"พุทธบริษัท"ต้องเกื้อกูลกัน เพื่อศาสนาเจริญรุ่งเรือง

"พุทธบริษัท"ต้องเกื้อกูลกัน เพื่อศาสนาเจริญรุ่งเรือง

2 ความคิดเห็น

"พุทธบริษัท"ต้องเกื้อกูลกัน เพื่อศาสนาเจริญรุ่งเรือง

สัปดาห์นี้ขอเอ่ยถึงความเข้าใจในพระพุทธศาสนาจาก “พระไตรปิฎก” อย่างถูกต้อง เกื้อกูลหลักธรรมคำสอนของพุทธองค์เพื่อศาสนาเจริญรุ่งเรืองมีอะไรบ้างไปดูกัน

พฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม 2560 เวลา 10.00 น.

พระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงฝากพระพุทธศาสนาไว้กับ “พุทธบริษัท” ทั้งหลาย พระองค์ทรงไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นศาสดาแทน จึงเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัททุกคนไม่ว่าจะเป็น ภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา ต่างต้องทำหน้าที่ร่วมกัน รักษาพระพุทธศาสนาให้สืบทอดต่อไปด้วยความเจริญมั่นคง

ภิกษุมีสถานภาพเป็นหัวหน้าพุทธบริษัท จึงต้องทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้องสมบูรณ์ทั้งด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ประพฤติปฏิบัติตนตามสิกขาบทในพระวินัยอย่างเคร่งครัดเพื่อขัดเกลากิเลส เผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แก่อุบาสก อุบาสิกาเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง

อุบาสก อุบาสิกา มีหน้าที่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ฟังธรรมตามกาลเพื่อจะได้มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ฟังคำสอนของภิกษุที่เทศนาธรรมหรือคฤหัสถ์ที่บรรยายธรรมซึ่งไม่ตรงตามพระไตรปิฎกอันเป็นเหตุนำไปสู่การมีความเห็นผิด (มิจฉาทิฎฐิ) และมีการน้อมนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ไปประพฤติปฏิบัติด้วยการรักษากาย วาจา ใจ ให้สุจริต ซึ่งจะเป็นประโยชน์สุขต่อการดำเนินชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ วงการสงฆ์ ในพระพุทธศาสนามีสาเหตุมาจากการประพฤติปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องของ “พุทธบริษัท” ทั้งหลาย กล่าวคือผู้ที่บวชเป็นภิกษุส่วนใหญ่ไม่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงประกอบกับไม่มีอัธยาศัยในการครองตนอยู่ในเพศบรรพชิต จึงไม่มีการศึกษาพระธรรมและมีการล่วงละเมิดสิกขาบทในพระวินัย

โทษของการล่วงละเมิดสิกขาบทในพระวินัยมีหลายสถาน โทษสถานหนัก อาบัติปาราชิกที่ต้องขาดจากความเป็นภิกษุ โทษสถานกลาง อาบัติสังฆาทิเสส หากไม่อยู่ปาริวาสกรรมก็จะไม่พ้นอาบัติ และ โทษสถานเบา ซึ่งประกอบด้วยอาบัติถุลลัจจัย อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ อาบัติปาฏิเทสนียะ อาบัติทุกกฏ อาบัติทุพภาสิต หากไม่ปลงอาบัติก็จะไม่พ้นอาบัติ

พระสุตตันตปิฎก (พระสูตร) ในอัคคิขันธูปมสูตร มีเรื่องราวตอนหนึ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศลชนบทพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ทรงได้ตรัสกับภิกษุสงฆ์ว่า...

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจะขอบอกเธอทั้งหลาย จะขอเตือนเธอทั้งหลาย การที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมลามก มีความประพฤติสกปรกน่ารังเกียจปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน มีความกำหนัดกล้า เป็นดังหยากเยื่อเข้าไปนั่งกอดหรือนอนกอดพระราชธิดา บุตรสาวพราหมณ์หรือบุตรสาวคฤหบดีจะประเสริฐอย่างไร การเข้าไปนั่งกอดนอนกอดกองไฟใหญ่โน้นที่กำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงอยู่ นี้ดีกว่า…”

ภิกษุที่ล่วงละเมิดสิกขาบทในพระวินัยเป็นผู้ไม่มีความเคารพต่อพระพุทธองค์ เมื่อมรณภาพไปแล้วจะถูกฉุดคร่าไปสู่อบายภูมิ การทำบุญถวายทานของอุบาสก อุบาสิกาแก่ภิกษุที่ประพฤติปฏิบัติล่วงละเมิดสิกขาบทในพระวินัยจะไม่เกิดผลจากการอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย เพราะผู้ตายไม่สามารถอนุโมทนาได้ เนื่องจากภิกษุไม่รักษาพรหมจรรย์เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์

การศึกษาพระธรรมจนเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์อย่างถูกต้องจนสามารถบรรลุธรรมตามลำดับขั้น ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับภิกษุซึ่งอยู่ในเพศบรรพชิตเท่านั้น แต่ก็เกิดขึ้นกับ อุบาสก อุบาสิกา ซึ่งอยู่ในเพศคฤหัสถ์ได้เช่นเดียวกัน

