มันเกิดจาก “นักการชั่วจอมสร้างภาพ” จะปกป้องพ่อ หรือแค่มี ‘โทสาคติ’

มันเกิดจาก “นักการชั่วจอมสร้างภาพ” จะปกป้องพ่อ หรือแค่มี ‘โทสาคติ’

อัยการปรเมศวร์ ไม่หยุด! ถามต่อ ที่จ้องเล่นงานช่อ จะปกป้องพ่อ หรือแค่มี ‘โทสาคติ’
https://www.khaosod.co.th/politics/news_2609044

อัยการปรเมศวร์ ไม่หยุด! ถามต่อ ที่จ้องเล่นงานช่อ จะปกป้องพ่อ หรือแค่มี ‘โทสาคติ’ ชี้ โฆษกตำรวจก็บอกแล้วว่ากำลังสอบสวน ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก ซึ่งถูกต้องที่สุด พูดกันบ่อยๆ สถาบันจะเสียหาย และ สร้างความแตกแยกในสังคมมากขึ้น

กลายเป็นกระแสร้อนแรงตลอดสัปดาห์ผ่านมาในสื่อสังคมออนไลน์ สำหรับกรณีที่มีการแชร์ภาพของ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ที่ถ่ายรูปพร้อมกับกลุ่มเพื่อนขณะสวมชุดครุยในวันรับปริญญา เมื่อปี 2553 (เกือบ 10 ปี) ซึ่งหลังจากเกิดกรณีดังกล่าว น.ส.พรรณิการ์ ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับภาพที่เกิดขึ้นแล้ว โดยขอภัยพร้อมขอว่า อย่านำประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์มาโจมตีกันทางการเมืองอีกเลย

โดยความเห็นของเรื่องนี้ มีทั้งสองฝ่าย ทั้งเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผ่านมานานแล้ว ความคิดของคนย่อมเปลี่ยนไป และไม่อยากให้นำสถาบัน มายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกต่อไป เพราะบทเรียนที่ผ่านมาก็มีให้เห็นกันอยู่ กับอีกกระแสก็คือ ต้องการให้ช่อแสดงความรับผิดชอบมากกว่าการยอมรับ และ ขอโทษ เลยเถิดเรียกร้องผลักออกจากพรรคอนาคตใหม่ และให้ยุติบทบาททางการเมือง ไล่ออกนอกประเทศ มีถึงขนาดเรียกร้องให้สถาบันการศึกษา ที่ช่อจบมานั้น คืนใบปริญญา ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งในแวดวงการเมืองและบุคคลสาธารณะ

 

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด ก็เป็นอีกผู้หนึ่ง ที่แสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้ โดยตอนแรก ได้แสดงความคิดเห็นว่า “ตอนเราเด็ก​เราก็คิดอย่างเด็ก​ พอเราโต​เราคิดอย่างผู้ใหญ่​ ทำไมต้องถอยหลังไปเล่นงานตอนเขาเป็นเด็กเมื่อ​ ​9​ ปี ที่แล้ว​ เพื่ออะไร?”

และล่าสุด นายปรเมศวร์ ก็ยังคงยืนยันที่จะแสดงความคิดเห็นถึงกรณีนี้ต่อไปอีก โดยโพสต์สเตตัสเฟซบุ๊กล่าสุด อธิบายขายความถึงกรณีนี้ลึกลงไปอีก โดยระบุว่า

ไม่ตอบโต้ใคร ไม่ตำหนิใคร แต่นักกฏหมายสายบ้านเมืองอย่างเราต้องเข้าใจ”หลักอินทรภาษ” (เรียนมาตั้งแต่ปีหนึ่ง และบางคนลืมหมดแล้ว) ซึ่งเป็นคำสั่งสอนของพระอินทร์ที่มีต่อบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นตุลาการว่า การที่จะเป็นตุลาการที่ดีนั้นจะต้องไม่มีอคติ 4 ประการ คือ

