มันอดใจไม่ได้

มันอดใจไม่ได้

ผมกำลังเขียนเรื่องที่พล็อตเอาไว้ในใจหลายปี

แล้วเป็นพล็อตในการะดาษมาได้สักปีกว่า

ตอนนี้เขียนไว้ได้แล้ว 1 ใน 10 

 

อันนี้ เป็นบางส่วน ที่ยังต้องขัดเกลา 

ลองอ่านกันดูครับ

 

 

 

  • love
    1
  • haha
    1
  • wow
    1
  • sad
    1

12 ความเห็น

 
มังกรดำ

ต่งตื่นแต่เช้าด้วยอาการกระหยิ่มยิ้มย่อง เดินผิวปากทำนองเพลง ‘รักคุณเข้าแล้ว’ ลงมาจากเล่าเต๊งในชุดนอนกับผ้าเช็ดตัวเพื่อเข้าห้องน้ำ ที่โต๊ะกินข้าวหล่านแต่งชุดนักเรียนพร้อมที่จะไปโรงเรียน นั่งหลับตาพริ้มท้าวคางรอข้าวต้มที่แม่กำลังทำอยู่ในครัว พอได้ยินเสียงผิวปากหันไปมองพี่ชายตาแป๋ว 

“อารมณ์ดีจริง เช้านี้” ปากหมุบหมิบทักพี่ชายด้วยเสียงเหมือนอยู่ในลำคอพอได้ยินจับความได้ ต่งเดินเข้ามาขยี้หัวน้องสาวอย่างหมั่นเขี้ยวจนน้องสาวร้องเสียงดังฟ้องแม่

“แม่ ดูสิหนูหวีผมแต่งตัวดีแล้ว ยะโกทำหัวยุ่งหมด ขี้เกียจหวีใหม่ เบื่อจริงเชียวมีพี่ขี้แกล้ง” 

“ก็เรานี่ช่าง...ทำยังกับว่ารู้อะไรไปหมด” 

“จะรู้เรื่องอะไรที่ไหนเหรอ ทุกวันมีแต่เหม่อใจลอยมั่งซึมมั่ง มีเช้านี้แหละอารมณ์ดี ไม่เห็นผิวปากมานานนมแล้ว มีข่าวดีละสิ นะ ใช่ไหม ... เรื่องพี่สะใภ้ ... แหงเลย”

พี่ชายยกมะเหงกจะเคาะหัวน้องสาวจอมแก่นแสนรู้ แม่เดินถือถาดใส่ชามข้าวต้มออกมาจากครัวพอดี

“ทะเลาะกันอีกแล้ว พี่น้องคู่นี้ .. เอ้อ ได้ยินแว่ว พี่สะใภ้ พี่สะใภ้ใคร หล่านพูดถึงบ่วยหรือ บ่วยทำไม ?” แม่ซัก

“ไม่ใช่หรอกแม่ ไม่ใช่เจ๊บ่วย”

“อ้าว ไม่ใช่เจ๊บ่วยแล้วเป็นใคร” แม่หันมามองลูกชายที่ยืนหน้าตาเจี๋ยมเจี้ยม 

“อาบน้ำละ แม่ วันนี้งานยุ่ง มีคนสั่งของเข้ามาเยอะ”

ไม่ตอบคำถามแม่กลับเฉไฉไปเรื่องอื่นแล้วผลุนผลันเดินอ้าวไปห้องน้ำหลังบ้านทันที แม่หันมาที่หล่าน

“ไม่รู้นะแม่ ไม่ใช่เจ๊บ่วยแน่นอน ต้องเป็นคนอื่นแต่ไม่รู้ว่าใคร ยะโกเขาเก็บเป็นความลับ”

“ใครกันนะ แถวนี้ไม่เห็นมีใคร”

“น่าจะเป็นสาวๆ ในตลาดนั่นแหละ เดบอกว่าหมู่นี้พอตกบ่ายสามบ่ายสี่ยะโกลุกรี้ลุกรนชอบกล ขับมอไซค์ออกไปทางตลาดโน่นทุกวัน”

“เจ๊บ่วยดีออกยังงี้ ทำเป็นไม่สนใจ เหอะ...ให้อกหักคลานกลับบ้านจะยุเจ๊ไม่ให้สนใจซ้ำไปเลย” หล่านบ่นพึมพำพลางใช้ช้อนเกลี่ยตักข้าวต้มวนจากขอบชามใส่ปากก่อน เป็นนิสัยประจำที่แม่สอนลูกๆ มาตั้งแต่เล็ก กินข้าวต้มอย่าช้อนกระโจมกลาง มันร้อน 

สักพักหนึ่งเด็กสาวนึกขึ้นมาได้

“เออ จริงด้วย แม่บอกเดซื้อจักรยานยนต์ให้หนูคันนึงได้ไหม หนูขอนะ ไม่อยากปั่นจักรยานแล้ว”

“ไปโรงเรียนใกล้แค่นี้เอง”

“มันไกลนะแม่ แดดร้อนด้วยหน้าเป็นสิว อยากมีลูกสาวน่องโป่งขึ้นเป็นเอ็นอย่างคนถีบสามล้อรับจ้างไหมล่ะ ลูกสาวจะขายไม่ออกเอา”

“ขายไม่ออกก็ไม่ต้องขาย เก็บเอาไว้หุงข้าวบ้านเราดีกว่าเยอะเลย” ต่งอาบน้ำเสร็จนุ่งกางเกงนอนตัวเดิมมีผ้าขนหนูผืนใหญ่คลุมไหล่เดินผ่านมาจะขึ้นไปบนห้อง ยื่นหน้าเข้ามาทำปากจู๋ประชิดหน้าน้องสาว “ไม่ใช่แค่หน้าเป็นสิว น่องโป่ง ... ปากจู๋อย่างนี้หนุ่มที่ไหนจะมอง” 

