สุชาติ สวัสดิ์ศรี "เจ้า" ข้อสังเกตที่ไม่เล็ก

สุชาติ สวัสดิ์ศรี "เจ้า" ข้อสังเกตที่ไม่เล็ก

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Kanit Viseshasinha

-- ว่าด้วยพระราชโองการในค่ำวันนี้ --

๑. พระราชโองการนี้มีการขยายขอบเขตของกฎหมายบางมาตราขึ้นมาใหม่ ทั้งที่พระราชอำนาจการปรับปรุง แก้ไข ตีความกฎหมายต้องได้รับความยินยอมจากประชาชนเสียก่อน หรือจากตัวแทนของประชาชนซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนชาวไทย อำนาจอธิปไตยนั้นเป็นอำนาจที่ใช้ร่วมกันคือระหว่างปวงชนชาวไทยกับพระมหากษัตริย์ ดังที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตราที่ ๓ กล่าวว่า "..อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ.." ข้อความนี้จึงหมายความว่า พระราชอำนาจอธิปไตยของพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์จะทรงสามารถ "ใช้อำนาจนั้นได้"ก็ต้องผ่านทั้งสามเสาหลักคือรัฐสภา(นิติบัญญัติ) คณะรัฐมนตรี(บริหาร) และศาล (ตุลาการ) ซึ่งเป็นแหล่งของอำนาจอธิปไตยเสียก่อน เหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีผู้รับสนองพระราชโองการ อันเป็นไปตาม "ประเพณีการปกครองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข" ที่ว่า "The king can do no wrong" ซึ่งหมายว่า พระราชโองการ หรือ กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงประกาศออกมาทั้งสิ้นนั้น พระมหากษัตริย์จะไม่ต้องทรงรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าจะออกมาในพระนามของพระมหากษัตริย์ เพราะได้มีผู้รับผิดชอบแทนพระมหากษัตริย์แล้ว นั้นคือ ผู้รับสนองพระราชโองการ นับเป็นหลักที่มีไว้เพื่อป้องกันพระมหากษัตริย์ในกรณีที่มีความผิดพลาดจากประกาศของพระมหากษัตริย์เอง เพราะผู้ที่จะควรรับผิดจากพระราชโองการหรือกฎหมายในกรณีนั้น ๆ จะต้องเป็น ผู้รับสนองพระราชโองการ ดังนั้นเมื่อพระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจอธิปไตยแล้ว พระมหากษัตริย์จำเป็นต้องใช้ผ่านทั้งสามฝ่ายไม่ทางใดทางหนึ่ง "เท่านั้น" พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงใช้พระราชอำนาจในการออกพระราชโองการ โดยไม่มีผู้รับสนองพระราชโองการได้ เพราะจะทำให้พระมหากษัตริย์ ทรงตกอยู่ในสภาวะที่ทรงลงประกาศเอง

๒. พระราชโองการนี้ได้ขยายความหมายภายในรัฐธรรมนูญด้วยตัว"พระราชโองการ"เอง ดังความที่ปรากฏในพระราชโองการว่า "..ตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผู้ใดจะละเมิด กล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้..." ความที่ปรากฏในพระราชโองการนี้ นับเป็นการเอามาจากความที่มาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖ ความว่า "..องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้.." แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า พระราชโองการได้ขยายความหมาย "เพิ่มเติม" ในมาตรา ๖ เข้าไป "ใหม่" ความว่า

"...ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมครอบคลุมถึงพระราชินี พระรัชทายาทและพระบรมราชวงศ์ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ ดังที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจร่วมกับพระองค์หรือแทนพระองค์อยู่เป็นนิจ ดังนั้นพระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ จึงอยู่ในหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรงตำแหน่งใด ๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข..."

พระราชโองการนี้ จึงเท่ากับว่า ได้ทรงมีพระราชอำนาจขยายขอบเขตของความหมายที่ปรากฏในมาตรา ๖ หมวดพระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย "อย่างมาก" กล่าวคือ หากเรามองย้อนกลับไปที่มาตรา ๖ อันเป็นสิ่งที่พระราชโองการอ้างถึงนั้น เราจะพบว่า ในมาตราที่ ๖ กล่าวถึงแต่เพียง "องค์พระมหากษัตริย์" แต่เพียงเท่านั้น!!! และรัฐธรรมนูญย้ำอย่างชัดเจนว่า "องค์พระมหากษัตริย์" มิได้ขยายไปยังพระองค์อื่นแต่อย่างใด แต่ภายในข้อความของพระราชโองการค่ำวันนี้นี้ ได้มีการขยายขอบเขตตีความกว้างขวางขึ้นไปเสียแล้ว เพราะได้ นับรวมว่า มาตรา ๖ หมวดพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นี้ ครอบคลุมไปถึง พระราชินี รัชทายาท และพระบรมวงศ์ด้วย นับเป็นการตีความมาตรา ๖ ในรัฐธรรมนูญที่กว้างกว่าที่ในรธน.บัญญัติไว้เสียเอง นั้นเท่ากับว่า ตอนนี้ พระมหากษัตริย์ได้ทรงใช้พระราชอำนาจขยายความในรัฐธรรมนูญด้วยพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เองด้วย โดยปราศจาก ความเห็นชอบของประชาชน ผู้ใชอำนาจอธิปไตยร่วมกับพระมหากษัตริย์

