รู้ได้ยังไงนี่!!! ผู้สร้างหนังที่สร้างหนังทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าถึง 9 ปี??????

รู้ได้ยังไงนี่!!! ผู้สร้างหนังที่สร้างหนังทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าถึง 9 ปี??????

ชักธงรบ : สมาธิแบบอาจารย์พรหม
กิเลน ประลองเชิง23 มี.ค. 2563 05:06 น.
SHARE
 
 
 

หนังสือที่ผมเลือกอ่านตอนนี้ ตอนที่ตัวเองเป็นคนแก่โรคภัยรุมเร้า คุณสมบัติเข้าข่าย ทั้งหมอทั้งคนใกล้ตัวขอให้อยู่กับบ้าน...

คือหนังสือพระ กับหนังสือแพทย์

  • ต้องใช้ยาแรง
  • รมว.สาธารณสุขเปิดใจหลังเจอกระแสดราม่า : ปลุกคนไทยสู้ภัยโควิด (คลิป)
  • เชียงใหม่ไม่ไหวแล้ว ปิดห้างฯ ตาม กทม. พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 คน

เจอคำสอนอะไรที่ดีๆ ก็ตั้งใจจะเอามาเล่าต่อ

ผมตั้งใจค้นเรื่องการทำสมาธิ เจอหัวข้อความสงบเงียบภายใน หนังสือชวนม่วนช่วน 2 พระอาจารย์พรหม พระฝรั่ง ศิษย์หลวงปู่ชา ตอนนี้เป็นสมภารวัดพุทธที่เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย...

สไตล์การสอนของท่านเป็นอย่างไรลองอ่าน

เล่าจื๊อ ปราชญ์ลัทธิเต๋า จะออกเดินในตอนเย็นทุกวัน โดยมีลูกศิษย์คนหนึ่งเดินเป็นเพื่อน

กฎเคร่งครัดห้ามละเมิด สำหรับศิษย์ห้ามพูดเด็ดขาด

เย็นวันนั้น นักเรียนหน้าใหม่ถูกเลือกเดินตามท่านเล่าจื๊อเดินไปถึงสันเขา ขณะดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า มองไปทางทิศตะวันตก มีริ้วสีแดงเข้ม สีทอง สีเหลืองพาดผ่าน ราวกับผืนธงที่กำลังโบกสะบัด ในเทศกาลเฉลิมฉลองแห่งสรวงสวรรค์

ศิษย์หนุ่มอุทาน “ว้าว ช่างเป็นภาพที่งดงามเสียจริงๆ” เขาไม่รู้ว่าละเมิดกฎของความสงบเงียบนั้นแล้ว

ท่านเล่าจื๊อหมุนตัวกลับ เมื่อถึงวัดท่านประกาศไม่ให้ศิษย์คนนั้นเดินไปกับท่านอีก

เพื่อนศิษย์คนหนึ่งเข้าไปขอร้องท่านว่า ก็แค่ชมพระอาทิตย์ตกดิน ผิดอะไรหนักหนาเชียว

“เมื่อเขากล่าวถึงพระอาทิตย์งดงาม” ท่านเล่าจื๊อว่า “เขาไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ตกเลย เขาเพียงแต่เห็นคำพูดของตัวเอง”

การได้ยินคำบรรยายเกี่ยวกับอะไรบางอย่าง กับการได้สัมผัสสิ่งนั้นด้วยตัวเอง มีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับความแตกต่างระหว่างป้ายบอกทาง กับสถานทีี่ที่ป้ายนั้นบอกทาง

เหตุเพราะการนึกคิดนั้น ไม่เหมือนการรับรู้ด้วยตัวเอง

ดังนั้น พวกเราจะบรรลุถึงความสงบเงียบภายในได้อย่างไร

คนส่วนใหญ่มักติดอยู่กับความคิดที่ว่า ไม่สามารถหยุดคิดได้

เล่าเรื่องเล่าจื๊อกับศิษย์แล้ว พระอาจารย์พรหมก็สอนแบบเรียนการทำสมาธิ ที่ท่านเรียกว่าความสงบเงียบภายใน ว่าทำได้ง่ายเพียงใด

และทำให้รู้สึกปีติยินดีได้ขนาดไหน

นั่งในท่าสบายๆ หลับตาลง ผ่อนคลายร่างกายราวหนึ่งถึงสองนาที

แทนที่จะปล่อยความคิดให้ฟุ้งซ่าน ก็ให้ท่องนะโม ตัสสะ ในใจ ซ้ำไปซ้ำมาประมาณหนึ่งนาที