น้องสาวถลึงตาค้อนขวับ ตอบกลับมาทันควัน

“ใช่สิ ไหนจะสวยเหมือนใครคนนั้นล่ะ ขนาดเจ๊บ่วยว่าสวยแล้วยังไม่สนใจ คงสวยตายละ”

“มีจริงหรือลูก ต่ง” แม่ถามขัดขึ้นมา

“ไม่มีหรอกแม่ ใครที่ไหน ไม่มี หล่านมันเซี้ยวน่ะแม่” เขาเผ่นผลุงไปที่บันไดทันทีที่เห็นหล่านทำท่าจะวางช้อนซัดเผียะด้วยความหมั่นไส้

“ดุด้วยนะแม่ ขายไม่ออกหรอกลูกสาวบ้านนี้ ไม่ต้องใช้หุงข้าว เอาไว้เฝ้าบ้าน”

แม่หัวเราะปรามลูกสาวว่าพี่ชายล้อเล่น ลูกสาวแม่สวยน่ารักอย่างนี้มีแต่อีกหน่อยหัวกะไดบ้านจะไม่แห้ง

“แม่....” ต่งตะโกนลงมาอีก “ขายไม่ออกจริงๆ แม่ หน้าบ้านเราไม่มีกระได” เสียงหัวเราะเงียบลงเมื่อมีเสียงเปิดปิดประตูห้องชั้นบน

“วันนี้แม่อย่าลืมบอกเดนะ เรื่องรถมอไซค์”

แม่พยักหน้าตอบรับโอบกอดไหล่ลูกสาวสุดหวง ปลอบว่าเตี่ยเขาจะไม่ซื้อให้ได้ยังไงกับลูกสาวคนนี้ หล่านยิ้มแก้มปริลุกขึ้นหอมแก้มแม่ข้างละฟอด 

 

“หนูไปโรงเรียนแล้วนะแม่ แน่ะเสียงยายอัญมาดีดกระดิ่งเรียกที่หน้าบ้านแล้ว”

  • love
    0
  • haha
    0
  • wow
    0
  • sad
    3
 
มังกรดำ

วันนี้งานจัดส่งของมีมากกว่าทุกวัน อีกไม่ถึงสองเดือนใกล้สิ้นปีงบประมาณพวกงานก่อสร้างงานของทางการต้องเร่งมือให้เสร็จเพื่อตั้งเบิกจ่ายได้ตามที่เจ้าหน้าที่เขาเร่งรัดมา ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหากับการต้องส่งเงินคืนคงคลังหรือทำเรื่องเบิกจ่ายกันวุ่นวาย งานเอกชนช่วงนี้ชุกมาก บังกาโลสร้างแบบง่ายๆ แย่งกันขึ้นเป็นดอกเห็ด 

ต่งยิ้มขำเมื่อนึกถึงคำเรียกขานล้อเล่นกันว่า ‘บังกาโลปั่มปั๊ม’ ให้ทหารจีไอเช่าอยู่กับเมียชั่วคราว แล้วทำให้เขาพลอยนึกสภาพความเป็นไปของตาคลีในปัจจุบัน วันที่สงครามเวียดนามกำลังถึงขั้นแตกหัก สหรัฐส่งทหารจีไอ ฝูงบินทิ้งบอมบ์ นักบินขับไล่ เข้ามาประจำการตามสนามบินอุดร อู่ตะเภา ตาคลีในเมืองไทยหนับแสนนาย ตกเย็นมีทหารจีไอนั่งสามล้อคลาคร่ำเต็มท้องถนน เห็นแล้วน่าสงสารคนถีบสามล้อตัวดำเกรียมผอมปั่นกันน่องโป่ง กระดกก้นขึ้นจากอานเป็นจังหวะ ออกแรงปั่นสุดน่องในสามล้อแต่ละคันทหารจีไอตัวยังกับช้าง บางคันนั่งมาในรถถึงสามคน แต่ก็คุ้ม เหนื่อยมากหน่อยได้ทิปงามให้ชื่นใจ 

พอแดดร่มลมตกตั้งแต่ซอยถนนแดงห้องแถวตลอดซอยเปิดไฟนีออนสีชมพูเป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าได้เวลาพร้อมให้บริการในราคาพิเศษสำหรับทหารจีไอที่ยังหาเมียเช่าไม่ได้หรือไม่อยากผูกมัดเช่าเหมารายเดือนกับใคร  ริมถนนสายหลักตั้งแต่แยกไฟแดงจุดทางตัดผ่านรางรถไฟเลยไปถึงหน้าที่ว่าการอำเภอเรื่อยไปถึงสนามบิน บน.4 ร้านอาหาร บาร์ เปิดไฟแสงสีละลานตา เป็นการรูดม่านเปิดชีวิตยามราตรีราวกับว่าเป็นถนนสายมหาสนุกกันตลอดค่ำคืนไม่รู้จักหลับนอน เสียงกีตาร์ในท่วงทำนองกระแทกกระทั้นแผดเสียงออกมาจากในบาร์ถึงริมถนนเร้าใจให้อยากเข้าไปดื่มกินหรือเคล้าเคลียกับหวานใจที่เพิ่งได้รู้จักกันประเดี๋ยวนั้น บ้างเป็นคู่ขาประจำพบกันมาหลายหนแล้ว พูดภาษาฝรั่งไม่เป็น ไม่ยาก ยกสองมือตีประกบเข้าหากัน ‘เฮ้ ! ยู ปั่บๆๆ’ ง่ายๆ แค่นี้เป็นอันรู้เข้าใจ. ก่อนจะพากันไปจบที่โรงแรมเล็กๆ ท้ายตลาด ห้องเช่า หรือบังกาโลที่ประดาหล่อนเช่าเอาไว้สำหรับกิจการชั่วคราวในค่อนคืนนั้น หากถูกใจตกลงกันได้มีไม่น้อยที่ขอจ่ายมัดจำเป็นรายเดือนหรือตลอดไปจนกว่าจะถูกสั่งไปแนวหน้าหรือฐานทัพอื่น มีไม่น้อยรู้ใจกันถึงขั้นขอให้เลิกอาชีพพิเศษเมื่อครบกำหนดปลดประจำการจดทะเบียนแต่งงานตามไปอยู่กินกันที่สหรัฐ บางคนมีเงื่อนไขจำเป็นพาหล่อนกลับไปด้วยไม่ได้ก็ทิ้งเงินก้อนโตไว้ให้เพื่อขอให้เลิกทำงานแบบนี้และสัญญาว่าจะส่งมาให้ใช้อีกเป็นรายเดือน และมีไม่น้อยตกลงสัญญากันแล้วว่าปลดประจำการจะพาไปอยู่เมืองนอกด้วยกันแต่เมื่อถูกส่งไปแนวหน้ากลับหายลับไปแบบไร้วี่แววข่าวสาร บ้างก็จบชีวิตหรือถูกจับเป็นเชลยในสนามรบ บ้างถูกสอยร่วงหาทรากไม่เจอทั้งคนทั้งเครื่องบินรบ ทิ้งให้หล่อนทางนี้เฝ้ารอ นานเข้ารอจนหมดหวังก็กลับย้อนรอยเส้นทางเดิมเพื่อเสาะหาคนใหม่ต่อไป

