รัฐบาลต้องอยู่ในกรอบ..เราไม่ใช่ประเทศ “อยู่ในกะลาครอบ” นะครับ

รัฐบาลต้องอยู่ในกรอบ..เราไม่ใช่ประเทศ “อยู่ในกะลาครอบ” นะครับ

รัฐบาลต้องอยู่ในกรอบ..เราไม่ใช่ประเทศ “อยู่ในกะลาครอบ” นะครับ

https://bangkok-today.com/web/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%a3/

รัฐบาลต้องอยู่ในกรอบ..เราไม่ใช่ประเทศ “อยู่ในกะลาครอบ” นะครับ

หน้าไหว้-หลังหลอก

เขาทำดีต่อหน้า แต่ให้ราคาเสียเมื่อไหร่?.. อย่าเอา “ผักชีโรยหน้า” การประชุม “G 20” มาโชว์เป็น “หัวหอก”

แค่เป็น “มารยาท” ตามธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้นเอง..หากเขาให้ความร่วมมือกับ “รัฐบาลประยุทธ์” ทุกมิติ ตามที่เอามาอ้างสรรพคุณ

ไหนการลงทุน-การค้า..เขาจะทำประโยชน์กับชาติที่เป็น “ประชาธิปไตยเต็มร้อย” พวกที่จำแลงแปลงกายเป็น “รัฐบาลประชาธิปไตย” แต่ยังให้สิทธิ์ทหารเข้าตรวจค้น และ ควบคุมตัวเอาไว้ได้ ๗ วัน โดยที่ไม่ต้องแจ้ง

คบกับเราทุกมิติ..เอาหลักฐานมาสิ ถ้ารัฐบาลมีดีต้องเอา-มาแสดง

๐๐๐๐

หลายหัวดีกว่าหัวเดียว

ในเมื่อคิดว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี พบกับ “ผู้นำ G 20” สร้างบทบาทให้กับประเทศไทย หยั่งดีนักเจียว

เมื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เข้าพบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับ “อียู” ใยจึงบอกว่า สร้างผลกระทบให้กับ “รัฐบาลประยุทธ์”อย่างแรง..

การเปิดโลกทัศน์รับรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งสร้างผลดีเกิดผลลัพธ์เป็นแรงบวกให้กับประเทศไทย..ใย “รัฐบาลประยุทธ์” ต้องเต้นต่อการเข้าพบ “อียู” ของ “ธนาธร” ในครั้งนี้..ถ้าคิดว่า “รัฐบาล” มีความเป็นประชาธิปไตยเต็มร้อย..ต้องปล่อยให้เขาแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกัน

รัฐบาลควรทำในสิ่งที่อยู่ในกรอบ..เราไม่ใช่ประเทศอยู่ในกะลาครอบ-นะทั่น

๐๐๐๐

ขายผ้าเอาหน้ารอด

“จุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งธง “รัฐบาลประยุทธ์๒/๑” ต้องมีนโยบายประกันรายได้ และแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็น-จุดบอด

เป็น “รัฐธรรมนูญ” ที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี เขากอด มีหรือที่จะยอมให้ถอดสลัก ตามอำเภอน้ำใจ ที่ “พรรคประชาธิปัตย์” วางเงื่อนไข

“ประชาธิปัตย์” พลิกลิ้น-กลืนน้ำลาย.. ไม่เอา “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่เอา “การสืบทอดอำนาจ”… สุดท้าย “พรรคแม่ธรณีบีบม้วยผม” ก็ “ร่วมผสมพันธุ์” อย่างไม่กระดาก

ประชาธิปัตย์คิดแก้รัฐธรรมนูญ..บอกเลยว่าเป็นศูนย์ ฉะนั้น,อย่าพูดให้อาย-ขี้ปาก

๐๐๐๐

เป็น “ตระกูลชิน” ไม่เหลือ

ลงขันระดมเงิน เรียกคนมา “เป่านกหวีด” ไล่ให้พ้นประเทศกันทันที อย่างไม่น่าเชื่อ-แต่ก็ต้องเชื่อ

แต่นี่เป็น “รัฐบาลประยุทธ์” ที่ “พวกสลิ่ม” จิ้มกันมากับมือ..จะทำอะไรก็ได้ ตามใจสลิ่มเขาเถิดนะคุณ..

