ปฏิบัติการ “อวยไส้แตก” ยกก้น แต่ถึงตรงนี้พลิกตาลปัตรกลับหัวกลับหาง

ปฏิบัติการ “อวยไส้แตก” ยกก้น แต่ถึงตรงนี้พลิกตาลปัตรกลับหัวกลับหาง

อวยไม่ดูบรรยากาศ

https://www.thairath.co.th/news/politic/2006268

ทีมข่าวการเมือง5 ม.ค. 2564 05:08 น.

“ไอ้สอง ให้พี่เดินสะดวกเถอะ” ฉากหนังฮาๆของ “น้าค่อม” กับ “โก๊ะตี๋” ที่ดูเมื่อไหร่ก็หัวเราะท้องแข็ง อารมณ์น่าจะเทียบได้กับช็อตที่นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช ค่ายพลังประชารัฐปฏิบัติการ “อวยไส้แตก” ยกก้น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม หามขึ้นเทียบชั้นกับ “เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล” อดีตนายกฯผู้ดีอังกฤษ เปรียบผู้นำแข็งแกร่งจะนำพาประเทศชาติฝ่าวิกฤติไปได้แน่ๆ

ไม่ขัดไม่เขิน ยอกันสุดลิ่มทิ่มประตู “บิ๊กตู่” เดินขาขวิดเลยก็แล้วกัน

มันเหมือนผลักผู้นำไปล่อเป้าสหบาทาซะมากกว่า

ตามท้องเรื่อง มุกอวยของ ส.ส.ค่ายพลังประชารัฐ ไม่มีตบมุกหักมุม “ชึ่งโป๊ะ” เหมือนในหนัง นอกจากไม่ตลกแถมยังมาผิดจังหวะ ท่ามกลางบรรยากาศหนังชีวิต ฉากเศร้าเคล้าน้ำตาของแม่ค้าพ่อค้าร้านหมูกระทะ ร้านอาหาร ชาบู ที่โอดครวญพิษโควิด-19 ระบาดระลอกสอง ต้องกลับไปอยู่ใน “โซนแดง”

กู้หนี้ยืมสินยังใช้ไม่หมด เจอล็อกดาวน์ซ้ำ จอดไม่ต้องแจว

แนวโน้มสถานการณ์มันจึงแตกต่างกับการระบาดรอบแรก หยั่งอารมณ์ผู้ประกอบการส่อแข็งขืนกับมาตรการของทางการ แบบที่บางร้านประกาศชัด “กูไม่ปิด”

ห้างร้านธุรกิจกลัวอดตาย มากกว่าติดโรคตาย

ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่อาจปัดความรับผิดชอบ “โบดำ” ต้นเหตุโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่ เกิดจาก ศบค.“การ์ดตก” เต็มๆ

ทั้ง “ด่านแตก” ปล่อยให้ขบวนการ “ส่วยต่างด้าว” ปลาเน่าในหมู่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน ลักลอบขนแรงงานเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาแพร่เชื้อมรณะ

ผลประโยชน์ส่วนตัวแลกกับความเป็นความตายคนในชาติ

วงจรอุบาทว์ของฝ่ายความมั่นคงยังต่อเนื่องไปถึงการปล่อยให้เปิดบ่อนเถื่อนแลกกับสินบน ความแตกโพละที่บ่อนกลางเมืองระยอง กลายเป็นจุดแพร่เชื้อโควิด-19 ระบาดหนัก

ตัวเลขการติดเชื้อภายในประเทศทะลัก พุ่งพรวดรายวัน

มันคือความผิดพลาดของ ศบค. การบริหารราชการบกพร่องของรัฐบาล ก่อมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจนับแสนล้าน นั่นยังไม่เท่ากับชีวิตของคนไทยที่ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แล้วจะโยนให้เป็นภาระของผู้ประกอบการธุรกิจต้องปิดกิจการสกัดการแพร่ระบาดไวรัสมรณะ

ปล่อยประชาชนต้องแบกรับชะตากรรมตามไฟต์บังคับ

มันไม่เป็นธรรม มองยังไงก็ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะในห้วงอารมณ์ของผู้คนที่เริ่มไม่ทนกับผู้นำและฝ่ายบริหารที่คุมโควิดไม่อยู่ หดหู่ หมดหวังกับวิกฤติโรคระบาด จากทีแรกประเทศไทยดูดีกว่าเพื่อน ต่างประเทศระบาดหนัก แต่เราคุมโควิดอยู่ มีมาตรการทางเศรษฐกิจรองรับ แจกเงินประชาชนอย่างมีแบบแผน