  ‘โอ๊ยอยากกินหมูแฮม อยากเป็นอีแหม่ม แล้วต้องมานั่งเจ็บใจ

อีนางหน้ามนเป็นคนมักใหญ่ มีผัวจีไอสมใจละเด้อ . . .’

........................................

 

.... ครั้นแล้วไฟหลากสีสว่างไสวจะค่อยๆ ดับลงพร้อมกับความเงียบเข้ามาแทนที่เมื่อยามใกล้สาง .....

  • love
    0
  • haha
    0
  • wow
    1
  • sad
    3
 
มังกรดำ

ระหว่างทำงานยุ่งเป็นระวิงเขานึกย้อนหลังก่อนที่เดจะมาตั้งโรงค้าไม้ตามคำบอกเล่าของแม่ที่ชอบเล่าเรื่องเก่าๆ ให้ลูกๆ ฟังอยู่เสมอ เรื่องบางเรื่องแม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตนเอง บางอย่างเดของต่งเล่าให้ฟังมาอีกต่อหนึ่ง ก่อนหน้านั้นครั้งที่สองครอบครัวเป็นหุ้นส่วนร่วมหัวจมท้ายย้ายจากตลาดเก้าห้องเมืองสุพรรณบุรีมาค้าขายพืชไร่อยู่ที่ตาคลีจนกระทั่งตั้งตัวได้ เดปรึกษากับเดส่ายว่าตอนนี้น่าจะถึงเวลาต่างแยกย้ายกันสร้างรังของตนให้โตน่าจะดีกว่า เริ่มทำเสียตั้งแต่ตอนนี้ ลูกๆ ของสองครอบครัวเริ่มโตกันขึ้นมา และอย่างน้อยเมื่อต่างแยกย้ายกันทำมาหากินคนละอย่าง ค้าขายคนละแบบ หากใครเกิดเพลี่ยงพล้ำลำบากเสียท่าขึ้นมาในธุรกิจของตนยังมีเพื่อนที่ซึ่งเป็นน้ำมิตรกันช่วยโอบอุ้มยามเดือดร้อน ความคิดของเดเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครคิดกันมาก่อน ต่อมาพิสูจน์เห็นแล้วว่าเดคิดถูก เมื่อเดยกกิจการค้าขายพืชไร่ให้เดส่ายไปทั้งหมดแล้วหันมาเปิดโรงค้าไม้และวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างมีบางครั้งเดส่ายประสบปัญหาต้องมาหยิบยืมทุนสำรองจากเดเนื่องจากฝนแล้งไร่นาสวนของเกษตรกรเสียหาย ราคาพืชผลตกต่ำ เดส่ายถึงจะเป็นพ่อค้าคนกลางแต่ไม่ใช่พ่อค้าหน้าเลือดกดราคาซื้อจากชาวนาชาวไร่ในราคาถูกจนต่ำสุดแล้วกักตุนขายในราคาแพง ด้วยคิดว่าจะอยู่ได้นอกจากต้องไม่เบียดเบียนผู้คนที่ทำมาค้าขายด้วยกันยังต้องช่วยประคองช่วยกัน ไปด้วยกัน ทั้งเดส่ายกับเดมีความคิดที่ถูกบ่มเพาะมาตลอดตั้งแต่เล็กจนโตครั้งอยู่เกาะไหหลำถึงแม้เป็นลูกครึ่งจีนไทยแต่ความรู้สึกความคิดลึกลงไปในสายเลือดเป็นลูกจีนมากกว่า เมื่อมาทำมาหากินในเมืองไทยจึงมีความเกรงใจคนปลูกข้าวปลูกพืชไร่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมืองแท้ๆ มากกว่าตน ..... 

‘ตับเกไทยหนั่ง ซียักเกเด่งหนั่ง’ ... 

 

หมายความว่าที่ไหนมีบ้านคนไทยสิบหลังคาเรือน เลี้ยงครอบครัวคนจีนครอบครัวหนึ่งให้อยู่รอดได้.... คนจีนโพ้นทะเลคิดอย่างนั้น หากบ้านคนไทยพังแล้วคนจีนที่ทำมาค้าขายด้วยจะอยู่กันได้อย่างไร

 