พัวพันยาเสพติด อนุมัติกู้เงินผิดก็ทำได้ มีผลประโยชน์ทับซ้อน “สร้างโรงเรียนนานาชาติ” ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาเป็น “หัวขบวน” กระทรวงเสมาธรรมจักร

ถ้า“ตระกูลชิน” ตั้ง.. “สลิ่ม”ต้องคลั่ง นั่งไม่ติดแน่นอน-ที่รัก

๐๐๐๐

เพราะยอมเป็น “ไก่รองบ่อน”

“พรรคพลังประชารัฐ” จึงขึ้นขี่คอ “พรรคประชาธิปัตย์” ไว้ทุก-ขั้นตอน

การเปิดตัวเพื่อส่ง “พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล” ว่าที่ผู้สมัคร นายกฯ อบจ.สงขลา ของพรรคพลังประชารัฐ เท่ากับ “เหยียบจมูก” เจ้าถิ่น “ประชาธิปัตย์” อย่างไม่เหลือซาก

ถ้าพลังประชารัฐ ได้เป็น “นายกฯ อบจ.สงขลา” เท่ากับเจาะฐานเมืองหลวง “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ภาคใต้แตกกันระเน-ระนาด..ซึ่ง “จุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์” หัวหน้าพรรค และ “ชวน หลีกภัย” ไม่รู้จะทาน “พรรคพลังประชารัฐ” ที่เจาะพื้นที่ภาคใต้ได้หรือเปล่า..ที่สำคัญมีคนในเอาใจออกห่าง?.. ไปหนุน “พลังประชารัฐ”เสร็จสรรพ

เห็นแก่ตำแหน่งที่เขาแจก..ประชาธิปัตย์คงถูกตีแตก กันแล้ว-ล่ะครับ

“กะพรุนไฟ”

๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒

........

................

...................................


บาทวิถี...ญี่ปุ่น
 
กิเลน ประลองเชิง12 ก.ค. 2562 05:01 น.
SHARE
 
 
 

มีข่าวมาเข้าหู นักธุรกิจไทยเบื่อสารพันปัญหาในเมืองไทย หลายคนขนเงินไปลงทุนในญี่ปุ่น

มีคำถาม การลงทุนก็หวังกำไร นักธุรกิจไทยจะไปทำมาค้าขายอะไร คำตอบที่ได้ก็จากคนไทยด้วยกัน ที่เห่อและขยันไปเที่ยวญี่ปุ่น

ผมพยายามลำดับความคิด เงินญี่ปุ่นแพงกว่าไทย ทำไม คนไทยติดใจญี่ปุ่นนัก...ข้อแรกคือความปลอดภัย...

ผมเคยเจอสาวน้อยไทย...คนเดียว ไม่ใช่ลูกสาวไฮโซ แต่เป็นข้าราชการผู้น้อย เดินอยู่บนยอดเขาเมืองชิราคาวะโกะ ก็เมืองที่ขึ้นชื่อด้วยบ้านหลังคาทรงพนมมือ เก่งทางทำเครื่องใช้ไม้...นั่นแหละ

ผมแค่แวะผ่าน แต่สาวน้อยนอนพักหนึ่งคืน...ท่าทีเป็นสุขปลอดโปร่ง ไม่มีวี่แววความหวั่นเกรง

ญี่ปุ่นไม่มีอะไรให้ต้องหวั่นเกรง

ลำดับความคิดต่อไป...เคยไปกับ ททท. นอนโรงแรมห้าดาว ใกล้วังองค์จักรพรรดิ จะขยับไปไหนก็นั่งรถตู้ ถนนที่เดินในโตเกียว ไม่ว่าย่านกินซ่า หรือชินจูกุ...ไม่มีข้อสะดุดใจ...เพราะเป็นเมืองใหญ่

ความประทับใจอยู่กับทริปลากกระเป๋าเข้าโรงแรมเล็กๆ ในเมืองรอง...ไปมาหลายๆเมือง ทางเท้าของเขาหาจุดที่สะดุดแบบที่ต้องยกกระเป๋าขึ้นลง น้อยเต็มที

ฝนตกเป็นเรื่องปกติ เดินถือร่มลุยน้ำก็ไม่ต้องกังวลเรื่องถนนลื่น เพราะพื้นถนนญี่ปุ่นตั้งใจทำไว้ไม่ให้ลื่น

ผมเป็นนักเขียน...อยากเลือกใช้คำที่แรงๆกระแทกใจ...เออ...ถนนญี่ปุ่นเขาช่างทำทางเท้าเคารพฝ่าเท้าคนแก่อย่างเราเสียจริงๆ

ที่จริงผมไม่เคยรู้ ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับทางเท้าแค่ไหน

ไม่เคยได้ข่าวคนล้มบนถนน ถ้ามีข่าวนักท่องเที่ยวเดินล้ม ก็คงเป็นเรื่องแปลกและเรื่องใหญ่

นี่เป็นแค่ความคิดคาดเดา เพิ่งมาเจอประจักษ์หลักฐาน เรื่องมาตรฐานทางเท้าจาก...คุณฐิตาภา ทรงเผ่า เพื่อนในไทยรัฐ เจอมากับตัวเอง

