ระบอบประยุทธ์

ระบอบประยุทธ์

สองนักวิชาการชาวไทยศึกษา ‘ระบอบประยุทธ์’ พบว่า ระบอบดังกล่าวมุ่งให้กองทัพควบคุมระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมาก โดยการทำให้อำนาจของพรรคการเมืองลดน้อยถอยลง อีกด้านหนึ่งคณะรัฐประหารก็ร่วมกับกลุ่มทุนใหญ่ประชารัฐในการสร้างทุนนิยมแบบช่วงชั้น ซึ่งนำไปสู่การเติบโตของตลาดผูกขาด

ทำความรู้จัก 'ระบอบประยุทธ์' ผ่านบทความชิ้นล่าสุด ของสองนักวิชาการ 'ประจักษ์ ก้องกีรติ' ​และ 'วีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร' งานชิ้นนี้ทำให้เห็นของสามอย่างที่น่าสนใจ : ความพยายามของกองทัพในการครอบงำทุกหน่วยทางการเมือง ความพยายามในการสร้างหุ้นส่วนกับบรรษัทธุรกิจผ่าน 'โครงการประชารัฐ' และการแทนที่ตลาดแข่งขันเสรีด้วยตลาดที่มีลำดับชั้นต่ำสูง

 

ระบอบประยุทธ์ ไม่ใช่ 'เปรมาธิปไตย' : ผู้เขียนเสนอว่าระบอบประยุทธ์ไม่ได้พยายามจะประนีประนอมและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือเปรมาธิปไตย ในทศวรรษ 2520 ในทางกลับกัน ระบอบประยุทธ์มุ่ง “วางฐานอำนาจของกองทัพลงในระบบการเมืองโดยหวังผลระยะยาว” เน้น “เพิ่มขยายภาระหน้าที่ และขอบเขตอำนาจของกองทัพ” ตั้งใจให้กองทัพควบคุมระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมากโดยการทำให้อำนาจของพรรคการเมืองลดน้อยถอยลง

 

อำนาจของกองทัพถูกฝังลงไปในกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบเข้มข้น ในระดับที่เรียกได้ว่า “ออกแบบกลไกแบบใหม่ในการชิงอำนาจโดยไม่ต้องใช้กองทัพก่อการรัฐประหาร” และ “ทหารพยายามหาทางจัดวางตนเองในตำแหน่งผู้ปกครองที่มีอำนาจนำ (hegemonic ruler) ซึ่งหวังครองอำนาจในระยะยาวโดยไม่ปล่อยให้ใครอื่นมีช่องทางสู่อำนาจหรือก่อตัวเป็นกลุ่มชนชั้นนำขึ้นมาแข่งขันกับกองทัพ”​

 

ระบอบประยุทธ์ ไม่ฟื้น 'อำมาตยาธิปไตย' : ผู้เขียนเสนอว่า เมื่อพิจารณาวิธีการบังคับใช้มาตรา 44 จะพบว่า ถูกใช้เพื่อแก้ไขความนิ่งเฉย และไร้เอกภาพของระบบราชการ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารงานของคณะรัฐประหาร

 

เมื่อถามต่อว่า เพราะเหตุใด ข้าราชการและระบบราชการ จึงปฏิเสธที่จะตอบสนองต่อคณะรัฐประหารอย่างเข้มข้น ? ผู้เขียนเสนอว่า เพราะระบบราชการไทยแบ่งขั้วเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจน เป็นผลจากการที่ชนชั้นนำทั้งสองฟากฝั่งต่างอาศัยระบบราชการเป็นเครื่องมือในการตัดทอนกำลังฝ่ายตรงข้ามมาโดยตลอด นี่คือจุดที่ รัฐบาลประยุทธ์ต่างจากรัฐบาลสฤษดิ์ อย่างชัดเจน เพราะ “ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์ได้รับแรงสนับสนุนจากระบอบอำมาตยาธิปไตยที่แข็งแกร่ง” ขณะที่รัฐบาลประยุทธ์ “ทำงานภายใต้ระบบราชการที่อ่อนแอและแตกแยก”

 

อีกหนึ่งปัจจัย ผู้เขียนเสนอว่า เป็นผลจากการเปลี่ยนระบอบและรัฐบาลอย่างถี่ยิบนับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 มันทำให้ระบบราชการใส่เกียร์ว่างเต็มที่ ยิ่ง คสช.มีแนวโน้มใช้งานระบบราชการชนิดข้ามขั้นตอนปกติหรือละเลยกฎระเบียบ ก็ยิ่งทำให้ความนิ่งเฉยและใส่เกียร์ว่างปรากฎในระบบราชการ

 

สองปัจจัยนี้ ส่งผลให้เกิดการบังคับใช้มาตรา 44 เพื่อบังคับให้ระบบราชการทำงานตามสั่งและตามวาระทางการเมือง ผลที่ได้คือ กองทัพเข้มแข็งขึ้น แต่ระบบราชการยิ่งเกิดการแบ่งแยก ใช้การไม่ได้ อ่อนแอ และไม่ได้ฟื้นอำมาตยาธิปไตยให้กลับมาชีวิตอีกครั้ง

 

ลำพังการบังคับใช้มาตรา 44 โดยไม่ได้มีระบบราชการอันแข็งแกร่ง และเป็นเนื้อเดียวกันช่วยหนุนเสริม จึงทำให้วาระการปฏิรูปประเทศเป็นไปอย่างเชื่องช้า กระทั่งล้มเหลว

 

หนึ่งในเสาหลักสำคัญของอุตสาหกรรมการปฏิรูปประเทศ​ให้สัมภาษณ์ถึงบรรทัดสุดท้ายของกิจกรรมการปฏิรูปประเทศไว้อย่างน่าฉงนปนความผิดหวัง

https://voicetv.co.th/read/SyelOnRi7

  • love
    2
  • haha
    3
  • wow
    4
  • sad
    5

2 ความเห็น

 
619

คือ ระบอบเห้ย

  • love
    4
  • haha
    2
  • wow
    5
  • sad
    3
 
3 ส

ประชนคนไทย

เปื่อยสุด ๆ

  • love
    3
  • haha
    4
  • wow
    4
  • sad
    2