  • love
    0
  • haha
    1
  • wow
    0
  • sad
    2
 
มังกรดำ

ที่โถงหน้าร้านมีโต๊ะขนาดใหญ่สองตัวตั้งเรียงริมหน้าต่างติดกับฝั่งโกดังเพื่อสั่งคนงานผ่านหน้าต่างได้ไม่ต้องลุกเดินไปมา อีกตัวเป็นโต๊ะขนาดย่อมลงมาอยู่ด้านในสุดเป็นโต๊ะสำรองหากงานจากสองโต๊ะแรกวางของล้น ช่วงสอบไล่เสร็จต่งกลับมาบ้านช่วยทำงานพลางก่อนกลับกรุงเทพฯ ไปสอบเอ็นทรานส์เรียนต่อ โต๊ะตัวด้านหน้าสุดเป็นโต๊ะทำงานของเขา หน้าที่หลักๆ รับใบสั่งให้คนงานไปจัดของแล้วออกไปตรวจนับของบนรถก่อนนำไปส่งและออกใบส่งของรวมทั้งใบเสร็จด้วย ไม่มีเจ้าหน้าที่บัญชี ทั้งหมดช่วยทำกันเอง แรกๆ เขาแค่เพียงรวบรวมใบสั่งของใบส่งของให้เดดีดลูกคิดแล้วลงลายเซ็นกำกับ มาตอนหลังทั้งใบส่งของใบเสร็จเขาเป็นคนเซ็นชื่อเอง ทีแรกต่งจะเซ็นชื่อตัวเองแต่เดบอกว่าให้เลียนแบบลายเซ็นของเดไปเลย เขาแย้งว่ามันเป็นการปลอมลายมือนะ เดย้อนว่าไม่เป็นไรเซ็นไปเถอะ จนในที่สุดแยกไม่ออกว่าลายเซ็นนั้นเป็นของเขาหรือของเด

บ่อยครั้งงานล้นมือคนงานเขากับแม่ต้องออกไปช่วยไสไม้ ช่วยลูกจ้างแบกหัวท้ายเสาต้นใหญ่ ไม้พื้นแผ่นหนาเอาขึ้นรถ จนชำนาญการเรียงไม้แผ่นหนาๆ ยาวๆ พลิกเพื่อเลือกด้วยตัวคนเดียวไม่ต้องให้อีกคนไปยืนอีกฝั่งเพื่อช่วยจับหัวไม้ฟากโน้น มีสองอย่างที่เขาช่วยไม่ได้เต็มที่จริงๆ คือ การเลือกชนิดไม้ ถ้าเป็นไม้ยาง ไม้เต็ง ไม้แดง ไม้ประดู่ ทั่วไปนี้เขาจำลักษณะมันได้ แต่ถ้ามีไม้แปลกๆ เข้ามาต้องเรียกให้เดออกมาช่วยดู เพราะเดมีประสบการณ์มานานจากการทำงานโรงเลื่อย การสั่งโต๊ะไม้ตัดปีกไม้แบบไหนจึ้งจะได้เนื้อไม้มากที่สุดไม่เสียหาย ป่าหลายป่าทางภาคเหนือเดคุมคนงาน รถสาลี่และช้างตัดไม้ใหญ่มานักต่อนัก ไม้พันธุ์ไหนอะไรเดจึงรู้จักทั้งนั้น อีกอย่างคือการดีดลูกคิด เขาแปลกใจว่าเดทำได้อย่างไรกับการคิดบัญชีหน้ากระดาษยาวเป็นหางว่าว ตามองไปที่ตัวเลขบนกระดาษบัญชีอยู่ทางซ้ายโดยใช้นิ้วมือข้างซ้ายไล่ลงมาทีละบรรทัด ใช้นิ้วมือขวาดีดลูกคิดในรางที่วางอยู่ทางขวา ตาไม่หันมามองรางและเม็ดลูกคิดเลย เดดีดเม็ดลูกคิดเร็วจนมองตามไม่ทันเอาทีเดียว

ตั้งแต่เช้าจรดเที่ยงจวนจะได้เวลาพักกินข้าวกลางวัน วันนี้ถึงมีงานมากล้นมือ งานไสไม้กระดาน ไม้พื้น ไม้ฝา เสา จัดนับจำนวนแผ่นฝ้า สังกะสี ตะปู น้ำมันย้อมทาไม้ ปูนซีเมนต์ วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ แยกออกตามบิลเรียงซ้อนกันเป็นปึกบนโต๊ะทำงานทะยอยขนขึ้นรถจัดส่งไปตามจุดต่างๆ แล้วแต่ลูกค้าสั่งมา ต่งกลับทำงานอย่างครึ้มอกครึ้มใจไม่มีความกังวลอันใดเหลืออยู่อีกเมื่อแน่ใจว่าเย็นนี้ต้องได้พบกับสาวน้อยซึ่งฝันหาอยู่ทุกลมหายใจอย่างแน่นอนที่โรงเรียนสอนพิมพ์ดีด

เดส่ายโผล่มาที่หน้าร้านขณะที่เดกำลังร้องสั่งคนงานให้พักกินข้าวกลางวันก่อนเวลาราวสิบนาทีเนื่องจากเห็นทุกคนเหนื่อยกันมาก สองคนส่งเสียงดังลั่นบ้านทักทายล้งเล้งประสาที่คนไทยชอบล้อว่า “เจ๊กเจรจา คนไทยว่าตีกัน” ทักเดแล้วเดส่ายหันมาเห็นต่งกำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กใช้คล้องคอขึ้นมาเช็ดเหงื่อ

“เหนื่อยไหมต่ง” เดส่ายทัก

“เอาเรื่องเลยเดส่าย วันนี้ส่งของเยอะหน่อยทำแทบไม่ทัน”

“ดีแล้วละต่ง ค้าขายดีมีคนซื้อ เหนื่อยดีกว่าไม่เหนื่อยไม่มีงานทำ” เดส่ายยิ้ม ตบไหล่ต่งเบาๆ 

“ช่วงนี้ดีมีต่งมาช่วย ไม่งั้นคนเดียวยุ่งตายละโกส่ายเอ๊ย โชคดีของหว่าต่งมันไม่เกกมะเหรกเกเร ไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ ไม่หาเรื่องเดือดร้อนมาให้”

เดพูดชมขึ้นต่อหน้าลูกชายตรงๆ 

“จริงละโกผู่ มีลูกชายดีเราพ่อแม่สบายใจ ตายไปนอนตายตาหลับ มีคนสืบสกุล ...เฮ้อ....” เดส่ายถอนหายใจยาว “หว่ามีแต่ลูกสาวคนเดียว”

“จะเป็นไรไป ต่งมันก็เหมือนลูกดู้นั่นแหละ” เดพูดยิ้มๆ อย่างมีความนัย เดส่ายฟังแล้วเข้าใจทันที

“ก็นั่นแหละโกผู่ ยังไงต่งมันก็แต้เจียม หว่าแต้ด่าน ลูกสาวแต่งแล้วเป็นของคนอื่น” เดส่ายแย้งพลางโคลงหัวไปมา “น่าเสียดายแต้มาด้วนที่หว่า..”

