สัญญาณ ร้อนแรง

สัญญาณ ร้อนแรง

09.00 INDEX สัญญาณ ร้อนแรง ทางการเมือง พุ่งตรง เข้าหา “ศาลรัฐธรรมนูญ”

09.00 INDEX สัญญาณ ร้อนแรง ทางการเมือง พุ่งตรง เข้าหา “ศาลรัฐธรรมนูญ” (matichon.co.th)

09.00 INDEX สัญญาณ ร้อนแรง ทางการเมือง พุ่งตรง เข้าหา “ศาลรัฐธรรมนูญ”

ถามว่าเป้าหมายสูงสุดอันอยู่ภายใต้กระบวนการออก “คำวินิจฉัย” โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ปรากฏขึ้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน คือ

ต้องการให้จบ

อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการให้คำตอบว่าข้อเสนอ 10 ข้ออันเกิดขึ้นในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เป็นการปฏิรูปหรือว่าเป็นการล้มล้าง

และเมื่อคำตอบออกมาโดยสรุปว่าเป็น “การล้มล้าง”

ปรากฎว่าความเห็นส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นคำตอบสุดท้ายเป็นการสิ้นข้อสงสัยและพยายามที่จะนำเอาคำวินิจฉัยไปขยายผล ดังเห็นได้ จากท่าทีของกกต. ดังเห็นได้จากท่าทีของ นายณัฐพร โตประยูร

ขณะเดียวกัน “ปฎิกิริยา” อันแสดงออกตั้งแต่ก่อนการอ่านคำวินิจฉัยก็คือการปฏิเสธจากผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อยก็ 3 คนไม่ยอมรับต่อคำวินิจฉัย

นอกจากนั้น มวลชนไม่ว่าจะมาในนามแนวร่วมธรรมศาสตร์

และการชุมนุม ไม่ว่าจะมาในนามของกลุ่มทะลุฟ้าก็แสดงออกด้วยคำประกาศไม่ยอมรับต่อคำวินิจฉัยเช่นเดียวกัน

ปฎิกิริยา”และการไม่ยอมรับ “คำวินิจฉัย” นี้แหละน่าศึกษา

รูปธรรมหนึ่งแห่งการแสดง “อารยะขัดขืน” อย่างเด่นชัดก็คือ จำนวนผู้ร่วมลงชื่อต่อข้อเสนอของ “ราษฎรประสงค์ ยกเลิก 112” ที่เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน มาถึงวันที่ 10 พฤศจิกายนก็มิได้หยุดนิ่ง

ตรงกันข้าม หลังจากได้ 100,000 รายชื่อในวันที่ 6 พฤศจิกายน และได้ 200,000 รายชื่อในวันที่ 9 พฤศจิกายน

เมื่อผ่านจากการอ่านคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใน  วันที่ 10 พฤศจิกายน ตัวเลขก็ยังทะยานจาก 200,000 รายชื่อเข้าไปยัง 223,684 รายชื่อในวันที่ 12 พฤศจิกายน

ยิ่งกว่านั้นในวันที่ 11 พฤศจิกายนยังมีแถลงการณ์จาก 30 องค์กรนักศึกษาไม่ยอมรับต่อคำวินิจฉัย

และเกิดปรากฏการณ์การแฮ็กเว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญ

 

ไม่ว่าปรากฏการณ์จากแถลงการณ์ของ 30 องค์กรนักศึกษาในขอบเขตทั่วประเทศ ไม่ว่าปรากฎการณ์อันสำแดงผ่านการเคลื่อน ไหวอย่างเอกเทศ

ความหมายโดยตรงคือการปฏิเสธต่อคำวินิจฉัยของตุลาการ

เหล่านี้อาจเป็นเพียง”ปฏิกิริยา”อันเป็นเงาสะท้อนในทางความคิดที่ดำรงอยู่และยังมิได้ปะทุขึ้นเป็นการเคลื่อนไหว การชุมนุม

 

กระนั้นก็เท่ากับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการณ์มิได้จบ มิได้ยุติ

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    3
  • เศร้า
    2

8 ความเห็น

 
ICT

  • รัก
    2
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    3
 
ICT

การ์ตูน เซีย

การ์ตูน จ๊ะโอ๋

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    3
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    2
 
ICT

ใบตองแห้ง : 'ล้มล้าง' แล้วกวาดล้าง?

 
12 พ.ย. 2564-00:05 น.

