พุทธที่แท้จริง

พุทธที่แท้จริง

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=626072141134793&id=257848301...

 คนที่เรียกตนเองว่า ‘ชาวพุทธ’ ส่วนหนึ่งตอนนี้กำลัง ‘ยึดติดในรูปพระพุทธรูปที่ศาสดาตนเองไม่เคยบัญญัติ’ จนเกิดเป็นความพยาบาท เกิดโทสะ และความชิงชังออกมาทั้งทางวาจาและทางใจ ทั้งๆที่พระศาสดาตรัสว่า ‘กรรมทางใจมีโทษมากที่สุด’ และยังตรัสอีกว่า

แม้มีโจรเลื่อยอวัยวะใหญ่น้อยด้วยเลื่อย แล้วผู้ใดมีใจประทุษร้ายต่อโจรนั้น ผู้นั้นชื่อว่า ไม่ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา โดยพึงตั้งใจสำเหนียกไว้ว่า

“จิตของเรา ต้องไม่ผิดปรกติ เราจะไม่เปล่งวาจาอันเป็นบาป เราจะเป็นผู้อยู่อย่างผู้ที่มีความเอ็นดู คิดจะทำประโยชน์เกื้อกูลมีจิตเมตตา หาโทษจิตแทรกไม่ได้ เราจะอยู่ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปยังบุคคลนั้น และจะอยู่ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอันประมาณไม่ได้ ไม่มีเวรปราศจากพยาบาท แผ่ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง โดยมีบุคคลนั้นป็นอารมณ์”

แต่ในทางกลับกัน พอมีภิกษุทำผิดศีล ชาวพุทธก็กลับออกมาแก้ตัวให้ว่านี่มันยุคสมัยไหนแล้ว ทั้งๆที่นั่นคือวินัยที่พระศาสดาบัญญัติขึ้น มิหนำซ้ำ ยังเอาเวลาว่างไปดูดวง สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม บนบาน ดูฤกษ์ พรมน้ำมนต์ เรียกได้ว่าสนับสนุนความเชื่อของพราหมณ์อย่างเต็มที่ พอถามว่าพระศาสดาสอนอริยสัจ๔ อันได้แก่อะไรบ้าง หลายคนยังตอบไม่ได้เลยทั้งๆที่มันคือสิ่งที่พระศาสดาค้นพบ และเป็นทั้งหมดของศาสนาพุทธ

#ปกป้องศาสนาโดยการทำตามคำศาสดา

#ปกป้องศาสนาโดยการปกป้องธรรมวินัย

#ปกป้องศาสนาโดยการปกป้องสิ่งที่พระศาสดาบัญญัติ

#เลิกปกป้องสิ่งที่พระศาสดาไม่ได้บัญญัติ

#เลิกปกป้องผู้ที่ไม่ทำตามวินัย

#เลิกปกป้องเรื่องนอกแนวหันมาปกป้องหัวใจจริงๆของศาสนา

#ตรัสกับพระอานนท์ก่อนปรินิพพานว่าให้ใช้วินัยเป็นพระศาสดาในกาลที่ท่านล่วงลับ

#ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา

—————————————-

พระพุทธรูป... กับบทบาทการเป็นตัวแทนของพระศาสดา

เชื่อว่าในยุคสมัยนี้ถ้าหากเดินไปตามห้าง ตลาดนัด หรือแม้แต่ในวัดเอง แล้วไปสุ่มถามคนทั่วๆไปว่า..อะไรคือตัวแทนของพระพุทธเจ้า เชื่อว่าคนเกินกว่าร้อยละ ๙๐ ต้องตอบว่า 'พระพุทธรูป' อย่างแน่นอน

ทีนี้ถ้าลองตรวจดูในพระไตรปิฎก เชื่อไหมว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยบอกให้สร้างรูปเคารพเหมือนพระองค์เลยสักครั้ง จะมีก็แต่..

"อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา" คือให้ยึดธรรมวินัยเป็นศาสดานั่นเอง..