จากนั้นก็เริ่มทิ้งช่วงห่างระหว่างพยางค์ ดังนี้

นะโม...ตัสสะ...นะโม...ตัสสะ...นะโม...ตัสสะ แล้วท่องต่อไปเรื่อยๆ

ค่อยๆเพิ่มช่วงห่างระหว่างพยางค์ให้มากขึ้น นะ...โม...ตัส...สะ... นะ...โม...ตัส...สะ

ถ้ามีความคิดแทรกขึ้นมาในช่วงห่างระหว่างพยางค์ ก็ให้ลดช่วงห่างให้สั้นลง นะ...โม...ตัส...สะ

การทำเช่นนี้ จะช่วยเบียดความคิดให้ออกไป

จากนั้นก็ค่อยๆลองเว้นช่วงห่างระหว่างพยางค์เพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ในช่วงเวลาไม่นานนัก ช่วงห่างระหว่างพยางค์จะค่อยๆห่างมากขึ้น และในแต่ละช่วงความห่างนั้น ก็จะพบกับความสงบเงียบภายในจิตใจ ที่ไม่สามารถจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ด้วยตัวของโยมเอง

“โยม ไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่า นะโม ตัสสะ หมายความว่าอะไร” พระอาจารย์พรหมย้ำ “เพราะการไม่รู้นั้น มีผลดีกว่า มิฉะนั้น มันจะทำให้โยมฟุ้งซ่านอีกครั้ง”

การทำสมาธิสไตล์พระอาจารย์พรหม พระฝรั่ง แปลก น่าสนใจ นะครับ

ทำแล้วจะเกิดปีติ ที่แปลว่าความอิ่มใจได้สักขนาดไหน...มิตรผู้ร่วมทุกข์ยามโควิด–19 อาละวาด เล่าสู่กันฟังบ้างก็แล้วกัน.

กิเลน ประลองเชิง

https://www.thairath.co.th/news/politic/1801023

การ์ตูน เซีย

 

หนังที่ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าถึง 9 ปี

Work from home ไม่ใช่วันที่บริษัทให้เราหยุดพักผ่อน หรือออกไปทำงานที่อื่น เช่น พวกร้านอาหารหรือร้านกาแฟ  แต่ Work from home คือการทำงานที่บ้านซึ่งมีความปลอดภัยที่สุด

จันทร์ที่ 23 มีนาคม 2563 เวลา 10.00 น.

บริษัทผมออกนโยบาย Work from Home เพื่อลดความเสี่ยงในการระบาดของโรค Covid-19 ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปที่ทำงาน การเข้าออฟฟิศ ขึ้นลิฟต์ นั่งชิดกัน ใช้ของร่วมกัน เพราะดูแนวโน้มแล้วจะมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราทุกคนป่วยพร้อมกันหมด คุณหมอและบุคลากรทางการแพทย์จะเหนื่อยที่สุดเลยครับ อีกทั้งเตียงผู้ป่วยและยารักษาโรคไม่น่าจะมีเพียงพอ

นโยบายของบริษัทผมได้เริ่มเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาครับ ที่ทำงานแบ่งเป็น 2 กลุ่ม (ลดปริมาณพนักงานให้เหลือครึ่งนึง) ทดลองทำงานที่บ้านและทำที่ทำงานสลับกลุ่มสลับวันกันสัก 2 สัปดาห์ คนที่อยู่ที่ทำงานนั่งทำงานห่างกัน คนที่ทำงานแบบ Work from home ต้องรายงานตัวให้กลุ่มรับทราบ ผู้บริหารจะดูว่าวิธีนี้พอจะทำงานได้มั้ย ถ้าทำได้จริงก็จะขยายการทำงานแบบนี้ออกไปอีก

ผมเองก็ขานรับนโยบายนี้ทันที เริ่มจากหาหนังมาตุนไว้ดูที่บ้าน ล้อเล่นนะครับ!...

Work from home ไม่ใช่วันที่บริษัทให้เราหยุดพักผ่อน หรือออกไปทำงานที่อื่น เช่น พวกร้านอาหารหรือร้านกาแฟ แต่ Work from home คือการทำงานที่บ้านซึ่งมีความปลอดภัยที่สุด ลดการเดินทางและพบปะผู้คน ได้รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ และทำเอง สื่อสารกับเพื่อนร่วมงานผ่านเทคโนโลยี และได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว อย่างไรก็ตาม เวลาทำงานเราต้องทำงานก่อนนะครับ เราต้องซื่อสัตย์ในจุดนี้

ส่วนนอกเวลางาน ใครจะพักผ่อน ออกกำลังกาย หรือดูหนังอยู่ที่บ้านก็ตามสบาย ซึ่งถ้าพูดถึงหนังที่ตรงกับเหตุการณ์โรคระบาดในช่วงนี้ ผมขอแนะนำหนังเรื่อง Contagion ครับ