“โบ่เซียงกังน่า ไม่เป็นไรโกส่าย มีหลานชายสักหลายๆ คนจะยกให้ใช้แต้ของดู้สักคนสองคน ยกให้เอาไปต่อเทียนให้ดู้”

“จริงนา ไม่พูดล้อเล่นนา” เดส่ายจับมือเดเขย่าหัวเราะฮ่าชอบอกชอบใจ ความหมาย ‘ต่อเทียน’ ที่เดส่ายพูดนั้นหมายถึงมีผู้สืบทอดสายต่อสกุล คนไหหลำมีความเชื่อเหมือนคนจีนไม่ว่าเผ่าใดภาษาใดสิ่งสำคัญที่สุดของตระกูลคือต้องมีผู้สืบทอดแซ่ซึ่งคนไหหลำออกเสียงว่าแต้จากลูกชายหลานชาย บ้านใดไม่มีลูกชายหลานชายย่อมเป็นทุกข์ร้อนที่สุด ไม่มีหน้าไปพบบรรพบุรุษในสัมปรายภพเอาเลยทีเดียว ซึ่งยังมีทางออกอยู่หากลูกสาวแต่งงานกับคนแต้อื่นจะขอหลานชายสักคนมาต่อเทียนสืบสายต่อแต้

เดส่ายเมื่อได้ฟังโกผู่สัญญาว่าจะยกหลานชายให้มาใช้แต้ด่านของตนจึงยินดีชอบใจยิ้มแก้มบาน แกหันไปดูต่งที่เดินไปหน้าร้านดูความเรียบร้อยก่อนพักกินข้าว... “ยะโมโอ่วเตจินโห้” เดส่ายพูดยิ้มๆ กับเด เดยิ่งหัวเราะชอบใจ เขาได้ยินประโยคสุดท้ายที่เดส่ายพูดกับเด ใครจะไม่ชอบคำชมล่ะ ....ยะโมโอ่วเตจินโห้ ...เด็กหนุ่มคนนี้ช่างดีจริง ... แต่ถ้าประโยคนี้ออกมาจากปากของบิดาสาวน้อยคนนั้นมันน่าจะยิ่งเป็นถ้อยคำที่วิเศษสุดๆ

“ไปๆ โกส่ายไปกินข้าวกัน เจี้ยะบุยๆ วันนี้มีแพะตุ๋นด้วยนา ของอร่อยหากินยาก มีคนเอามาฝากเมื่อเช้านี้เองจากเหลาปากน้ำโพเชียวนา เอ้า ! โบ๊ตง...ไหล่ๆ เจี้ยะบุย” 

กินข้าวเสร็จเดลากแขนเดส่ายมานั่งเจี้ยเด่ ดื่มน้ำชาล้างคอที่โต๊ะทำงานของเด

“ดื่มน้ำชา เจี้ยเด่หยั่วะๆ น้ำร้อนดีกว่าน้ำเย็น จริงไหมโกส่าย”

“จริงด้วย” เดส่ายคล้อยตาม “เด็กสมัยนี้ไม่เหมือนเรา ชอบกินแต่น้ำแข็ง น้ำเย็นเจี๊ยบอย่างนั้นถึงได้ร้อนในป่วยไข้กันบ่อย”

 

สองคนจิบน้ำชาไปพลาง พูดคุยธุระที่เดส่ายตั้งใจมาหาเพื่อปรึกษาว่าใกล้เทศกาลตรุษจีนแล้ว กลุ่มคนไหหลำในย่านนี้ที่รู้จักกันกำลังปรึกษาว่าปีนี้น่าจะระดมหาทุนในหมู่ไหหนำเดงหนั่งร่วมกับคนจีนภาษาอื่นในตลาดเปิดโรงทานของกินของใช้ เดเห็นดีด้วยรับปากว่าจะช่วยงานนี้เต็มที่ คุยกันอีกสักพักเสียงคนงานตีแผ่นเหล็กแก๊งๆ ดังลั่น บอกให้ทุกคนรู้หมดเวลาพักกลางวัน ถึงเวลาทำงานต่อได้ เดส่ายบอกลาเดว่าไม่กวนเวลาทำงานแล้ว ก่อนจะหันมายกมือรับไหว้ต่งแล้วถีบจักรยานคู่ใจกลับออกไป

  • love
    0
  • haha
    0
  • wow
    1
  • sad
    2
 
มังกรดำ

ช่วงบ่ายนี้ต่งเร่งงานซึ่งค้างอยู่ เร่งชนิดแทบไม่หยุดพักหายใจจนเสร็จตามใบสั่งหมดทุกตัว เมื่อเหลือบไปดูนาฬิกาตอนรถส่งของคันสุดท้ายออกไปจากลานหน้าโกดังเขาถอนหายใจโล่งอก ยังมีเวลาพอให้อาบน้ำ เหงื่อซ่กอย่างนี้จะให้ไปพบสาวเจ้าได้ไง 

“ต่ง ! เดี๋ยวตกกระไดขาแข้งหัก” ต่งกระโจนข้ามขั้นบันไดขึ้นไปชั้นบนเล่าเต๊งสียงดังปึงปังโครมครามจนแม่ตกใจ

“ร้อน แม่ ร้อนๆๆ ต่งจะอาบน้ำ” เขาบอกแม่แก้เกี้ยวตอนนุ่งผ้าขะม้าเดินลงมาจะเข้าห้องน้ำ