แล้วพระพุทธรูปมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

ชาวพุทธสมัยหลังการปรินิพพานได้แต่นำเอาสิ่งของอันได้แก่ ดิน น้ำ และกิ่ง ก้าน ใบโพธิ์ จากบริเวณสังเวชนียสถาน 4 แห่ง คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน เก็บมาไว้เป็นที่ระลึกบูชาคุณพระพุทธเจ้า ส่วนการสร้างพระพุทธรูปจริงๆ นั้นเริ่มมีการสร้างขึ้นมาตั้งแต่ระหว่าง พ.ศ. 500 ถึง 550 เมื่อพระเจ้าเมนันเดอร์ที่ 1 หรือ พระยามิลินท์ กษัตริย์เชื้อสายกรีก ยกทัพกรีกเข้ามาครอบครองแคว้นคันธารราฐในอินเดีย ท่านได้พบพระสงฆ์ท่านหนึ่งนามว่านาคเสน จึงมีเรื่องราวแห่งการตั้งคำถามของพระเจ้ามิลินท์ต่อพระนาคเสน จนทำพระเจ้ามิลินท์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และด้วยความที่ถิ่นเดิมของท่านนั้นได้มีการสร้างรูปเคารพแทนพระเจ้ากรีกองค์ต่างๆ ท่านจึงนำแนวคิดนั้นมาสร้างสถาปัตยกรรม และประติมากรรมทางพุทธศาสนามากมายในแคว้นคันธารราฐด้วย ซึ่งการสร้างพระพุทธรูปนั้นมีลักษณะต่างๆ ตามพุทธประวัติ (ปางพระพุทธรูป) 

แล้วหากเกิดคำถามว่าถ้าจะยึดพระพุทธรูปเป็นตัวแทนได้ไหม ก็คงต้องตอบว่าถ้ายึดให้ถูกมันก็ถูก แต่ถ้าไปจับเอาผิดหลักนี่สิ ความงมงายมันจะตามมามากมาย 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า.. "แม้เขาจะคอยจับมุมจีวรของเราเอาไว้ ไปทางไหนไปด้วยกันทั้งกลางวันกลางคืน ถ้าไม่เห็นธรรมะแล้วไม่ชื่อว่าเห็นตถาคตเลย" และอีกพุทธพจน์หนึ่งคือ "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" พุทธพจน์ข้างต้นนี้พุทธศาสนิกชนส่วนหนึ่งจะตีความไปในทางผิดว่าเมื่อผู้ใดเข้าถึงธรรมอย่างถ่องแท้แล้ว เขาจะมองเห็นพระพุทธเจ้าในสมาธิหรือทางใดทางหนึ่ง แต่แท้จริงความหมายของมันคือ ต่อให้ติดตามพระพุทธเจ้าไปทุกหนทุกแห่ง แต่เราไม่แม้แต่จะสนใจธรรมะของพระองค์ ก็เปรียบเสมือนคนตาบอดนั่นเอง

พอมาถึงประเด็นนี้เลยต้องยกคำตรัสของพระพุทธองค์มาอีกหนึ่งบทคือ.. "เมื่อกายตถาคตแตกสิ้นชีวิตแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะไม่เห็นตถาคต" ซึ่งถ้าเราตีความบทความที่ว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคตอย่างถูกต้อง บทความนั้นก็จะไม่ขัดกับบทความล่าสุดนี้ เพราะคำสอนพระพุทธเจ้าจะขัดกันไม่ได้ ดังพุทธพจน์ "นับตั้งแต่ราตรีที่ตถาคตได้ตรัสรู้ จนกระทั่งถึงราตรีที่ตถาคตปรินิพพาน ตลอดเวลาระหว่างนั้น ตถาคตได้แสดงออกซึ่งถ้อยคำใด ถ้อยคำเหล่านั้นย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียวทั้งสิ้น" 

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เลยกล่าวได้ว่าการเข้าถึงธรรมะ จึงเป็นหนทางที่จะทำให้เราเข้าถึงพระองค์ได้อย่างแจ่มแจ้งที่สุด ซึ่งการเข้าถึงนี้คือเข้าถึงธรรมะที่จะนำไปสู่การพ้นทุกข์ มิใช่เข้าถึงด้วยตา และหากการไหว้พระองค์โดยตรงยังไม่ถือว่าเข้าถึงพระองค์อย่างแท้จริง ก็ไม่ต้องพูดถึงการไหว้อิฐปูนที่หล่อขึ้นมาแล้วสมมุติกันเองว่ามีรูปลักษณ์เหมือนพระองค์เลย เอาง่ายๆคือหากพระศาสดาเดินผ่านหน้าบ้านให้ท่านกราบไหว้เช้าเย็น แต่ท่านยังใช้ชีวิตอย่างคนพาล การกราบไหว้นั้นจะไปส่งผลอะไร

มาดูอีกพระสูตร..