1. ฉันทาคติ “รัก” เพราะเป็นลูก เป็นเมีย เป็นญาติ
2. โทสาคติ “โกรธ” เพราะเป็นคู่อาฆาต คู่ศัตรู เคียดแค้นแล้วจ้องจับผิดเพื่อเล่นงานกัน
3. ภยาคติ “กลัว” เพราะโจทก์เป็นผู้มีอำนาจ ถ้าไม่ตัดสินลงโทษจำเลยตามที่เขาสั่ง ก็กลัวว่าเขาจะไม่ชอบ
4. โมหาคติ “หลง” คือ “ความไม่รู้จริง” อาจทำให้ตัดสินผิด ๆ ได้

ฉะนั้น ในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์จึงบอกว่า การเป็นตุลาการที่ดี(หรือการตัดสินใครก็ตาม) จะต้องไม่มีอคติ 4 ประการนี้ และต้องตัดสินความตามพระธรรมศาสตร์ โดยครองธรรมอันเป็น “จัตุรัส” คือ เป็นรูป 4 เหลี่ยมไม่พลิกไปพลิกมา ใครก็ตามถ้าตัดสินความโดยมีอคติ ก็จะทำให้ชีวิตเสื่อมถอยประดุจพระจันทร์ข้ามแรม ใครก็ตามที่ตัดสินความโดยปราศจากอคติ 4 ประการ ก็จะทำให้อิสริยยศ ลาภยศต่าง ๆ เจริญรุ่งเรืองประดุจพระจันทร์ข้างขึ้น นี่คือหลักอินทภาษที่นักกฎหมายที่ดีพึงยึดถือปฏิบัติ มิใช่หาเรื่องคนโน้นคนนี้ไปเรื่อยๆ แล้ว

เรื่องที่เกิดขึ้น ผมถามว่า “เพื่ออะไร?” คำตอบอยู่ตรงที่ว่า ถามจริง ๆ เถอะทำเพราะปกป้อง “พ่อ” หรือทำ “โทสาคติ” ถ้าทำเพราะปกป้อง”พ่อ” มันควรจะทำตั้งแรกที่เขาปรากฎตัวในสังคม มุมมองที่ต้องวิเคราะห์ตามประสาคนใช้กฏหมายเพื่อความสงบเรียบร้อยและเพื่อการปรองดองของคนในสังคม โฆษกตำรวจก็บอกแล้วว่ากำลังสอบสวน ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก ซึ่งถูกต้องที่สุด พูดกันบ่อยๆ สถาบันจะเสียหาย และ สร้างความแตกแยกในสังคมมากขึ้นนะครับ

................

.......................................

.................................................................

ข่าวข้น คนเข้ม : รัฐธรรมนูญของผู้เฒ่ามีชัย
https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/in-the-news/news_2603779
รัฐธรรมนูญของผู้เฒ่ามีชัย

ข่าวข้น คนเข้ม : รัฐธรรมนูญของผู้เฒ่ามีชัย

รัฐธรรมนูญของผู้เฒ่ามีชัย – หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับประจำวันพุธที่ 12 มิถุนายน 2562 ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 7 ปีกุน

ดินฟ้ายังไม่สมัครสมาน ฝนหลั่งน้ำหลากไปอีกหลายวันก่อนจะทิ้งช่วง อันตรายอยู่ในท้องทะเล คลื่นสูง 2 ถึง 3 เมตร

กรุงเทพฯ ของ “ผู้ว่าฯพลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ยังอยู่ในตำรา “ฝนตกน้ำท่วมขัง ทำจราจรเป็นอัมพาต”…