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ “ปฏิรูป=ล้มล้าง” จะทำให้ประเทศสงบหรือไม่

ไม่ทันข้ามวัน เว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญก็โดนแฮ็ก กลายเป็นมิวสิควิดีโอเพลง Guillotine และ Kangaroo Court โดยยังไม่ทราบเป็นฝีมือ “เครือข่าย” ไหน

ในมุมกฎหมาย มีผู้วิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยมากมาย คงเขียนตำราได้เล่มใหญ่ และถ้าจะเอาผิดคนละเมิดอำนาจศาลในโลกออนไลน์ เอาจริงๆ คงได้เป็นแสน

แต่คำถามคือ ในมุมการเมือง จะทำให้ความขัดแย้งจบลงหรือไม่ ยุติการเคลื่อนไหวเรียกร้องของคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่ หรือยิ่งถูกฉวยไปใช้ให้สถานการณ์บานปลาย

“เรากังวลมากว่าคำวินิจฉัยของศาลจะเป็นฐานทางการเมืองให้เอาข้อหาล้มล้างการปกครองไปใช้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง ไม่มีขอบเขต และบิดเบือนกฎหมาย” ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกลกล่าว

ทั้งนี้เพราะคำวินิจฉัยของศาลตามที่อ่านคำแถลง และตามที่แถลงข่าว (ซึ่งไม่ตรงกัน ตัดข้อความบางตอนออก) ยังเปิดช่องให้ตีความได้กว้าง และยังไม่มีคำตอบชัดเจนในหลายประเด็น (ต้องรอดูคำวินิจฉัยกลาง)

ในแง่เนื้อหา 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน ข้อไหนเรียกร้องได้? ข้อไหนเรียกร้องไม่ได้? ศาลชี้เฉพาะข้อแรก ห้ามยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ซึ่งศาลบรรยายจนเกิดคำถามเซ็งแซ่ว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มีความหมายอย่างไรแน่

ข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ผิดหมดทั้ง 10 ข้อหรือไม่ การเสนอยกเลิกหรือแก้ไข 112 เป็นการ “ล้มล้าง” หรือไม่ ศาลยังไม่ได้ชี้ ขณะที่ วิษณุ เครืองาม เคยบอกว่าทำได้ตามขั้นตอนปกติของสภา เหมือนกฎหมายทั่วไป

ข้อ 10 เรียกร้องมิให้ทรงลงพระปรมาภิไธยรับรองรัฐประหาร ถ้าศาลจะชี้ว่า “ล้มล้าง” ก็คงประหลาดเกินไป ในเมื่อรัฐประหารนั่นแหละคือ “ล้มล้าง” แต่ประยุทธ์นิรโทษตัวเองได้

แต่ตอนนี้ บรรดาผู้สอพลอสนับสนุนรัฐประหาร “ล้มล้าง” แห่ออกมาตั้งข้อหาว่าใครเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน ใครเรียกร้อง 10 ข้อ ใครเสนอยกเลิกแก้ไข 112 เท่ากับ “ล้มล้าง” หมด

ในแง่พฤติกรรม ผู้ร้องขอให้วินิจฉัยการปราศรัยของอานนท์ ไมค์ รุ้ง ในม็อบ 16 สิงหา 2563 และสั่งหยุดการกระทำ แต่ศาลวินิจฉัยพฤติการณ์ต่อเนื่อง ว่ามีการกระทำเป็นเครือข่าย ขบวนการ ใช้คำหยาบ ใช้ข้อมูลเท็จ ก่อความรุนแรง แม้คนทั้งสามไม่ได้ขึ้นปราศรัย เปลี่ยนตัวแกนนำ หรือม็อบไม่มีแกนนำ แล้วสั่งให้องค์กรเครือข่ายหยุดการกระทำถึงอนาคต

คำวินิจฉัยส่วนนี้กว้างมาก ทำให้อำนาจรัฐสามารถตั้งข้อหาล้มล้างการปกครองกับม็อบราษฎร ม็อบแนวร่วมธรรมศาสตร์ ม็อบเยาวชนปลดแอก ม็อบ REDEM ม็อบทะลุฟ้า แกนนำทั้งหมด หรือแม้แต่ผู้เข้าร่วม

แม้จะเป็นการชุมนุมโดยสงบ แม้แกนนำไม่ได้พูดคำหยาบ ไม่ได้ใช้ข้อมูลเท็จ ไม่ได้ทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ แต่ถ้าเกิดเหตุเช่นนั้นในการชุมนุม อำนาจรัฐก็อาจตีความว่าทั้งแกนนำและผู้เข้าร่วมมี “เจตนาซ่อนเร้น” “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” ต้องไปต่อสู้คดีในศาลเอาเอง

ใครบ้างเป็นองค์กร เครือข่าย ขบวนการ เมื่อศาลไม่ระบุ “นักร้อง” ก็จะแห่ออกมาแจ้งความเหวี่ยงแห เช่นที่ร้องยุบพรรคก้าวไกล