เธอเล่าว่า เดินมาหลายวัน ถึงสนามบินนาริตะ จะกลับบ้าน มีเวลาก็ยังขยันเดิน...เวลายังมีเหลือ...ก็ถอดรองเท้านั่งพักเท้า

ครู่เดียว...ก็มีเจ้าหน้าที่สนามบินมาถาม

ท่าทีเขาตระหนกตกใจ คำตอบเป็นภาษาอังกฤษจากคนไทย ไม่ทำให้เขาลดท่าทีวิตกกังวล จากคนสองคน มาเป็นคณะ

เรื่องที่เขาพยายามถาม...ไปเดินสะดุดตรงไหน แต่คำตอบ ยังไม่น่าพอใจ

คุณฐิตาภาต้องขึ้นเครื่องบินด้วยเข็น กลายเป็นแขกพิเศษ ที่คนในเครื่องบินต้องดูแล

ถึงปลายทางประเทศไทย...รถเข็นก็มารับถึงปากประตูเครื่องบิน

ฐิตาภาบอกว่า เธอและเพื่อนพยายามจะบอก ถนนหนทาง ทางเท้า พื้นสนามบินสะดวกสบาย เธอไม่ได้สะดุดล้ม เธอไม่เจ็บปวดอะไร เรื่องของเรื่องก็คือเธอขยันเดินช็อปจนปวดขานิดหน่อยก็แค่นั้น

แต่ก็อย่างที่ว่า คนญี่ปุ่นไม่ถนัดภาษาฝรั่ง คนไทยก็งูๆปลาๆ เรื่องไม่เป็นเรื่องของเธอจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่

แต่ก็เป็นปัญหาที่ทำให้เธอประทับใจญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น มีสตางค์เหลือ มีเวลาก็อยากไปเที่ยวญี่ปุ่นอีก

ผมเชื่อว่าบาทวิถีที่ดีๆ ยังมีในหลายประเทศศิวิไลซ์ แต่คงไม่ใช่ในเมืองไทย ที่มีนักท่องเที่ยวบ่าไหลกันมา ยังกะสายน้ำ งานของผู้ว่าฯ กทม.นั้นมีมาก จะทำทุกอย่างให้เรียบร้อยงามตา ดึงดูดนักท่องเที่ยวคงไม่ไหว

เริ่มกันอย่างเดียวได้หรือไม่ เริ่มกันที่ทางเท้า

ทำแบบไหนก็ได้ ให้รู้สึกว่าเคารพฝ่าเท้าคนเดินที่สุด จนถึงขั้นคนเดินหันมาเคารพคนทำ เมื่อทุกฝ่ายรักศรัทธากัน จะเริ่มทำเรื่องใหญ่ๆยากๆต่อไป ไม่ว่าขยะ หรือคอร์รัปชัน ก็คงเป็นเรื่องง่ายขึ้น.

กิเลน ประลองเชิง

https://www.thairath.co.th/newspaper/columns/1612671

ใใใใใใใใใใใ

ใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใ

ใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใ

สมปัก พระนายไวย
 
กิเลน ประลองเชิง11 ก.ค. 2562 05:01 น.
SHARE
 
 


 

ผมได้ยินท่านประธานฯชวน หลีกภัย พูดว่า เรื่องเครื่องแต่งกาย ส.ส.ในสภาเป็นเรื่องของกาลเทศะ...ก็อยากรู้ว่า ขอบเขต “กาลเทศะ” นั้นแค่ไหน

หนังสือเรื่องเล่าจากข้าวของเครื่องแต่งกาย (ส.พลายน้อย สำนักพิมพ์พิมพ์คำ พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2553) อยู่ใกล้มือก็หยิบมาเปิดอ่าน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์อธิบาย ไว้ตอนหนึ่ง

“ธรรมเนียมลำดับยศของสยามมีสังเกตอยู่ 3 อย่าง ด้วยคำนำหน้าชื่ออย่างหนึ่งด้วยศักดินา คืออำนาจที่จะหวงที่ดินเป็นไร่นา อย่างหนึ่ง และด้วยหมวก เสื้อ และเครื่องนุ่งห่มอีกอย่างหนึ่ง”

เสื้อและเครื่องนุ่งห่มข้าราชการไม่พบหลักฐาน สมัยโบราณมีการกำหนดลำดับยศไว้เช่นใด แต่ที่แน่นอนอย่างหนึ่ง ขุนนาง ข้าราชการจะนุ่งผ้าสมปัก หนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดประดู่ทรงธรรมกล่าวไว้ว่า

“ย่านท่าทรายมีร้านชำขายผ้าสมปักเชิงปูม ผ้าไหม ผ้าลายกรุษราช ย่ำมะหวาด สมปักเชิง สมปักล่องจวน สมปักริ้ว เมื่อข้าราชการทำหาย ไม่ทันจะหามาเปลี่ยนก็ต้องซื้อนุ่งเข้าเฝ้า”