ความแตกต่างของการบรรลุธรรมนั้นภิกษุสามารถสำเร็จเป็น “อริยบุคคล” ได้ตั้งแต่ระดับขั้นโสดาบันบุคคล สกทาคามีบุคคล อนาคามีบุคคล จนถึงขั้นอรหันตบุคคล ส่วน อุบาสก อุบาสิกา สามารถสำเร็จเป็น “อริยบุคคล” ได้ตั้งแต่ระดับขั้นโสดาบันบุคคล สกทาคามีบุคคล จนถึงขั้นอนาคามีบุคคล ถ้าจะบรรลุธรรมถึงขั้นอรหันต บุคคลก็ต้องสละจากเพศคฤหัสถ์ไปสู่เพศบรรพชิต

ภิกษุที่มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาจาก “พระไตรปิฎก” อย่างถูกต้อง เป็นผู้ประพฤติชอบปฏิบัติชอบย่อมเป็นเนื้อนาบุญและเป็น “ผู้เกื้อกูล” หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แก่ อุบาสก อุบาสิกา ได้เป็นอย่างดี ในกรณีเดียวกันนี้ อุบาสก อุบาสิกา ที่มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาจาก “พระไตรปิฎก” อย่างถูกต้อง เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตนที่มีการรักษากาย วาจา ใจ ให้สุจริต ย่อมเป็น “ผู้เกื้อกูล” หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แก่ภิกษุที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมให้มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยอย่างถูกต้อง

รวมถึงการเพ่งโทษให้ภิกษุได้รู้ต้วว่า ทำผิดอะไร? ติเตียนให้รู้สำนึกว่าทำผิดเช่นนี้ได้อย่างไร? และโพนทะนาถึงความผิดของภิกษุให้เป็นที่รับรู้ทั่วกันอย่างแพร่หลาย การเพ่งโทษ ติเตียน และโพนทะนา นื้ อุบาสก อุบาสิกาจะต้องกระทำด้วยความหวังดีและมีเมตตา

การเกื้อกูลระหว่างกันของ “พุทธบริษัท” ทั้งเพศบรรพชิตและเพศคฤหัสถ์จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นสืบไป.

…....................................

คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ

โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”

ขอบคุณภาพ : sites.google.com ... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/589193

+1
18
 
2 ความคิดเห็น
ICT
ICT
03 ส.ค. 2017 - 11:37

'หลวงพ่อ'ไม่มั่นใจขยี้ตาดูชัดๆ'อุโบสถ'เอียงแล้วทรุดถล่ม

'เจ้าอาวาส'นึกว่าตาฝาดขอขยี้ตาดูชัดๆ เห็น'อุโบสถ'ของวัดสันติธรรมมาราม ค่อยๆเอียง พอมองอีกที ทีนี่ทรุดถล่มต่อหน้าต่อตา แถมยังนำพระพุทธรูปออกมาไม่ได้

พฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม 2560 เวลา 10.51 น.

 

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่วัดสันติธรรมมาราม(วัดตาลเดียว) หมู่ 3 ต.วังน้อย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ติดกับถนนคันคลอง 26 ห่างจาก สภ.วังน้อย 1 กม. พบว่า อุโบสถ อายุกว่า 30 ปี ได้ทรุดตัวลงพังทั้งหลัง ทำให้พระพุทธรูปรูปเสียหายอย่างหนัก รวมทั้งยังไม่สามารถเอาออกมาได้ เพราะพระเกรงว่าจะทรุดตัวลงมาอีกจนเกิดอันตราย
   
พระครูสังฆรักษ์ ศุภพงษ์ สุจิต เจ้าอาวาสฯ เล่าว่า เหตุเกิดตอนเวลา 18.00 น. วานนี้ (2 ส.ค.) ขณะที่อาตมากำลังตรวจตราภายในวัด พอมองไปที่อุโบสถสังเกตุเห็นว่ามันค่อยๆเอียงตัวลงคล้ายกับทรุดตัวลงข้างหนึ่ง ตอนนั้นคิดว่าตาฝาด ประกอบกับเป็นช่วงเย็นแล้วตาอาจจะมองไม่ชัด จึงขยี้ตาแล้วมองอีกรอบหนึ่ง ซึ่งรอบนี้ในขณะตั้งใจมองอุโบสถอีกครั้ง จู่ๆมันก็พังถล่มทรุดตัวลงต่อหน้าต่อตา ท่ามกลางฝุ่นตลบ สร้างความตกใจอย่างมาก จึงประกาศห้ามใครเข้าใกล้เด็ดขาด

ต่อมา พระครูวิสฐพัฒนพิธาน ธมุมทตุโต เจ้าคณะอำเภอวังน้อย ได้มาดูที่เกิดเหตุก่อนจะสั่งตรวจดูอีกครั้งถ้าไม่อันตรายมากนักให้เจ้าหน้าที่วัดช่วยกันทยอยนำนำพระพุทธรูปและข้าวของออกมา แต่หากดูแล้วมันทรุดตัวลงอีกก็ให้ปล่อยไปก่อนอย่าเข้าใกล้
     
โดยเชื่อว่าเกิดจากสมัยก่อนเป็นบ่อน้ำลึกแล้วไม่ได้ถมดิน มีการตีเข็มไม้และสร้างอุโบสถเลย ไม่ได้ใช้เสาเข็มปูนด้วย คาดว่าคงจะเกิดดินทรุดตัวและไม้อาจผุตามอายุ สุดท้ายรับน้ำหนักไม่ไหวทรุดตัวดังกล่าว.

... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/regional/589401

+
16
Loading...