นั่นคือผลพวงที่จะบานปลายจากการฉวยคำวินิจฉัยไปใช้ ขณะที่ตัวคำวินิจฉัยเอง ไม่ว่าจะเห็นด้วยเห็นต่างทางกฎหมายอย่างไร ก็ไม่ได้ยุติความขัดแย้งเช่นกัน ยิ่งบีบบังคับให้ไปสู่การแตกหัก ทั้งที่โดยสภาพสังคมไทยแตกหักไม่ได้

คำประกาศ 10 ข้อเวทีธรรมศาสตร์ มองในทัศนะคนรุ่นเก่า มองในทัศนะ elite ก็เข้าใจดีว่าช็อก! รับไม่ได้ เห็นคนรุ่นใหม่ Radical

แต่จะรับมืออย่างไร จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร จะพูดคุยอย่างไร ปรับความเข้าใจให้ลดอุณหภูมิลง

ปีกว่าผ่านไป ไม่เห็นการปรับความเข้าใจเลย เห็นแต่การประกาศศึก ยอมหักไม่ยอมงอ ใช้กำลังบังคับ ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ ใช้ความรุนแรงกับการชุมนุม ทั้งที่ควรจะรู้ว่าเท่ากับยิ่งผลักให้ไปยืนตรงข้าม

สถานการณ์หลังคำวินิจฉัยศาลก็เป็นเช่นนั้น คือยิ่งบังคับให้แตกหัก เพราะรู้ดีว่าคนรุ่นใหม่แตกหักไม่ได้ มีแต่ยิ่งถูกปราบ ถูกบดขยี้ โดยไม่แยแสว่าจะเกิดอะไรในอนาคต เพราะวันนี้ เครือข่ายอำนาจอนุรักษนิยมเข้มแข็งเป็นเอกภาพ

หากอำนาจรัฐใช้ข้อหาล้มล้างการปกครองเล่นงานประชาชนอย่างกว้างขวาง ยุบพรรคการเมือง เอาผิดผู้คนและองค์กรต่างๆ ที่สนับสนุนการชุมนุม ก็จะไม่ต่างกับการเกิด 6 ตุลา 2519 รอบใหม่ แต่ครั้งนี้ไม่ได้ใช้กระทิงแดงลูกเสือชาวบ้าน เป็น 6 ตุลาที่ใช้กฎหมายเป็น “เก้าอี้ฟาด” โดยไม่แยแสว่าจะทำให้กระบวนการยุติธรรมเสื่อมเพียงไร ไม่แยแสว่าแตกหักแล้วจะถูกต่อต้าน เพราะโลกยุคปัจจุบันคนรุ่นใหม่เข้าป่าจับปืนเหมือนยุค 6 ตุลาไม่ได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พึงระวังว่าจะไม่เหมือนกันคือหลัง 6 ตุลา 2519 ชนชั้นนำปรับตัวได้ ทำให้คนรุ่นใหม่ในตอนนั้นเป็น Lost Generation คนรุ่นถัดมาก็กลายเป็นพลังอนุรักษนิยม

แต่ยุคปัจจุบัน ถ้าใช้กำลังบดขยี้แล้วหวังควบคุมความคิดคนรุ่นต่อๆ ไปด้วยการเปิดเพลงบ้านเกิดเมืองนอน ก็มีคำถามว่าอำนาจนี้จะเป็นเอกภาพได้อีกกี่ปี

ใบตองแห้ง 'ล้มล้าง' แล้วกวาดล้าง? คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ “ปฏิรูป=ล้มล้าง” (khaosod.co.th)

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    3
  • เศร้า
    1
 
ICT

ข่าวข้น คนเข้ม : กินเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาล ลุ้น‘ผู้กองกราบ-พลเอกกอด?’

ข่าวข้นคนเข้ม หนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ (khaosod.co.th)

 
12 พ.ย. 2564-00:04 น.

กินเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาล ลุ้น‘ผู้กองกราบ-พลเอกกอด?’

หนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ Khaosod ข่าวสด สื่อออนไลน์ยอดนิยมอันดับหนึ่ง ยอดติดตามมากที่สุดขยับใกล้ 18 ล้านฟอลโลเวอร์ส ยอดถูกใจหลั่งไหลกว่า 14 ล้านไลก์ ฉบับนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2564 ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12 ปีฉลู

วันนี้ประเทศไทย ปัจจัยการมีชีวิตอยู่ ข้าวเปลือกถูก ข้าวสารแพง พืชผักเนื้อสัตว์ราคาพุ่ง น้ำมันขยับราคาไม่หยุด พรุ่งนี้จะกินอะไร อยู่อย่างไร ประชาชนคนไทยต้องช่วยตัวเอง และถามตัวเองดังๆ ยังหวังพึ่งรัฐบาลได้หรือไม่ ?