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอธิบายว่า

ผ้าสมปักเป็นผ้าทอด้วยไหมเพลาะกลาง พื้นผ้าเป็นสีเป็นลายต่างๆ ใช้ตามยศตามเหล่า มีสมปักปูมเป็นสูงสุด สมปักริ้ว เป็นต่ำสุด

ยังมีคำอธิบายเพิ่มเติม ผ้าสมปักนั้นเป็นสองชนิด ผ้าสมปักลายสำหรับนุ่งเต็มยศชนิดหนึ่ง ผ้าสมปักไหมสำหรับนุ่งเข้าเฝ้าเวลาปกติชนิดหนึ่ง

อันผ้าสมปักนั้น เขาไม่นุ่งกันมาแต่บ้านมิได้ เขามานุ่งกันเอาในพระราชวังเวลาเตรียมตัวจะเข้าเฝ้า ออกจากเฝ้าแล้วก็ผลัด เพื่อรักษาไม่ให้ทรุดโทรมไปเสียเร็ว

ส่วนผ้าสมปักนั้นเห็นเรียกกันแต่ในหมาย ดูที่เขานุ่งกันจริงเขาก็นุ่งผ้าชนิดที่เรียกว่า “เกี้ยวลาย” จนทำให้เข้าใจไปว่า ผ้าสมปักลายกับผ้าเกี้ยวลายเป็นผ้าชนิดเดียวกัน

จนกระทั่งเรียกของเก่าที่คลังในมาดู เผอิญมีผ้าลายติดออกมาด้วยผืนหนึ่ง มีขนาดกว้างยาวเท่ากับสมปักไหม และเพลาะกลางเหมือนสมปักไหม จึงได้เข้าใจว่า ผ้าสมปักลายนั้นต่างหาก

แต่นุ่งแล้วดูก็คงเหมือนกับเกี้ยวลาย เขาจึงนุ่งเกี้ยวลายแทน สมปักลายจริงๆ เห็นจะหานุ่งยาก

ผ้าสมปักในสมัยกรุงศรีอยุธยาคงเป็นของหายากมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีเรื่องกล่าวกันว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) แต่ครั้งยังเป็นหัวหมื่นมหาดเล็ก

เวลาเข้าเฝ้า นุ่งผ้าสมปักพื้นเขียวอยู่ผืนเดียว ไม่รู้จักเปลี่ยน

จนคุณพุ่ม กวีหญิงสมัยรัชกาลที่ 3-5 แต่งกลอนค่อนขอดทำนองคำอธิษฐานไว้ข้อหนึ่ง

“ขออย่าเป็นสมปักของพระนายไวย”

ส.พลายน้อยบอกว่า ชนิดของผ้านุ่งมีความสำคัญมากกว่ารูปแบบ คงมีรูปทรงคล้ายๆกัน หรือใช้ผ้าแบบเดียวกัน จะเรียกชื่อต่างออกไป ก็เฉพาะขุนนางผู้ใหญ่หรือทหารต่างเหล่า

เช่น นายทหารแต่งตัวสวมเสื้อทรงประพาส ไพร่ทหารแต่งตัวสวมกางเกง และเสื้อเสนากุฏ เจ้ากรมทหารปืนปากน้ำเป็นนายลำแต่งตัวนุ่งปูม สวมเสื้อเข้มขาบ พลแจวสวมเสื้อแดง กางเกงขาว บางตำแหน่งสวมเสื้อตาด เสื้ออัตลัด ฯลฯ

ชื่อเสื้อดังกล่าวเรียกตามลายและตามชื่อผ้า ไม่ได้เรียกตามรูปทรง

ผมอ่านถึงตรงนี้ก็พอได้ความ กาลเทศะของการแต่งตัวนั้น มีตัวแปรมากมาย นอกจากขึ้นกับกาลคือเวลา เทศะคือสถานที่แล้ว ยังเกี่ยวข้องกับฐานะตำแหน่งของผู้สวมใส่

ที่พูดๆ กันออกมานั้น เกิดจากอคติมากกว่า รักก็ชม ชังก็ด่า ...คิดอะไรกันไปนักหนา “แม้องค์พระปฏิมายังราคิน มนุษย์เดินดินหรือจะพ้นคนนินทา”.

กิเลน ประลองเชิง

https://www.thairath.co.th/news/local/1611775

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0

2 ความคิดเห็น

 
3 ส

ไอ่เห้ตูบ

โมโห

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
รักแรก

ประเทศจนกรอบ..เป็นกบในกะลาครอบ พาชาวบ้านยอบแยบไปตามๆกัลลล์

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0