หนังเรื่องนี้ผมได้ดูกับรุ่นพี่เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ขณะนั้นประเทศเรากำลังติด Top 5 ประเทศที่มีการติดเชื้อเลยครับ ยิ่งดูยิ่งอิน แต่พอผ่านไปสักพัก อันดับเราค่อย ๆ ตกลงไป ประเทศอื่นแซงขึ้นมา ไม่รู้ว่าใช้วิธี "ไม่ตรวจ = ไม่พบ" หรือเปล่านะครับ (รัฐควรหา rapid test ที่ไม่แพงและรู้ผลได้รวดเร็วเพื่อให้คนทั่วไปซื้อตรวจเชื้อนี้ด้วยตัวเองเหมือนที่ประเทศเกาหลี) ผ่านไปเกือบเดือน ยอดผู้ติดเชื้อของเราไต่อันดับขึ้นมาอีกครั้ง เริ่มแพร่กระจายไปในทุกวงการ

 
กลับมาที่หนัง Contagion หลังจากนี้ผมจะสปอยล์เนื้อเรื่องของหนังแล้วนะครับ ใครยังไม่ได้ดูข้ามไปได้เลย แต่ถ้าเคยดูแล้ว หรือรู้เรื่องไปก่อนก็ไม่เป็นไร เชิญอ่านต่อได้เลยครับ แล้วจะทราบว่าทำไมผมถึงบอกว่าหนังเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ช่างคล้ายคลึงกับเหตุการณ์โรคระบาดในปัจจุบันยิ่งกว่าคำทำนายใด ๆ

- เกิดจากคนจีน ของจริงคือ อู่ฮั่น ในหนังคือ ฮ่องกง

- เชื้อมาจากค้างคาว อันนี้เหมือนเป๊ะ แต่ในหนังบอกที่มาว่า ค้างคาวกำลังกินกล้วย มีคนไปบุกรุกโค่นป่า ค้างคาวบินหนี (กล้วยยังคาปาก) บินไปกินต่อที่โรงเลี้ยงหมู แล้วทำกล้วยตก ลูกหมูกินกล้วยต่อ แล้วลูกหมูถูกฆ่าเอามาทำหมูหัน เชฟชำแหละหมูเพื่อมาทำหมูหัน ไม่ได้ใส่ถุงมือ ผู้จัดการร้านเรียกเชฟไปถ่ายรูปกับแขก VIP หน้าร้านแบบไม่ทันได้ล้างมือ

รุ่นพี่ผมที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมอินมาก "เห็นมั้ย เพราะเริ่มจากคนไปทำลายป่า แล้วคนเองนั่นแหละที่ได้รับผลกระทบเอง"

- ตัวแสดงในเรื่องดัง ๆ ทั้งนั้นครับ กวินเน็ธ พัลโทรว์แสดงเป็น “เบธ” ผู้บริหารหญิงที่ต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจที่ฮ่องกง แวะ transit ที่ Chicago และกลับมาที่ Minneapolis ทุกที่ที่เธอไป ผู้คนต่างติดเชื้อกันหมด ก็เพราะสนามบินและการเดินทางไปต่างประเทศนี่แหละเป็นการแพร่กระจายไปทั่วโลก

 
- การแพร่ระบาดคล้ายกันสุด ๆ ครับ ละอองจากร่างกาย ไอ จาม และการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นลูกบิดประตู ปุ่มลิฟต์ ที่กดน้ำ ฯลฯ แล้วมาจับหน้าจับตา (ตอนดูครั้งแรกผมคิดว่าเกินไปหรือเปล่า) อ้าว ไปๆ มาๆ ทุกวันนี้มีการรณรงค์ให้ล้างมือ ลงแอลกอฮอล์กันวันละหลายรอบเลยครับ

- บางคนแข็งแรงและมีภูมิ แม้อยู่ใกล้ ๆ คนป่วยก็ไม่เป็นไร (ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยมาก ๆ) แต่คนที่อ่อนแอและไม่มีภูมิตายทันที ในหนังตายเร็วมากครับ…สองวันก็ตายเลย ของจริงพอเยียวยารักษาจนรอดได้

 
- ไวรัสในเรื่องเหมือนกันคือ เป็นไวรัสที่รุนแรงตัวใหม่ ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน ไม่มียารักษาหรือวัคซีนซะด้วย ต่างกันตรงที่ไวรัส Covid-19 ลงไปโจมตีที่ปอด แต่ในหนังเชื้อโรคขึ้นไปที่เยื้อหุ้มสมอง (ชักเกร็ง น้ำลายฟูมปากก่อนตาย)