ไม่ต้องย้อนไกล เอาแค่ตั้งแต่ขึ้นไปเก้ๆ กังๆ ยักคิ้วหลิ่วตาแก้เขินบนเวทีโลก นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาออกไอเดียแต่ละเรื่อง เสนอความคิดแต่ละอย่าง เรียกเสียงฮามากกว่าเฮ

ประกันราคาข้าว โครงการช่วยชาวนาของรัฐบาล รมว.คลัง อาคม เติมพิทยาไพสิฐ กำลังหัวหมุนหาเงิน 89,306 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์ของ รมว.อู๊ดด้า หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอไปจ่ายส่วนต่างให้ชาวนา ก้อนแรกได้แล้ว 13,000 ล้าน ยังเหลืออีก 76,000 ล้าน ไม่รู้จะหาจากไหน งบประมาณขอดหม้อ จะกู้ก็ลำบากเพราะกู้ๆๆๆ จนหนี้ท่วมทะลุเพดาน โครงการเน้นหล่อเท่โดยไม่เข้าใจถ่องแท้และไม่อยู่บนโลกความจริง มันก็ดีแต่พูดเช่นนี้แล

‘ป๋าป้อม’ ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ 3 ป. โชว์ป๋าหัวหน้าพลังประชารัฐ นัดกินเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลค่ำวันศุกร์ที่ 26 พ.ย. เชิญ ป.ป๊อก ‘อนุพงษ์ รมว.มหาดไทย กับ ป.ประยุทธ์ นายกฯ มาร่วมโต๊ะด้วย ไฮไลต์คงไม่ใช่เมนูหรูเลิศ หรือพี่ป้อมน้องตู่ร้องเพลงอะไร ? ลุ้นช็อตเด็ดระดับตุ๊กตาทอง ผู้กองกราบ-พลเอกกอด ฉากตอนจบ ซีรีส์ ?!

เพียงแค่ น้ำทะเลหนุน กรุงเทพฯ ก็จมบาดาล เป็นไปตามการศึกษาวิจัยขององค์กรน่าเชื่อถือทั้งไทย-ต่างประเทศ ไม่เกิน 30 ปี กรุงเทพฯ จมน้ำ จากแผ่นดินทรุดทุกๆ ปี จากหายนะโลกร้อนน้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายทะเลมหาสมุทรเพิ่มปริมาณ

โลกทลายความเชื่อ โลกแบน มานับพันปี โลกก้าวหน้าด้วย วิทยาศาสตร์ พิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงด้วยเหตุด้วยผล อาณาจักร โรมัน อันยิ่งใหญ่ มหาราช อเล็กซานเดอร์ ครองโลก หรือราชธานี กรุงศรีอยุธยา อันรุ่งเรือง ก็ไม่พ้นการเปลี่ยนแปลง เมื่อ กรุงเทพมหานคร ถึงวันขยับไม่ได้ ขยายไม่ออก แผนภูมิไม่มี ผังเมืองไม่เข้ม นับวันยิ่งทรุด ยิ่งโทรม การหา เมืองใหม่ รองรับโลกใหม่ วิวัฒนาการใหม่ เพื่อชีวิตคนไทยรุ่นต่อไป จึงสมควรคิดวางแผนแลกเปลี่ยนอย่างอารยะ

2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งนายก-สมาชิกอบต. วันอาทิตย์ที่ 28 พ.ย. ประชาธิปไตยสนามเล็ก คึกคักเข้มข้นแทบทุกหมู่บ้านตำบล บทเรียนประชาธิปไตยอำพราง-เผด็จการซ่อนรูปของสนามใหญ่ มีผลต่อการตัดสินใจ

โดย…สันตะวา

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    2
 
ICT

ชกไม่มีมุม : ล้มรัฐบาลในสภา ไม่ใจร้าย-เลวร้าย

ล้มรัฐบาลในสภาไม่ใจร้าย-เลวร้าย ความกังวลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (khaosod.co.th)

 
12 พ.ย. 2564-02:23 น.

ล้มรัฐบาลในสภา ไม่ใจร้าย-เลวร้าย

ความกังวลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อสถานการณ์ในสภาผู้แทนราษฎร โดยเรียกร้องให้ ทุกฝ่ายร่วมมือกันผลักดันกฎหมายสำคัญๆ อย่าขัดแย้งกัน เพราะบ้านเมืองกำลังลำบาก ประชาชนกำลังเดือดร้อน

คำกล่าวนี้ เท่ากับยอมรับว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับแกนนำในพรรคพลังประชารัฐ ยังไม่คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น จนเชื่อกันว่า เสียงในสภากำลังเป็นปัญหากับรัฐบาล การโหวตกฎหมายสำคัญๆ อาจจะเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายรัฐบาลได้

นำมาสู่ท่าทีอันหวั่นวิตกของพล.อ.ประยุทธ์อย่างชัดเจน

แต่อีกนั่นแหละ คำกล่าวของนายกฯ ที่ว่า ถ้าจะไม่ให้กฎหมายผ่านเพื่อล้มรัฐบาล ถือว่าใจร้ายเกินไป ใจร้ายกับประเทศเกินไป

ทำให้วิพากษ์วิจารณ์กันว่า อันที่จริงการล้มรัฐบาลโดยหนทางสภานั้น เป็นวิถีการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันถูกต้องตามครรลอง

ไม่ใช่เรื่องใจร้ายกับประเทศ!!

