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/649007

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0

2 ความคิดเห็น

 
3 ส

ติดตามครับ

OK

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0
 
somanyl

ถือศิลครบทุกข้อก็ใช่ว่าจะบรรลุธรรม

ผู้บรรลุธรรม ก็ใช่ว่าจะถือศิลทุกข้อ

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0