- กว่าจะคิดค้นวัคซีนรักษาได้สำเร็จใช้เวลานานมาก คนตายไป 28 ล้านคนทั่วโลกแล้ว ทุกประเทศระดมสมองและรวมพลังกัน จนในที่สุดได้วัคซีนรักษาโรคได้สำเร็จ แต่กำลังการผลิตมีจำกัด ต้องจับฉลากเลขวันเกิด ใครเกิดวันที่จับได้ เข้าไปรับวัคซีนได้ก่อน

- พูดถึงหายนะก่อนที่จะได้วัคซีน มีอะไรบ้าง ปิดเมือง (ในอเมริกาปิดเป็นรัฐ ๆ ไป) ใช้กำลังทหารเข้ามาควบคุม แน่นอนว่าตอนแรก ๆ คน panic กักตุนอาหารและยารักษาโรค เกิดการปล้นจลาจลวุ่นวายไปหมด

- สถานที่ที่คนพลุกพล่าน เช่น สนามบิน กลายเป็นที่ร้าง ไม่มีคนเดินทางอีกต่อไป

 
- รัฐบาลไม่บอกความจริงเรื่องของโรคระบาดอย่างโปร่งใส ปกปิดไว้จนคนติดกันมากขึ้น

- มีเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยคนไข้ที่ติดเชื้อ ในที่สุดเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ติดเชื้อและตายไปในที่สุด

- มีการสร้างข่าวปลอมว่ามียารักษาโรคได้ คนก็แห่กันไปหาซื้อมา จะใช้เงินเท่าไหร่ก็ยอม มีคนที่ตักตวงผลประโยชน์จากความทุกข์ของเพื่อนร่วมโลก

- ผอ.ศูนย์ที่ป้องกันโรคระบาดก็ทุ่มเทในการทำงาน แต่ก็ไม่วายที่จะบอกกับคนที่รักให้หนีจากเมืองไปอยู่ในที่ไกล ๆ ไม่มีคน แล้วย้ำว่า "ห้ามบอกใคร" คำศักดิ์สิทธิ์นี้ก็แพร่กระจายไปทั่วอย่างที่เรารู้ ๆ กัน ....ก็เข้าใจได้ครับ ข้อมูลอินไซด์ แม้จะมีหน้าที่สวมหัวโขนอย่างไร คนใกล้ตัวก็สำคัญเสมอ

- จะเห็นนิสัยคนในยามวิกฤต มีทุกรูปแบบ ความทุ่มเทของแพทย์ที่ทำงาน (ใช่ครับ ชุดนักบินอวกาศที่เราเห็นในหนัง ปัจจุบันได้เห็นในชีวิตจริงแล้ว) ความเห็นแก่ตัวของคน ความเด็ดขาดของผู้นำ

ผมเพิ่งนำหนังเรื่องนี้มาดูซ้ำอีกครั้งกับครอบครัว ซึ่งได้ผลกับลูกชายมาก ๆ เขาล้างมือบ่อยขึ้น และไม่นำมือมาลูบหน้า และเข้าใจว่าเราควรอยู่บ้าน ไม่ควรออกไปข้างนอกบ้านบ่อย ๆ

ใครเคยเปิดคำทำนายในหนังสือว่า ปี 2020 จะมีโรคระบาดทั่วโลก ผมยังไม่ตื่นเต้นเท่ากับได้ดูหนังเรื่องนี้ ผู้สร้างหนังเรื่อง Contagion เห็นล่วงหน้าได้อย่างไรถึง 9 ปีก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่เรากำลังประสบกันอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมีความหวังลึกๆ ว่าเราจะได้วัคซีนและยารักษาโรคที่ค้นคว้าได้เร็วกว่าในหนัง ทั้งโลกจะมีกระบวนการจัดการที่เอาอยู่ ประเทศที่ควบคุมได้จะมี Handbook ส่งต่อหรือเป็นตัวอย่างให้กับประเทศที่เหลือ

สำคัญที่สุด คนจะตระหนักรู้เรื่องการดูแลป้องกันตัวเองให้มากขึ้น มีสติ รู้ว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไรกันมากขึ้น
.....................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
หนังสือเด็กก้อนเมฆ
ขอบคุณภาพประกอบบทความจาก Warner Bros, Pictures

... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/764279

  • love
    0
  • haha
    0
  • wow
    0
  • sad
    0

1 ความเห็น

 
3 ส

ไอ่เห้ตูบนายกโคตรควาย

โกรธแล้ว

  • love
    1
  • haha
    0
  • wow
    0
  • sad
    0
คุณรู้สึก love