ต่างกับการล้มรัฐบาลนอกวิถีทางประชาธิปไตย

ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติรัฐประหาร หรือก่อม็อบเพื่อสร้างเงื่อนไขให้เกิดการยึดอำนาจล้มรัฐบาลประชาธิปไตย

นั่นไม่แค่ใจร้าย แต่เลวร้ายอย่างมาก!

ความจริงถ้าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น ความขัดแย้งที่นำมาสู่ปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาลภายในสภา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และ 5 รัฐมนตรี เมื่อต้นเดือนกันยายน

เมื่อมีความเคลื่อนไหวของส.ส.พลังประชารัฐกลุ่มหนึ่ง จะร่วมโหวตไม่ไว้วางใจนายกฯ ด้วย

ถ้าทำได้จริงมีผลให้นายกฯ โดนมติไม่ไว้วางใจ นั่นก็เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ด้วยวิถีประชาธิปไตย!

อีกทั้งยังเป็นเครื่องสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน โดยในช่วงต้นเดือนกันยายนนั้น ชาวบ้านกำลังไม่พึงพอใจรัฐบาลอย่างสูงมาก

ความไม่พึงพอใจจากสถานการณ์โควิด ที่การจัดหาวัคซีนล่าช้า ทำให้หยุดการระบาดล่าช้า การฟื้นเศรษฐกิจก็ยิ่งล่าช้าไปด้วย

เป็นการทำหน้าที่ตามเสียงเรียกร้องของประชาชน ด้วยซ้ำ

เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งในรัฐบาล จากต้นเดือนกันยายน ยังลุกลามบานปลาย จนมาถึงขณะนี้ยังไม่คลี่คลาย

ทำให้นายกฯ ต้องหวั่นไหวกับเสียงโหวตในสภา เมื่อกฎหมายสำคัญๆ กำลังเข้าสู่วาระการพิจารณา

แต่ถ้าหากเกิดขึ้นจริง ก็ต้องยืนยันว่า ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยอัน ถูกต้องชอบธรรม

แตกต่างอย่างมากกับการเอาปืนเอารถถังมาล้มรัฐบาล เอาม็อบมาต่อต้านการเลือกตั้งเพื่อเรียกหาการรัฐประหาร

นั่นคือเลวร้ายอย่างแท้จริง

แล้วที่สำคัญความง่อนแง่นในเวลานี้ ก็มาจากการทำตัวเอง ทะเลาะกันเอง ทำให้ตัวเองขาลอย!

 

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    3
  • เศร้า
    1
 
ICT

ไคลเมท เชนจ์

ไม่อินเรื่อง 'Climate Change' ไม่อินเรื่องปัญหาดิน น้ำ ลม ไฟ เเต่เรื่อง'เรือดำน้ำ'ขอให้บอก!!! นี่เเพละพล.อ.ประยุทธ์

12 พฤศจิกายน 2564

9:34 น.

การเมือง, คอลัมนิสต์

ช่วงต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา มีโอกาสนั่งคุยกับ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่บ้านพักริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านไทรม้า จ.นนทบุรี เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในปี 54 และปี 64

 

ช่วงนั้นน้ำกำลังท่วมหนักหลายจังหวัด เช่น ชัยภูมิ นครราชสีมา ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ขณะคุยกันดร.ปลอดประสพจึงชี้ให้ดูสภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเชี่ยวมาก แกบอกว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปล่อยให้น้ำท่วมได้อย่างไร เพราะน้ำปี 64 น้อยกว่าปี 54 ถึง 5 เท่า แถมระบายออกทะเลได้ดีมาก เพราะน้ำทะเลไม่หนุนสูงเหมือนปี 54

ดร.ปลอดประสพเล่าบทเรียนน้ำท่วมใหญ่ปี 54 รวมทั้ง “เมกะโปรเจคท์” หลังจากน้ำลดเพื่อแก้ปัญหาประเทศในระยะยาว คือ โครงการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัย

 

โดยมีการระดมความคิดจากหลายฝ่ายทั้งกรมชล ประทาน-มหาวิทยาลัย-การเมือง-ผู้เชี่ยวชาญจากเนเธอร์ แลนด์-อิสราเอล กลายเป็น “ทีโออาร์” ออกมา 6 โมดูล แต่สุดท้ายไม่ได้ทำ จนป่านนี้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม จึงวนเวียนซ้ำซากทุกปี

