'มรณสติ'สิ่งที่พึงระลึกอยู่เสมอ เพื่อชีวิตไม่ประมาท

'มรณสติ'สิ่งที่พึงระลึกอยู่เสมอ เพื่อชีวิตไม่ประมาท

'มรณสติ'สิ่งที่พึงระลึกอยู่เสมอ เพื่อชีวิตไม่ประมาท

สัปดาห์นี้ให้แง่คิดการใช้ชีวิต ไม่มีผู้ใดหลีกพ้นความตาย ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย “มรณสติ” เป็นสิ่งที่พึงระลึกอยู่เสมอ เพื่อชีวิตไม่ประมาท

พฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2562 เวลา 10.00 น.

ความไม่รู้ (อวิชชา) เป็นรากเหง้าของความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ชาวพุทธจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาพระธรรม เพื่อจะได้มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง และจะได้เป็นผู้มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

เมื่อมีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้แล้ว อยู่ในประเทศที่เหมาะสมและนับถือพระพุทธศาสนา จึงนับว่าเป็นผู้ที่มีความโชคดียิ่ง ซึ่งจะได้มีการสะสมความรู้ทางพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นในปัจจุบันชาติ กุศลจิตและกุศลเจตนาจะมีกำลังมากขึ้น ส่งผลให้สภาพธรรมฝ่ายดี (กุศลธรรม) มีกำลังเหนือกว่าสภาพธรรมฝ่ายไม่ดี (อกุศลธรรม) นอกจากตนจะไม่ได้รับโทษจากการประพฤติปฏิบัติทุจริตทั้งทางกาย วาจา ใจ ในการดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว ยังจะได้รับประโยชน์จากการประพฤติปฏิบัติสุจริต ทั้งทางกาย วาจา ใจ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้อื่นและส่วนรวมอีกด้วย

เพื่อให้ชาวพุทธได้ศึกษาและทำความเข้าใจกับหลักธรรมคำสอนตามพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก จึงขอน้อมนำพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร มาให้ได้พิจารณากันดังนี้

พระธรรมเรื่องความตาย มีใจความว่า “คนเหล่าใด ทั้งเด็กผู้ใหญ่ ทั้งพาล ทั้งบัณฑิต ทั้งมั่งมีทั้งขัดสนล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ทุกชนิดมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสเตือนพระอานนท์ว่า “ดูกร อานนท์ เธออย่าเศร้าโศกร่ำไรไปเลย เราได้บอกไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า ความเป็นต่าง ๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่นจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ต้องมี ข้อนั้นจะหาได้ในของรักของชอบใจนี้แต่ที่ไหนเล่า สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความแตกทำลายเป็นธรรมดา ความปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าแตกทำลายไปเลย ดังนี้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้”

ห้วงเวลาก่อนที่พระบรมศาสดาจะเสด็จดับขันธ์พระปรินิพพาน ทรงมีพระปัจฉิมโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราเป็นของน้อย เราจักละพวกเธอไป เราทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว ดูกร ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไม่ประมาท มีสติ มีศีลด้วยดีเถิด จงเป็นผู้มีความดำริตั้งมั่นด้วยดี จงตามรักษาจิตของตนเถิด ผู้ใดจักเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจักละชาติสงสาร แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้” พระองค์ยังทรงมีรับสั่งอีกต่อไปว่า “ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”

และขอน้อมนำจากพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ตติยปฏิปทาสูตรที่ 3 [170] มาให้ได้พิจารณาเพิ่มเติมซึ่งมีใจความว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ที่พักก่อด้วยอิฐ ชื่อนาทิกะ ตรัสกับหมู่ภิกษุที่เข้าเฝ้าฟังธรรมอยู่ในขณะนั้นว่า “ดูกร ภิกษุทั้งหลาย มรณสติอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เธอทั้งหลายย่อมเจริญมรณสติหรือหนอฯ” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมเจริญมรณสติฯ” 

พระผู้มีพระภาค : ดูกรภิกษุ ก็เธอเจริญมรณสติอย่างไร ฯ

ภิกษุรูปที่ 1 : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการเจริญมรณสตินี้ ข้าพระองค์มีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่คืนหนึ่งวันหนึ่ง พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาค เราได้กระทำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอันมากหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เจริญมรณสติอย่างนี้แล ฯ

หลังจากที่ภิกษุรูปที่ 1 กราบทูลพระผู้มีพระภาคแล้ว ภิกษุรูปอื่น ๆ จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคถึงความคิดของตนในการเจริญมรณสติ ดังนี้

ภิกษุรูปที่ 2...พึงเป็นอยู่ตลอดวันหนึ่ง…

ภิกษุรูปที่ 3…พึงเป็นอยู่เพียงครึ่งวัน…

ภิกษุรูปที่ 4…พึงเป็นอยู่เพียงชั่วเวลาบริโภคบิณฑบาตมื้อหนึ่ง…

ภิกษุรูปที่ 5…พึงเป็นอยู่ชั่วเวลาบริโภคบิณฑบาตครึ่งหนึ่ง…

ภิกษุรูปที่ 6…พึงเป็นอยู่ชั่วเวลาเคี้ยวข้าว 4-5 คำแล้วกลืนกิน…

ภิกษุรูปที่ 7…พึงเป็นอยู่ชั่วเวลาเคี้ยวข้าวได้คำหนึ่งแล้วกลืนกิน…

ภิกษุรูปที่ 8…พึงเป็นอยู่ชั่วเวลาหายใจออกแล้วหายใจเข้า หรือหายใจเข้าแล้วหายใจออก

การดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไปในสังคม ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นไปตามความเป็น “ปุถุชน” ซึ่งเป็นผู้มีกิเลสหยาบหนาที่เกาะติดยึดอยู่อย่างเหนียวแน่น เมื่อไม่ได้ศึกษาพระธรรมก็ไม่รู้ความจริง (สัจธรรม) การดำเนินชีวิตจึงรุ่มร้อนไปกับไฟกิเลสที่ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา ด้วยอกุศลเหตุ 3 ประการ คือ ความหลง (โมหะ) ความโลภ (โลภะ) ความโกรธ (โทษะ)

ชีวิตนั้นมีค่าและเป็นของน้อยนิด ทุกคนต่างมีความตายรออยู่เบื้องหน้า ไม่มีผู้ใดหลีกพ้นจากความตายไปได้ จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย จึงไม่ควรตั้งอยู่บนความประมาททั้งในทางโลกและทางธรรม นักการเมืองทั้งหลายพึงทราบว่าความประพฤติและการปฏิบัติทุจริต ย่อมมีโทษหนักกว่าผู้คนทั่วไปนับร้อยเท่าพันทวี เวลาที่ยังพอมีเหลืออยู่ในขณะนี้ควรศึกษาพระธรรมบ้าง เพื่อจะได้มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) หันกลับมาสร้างคุณงามความดีให้เกิดแก่ชาติบ้านเมือง.

……………………...

คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ

โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล” 

ขอบคุณภาพจาก : พุทธพจน์ และธรรมะจากพระไตรปิฎก , phuttha , วิกิพีเดีย

... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/705655

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    0
คุณรู้สึก ถูกใจ

2 ความคิดเห็น

 
619

ในยุคที่คนทำเหี้?แล้วได้ดีแบบนี้

หลักคำสอนพระศาสนาก็ไม่ต่างจากที่ไอ้ไพบูน

ที่เอามาอ้างในการหาเสียงนั้นเหละ  การที่จะทำให้คนเชื่อในหลักพระพุทธศาสนา

ในยุคนี้อย่างแท้ก็คือทำดีแล้วได้ดี แต่มันตาระปัตรเปลี่ยนเป็นทำชั่วแล้วได้ดี  ยกตัวอย่างง่ายๆ

ไอ้โจ๊กซื้อขายตำแหน่งแต่กลับได้ไปเสวยสุขที่อเมกา  สบายใจเฉิบไปเลย

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
3 ส

ติดตามครับ

YES !

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    1
คุณรู้สึก เศร้า