“ทำอะไรเป็นเด็กเป็นเล็ก โตจนจะมีลูกมีเมียได้แล้ว” แม่บ่นตามหลัง

“จริงเหรอแม่ ให้ต่งมีเมียได้แล้วเหรอ” ต่งตะโดนออกมาจากในห้องน้ำ

“จะรีบไปไหนลูกเมียตอนนี้ เรียนให้จบเสียก่อน ไม่ใช่วันนี้ปีนี้”

“ว้า...แม่นี่ ตกลงเอาไงแน่ เมื่อกี้ว่าโตมีเมียได้แล้ว” เถียงย้อนกลับมาปนหัวเราะด้วยสำเนียงบ่งบอกกำลังมีอารมณ์สดใส

“มีตอนนี้แล้วจะเอาอะไรให้เมียกิน..หา...โบ๊ต่ง” แม่ย้อน

“ยากอะไร ให้แม่ทำกับข้าวให้กินไง แม่ทำของกินอร่อยอยู่แล้ว” 

แม่ส่ายหน้ากับวาจายอกย้อนของลูกชาย เข้าใจว่าลูกชายพูดตลกเล่นตามนิสัยขี้เล่นไปอย่างนั้น เพราะต่งเพิ่งจะสิบเจ็ดปีปีนี้ บ่วยที่แม่กับเดดูเอาไว้อยากได้มาเป็นสะใภ้ก็ใช่จะรีบให้แต่งวันนี้พรุ่งนี้เสียเมื่อไร ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อก่อนโน้นคนจีนมีคติว่าผู้หญิงย่างสิบสี่สิบห้ามีคนมาขอถ้าเห็นว่ามีหลักฐานฐานะเลี้ยงดูกันได้ให้แต่งงานออกเรือนกันไปดีแล้วพ่อแม่จะได้ไม่ต้องมีภาระเลี้ยงดู หากให้อยู่นานไปอายุมากขึ้นไม่มีใครมาขอจะยิ่งหาคู่ลำบาก ส่วนลูกผู้ชายอายุไม่ต้องถึงยี่สิบถ้ามีฐานะเลี้ยงดูลูกเมียได้ไม่เป็นไร ดีเสียอีกได้ลูกสะใภ้มาช่วยงานบ้าน แต่ต่งให้เรียนต่ออีกสักสี่ห้าปีมีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกสักหน่อยค่อนแต่งงานมีเมียจะดีกว่า 

“เอ...แต่ถ้าต่งรีบมีเมียเราจะได้มีหลานไว้อุ้มเร็วขึ้น ดีเหมือนกันนี่นา” อมยิ้มเมื่อหลับตาฝันไปว่ามีโบ๊เนี้ยวตัวเล็กๆ ใส่เอี๊ยมเดินเตาะแตะโผเข้าหาให้เหน่อุ้ม . . . คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปจนสะดุ้งรู้ตัวเมื่อต่งแต่งตัวเสร็จมายืนอมยิ้มอยู่ข้างแม่ 

“เซี้ยวน่า ต่ง แม่ไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้น” เผลอพูดกับต่งเพราะคิดว่าเมื่อกี้พูดประโยคนั้นออกไป ที่แท้กำลังคิดในใจอยู่นั่นเอง

ต่งเลิกคิ้วทำหน้างง “คิดอะไรแม่?”

“เปล่า .. อ้าว แล้วนั่นแต่งตัว จะไปไหนคนงานยังไม่ได้เวลาเลิกเลย” แม่เปลี่ยนเรื่อง

“คนงานส่วนคนงานสิแม่ เดก็อยู่ ต่งขอไปพบเพื่อนแป๊บ”

“ต่งไปเรียนกรุงเทพฯ ตั้งแต่บ้านเราย้ายออกมาจากเก้าห้องมาอยู่ที่ตาคลีนอกจากเต้งแล้วยังไปมีเพื่อนที่ไหนอีก ?” แม่สงสัย

“เพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชาย”

“ผู้ฉิงน่ะแม่” ต่งกอดแม่ หอมแก้มฟอดหนึ่งแล้วรีบเดินอ้าวไปที่รถจักรยานยนต์ เดินผ่านหน้าเดที่กำลังก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์จีนแกเงยขึ้นมองลอดแว่นร้องถามไล่หลังว่าไปไหน แต่ไม่ทันต่งสตาร์ทรถออกไปแล้ว 

“ไปไหน?” หันมาถามเมีย

“บอกว่าจะไปหาเพื่อนผู้ฉิง” 

“ใครชื่อฉิง?” 

 

อั่งเดามองหน้าสามี ส่ายหัวทำหน้างงๆ นึกในใจ ฉิง ออกเสียงเหมือนจะเป็นคนแต้จิ๋ว หรือว่าจะเป็นจีนกวางตุ้ง ยิ่งนึกยิ่งทำให้แปลกใจมากขึ้นว่าเด็กรุ่นเดียวชื่อฉิงในตาคลีที่ต่งพูดถึงเป็นลูกเต้าเหลาใคร ต่งไปรู้จักได้อย่างไร

 

  • love
    0
  • haha
    0
  • wow
    0
  • sad
    2
 
มังกรดำ

ต่งบิดคันเร่งเบามือไม่รีบร้อน ผิวปากสลับฮัมเพลงด้วยความอิ่มเอม 

... รื่นรมย์สมอุรา ชื่นตา ฟ้าเบิกบาน  นกร้องขับขานสราญแสนสุขตา แมกไม้โบกใบพลิ้วรื่นริ้วลมเริงร่า  

 เมื่อรักลอยลมมาแนบอุราสมดั่งไฝ่  สมรักเราเคยปอง สุขสองประคองใจ  ชื่นรักชักชวนให้สุขไหนปาน ...