นอกจากนี้อย่ากลัวแต่เรื่องน้ำเหนือไหลบ่าลงมาท่วมกรุงเทพฯ แต่ต้องกลัวปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงท่วมกรุงเทพฯด้วย เนื่องจากสภาพพื้นที่กรุงเทพฯ สูงกว่าระดับน้ำทะเลแค่ 0.5-1 เมตร บางแห่งต่ำกว่านั้น เช่น ย่านรามคำแหง และช่วงเดือน พ.ย. น้ำทะเลหนุนสูง 1-1.5 เมตร กรุงเทพฯ จึงมีโอกาสจมน้ำทะเล

ดร.ปลอดประสพยังเขียนย้ำเตือนเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งแนวทางแก้ปัญหาไว้ใน “เฟซบุ๊ก” เมื่อ 27 ต.ค. และ 1 พ.ย.64 จนกระทั่ง 8 พ.ย.ที่ผ่านมา เกิดปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงมาก สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน และผู้ประกอบการร้านค้า ตั้งแต่พื้นที่ จ.สมุทรปราการ ขึ้นมาถึงกรุงเทพฯ และนนทบุรี

ใครก็ได้ช่วยสะกิด พล.อ.ประยุทธ์ และนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เข้าไปอ่านดูข้อมูลในเฟซบุ๊กของ ดร.ปลอดประสพ เผื่อว่าจะเกิดแนวคิดทำโครงการเพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว

เนื่องจากเมื่อสัปดาห์ก่อน พล.อ.ประยุทธ์และนายวราวุธบินไปประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน ภาวะเรือนกระจก การปล่อยก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลสูงขึ้น และฤดูกาลเปลี่ยนแปลง เรียกว่าแต่ละปัญหาล้วนเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

อุตส่าห์ขนคณะไปกันเพียบ! แต่เมื่อปิดฉากการประชุม บรรดาชาวเน็ตและสื่อมวลชนได้เปรียบเทียบ “สปีช” ของพล.อ.ประยุทธ์ กับ “สปีช” ของอดีตประธานาธิบดีโอบามา เมื่อ 6 ปีก่อน ในแต่ละช่วงบรรทัด ช่างคล้ายคลึงกันมาก จนแทบไม่มีใครเชื่อว่ามุมมองและความคิดของผู้นำ 2 ประเทศ จะตรงกันได้ขนาดนั้น (ฮา)

ถ้าจะบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศมากว่า 7 ปี แต่ยังไม่ “อิน” กับเรื่อง Climate Change ก็คงใช่! แถมยังปล่อยให้น้ำท่วม ภัยแล้ง เป็นปัญหาซ้ำซากของประเทศ เนื่อง จากที่ผ่านมาแก้ปัญหาด้วย “เวอร์ชั่น” ให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ไปทำโครงการขุดลอกคูคลองและแหล่งน้ำ ทำไปทำมาต้องยกเลิก เพราะมีกลิ่นไม่ดีเรื่องการขายช่วงงาน

แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ได้บริหารประเทศมาอย่างต่อเนื่องกว่า 7 ปี แต่สังคมไทยยังเห็นปัญหาทะเลาะวิวาทของชาวบ้านเกี่ยวกับการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำเกิดขึ้นทุกปี เนื่องจากอีกฝั่งถนนถูกน้ำท่วมหนัก แต่อีกฝั่งถนนน้ำกลับไม่ท่วม

สรุปคือไม่ “อิน” ทั้งเรื่อง Climate Change ยังไม่ “อิน” กับสภาพปัญหาดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ถ้าเป็นเรื่องการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ และการจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” ขอให้บอก!!.

 

———————– 

พยัคฆ์น้อย

 

... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/articles/464428/

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    1
 
ICT

ดันทุรัง หรือ ไร้สมอง

 ดันทุรัง หรือ ไร้สมอง

การตื่นตัวในเรื่องของการเปิดประเทศ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ยังคงเป็นเรื่องของความหวัง กับเรื่องของความเสี่ยง

เศรษฐกิจฟุบ ธุรกิจทนไม่ไหว รอคอยวันล้ม แรงงานเดือดร้อน ล้วนเป็นแรงกดดันว่า ต้องเปิดประเทศ ต้องมีการยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ได้แล้ว ก่อนที่ธุรกิจและเศรษฐกิจจะย่อยยับมากไปกว่านี้

มาตรการเยียวยาต่างๆ ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

การแจกเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนเป็นแค่การปะทะปะทังให้คนจนประคองตัวไปได้แบบวันต่อวันเดือนต่อเดือนเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้มีรายได้ที่ดีขึ้นแต่อย่างใด ที่จะได้จริงๆ คือ ผลประโยชน์ทางการเมือง ที่เอาไปอ้างว่านี่ไงผลงานรัฐบาลประยุทธ์