ปัญหาน้ำท่วมกรุงฯ ให้ 1,000 ผู้ว่า หรือเอาเทวดาก็แก้ไม่ไหว “ผู้ว่าฯอัศวิน ไปพลิกตำรา 20 ปีมานี้ กรุงเทพฯ จมลงไปเท่าไหร่ เกือบครึ่งเมตร “กรุงเทพฯ มันเป็นหลุมใหญ่ ตึกระฟ้าหมู่บ้านใหญ่ ไล่น้ำลงถนน มันจึงต้องทำหน้าที่เป็นคลองระบายน้ำ

สมุทรปราการ ไม่มีฝน น้ำมันก็ท่วมขึ้นมาจากทะเล

นักวิทยา ศาสตร์โลกยืนยัน กรุงเทพฯอยู่ในอันดับต้นๆของมหานครที่จะจมทะเล นายกฯใหม่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียกประชุม “ผู้แทน 500” จากหีบเลือกตั้ง เป็นวาระแห่งชาติ “ย้ายเมืองหลวง”…

แวบดูการเมือง “รัฐธรรมนูญของผู้เฒ่ามีชัย ทำให้ไทยเป็นรัฐบาลพรรคผสมมากที่สุดในโลก และอ่อนแอที่สุดในโลก”…

อุตตม สาวนายน หัวหน้าพลังประชารัฐ ชื่อนั้นใช่ แต่ข้างใน ยังมี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กับ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ

 เกษตรของข้าใครอย่าแตะ สมศักดิ์ เทพสุทิน จะเอา “โคล้านตัว” แก้จนชาวบ้าน แต่ ประชาธิปัตย์ รับเป็นสินสอดไปแล้ว

แล้วคมนาคม ของ ภูมิใจไทย ถ้าพลังประชารัฐ “จะใช้เข่าหักพร้า ต้องถาม พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า กล้าหรือ ?!…

ถ้าปัญหามันมาก ก็เอา พลังประชารัฐ ข้ามฟากมาบวกกับ 245 ให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คนที่ “คอสอชอเคยชวนเป็นพวก เป็นนายกรัฐมนตรี เรื่องก็จบ

ยืนยันอีกครั้งไว้ตรงนี้ “เผด็จการไทย ไม่ใช่เกิดจากทหาร แต่มันเกิดจาก “นักการชั่วจอมสร้างภาพทั้งหลาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ “หลานไอติม ชี้ได้มันคือใคร ? ใครคือมัน ?…

ใกล้เลือก ผู้ว่าฯกรุงเทพฯจากกล่องบัตร เห็นชัดผู้ชนะ “ประชาธิปัตย์สูญพันธุ์” แข่งกันแค่ เพื่อไทยอนาคตใหม่พลังประชารัฐ ถ้า “เพื่ออนาคตใหม่ไทย ใช้คนคนเดียวกัน ก็ปิดประตูแพ้

..ค่าโง่โฮปเวลล์ “การ์ดอน วู วันนี้อยู่อีกภพ แต่ที่สมคบกันรับค่าโง่ คือ “คนดังเมืองไทย”…

ตบท้ายวันนี้ คำคมจากหนังหรั่งกล่าวถึงคำพิพากษา ต้องยุติธรรมโดยไม่พรั่นพรึงต่อดินฟ้าอากาศ เพียงแต่ให้เหมาะสมกับดินฟ้าอากาศในแต่ละยุคสมัยนั้นๆ

..................

................................

..................................................

เลือกตั้งถึงตั้งรัฐบาล ยุคพิสดารเละตุ้มเป๊ะ : ชกไม่มีมุม


เลือกตั้งถึงตั้งรัฐบาล
เลือกตั้งถึงตั้งรัฐบาล ยุคพิสดารเละตุ้มเป๊ะคอลัมน์ ชกไม่มีมุมโดย…วงค์ ตาวัน

