สังคมดราม่า ศาลเตี้ย คำตัดสินของกฎหมาย ความไม่เป็นธรรมทางสังคม ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ล้วนแต่เป็นต้นเหตุของความไม่สงบในประเทศ

สังคมดราม่า ศาลเตี้ย คำตัดสินของกฎหมาย ความไม่เป็นธรรมทางสังคม ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ล้วนแต่เป็นต้นเหตุของความไม่สงบในประเทศ

สังคมดราม่า
 
หมัดเหล็ก8 ต.ค. 2562 05:01 น.
SHARE
 
 
 

พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ทำนองเดียวกันกรณีที่ กอ.รมน.กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า โดย พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ร่วมอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไปจัดเวทีกันในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 4 จำนวน 12 คนด้วยกัน มีทั้งหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการ และตัวแทนกลุ่มการเมือง ถูกกล่าวหาเป็นภัยต่อความมั่นคง เวลาเดียวกัน พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่มีฐานเสียงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้แจ้งความกลับแม่ทัพภาคที่ 4 และเรียก ตัวแทนกองทัพภาคที่ 4 มาชี้แจงในกรรมาธิการกฎหมาย สิทธิมนุษยชนของสภาผู้แทนราษฎร

ผวาเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

คนหนังสือพิมพ์ที่ผ่านวิกฤติการเมืองมาหลายยุค พอจะได้กลิ่นความไม่สงบบางอย่าง บนต้นทุนที่ว่า ฝ่ายการเมืองไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับ คสช. ที่ต่อท่อ การสืบทอดอำนาจของกองทัพจากการยึดอำนาจ เป็นการแทรกแซงทางการเมือง เช่น ในอดีตที่มีตัวแทนจากกองทัพพยายามจะเข้ามายึดอำนาจทางการเมืองอย่างถาวร

แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ

เหตุการณ์ดราม่าระหว่างการเมืองกับกองทัพ ที่เกรงว่าจะเป็น ปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียว และจะทำให้เกิดวิกฤติการเมืองเข้าสู่วงจรอุบาทว์ซ้ำซาก เนื่องจากการจัดเวทีแสดงความเห็นในการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 พูดถึงข้อเสนอที่จะให้ แก้มาตรา 1 ว่าด้วยความเป็นราชอาณาจักรไทยจะแบ่งแยกไม่ได้

ที่ฝ่ายความมั่นคงมองไปไกลกว่านั้น

ทั้งๆที่เนื้อหาสาระของการแก้รัฐธรรมนูญยังไม่มีบทสรุปว่าจะแก้ส่วนไหนมาตราไหน แค่เริ่มต้น แต่สร้างความหวาดระแวงให้กับฝ่ายความมั่นคงในระดับรุนแรง และพยายามที่จะหยุดความเคลื่อนไหวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกวิถีทาง

บนความคิดและอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน

จะไปห้ามไม่ให้ฝ่ายการเมืองคิดถึงการสืบทอดอำนาจของกองทัพก็ไม่ได้ เพราะสิ่งปรากฏเป็นองค์ประกอบของ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชัดเสียยิ่งกว่าชัด

เวลาเดียวกันจะไปห้ามกองทัพไม่ให้ระแวงเรื่องของความมั่นคง และสถานะของสถาบัน ก็คงไม่ได้ เพราะข้อมูลทั้งในอดีตและปัจจุบันถูกเอามาประมวลเป็นเหตุเป็นผลที่เชื่อได้ว่า

ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

สังคมดราม่า ศาลเตี้ย คำตัดสินของกฎหมาย ความไม่เป็นธรรมทางสังคม ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ล้วนแต่เป็นต้นเหตุของความไม่สงบในประเทศที่ไม่ใช่เฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่กำลังจะเกิดขึ้นทั้งประเทศ.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th 

https://www.thairath.co.th/news/politic/1677155

การ์ตูน เซีย

สวรรค์บนดินของหมอประเวศ
 
กิเลน ประลองเชิง8 ต.ค. 2562 05:01 น.
SHARE
 
 


 

ย้อนไปก่อนเดือนตุลาคม 2516 อาจารย์หม่อม คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนบทความลง “สยามรัฐ” ว่า การที่รัฐบาลสั่งจับ 13 นักศึกษาประชาชน ที่เดินแจกใบปลิวต้านเผด็จการ...เหมือนรถไฟวิ่งด้วยความเร็วสูง สองขบวน วิ่งเข้าหากัน

เหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม ที่เรียกกันว่าวันมหาวิปโยค คนตาย คนเจ็บนับเป็นร้อย มาถึงจริงๆ

สถานการณ์บ้านเมืองเราตอนนี้ ผมเห็นฝ่ายค้านก็เร่งความเร็วไปข้างหน้า ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่มีท่าจะผ่อนปรน ผมกำลังเป็นห่วงรถไฟสองขบวนจะชนกันอีก