๓. พระราชโองการนี้ นับเป็นพระราชโองการเฉพาะพระองค์ เพราะไม่มีใครรับสนองพระราชโองการ และพระราชโองการนี้ก็ทรงประกาศในนามของ "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"แต่เพียงเท่านั้น นั้นเท่ากับว่า ความที่ปรากฏในพระราชโองการทั้งหมด ล้วนเป็นพระราชโองการที่มาจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่เพียงพระองค์เดียว อันเนื่องด้วยในฐานะที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้เป็นใหญ่ในพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวง

๔. พระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีพระราชอำนาจ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือตีความรัฐธรรมนูญด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้ย่อมต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ใช้อำนาจอธิปไตยร่วมกับพระมหากษัตริย์นั้นคือ ปวงชนชาวไทย ด้วย (ตามที่มาตรา ๓ ในรัฐธรมนูญบัญญัติไว้) นั้นเท่ากับว่า ตอนนี้พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจนั้นด้วยพระองค์เองเสียแล้วในการตีความรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในมาตราที่ ๖ ซึ่งเท่ากับว่า ทรงมีพระราชอำนาจส่วนพระองค์ในการตีความรัฐธรรมนูญ และแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเกือบจะเรียกได้ว่า ทรงมีพระราชอำนาจดังสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียด้วย นั้นคือ พระราชโองการที่ออกจากพระมหากษัตริย์ นับว่าเป็นกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

ข้อน่าสังเกต​ : ในการประกาศของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย​ทางทีวี ผู้ประกาศ​ กล่าวไว้ในช่วง​ต้น​ๆ​ว่า​ ".. พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ทุกพระองค์อยู่เหนือกฎหมาย.." ​ แต่ในประกาศพระราชโองการในราชกิจจานุเบกษา​ กลับไม่ปรากฏคำว่า​..อยู่เหนือกฎหมาย​.. แต่ปรากฏคำว่าอยู่เหนือการเมือง​ เท่านั้น นั้นเท่ากับว่าในการประกาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ​ ผูุ้ประกาศพระราชโองการได้มีการเพิ่มคำว่า​ เหนือกฎหมาย​ ไปด้วย​ แต่ในประกาศราชโองการไม่ปรากฎ

หากมีข้อผิดพลาดใด หรือข้าพเจ้าละเลยสิ่งใด ขอช่วยชี้แนะ

ข้อเขียนทั้งหมดนี้มีขึ้น ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเห็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในไทยอย่างแท้จริง

 *****************

**************************

*********************************************

สุชาติ สวัสดิ์ศรี

11 ชม. ·
 

เจ้า

ถึงแม้เจ้า
จะสร้างกฎ
มาให้คนเป็นทาส
เจ้าก็เป็นคน

เจ้าเป็นใคร
เจ้าเป็นคน

คนเป็นใคร
คนไม่ใช่ทาส

สุชาติ สวัสดิ์ศรี

เขียนเมื่อ พ.ศ.2512
รวมพิมพ์ครั้งแรก ใน "ความเงียบ"
รวมเรื่องสั้นและบทร้อยกรอง

สำนักพิมพ์หนังสือ พ.ศ.2515

7 ความคิดเห็น

 
3 ส

วิ่ง

 
สมิงบ้านไร่

14

 
Prem

....เยี่ยมครับ...ผมเชียร์

 
Mamahoo

อ่านโพสต์ นี้ทบทวนหลายครั้ง ขอบคุณ คุณ ICT มากครับ

 
Mamahoo

ในความเห็นของผมนะครับในมาตรา ๖ ที่ว่า "องค์พระมหากษัตริย์" แต่เพียงเท่านั้น อันนี้ ผมว่า น่าจะครอบคุมไปถึง พระราชินี และรัชทายาทด้วย โดยอัตโนมัติ ตามกฏหมายด้วยนะครับ เพราะว่าตามกฏหมาย สามีและภรรยาให้ถือว่าเป็น บุคคลเดียวกัน ครับ และรัชทายาท ก็คือผู้ที่จะขึ้นดำรงค์ตำแหน่ง เป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปนะครับ และในราชวงศ์ จักรี มี รัชทายาทอยู่เพียงสามพระองค์เท่านั้น คือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ทีดำรงค์ตำแหน่งสมเด็จพระราชกุมารมาก่อน , สมเด็จพระเทพราชกุมารี และ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาพรราชกุมารี เท่านั้นครับ ส่วน นอกจากนั้นผมว่า มาตรา๖ ไม่ครอบคุมถึงนะครับ

 
payai97

อ.สุชาติ สวัสดี..คือนักปราชญ์โดยแท้

ยอดเยี่ยม

 
willy

งงงง..

21