"ตัณหามนุษย์เป็นอันมากแล ถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อมถือภูเขา ป่าอาราม และรุกขเจดีย์ว่าเป็นที่พึ่ง ที่พึ่งนั้นไม่เกษม ที่พึ่งนั้นไม่อุดม เพราะบุคคลอาศัยที่พึ่งนั้น ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ส่วนผู้ใดถือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง ย่อมเห็นอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์ และอริยมรรคประกอบด้วย องค์ ๘ อันให้ถึงความสงบระงับทุกข์ ที่พึ่งนั้นแล เป็นที่พึ่งอันเกษม ที่พึ่งนั้นอุดม เพราะบุคคลอาศัยที่พึ่งนั้นย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้" คืออิฐปูนไม่ได้สอนอริยสัจ๔แก่เรา อิฐปูนจึงไม่ทำให้เราพ้นทุกข์ได้

ทีนี้มาพูดกันถึงผลที่จะตามมาเมื่อเราไปยึดเอาผิดหลัก คือยึดในตัวพระพุทธรูปอย่างงมงาย ที่เห็นได้ชัดในสมัยนี้คือ 'เอาสำรับอาหารไปถวายพระพุทธรูป' ทำเหมือนพระพุทธเจ้าเป็นผีเป็นสาง ต้องคอยมารออาหารจากเราซะอย่างนั้น อีกอย่างที่เห็นได้ชัดคืออุปมาว่าพระพุทธรูปที่นั่นที่นี่ศักดิ์สิทธ์ ถึงกับลงทุนเดินทางไกลๆเพื่อไปกราบไหว้ ต้องถามอย่างนี้ว่า 'พระศาสดาเรามีกี่พระองค์' ในกัปนี้เรามีพระองค์เดียวมิใช่หรือ ต่อให้วัดต่างๆจะตั้งชื่อพระพุทธรูปแตกต่างกันอย่างไร ศาสดาของเราก็คือพระโคตมพุทธเจ้า และในเมื่อพระศาสดาของเรามีพระองค์เดียวแล้วพระพุทธรูปที่เป็นดั่งตัวแทนของพระศาสดาจะมีความศักดิ์สิทธ์แตกต่างกันได้อย่างไร? 

บางคนแย้งว่าอาจจะศักดิ์สิทธ์เพราะวิธีการปลุกเสก ท่านก็อย่าลืมว่าพระศาสดาห้ามภิกษุเป็นหมอปลุกเสก หรือแย้งว่าความศักดิ์สิทธ์อาจวัดจากการดลบันดาลหลังจากบนบานก็ได้ องค์ไหนบนแล้วได้ผลองค์นั้นแหละศักดิ์สิทธ์ ถ้าท่านกล้าพูดอย่างนี้เราก็กล้าพูดได้เลยว่าท่านไม่ใช่พุทธศาสนิก เพราะอะไร.. เพราะศาสนาพุทธไม่มีการดลบันดาล ไม่มีการแก้บน แถมพระศาสดายังตรัสอีกว่าการปลุกเสก บนบาน และแก้บนคือเดรัจฉานวิชา ตรัสไว้ถึง ๑๒ พระสูตร กับ ๑๒ บุคคล ๑๒ สถานที่ ทุกวันนี้ท่านเชื่อภิกษุนอกธรรมวินัยจนไม่ศึกษาว่าจริงๆแล้วศาสดาของเราสอนอะไรไปเสียแล้ว จงกลับมาสู่ความเป็นพุทธะตามพุทธโอษฐ์เถิด 

วิธีง่ายๆ จำพุทธพจน์สองวรรคนี้ให้ขึ้นใจ

"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

"พึ่งตนพึ่งธรรม"

คือไม่มีอะไรมาดลอะไรให้ท่านได้ ท่านอยากได้ ท่านก็ต้องทำ พระศาสดาเป็นเพียงผู้บอกทาง ท่านไม่ได้ให้เรายกยอท่านเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ แต่ให้เราเดินตามรอยท่านเพื่อความพ้นทุกข์

มาถึงบรรทัดนี้แล้วก็ขอสรุปว่า เราไหว้พระพุทธรูปได้ แต่ไม่ใช่ไหว้อย่างงมงายว่าปูนปั้นนั้นจะดลบันดาลอะไรมาให้ แต่ให้พระพุทธรูปเป็นเครื่องหมายเตือนใจให้ระลึกถึงพระศาสดาและคำสอนของท่าน  และเมื่อไหร่ที่เราเข้าถึงคำสอนของท่านอย่างแท้จริงแล้ว พระพุทธรูปก็อาจจะไม่จำเป็นกับเราเลยก็ได้

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0

3 ความคิดเห็น

 
619

ตอนนี้ผู้ที่อาสามาปกป้องพุทธศาสนาที่น้อมนำคำสอนก็ยุบพรรคหนีไปแล้ว

อยากเห็นหน้าไอ้พวกคนที่เลือกพรรคนี้จังเลย หน้าตามันเป็นยังไง

ทำไมถึงไม่เรียกร้องให้ไอ้ไพบูนมาปกป้องพุทธศาสนาเหมือนตอนที่มันหาเสียง

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    0
 
3 ส

ติดตามครับ

YES !

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
หลวงพี่เตี้ย

พุทธที่แท้    ต้องด่าวัดธรรมกาย  ต้องทำลายล้างวัดธรรมกาย

ได้ดีทุกคน

16

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    0