ฟองสบู่อสังหาฯ ปี 61 เปิดกระฉูด 569,819 ล้านบาท เพิ่ม 29%

ฟองสบู่อสังหาฯ ปี 61 เปิดกระฉูด 569,819 ล้านบาท เพิ่ม 29%

ฟองสบู่อสังหาฯ ปี 61 เปิดกระฉูด 569,819 ล้านบาท เพิ่ม 29%

   ในปี 2561 คาดว่าเปิดโครงการที่อยู่อาศัยรวม 448 โครงการ จำนวน 126,167 หน่วย รวมมูลค่าถึง  569,819 ล้านบาท ตีฟองสบู่ สวนกระแสเศรษฐกิจทรุดได้อย่างไร

            ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) เปิดเผยว่า จากการสำรวจข้อมูลภาคสนามรายเดือน พบว่า ในรอบ 12 เดือนของปี 2561 ที่ผ่านมา ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีการเปิดตัวโครงการทั้งหมด 427 โครงการ รวม 120,159 หน่วย และรวมูลค่าได้  542,685 ล้านบาท โดยทั้งนี้ราคาเฉลี่ยสูงถึง 4.516 ล้านบาทต่อหน่วย ทั้งนี้รวมบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว ห้องชุดและที่ดินจัดสรรเพื่อการอยู่อาศัยแล้ว

            อย่างไรก็ตามจำนวนโครงการที่เปิดจริง อาจมากกว่านี้ประมาณ 5-10% ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลฯ กำลังจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมรายไตรมาสเพื่อรวมโครงการตกหล่นอีกครั้งหนึ่ง แต่ในเบื้องต้นคาดการณ์ว่า ในปี 2561 จะมีโครงการรวม 448 โครงการ จำนวน 126,167 หน่วย รวมมูลค่าถึง  569,819 ล้านบาท ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการเติบโตมากกว่าปี 2560 เป็นอันมาก โดยมีโครงการเกิดเพิ่มในปี 2561 เมื่อเทียบกับปี 2560 อยู่ 9% จำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 10% และที่สำคัญ มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 29% ทั้งนี้ราคาขายต่อหน่วยก็เพิ่มขึ้นถึง 17%

            แม้ปกติฟองสบู่จะแตกในอีก 3-4 ปีต่อมา แต่ฟองสบู่ขนาดย่อมๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2561 นี้ อาจแตกเร็วกว่ากำหนดก็เป็นไปได้ ที่อาจเป็นเช่นนี้ก็เพราะอุปสงค์สำคัญของคนซื้อที่อยู่อาศัยทุกวันนี้คือผู้มีรายได้สูง ข้าราชการ ชาวต่างชาติโดยเฉพาะคนจีนที่มาเก็งกำไรและซื้อบ้านในประเทศไทยเป็นหลังที่สอง  หากเกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน และจีนต้องดึงเงินกลับประเทศ เช่น กรณีวิกฤติของรัสเซียและญี่ปุ่นในอดีต ก็อาจทำให้ฟองสบู่แตกในปี 2562 ได้            การที่โครงการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดเช่นนี้แสดงว่าได้เกิดฟองสบู่ขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยแล้ว แต่ใช่ว่าฟองสบู่จะแตก ฟองสบู่ยังไม่แตกในเวลานี้ และตามปกติ น่าจะเติบโตต่อเนื่องและแตกในปี 2-3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2564-5 นั่นเอง ดร.โสภณ กล่าวว่า การปฏิเสธว่าไม่มีฟองสบู่เท่ากับเป็นการ "ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ" โดยไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น หรือไม่ยอมรับอย่างเปิดเผย กลัวทำให้การขายสะดุด  แต่อาจมีบางส่วนเกิดความประมาทซึ่งอาจนำไปสู่การพากันลงเหวได้

            จะสังเกตได้ว่า ราคาที่อยู่อาศัยเฉลี่ยต่อหน่วยในปี 2561 เพิ่มขึ้นจาก 3.858 ล้านบาทในปี 2560 เป็น 4.516 ล้านบาทในปี 2561หรือเพิ่มขึ้น 17% นั้น แสดงว่าตลาดที่อยู่อาศัยปรับตัวขึ้นสู่ระดับบน ทั้งนี้เพราะในระดับล่าง หรือสำหรับประชาชนทั่วไปนั้น มีความสามารถในการซื้อที่จำกัด  แสดงชัดว่าเศรษฐกิจไม่ได้ดีดังที่โฆษณาไว้ ภาวะเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ไม่ดีเท่าที่ควร เข้าทำนอง "รวยกระจุก จนกระจาย" กลุ่มที่ยังสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ก็มักเป็นกลุ่มข้าราชการ หรือผู้มีรายได้สูง ทำให้ราคาบ้านที่เสนอขายโดยเฉลี่ยสูงขึ้น

            การที่ราคาที่อยู่อาศัยโดยเฉลี่ยสูงขึ้น หากเป็นโครงการที่ได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงิน และหากโครงการราคาแพงเกิดปัญหาการโอน ก็อาจส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินได้ จะเห็นได้ว่าในทุกวันนี้มีการขายที่อยู่อาศัยให้กับชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ราคาบ้านสูงขึ้นตามลำดับ นอกเหนือจากที่สูงขึ้นเพราะกำลังซื้อของผู้ซื้อบ้านระดับบน ด้วยเหตุนี้ หากชาวต่างชาติที่มาซื้อบ้านและส่วนใหญ่เป็นชาวจีนเกิดหยุดหรือชะลอการโอนลง ก็อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจได้เช่นกัน

            ติดตามสถานการณ์โดยใกล้ชิดกับการสัมมนาสำหรับผู้บริหาร "ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย พ.ศ.2562 และแนวโน้ม" ในวันพุธที่ 23 มกราคม 2561 ณ โรงแรมแกรนด์อโนมา กรุงเทพมหานคร โปรดจองนี่นั่งและดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.trebs.ac.th/th/detail.php?id=15

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0

1 ความคิดเห็น

 
3 ส

ติดตามครับ

OK

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0