หวังแค่ว่า คนพวกนี้จะรู้สึกติดค้างและเลือกให้ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งอย่างที่ต้องการ

แม้แต่การเยียวยาผ่านมาตรการคนละครึ่ง ที่ถือว่าเวิร์คมากที่สุด เพราะใช้เกมเงินต่อเงิน เอาเงินให้ 1,500 – 3,000 – 4,500 บาท ก็เพราะหวังจะดูดเงินออกจากกระเป๋าของคนที่ยังมีรายได้ มีเงินเก็บ มีเงินออม ให้เอาเงินออกมาใช้ ไม่น้อยกว่า 1,500 – 3,000 – 4,500 บาท ด้วยเช่นกัน

มาตรการนี้ ทำให้รัฐบาลใช้เงินเพียงแค่ 50,000 – 60,000 ล้านบาท ก็คุยโอ่คำโตได้ว่า มีเงินเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจเป็นแสนล้านบาทแล้ว

ฉะนั้น ไม่แปลกที่การเพิ่มให้ครั้งหลังสุดอีก 1,500 บาท จะถูกบีบให้ต้องใช้ให้หมดภายในสิ้นปีนี้ เพราะกระทรวงคลังและรัฐบาล หวังให้คนเร่งใช้เงินโดยไม่ได้มองถึงคนที่เดือดร้อน ที่ไม่มีเงินพอที่จะจ่ายเพิ่มในส่วนครึ่งของประชาชน พูดง่ายถ้าไม่มีเงินมาช่วยจ่าย ก็จะใช้ประโยชน์อะไรจากมาตรการนี้ไม่ได้เลย

ขณะที่หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ก็จ้องไปที่เงินเก็บเงินออมของพวกคนที่มีเงินมากๆ จึงพยายามเรียกร้องให้โหมเรื่องช้อปดีมีคืนให้มากขึ้น หวังให้คนกลุ่มนี้ออกมาใช้จ่ายโดยเอาสิทธิประโยชน์ภาษีมาล่อ

แต่ทั้งรัฐบาล ทั้งหอการค้า สภาอุตสาหกรรม หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงว่า ทำไมลึกๆแล้วผู้คนยังไม่กล้าใช้เงินไม่กล้าช้อป ใช่เพราะยังห่วงอนาคตที่ไม่แน่นอน ยังกลัวโควิดระลอก 4 ยังกังวลเรื่องรัฐบาลไม่มีปัญญากระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีไปกว่านี้ ด้วยมาตรการที่เจ๋งกว่านี้ ใช่หรือไม่

แม้แต่การท่องเที่ยว ตัวเลขเปิดประเทศ 8-9 วัน ที่ ททท.คุยนักคุยหนาว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเป็นหมื่นเป็นแสนคนนั้น มีเข้ามาได้จริงแค่ 15,600 คนเท่านั้น ยิ่งที่หัวหิน 10 วัน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติแค่ 8 คน

เพราะคอขวดในการตรวจสอบคัดกรอง ที่มีการเตือนแล้วว่า ระบบที่มีมันยังไร้ประสิทธิภาพ เป็นระบบลวงโลก สิ่งที่ทำกันจริงๆคือใช้คนตรวจเอกสารด้วยมือ มันถึงได้ผ่านได้แค่วันละ 1,500 – 2,000 คนเท่านั้น แต่ก็ยังไม่แก้ไข ไม่ผ่าตัด ไม่รื้อระบบตรวจสอบอย่างจริงจัง เพียงเพราะคุยโม้เอาไว้เยอะ

จึงเป็นอีกหนึ่งผลงานดันทุรัง ทั้งๆที่เคยเห็นผลเสียจากการดันทุรังซื้อวัคซีนตัวเดียวมาแล้ว                                                                                                                                         อัคคี กัมปนาท

ดันทุรัง หรือ ไร้สมอง - สำนักข่าว บางกอก ทูเดย์ (bangkok-today.com)

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    0
 
ICT

หนุนปฏิวัติยกพวง..ผิดใหญ่หลวงต้องยุบพรรคเหมือนกัน

หนุนปฏิวัติยกพวง..ผิดใหญ่หลวงต้องยุบพรรคเหมือนกัน - สำนักข่าว บางกอก ทูเดย์ (bangkok-today.com)

 หนุนปฏิวัติยกพวง..ผิดใหญ่หลวงต้องยุบพรรคเหมือนกัน

“ใครชุมนุมอ้างสิทธิเสรีภาพไม่ได้”

“วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ออกมา “รับไม้ต่อ” ขยายผล “การวินิจฉัย”

สิ่งที่ “ตรา” ประทับเป็นความสำคัญ  กำหนดไว้ เพื่อให้เป็น “หลักปฏิบัติ” ใน “ร่างรัฐธรรมนูญ” ที่ “ชงเองกินเอง” ให้ “เสรีภาพกับประชาชน” เหมือน-ไร้ความหมาย