คิดไม่ตกสุดท้ายฝ่ายค้านต้องการอะไร ฝ่ายรัฐบาลจะตั้งรับจะแตกหักหรือไม่ ทางเลี่ยงทางออกมีอยู่ที่ไหน

ในนิตยสาร “หมอชาวบ้าน” ฉบับเดือนตุลาคม 2562 อาจารย์หมอ ประเวศ วะสี คุยกับผู้อ่าน ในหัวข้อเรื่อง ประเทศไทยเป็นสวรรค์บนดิน สามารถสร้างได้ ถ้ามีสัมมาทิฐิ

การเมืองตอนนี้ ถ้าจะมีเทศน์สักกัณฑ์ เทศน์กัณฑ์นี้ ทุกฝ่ายควรได้ฟัง เผื่อความรุ่มร้อนจะผ่อนเบา

อาจารย์หมอประเวศ เริ่มต้นว่า “ถ้าคนไทยทุกคนมีบ้านอยู่ มีอาหารกิน มีครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง” นั่นคือสวรรค์บนดิน สวรรค์บนดินสามารถสร้างได้จริงๆ โดยมีความคิดที่ถูกต้องหรือสัมมาทิฐิ

สัมมาทิฐิที่ 1...พระเจดีย์สร้างจากฐาน ฐานประเทศต้องแข็งแรง และมีภูมิคุ้มกัน

ชุมชนท้องถิ่นคือฐานของประเทศต้องมีที่ดินพอเพียงเพื่อการอยู่ร่วมกัน ผลิตอาหารกินเองให้อิ่ม เหลือขาย นี่คือพื้นฐาน “ให้ทุกคนมีบ้านอยู่ มีอาหารกิน มีครอบครัวอบอุ่น ชุมชนแข็งแรง”

อันเป็นระบบคุ้มกันจากความโกลาหล ระส่ำระสาย ปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อมของโลกที่ควบคุมไม่ได้

ถ้าฐานประเทศมีภูมิคุ้มกัน เราจะอยู่รอดปลอดภัย

สัมมาทิฐิที่ 2...การพัฒนาต้องเอาการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้งอย่าไปเชื่อกระแสโลก ที่เอาการแข่งขันเสรีบ้าง เอาลัทธิอุดมการณ์ใดๆบ้าง เอาเทคโนโลยีบ้าง เป็นตัวตั้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำและความปั่นป่วน

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ตรัสว่า

“ใครจะว่าเชยก็ช่างเขา ขอให้เราพออยู่พอกิน และมีไมตรีจิตต่อกัน”

การมีพออยู่พอกินคือการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและมีภูมิคุ้มกัน

ใครที่รักพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ต้องรำลึกถึงทิศทางการพัฒนาประเทศที่พระราชทานไว้

การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลทุกระดับ คือหนทางอันประเสริฐ

สัมมาทิฐิที่ 3...ในสังคมปัจจุบัน ซึ่งเป็นระบบซับซ้อน การใช้อำนาจ เงิน วาทกรรม วิวาทะ หรือความรู้สำเร็จรูป ไม่มีพลังที่จะผ่าความยากไปได้

เครื่องมือที่สำคัญที่สุด คือ “การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ในสถานการณ์จริง การปฏิบัติในสถานการณ์จริง ถ้าทำให้มาก จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน

ความสำเร็จและความสุขประดุจบรรลุนิพพาน และเป็นเครื่องมือสร้างสวรรค์บนดินได้จริงๆ

สัมมาทิฐิในการพัฒนายังมีประการอื่นๆอีก แต่สัมมาทิฐิ 3 ประการที่กล่าวมา เป็นพื้นฐานเพื่อแสดงปัจจัยหลัก 3 ประการแห่งการสร้างประเทศไทยที่มีบูรณภาพและดุลยภาพ เกิดเป็นความปกติสุขและยั่งยืน นั่นคือ

จุดมุ่งหมายประเทศ=การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล โครงสร้างการพัฒนา=สร้างฐานของประเทศให้แข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันหรือสร้างพระเจดีย์จากฐาน

เครื่องมือดำเนินการ=การเรียนรู้ร่วมกันในสถานการณ์จริง

ถ้ามีความคิดที่ถูกต้อง คนไทยจะสามารถร่วมสร้างประเทศที่น่าอยู่ที่สุด หรือสวรรค์บนดินได้.