เลือกตั้งถึงตั้งรัฐบาล – ไม่ใช่เพียงแค่ เรามีการเลือกตั้งที่สร้างความงุนงงสับสนให้กับชาวบ้านมากที่สุด จากนั้นขั้นตอนการนับคะแนนก็ใช้เวลายาวนานที่สุด พอสรุปคะแนนออกมาก็ประหลาดมากที่สุด ทั้งสูตรปาร์ตี้ลิสต์พิสดารที่ปัดเศษอย่างเหลือเชื่อ ไปจนถึงผลเลือกตั้งซ่อม ที่ประชาชนแห่กันไปเลือกพรรคหนึ่ง ได้ส.ส.มา 1 ที่ แต่ส่งผลให้อีก 2 พรรค ได้บัญชีรายชื่อเพิ่มมาอีกพรรคละที่

แต่ไม่ใช่เพียงแค่นี้

 


เพราะตอนนี้มีกระบวนการตั้งรัฐบาลที่วุ่นวายอลหม่านมากที่สุด

เมื่อพรรคที่ได้ส.ส.ในการเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 2 ได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล โดยโหวตชนะในการเลือก นายกฯ ด้วยอาศัยส.ว. 250 เสียงมาเป็นฐาน

อีกทั้งไม่เพียงได้รัฐบาลที่ผสมพรรคการเมืองถึง 19 พรรค

แต่การเจรจาแบ่งเก้าอี้ ก็เต็มไปด้วยความเละตุ้มเป๊ะ

เปิดหน้าทะเลาะกันล้งเล้ง อย่างเปิดเผย!!

สุดท้ายเมื่อทำท่าจะตกลงกันไม่ได้ ก็จะใช้วิธีให้ส่งให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชี้ขาดรายชื่อรัฐมนตรีและกระทรวง

ถ้าทำอย่างนี้จริงเท่ากับว่า ยังยกฐานะให้นายกฯคนนี้เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เช่นนี้ก็คือหัวหน้าคสช. กุมดาบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการตัดสินปัญหาที่ไม่สามารถตกลงกันได้

ซึ่งไม่ใช่ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการ เมืองหลังการเลือกตั้งตามปกติทั่วไป!?

ทุกครั้งเขาก็มีผู้จัดการรัฐบาลทำหน้าที่เจรจาหาข้อสรุปแล้วก็จบ

ไม่เคยมีการตั้งรัฐบาลครั้งไหนที่คุยกันแล้ว ก็ต้องส่งไปให้นายกฯเป็นคนตัดสินท้ายสุด

นั่นคือรัฐบาลจากการรัฐประหารเท่านั้น ไม่ใช่รัฐบาลที่อยู่ในบรรยากาศหลังเลือกตั้ง!

แต่ก็นั่นแหละ ถึงขนาดมีสมาชิกสภาจาก “การแต่งตั้ง” มีอำนาจร่วมโหวตนายกฯด้วย ก็ทำได้เป็นครั้งแรก

เพราะฉะนั้นอะไรที่ไม่เคยเกิด ก็สามารถเกิดได้ในการเมืองยุคนี้

แต่ก็น่าคิดว่า การที่เป็นรัฐบาลมีพรรคผสมมากมายจนน่าปวดหัว จะคุมเสียงกันได้ดีหรือไม่ แถมเสียงในสภาผู้แทนฯ ก็ปริ่มน้ำสุดๆ เกิน 250 แค่ไม่กี่เสียง

แค่แบ่งเก้าอี้ก็ตีกันเละขนาดนี้แล้ว!

ต่อไปจะกลมเกลียวกันในทางยาวได้แค่ไหน

อีกทั้งกระแสจากประชาชนในสังคมต่อรัฐบาลชุดนี้ ก็ออกมาในทางที่ไม่ดีนัก

ตอนนี้เสียงบ่นที่ฮิตสุดก็คือ อุตส่าห์แห่กันไปเลือกตั้งเพื่อหวังจะได้มีอนาคตใหม่ๆ

แต่ลงท้ายได้อนาคตเดิมๆ!!

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
คุณรู้สึก ถูกใจ

1 ความคิดเห็น

 
3 ส

มันไอ่พวกเห้

โมโห

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0