เผลอใจลอยไปกับความอิ่มอกอิ่มใจจนไม่ทันดูรถสองแถวคันข้างหน้าเบรคจอดให้ผู้โดยสารลง กำลังก้าวขางกเงิ่นลงจากบันไดท้ายรถ ป้าแกเงยหน้าขึ้นมาเห็นรถจักรยานยนต์แล่นตามเข้ามาใกล้ตกใจร้องวี้ดเสียงดัง ต่งสะดุ้งรู้สึกตัวหยุดร้องเพลงรีบจับเบรคแฮนด์ เหยียบเบรคเท้าไปพร้อมกันตัวโก่ง ดีที่ขับมาช้าๆ ล้อหน้าเฉียดนิดเดียวจะโดนขาป้าข้างหนึ่งที่ลงมาแตะพื้น คนทั้งรถร้องเอะอะ โชเฟอร์เปิดประตูลงมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ต่งหน้าซีดอึกอักพูดอะไรไม่ออก ตะกุกตะกักขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า โซเฟอร์เห็นว่าไม่มีใครเป็นอะไรหันมาสั่งสอนว่าทีหลังอย่าขับรถเร็ว เป็นอะไรจะเดือดร้อนกันไปหมด แล้วหันหลังกลับไปที่นั่งคนขับพาผู้โดยสารที่ยังอยู่ในรถเคลื่อนตัวออกจากตรงนั้น ต่งมองตามรถสองแถวที่กำลังแล่นไกลออกไป ยิ้มแห้งๆ พอรู้สึกตัวนึกขึ้นได้ว่าเสียเวลากับเหตุการณ์เมื่อครู่จึงสตาร์ทรถไปต่อ คราวนี้ระวังตัวไม่ทำใจลอยอีกจนในที่สุดเป้าหมายข้างหน้าห้องแถวโรงเรียนสอนพิมพ์ดีดมองเห็นอยู่แค่เอื้อม

ประตูไม้บานพับห้องแถวสอนพิมพ์ดีดปิดสนิทมีกุญแจคล้อง ต่งใจหายวาบยืนอึ้งอยู่เป็นนานทำอะไรไม่ถูก สักพักอาซิ้มร้านชำห้องข้างๆ เดินออกมาหน้าร้านเห็นเขาเก้ๆ กังๆ อยู่อย่างนั้นออกปากถามมาหาใคร

“วันนี้สอนพิมพ์ดีดปิดหรืออาซิ้ม”

 

“ใช่แล้วน่อ อาครูเพ็ญอีได้รับโทรเลขว่าพ่อไม่สบายให้กลับบ้านด่วน เพิ่งขึ้นรถไฟไปพิจิตรเมื่อตอนสายๆ นี้เอง” ยกมือไหว้ขอบคุณอาซิ้ม กลับมาที่รถจักรยานยนต์ ... เหมือนฝันหวานได้ชั่วยาม ตื่นขึ้นกลับเป็นฝันสลาย ....

 

  • love
    1
  • haha
    0
  • wow
    2
  • sad
    2
 
มังกรดำ

ต่งกลับมาบ้านด้วยทีท่าซึมหงอย รีบเลี่ยงขึ้นห้องโดยไม่ทักทายใคร แม่มองตามด้วยความสงสัยว่าขาไปรื่นเริงเหมือนนกบินออกจากรัง พอดีหล่านเพิ่งกลับจากโรงเรียนเก็บรถจักรยานเสร็จเดินมาตรงที่แม่ยืนอยู่ “แม่หนูหิว .... ยะโกๆ หนูมีเรื่องมาเล่า..” ประโยคสุดท้ายส่งเสียงเรียกพี่ชายที่เพิ่งมองเห็นขาไวๆ ตรงบันไดขั้นสุดท้ายขึ้นเล่าเต๊ง 

“อย่าเพิ่งไปกวนพี่เขาเลย ไม่รู้อารมณ์เสียอะไร ออกจากบ้านยังดีๆ ไปไม่นานกลับบ้าน ไม่รู้ว่าทำไมดูหงุดหงิดพิลึกไม่พูดไม่จาขึ้นห้องไปเลย”

“ยะโกไปไหนล่ะแม่”

“บอกว่าไปหาเพื่อน”

“หาเพื่อน ?... ยะโกมีใครเป็นเพื่อนที่ตาคลีนี่ ไม่ยักรู้ นึกว่ารู้จักแต่เต้งคนเดียว” หล่านพูดอย่างนั้นเพราะรู้ว่าเมื่อครอบครัวย้ายออกจากตลาดเก้าห้องพี่ชายก็แยกไปเรียนต่อกรุงเทพฯ จะมาตาคลีแค่ช่วงปิดเทอมช่วยเดทำงานเท่านั้น

“เห็นว่าเพื่อนชื่อผู้ฉิง”

“หา..? ไรนะ ! ผู้ฉิง !”

“นั่นแหละ ไม่รู้ว่าลูกบ้านไหน ผู้ หรือ ผู่ ถ้าผู่ออกเสียงเหมือนภาษาเราไหหลำ แต่ฉิงนี่เหมือนสำเนียงแต้จิ๋ว”

“แม่ ยะโกมีแฟนเป็นกระเทย !”

“หา ! เซี้ยวแล้วโบ๊หล่าน ว่าพี่เขามีแฟนเป็นกระเทย เหลวไหล”

“จริงๆ แม่ ผู้ฉิงเป็นกระเทย” หล่านวิ่งขึ้นบันไดไปที่ห้องพี่ชายทันที ถึงหน้าห้องรัวเคาะประตูจนเข้าของห้องทนฟังไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาเลื่อนกลอนลง แย้มบานประตูโผล่หน้าออกมา

“ออกมาเดี๋ยวนี้ ยะโก ออกมาพูดให้รู้เรื่อง”

“เป็นอะไรไปหล่าน โกทำอะไร”

“แม่บอกว่ายะโกไปหาแฟนมา”

“เออๆ ใช่” เขาตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ไปหาแฟนมา”

“แฟนที่เป็นกระเทยนี่นะ !” น้องสาวกระชากประตู รุนพี่ชายเข้าไปในห้อง “ถึงว่าทำไมไม่ชอบเจ๊บ่วย ที่แท้ชอบไม้ป่าเดียวกันนี่เอง โธ่เอ๊ย!”