กิเลน ประลองเชิง

https://www.thairath.co.th/newspaper/columns/1677035

มองคนละมุม
 
แม่ลูกจันทร์8 ต.ค. 2562 05:15 น.
SHARE
 
 


 

“สวนดุสิตโพล” เข้าใจสรรหาคำถามมันๆคันๆมาเสิร์ฟเป็นออเดิร์ฟประจำสัปดาห์

ล่าสุด “สวนดุสิตโพล” สำรวจความเห็นประชาชน 1,223 คน ให้เปรียบเทียบผลงาน “รัฐบาลประยุทธ์ 1” กับ “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ว่ารัฐบาลยุคไหนดีกว่ากัน? หรือแย่กว่ากัน?

ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ 51.6 เปอร์เซ็นต์ มองว่า “รัฐบาลประยุทธ์ 1” กับ “รัฐบาลประยุทธ์ 2” แปะเอี้ยเหมือนเดิม

เพราะนายกฯก็คนเดิม ทีมงานก็ชุดเดิมๆ นโยบายก็เดิมๆ

เหมือนดูหนังม้วนเดิมฉายซํ้ามา 5 ปี

ส่วนประชาชนอีก 41.7 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า “รัฐบาลประยุทธ์ 2” แย่กว่า “รัฐบาลประยุทธ์ 1”

เพราะเศรษฐกิจโลกถดถอย เศรษฐกิจไทยก็ไม่ดี ประชาชนยํ่าแย่ รัฐบาลแก้ปัญหาไม่ตรงจุดเกาไม่ถูกที่คัน

เหลือประชาชนส่วนน้อย 6.6 เปอร์เซ็นต์ มองว่า “รัฐบาลหลังเลือกตั้ง” ดีกว่า “รัฐบาลยุค คสช.”

เพราะมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย มี “โปรโมชันชิมช้อปใช้ แจกเงินคนละหนึ่งพันบาทให้ประชาชนใช้ฟรีๆ 10 ล้านคน

“แม่ลูกจันทร์” เป็นประชาชนส่วนน้อย 6.6 เปอร์เซ็นต์ที่เห็นว่า “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ดีกว่า “รัฐบาลประยุทธ์ 1”

เพราะประชาธิปไตยครึ่งใบย่อมดีกว่าไม่มีประชาธิปไตย

ถึงแม้ “รัฐบาลประยุทธ์ 1” กับ “รัฐบาลประยุทธ์ 2” มีนายกฯคนเดิม

แต่องค์ประกอบรัฐบาลแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ในยุครัฐบาล คสช. พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งพรรคพวกเพื่อนฝูงเป็นรัฐมนตรีทุกตำแหน่งได้ตามอำเภอใจ

แต่รัฐบาลประยุทธ์ 2 “นายกฯลุงตู่” อุ้มอดีตรัฐมนตรีชุดเก่าแหกด่านเข้ามาได้แค่ 8 คน

รัฐมนตรีที่เหลืออีก 27 คน มาจากโควตาพรรคการเมือง

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่ารัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทำงานได้ดีกว่า และขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลได้รวดเร็วทันใจกว่ารัฐมนตรีที่มาจากข้าราชการประจำ

การที่รัฐมนตรีมาจากหลายพรรค ยิ่งต้องแข่งกันสร้างผลงานให้เข้าตาประชาชน

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ดีกว่า “รัฐบาลประยุทธ์ 1” ชนิดกระดูกคนละเบอร์

เพราะรัฐบาลประยุทธ์ 1 ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล

สมาชิกสภาลากตั้งเป็นพวกเดียวกับรัฐบาล

แต่รัฐบาลประยุทธ์ 2 มี ส.ส.ฝ่ายค้านเข้มแข็งคอยตรวจสอบรัฐบาลตลอด 24 ชั่วโมง

ถ้ารัฐบาลทำเลอะเทอะ หรือใช้อำนาจไม่ชอบธรรม หรือไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือปล่อยให้ทุจริตโกงกินจะโดนฝ่ายค้านตามไล่บี้จนไม่มีที่นั่งที่ยืน

ยังมีอีกเหตุผลที่ “แม่ลูกจันทร์” มั่นใจว่า “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ดีกว่า “รัฐบาลประยุทธ์ 1”

เพราะนายกฯลุงตู่ รับหน้าเสื่อเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเอง

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจทุกมิติจะอยู่ในความรับผิดชอบของ “นายกฯลุงตู่” เต็มตัว

จะเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้เกิดผลเป็นรูปธรรม? หลังจากสอบตกซ้ำซากมา 5 ปี

อ้อ...รัฐบาลประยุทธ์ 2 ประชาชนไม่ต้องถูกบังคับให้ฟัง “นายกฯลุงตู่” เดี่ยวไมโครโฟนออกทีวีทุกคืนวันศุกร์ให้หูเหน็บชาอีกต่อไป

คะแนนเต็ม 10 ให้ลุงตู่ 6 คะแนน.

“แม่ลูกจันทร์”

https://www.thairath.co.th/news/politic/1676988

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0

1 ความคิดเห็น

 
3 ส

ไอ่เห้ตูบ

โมโห

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0