“ประชาชน” ชุมนุมเรียกร้อง “เสรีภาพ” กันไม่ได้..แต่ “ผู้มีอำนาจ” ชุมนุมปาร์ตี้ “สร้างฐานอำนาจ” ยังทำได้ไม่ผิดกติกา

ประชาชนอย่าคิด..ยิ่งคิดยิ่งผิด-ตลอดเวลา

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“คนขาวยึดอำนาจยึดหัวหาดในแอฟริกา”

เมื่อต้องไปหา “เปาหน้าขาว”  ชาว “แอฟริกา” มักโดน-ข้อหา

“คนดำ” เจ้าของพื้นที่ ผิดกันตั้งแต่ต้น.. ชัยชนะเป็นของ “คนขาว-คนอังกฤษ” ซ้ำมาซ้ำไปตลอดเวลา

แต่ “การเปลี่ยนแปลง” เป็นสิ่งที่ “นิรันดร” ต้องเกิดขึ้นตลอดไปไม่วางเว้น ไม่มีที่สิ้นสุด..เหมือนบางประเทศ คิดกักขัง “อนาคตของชาติ” ไม่ให้สู่ความ “ศิวิไลซ์” สู่อารยธรรม แห่งความเจริญ หยุดเขาได้ ที่ไหนกัน

“เด็ก” คิดเพื่อชาติ..”ผู้ใหญ่” กอดอำนาจ  เพื่อตัวเอง-สุขสบายเท่านั้น

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“แผ่นดินมีแต่ต้นกล้าที่งอกงาม”

“ต้นไม้ใหญ่” ใบร่วงโรย เห่ยวเฉา  รอ “ความตาย” ที่จะเวียนมาหา-เป็นประจำ

“กล้าพันธุ์” มีแต่แตกรวง ผลิใบ เติบใหญ่มายืนเป็น “พลังแผ่นดิน”  เพื่อให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ไม่รอ “วันตาย” เหมือนไม้ใหญ่ ที่ใกล้สิ้นสภาพ

“ไม้แก่” รากไม่งอก ผลิตใบไม่ได้ ไม่สามารถทำประโยชน์อะไรได้..ขณะที่ “ต้นกล้า” ยิ่งจะเบ่งบาน ให้ผลผลิตออกลูกเต็มต้น

“ไม้เล็ก” มีแต่เจริญพันธุ์..ส่วน “ไม้ใหญ่นั้น” มีแต่วันที่-ล้มโค่น

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“ประยุทธ์กับประชาธิปัตย์เหมือนกันหมด”

“พยุงราคา” ข้าวของ “ชาวนา”ไม่ได้.. มีแต่-ลดกับลด

เมื่อ “กึ๋นไม่พอ” และ “น้ำอิ๊วไม่ข้น”  ให้ “ข้าว” ขยับปรับตัวสูงขึ้นมาเป็น “โลละ ๘-๑๐ บาท” คงจะยาก

ต้อง “พึ่งมือของ “๒ อดีตนายกฯขวัญใจคนไทย” ทั้ง “ทักษิณ ชินวัตร” และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ใช้ “คอนเน็กชั่น” ที่มีความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ เป็นอันดี ช่วย “ระบายข้าว” หาตลาดข้าวให้หน่อย

คนมีอำนาจแต่ไร้ตลาด..ต้องให้คนฉลาด “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ออกตัวมาช่วย-เต็มร้อย

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“อย่าเด็ดหัวกันอยู่ข้างเดียว”

ถ้า “ปฏิรูป” ถูกตอกลงฝาโลงแล้วว่า เป็นการ “ล้มล้างการปกครอง”  ยังมีอีกหลายพรรค-ที่มีเอี่ยว

พรรคที่ร่วมกับพันธมิตร ยังเห็นหน้า “นักการเมือง” กันหรา ว่ามี “หัวหน้าพรรคใดกันบ้าง” ที่ให้การสนับสนุน “ทหาร”เข้ามาปฏิวัติ” ยึดอำนาจ

ยิ่งชัตดาวน์ “กปปส.” ปิดเมืองหลวง “ยกกันมาทั้งหมด” เดินหน้าเป่านกหวีด เพราะจิตใจ “ฝักใฝ่กับรัฐประหาร”กันอยู่แล้ว..ถ้าคิดยุบ “เพื่อไทย-ก้าวไกล” พรรคที่หนุน “พันธมิตร-กปปส.” ต้องเด็ดหัวให้ร่วง

หนุนปฏิวัติทุกครั้ง..เป็น “นักการเมือง” ที่ “ล้มล้างการปกครอง” ที่ยกพรรคมาหนุน-กันทั้งพวง

“กะพรุนไฟ”

 

๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    4
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    2