“เฮ้ย..หล่านเดี๋ยวก่อน..ไปเอาที่ไหนมาพูด” สีหน้าที่กำลังหงุดหงิดกลายเป็นขมวดคิ้ว

“แม่บอก”

“แม่บอก งั้น ?”

“ใช่สิ แม่บอกว่าเมื่อตอนบ่ายยะโกขับรถออกไปหาผู้ฉิง นั่นแหละหนูสงสัยแล้วเชียวหมู่นี้ยะโกเปลี่ยนไป”

ใบหน้าที่กำลังเครียดเปลี่ยนอารมณ์ไปทันที ต่งหัวเราะก๊าก ถอยหลังไปนั่งบนเตียงมือกุมท้องหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง

“ฮ่าๆๆๆๆ โกมีแฟนเป็นกระเทย เป็นผู้ฉิง” น้องสาวเดินตามเข้ามาใกล้ๆ กำปั้นน้อยๆ รัวทุบต้นแขนพี่ชายอย่างเคืองเต็มที่

“ยะโกเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน แต่ไปชอบกระเทย ถ้าเดรู้ แม่รู้จะเป็นไง โอย....” หล่านทุบแขนพี่ชายไปสะอื้นไป

“พอเถอะหล่าน ไม่เอาแล้ว โกเจ็บนะ” ต่งกุมมือน้องสาวเอาไว้ แล้วค่อยๆ เล่าเหตุการณ์ให้ฟังตอนที่เขาจะออกจากบ้านแล้วล้อแม่เล่นว่าอย่างไร หล่านหัวเราะออกมาได้ทั้งน้ำตา 

“ก็ใครจะไปรู้ล่ะ ว่าโกพูดเล่นกับแม่”

ต่งลุกขึ้นยืบโอบไหล่น้องสาวพาเดินออกมาที่ประตูห้อง

“ยะโกของหล่านไม่ใช่พรรณนั้นหรอก ยายปากจู๋ ไปอาบน้ำไป ดูสิกลับมาจากโรงเรียนท่าจะซนมากเหงื่อซ่กเชียว”

“เจ๊บ่วยล่ะ” ไม่วายยังเคลือบแคลง “ยะโกไม่สนใจหรือ”

“เออ ไปเถอะน่า แล้ววันหลังโกจะบอก”

เขานึกในใจ วันหลัง..หมายถึงวันนั้น วันที่เขาพาสาวน้อยตาคมมาให้สมาชิกในครอบครัวรู้จัก 

ธรรมเนียมสังคมไหหลำหากเป็นการหาคู่โดยมีพ่อสื่อแม่สื่อไปเสาะหาหากได้การ ดูดวงวันเกิดปีเกิดสมพงษ์แน่ชัด ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายติดต่อผ่านพ่อสื่อแม่สื่อไปให้ฝ่ายหญิงรู้ว่าจะไปเยือน อาจมีตั้งโต๊ะกินข้าวกันที่บ้านฝ่ายหญิงหรือนัดแนะพบกันที่ร้านอาหารหรือเหลาตามแต่ฐานะเพื่อให้หนุ่มสาวดูตัวกัน หากชอบใจต้องตากัน พ่อแม่สองฝ่ายพึงใจเป็นอันว่าจัดเตรียมงานแต่งได้ พ่อสื่อแม่สื่อจะได้เงินตอบแทนซึ่งไม่เรียกว่าเป็นค่าจ้าง ไม่รับไม่ได้ ถือเป็นธรรมเนียมเป็นเงินสิริมงคลชักพาให้คนได้รักกันแต่งงานกัน สมัยปัจจุบันครอบครัวคนไหหลำมีไม่น้อยที่ยังหาคู่กันด้วยแบบอย่างธรรมเนียมเดิม แต่คนไหหลำรับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่มาใหม่กับยุคได้เร็ว ไม่จำกัดยึดในกรอบมั่นยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ในสังคมโลกซึ่งกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมยุคใหม่ไปทั่วทุกมุมโลก หากลูกชายบ้านใดไปชอบสาวคนไหนจะพามาให้ครอบครัวได้ทำความรู้จักและดูตัวกันเป็นชั้นแรก ต่งเป็นคนรุ่นใหม่รู้ความในข้อนี้ดีจึงตอบหล่านในใจที่จะพาเธอมาให้สมาชิกในครอบครัวรู้จัก ...

 

.... ถ้า... ถ้าเธอชอบเขา เหมือนที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้...

 

  • love
    1
  • haha
    1
  • wow
    0
  • sad
    2
 
มังกรดำ

เป็นเรื่องแนว พีเรียด

ยุค 2504-และจบลงตอนประมาณ 2522

หลังจาก ป่าแตก นักศึกษากลับคืนเมือง

  • love
    1
  • haha
    0
  • wow
    0
  • sad
    2
 
มังกรดำ

มีใครอยู่ สวี ชุมพรบ้างไหมอยากได้ข้อมูล โรงเรียนจีน หัวเฉียง สวี

ที่นี่เดมาเป็นครูใหญ่โรงเรียนนี้เมื่อราวปี 2487-90

แล้วไปเป็นครูใหญ่โรงเรียนจีนที่กุยบุรีหบังจากนั้นสักปีสองปี

จะสืบเสาะเอามาเป็นข้อมูลบางอย่างกับเรื่องที่กำลังเขียน

 

 

  • love
    0
  • haha
    2
  • wow
    0
  • sad
    3
 
มังกรดำ

หัวเฉียง

นะครับ

ไม่ใช่ หัวเฉียว

 

  • love
    0
  • haha
    0
  • wow
    1
  • sad
    3
 
3 ส

ติดตามครับ

ใช่

  • love
    1
  • haha
    1
  • wow
    0
  • sad
    2
 
มังกรดำ

มีคนอ่านจบท่อนบ้างไหมครับ

เป็นอย่างไรบ้าง

 

  • love
    0
  • haha
    1
  • wow
    2
  • sad
    2