แต่ถึงตรงนี้พลิกตาลปัตรกลับหัวกลับหาง

ตัวเลขผู้ติดเชื้อภายในประเทศรายวันทะลักหลักร้อย จ่อหลักพัน จับสัญญาณคำสั่ง ศบค.ที่ 1/2564 ล็อก “โซนแดง” กำหนดพื้นที่ควบคุมสูงสุด ตามข้อกำหนด พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

หนีไม่พ้นต้อง “ล็อกดาวน์” ซ้ำ

ในสถานการณ์ต่างประเทศเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ขณะที่ไทยยังไม่มีแผนชัดๆว่าจะได้วัคซีนเมื่อไหร่ ฉีดให้ประชาชนได้ตอนไหน คนไทยยังเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับโรคระบาด

ไม่ต้องพูดถึงขีดความสามารถในการฉุดรั้งมหาวิกฤติเศรษฐกิจจากไวรัสมรณะ อาการแบบที่รัฐบาลกล้าๆกลัวๆ ไม่สั่งล็อกดาวน์ช่วงปีใหม่ ปล่อยธุรกิจห้างร้าน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวภายใน เพื่อให้เงินไหลเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง พึ่งเครื่องยนต์ตัวสุดท้าย ที่ยังติดๆดับๆ

เดิมพันชีวิตผู้คนกับเศรษฐกิจประเทศ สะท้อนคลังยอบแยบ

ไม่มีเงินแจกแบบรอบแรกแน่นอน

ตามรูปการณ์โควิดล้อมเมือง ไม่นานก็ต้องถึงจุดชาวบ้านเดือดร้อนปากท้อง

ณ จุดนั้นก็คงอื้ออึงไปด้วยเสียงเรียกร้องมือบริหารอาชีพมานำประเทศฝ่าวิกฤติแทนผู้นำทหารเฒ่า

เข้าเหลี่ยมพอดีกับจังหวะมวลชนราษฎรที่ปักธงกลับมาระดมม็อบเบิ้มๆต้นศักราช 2564 ตามสัญญาณ “อุ่นเครื่อง” ที่ “โตโต้” นายปิยรัฐ จงเทพ แกนนำกลุ่ม wevo การ์ดมวลชนราษฎร จัดกิจกรรม ขายกุ้งเคาต์ดาวน์ ที่ท้องสนามหลวง นำกุ้งจากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิดมาขายให้ประชาชนทั่วไป

ท้าทายข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จงใจเบิ้ลบลัฟผู้นำบ้อท่าเชิงบริหาร

ม็อบดื้อยา ไวรัสลามไว อาการผู้นำหายใจไม่ทันก็แล้วกัน.

ทีมข่าวการเมือง

*****

***************

*********************

 

เป้ากระเจิง

https://www.thairath.co.th/news/politic/2005873

แม่ลูกจันทร์5 ม.ค. 2564 05:01 น.

 

โควิดระบาดซ้ำรอบสอง หนักหนาสาหัสกว่าการระบาดรอบแรกหลายเท่าตัว!! เห็นตัวเลขผู้ติดโควิดเพิ่มใหม่เป็นรายวันแล้วอ่อนเพลียละเห่ยใจ อาจารย์หมอใหญ่ประเมินว่าการระบาดซ้ำรอบ 2 มีแนวโน้มจะลากยาวไม่ต่ำกว่า 3 เดือน จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดอาจพุ่งทะลุสองหมื่นคน?? จะมีผู้ป่วยหนักถึงขั้นไอซียูไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันคน และอาจมีผู้เสียชีวิตมากกว่าสองร้อยราย

แม่ลูกจันทร์” แหย็มเพิ่มเติมว่าผลกระทบจากโควิดระบาดรอบใหม่ จะกระแทกเศรษฐกิจไทยที่เริ่มขยับไปข้างหน้าให้ถอยกรูดกลับมาอยู่จุดเดิม

ถือเป็น “เคราะห์ใหญ่ประเดิมปีใหม่” อย่างที่ “โหรโสรัจจะ นวลอยู่” เจ้าของฉายา “นอสตราดามุสเมืองไทย” ทำนายว่า ดาวอังคารโคจรปะทะดาวมฤตยู ทับลัคนาดวงเมือง

แถม “ดาวเสาร์” ซึ่งเป็น “ดาวบาปเคราะห์” ยังเล็งตั้งฉากกับ “ดาวอังคาร” และ ดาวมฤตยู ที่กำลังทับดวงชะตาเมือง

หนำซ้ำยังมี “ดาวเกตุ” กับ “ดาวราหู” ล็อกหลังล็อกหน้าอีก 2 ดวง

ถือเป็นการชุมนุมดาวร้ายครั้งใหญ่ในรอบ 80 ปี

โหรชื่อดังทำนายล่วงหน้าว่าโรคระบาดที่สงบลงจะกลับมาซ้ำรอบ 2 จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรุมเร้า เกิดภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรง และเกิดวิกฤติขัดแย้งมะรุมมะตุ้มตั้งแต่ต้นปียันปลายปี

จะยุ่งเป็นงูกินหางอย่างนี้... จนถึงกลางปีหน้า 2565 สถานการณ์จึงคลี่คลายจาก “ร้ายกลายเป็นดี”!!

แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าการจู่โจมของโควิดแบบปุบปับฉับพลัน ทำให้เป้าหมายต่างๆที่รัฐบาล “นายกฯลุงตู่” เซตล่วงหน้าไว้ต้องปรับเป้าลดเป้าซ่อมเป้ากันชุลมุน

เริ่มที่เป้าหมายเศรษฐกิจ รัฐบาลลุงตู่ตั้งเป้าว่าเศรษฐกิจปีใหม่จะขยายตัวดันจีดีพีเป็นบวก 4 เปอร์เซ็นต์

คงต้องลดเป้าเหลือ 2.5 เปอร์เซ็นต์

การส่งออกปีใหม่ รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะเพิ่มขึ้น 6-7 เปอร์เซ็นต์

คงต้องถอยเป้าเหลือแค่ 3.5 เปอร์เซ็นต์

ธุรกิจท่องเที่ยวเส้นเลือดใหญ่ปั๊มเศรษฐกิจไทย รัฐบาลตั้งเป้าว่าปีใหม่ 2564 จะมีกองทัพนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาทัวร์เมืองไทยไม่ตํ่ากว่า 10 ล้านคน

คงต้องลดเป้าลงเหลือแค่ 7 ล้านคน

แม้มีวัคซีนต้านโควิดฉีดกันทั่วโลก แต่การเดินทางท่องเที่ยวยังซึมยาวไปอีก 2 ปี หรือ 3 ปี

แม่ลูกจันทร์” ยํ้าว่า “เป้าสำคัญที่สุด” คืองบประมาณรายจ่ายรัฐบาลปี 2564 “นายกฯลุงตู่” ตั้งเป้าจะเก็บรายได้เข้าท้องพระคลังไม่ตํ่ากว่า 2.6 ล้านล้านบาท

(ยังต้องกู้เพิ่มไปโปะส่วนที่ขาดอีก 6.2 แสนล้านบาท)

แต่โควิดดันระบาดรอบใหม่ ตั้งแต่ต้นปี จะส่งผลให้รัฐบาลลุงตู่ เก็บภาษีหลุดเป้าอีกก้อนโต

เป้าหลุดกันเป็นแถบ เพราะโควิดตัวแสบมันทำพัง.

"แม่ลูกจันทร์"

 

*****

 

***********
*********************
 
ในอ้อมแขนไทขาว

https://www.thairath.co.th/news/local/2005879

กิเลน ประลองเชิง5 ม.ค. 2564 05:01 น.

ในยามที่มีหลายคนที่รัก หลายคนที่อยากไปหา แต่ไปไม่ได้ ผมก็ทำได้แค่รำพึงถึงโคลงโลกนิติ บท “รักกันอยู่ขอบฟ้า เขาเขียว เหมือนอยู่หอแห่งเดียว ร่วมห้อง” แต่เมื่อเปิดหนังสือ “ลิงโลนโลน” (สำนักพิมพ์พื้นภูมิเมืองเพชร พ.ศ.2563) ที่นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ฝากมาให้ อ่านเรื่อง “สำนวนไทเมืองเติ๊ก” ที่อาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว เขียนแล้วรู้สึกได้ ระดับความรักความโหยหาของพวกเราๆ เปรียบกับไทขาว มีให้ไทลานนิดน้อยเหลือเกิน

ไทยเติ๊ก ในชื่อเรื่อง ก็คือไทยดึก หรือไทยดึกดำบรรพ์ ผมตามอ่านเรื่องคนไท...ที่หมอดอร์จเขียนไว้เป็นเล่มแรกๆ ต่อด้วยครูผู้รู้อีกหลายคน...ชื่อคนไท...มีทั้งไทแดง ไทดำ ไทขาว และอีกหลายๆไท ตามสีผ้าบ้าง สถานที่บ้าง

จำได้ ไม่มีก็แต่ไทยเหลือง

 

อ่านซ้ำหลายไท เพิ่งนึกขึ้นได้ ยังไม่ได้อ่านเรื่อง “ไทขาว” เลย พอรู้ว่าไทเมืองเติ๊ก คือไทขาว ก็ใจเต้น

เมืองเติ๊กอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงฮานอย ตอนที่ไปอาจารย์ล้อมผมยังดำ เวียดนามเพิ่งเปิดประเทศใหม่ ทางการมอบให้อาจารย์เหลือง แห่งมหาวิทยาลัยฮานอย ชาวไทเมืองเติ๊กเป็นผู้นำทาง

การเดินทาง อาจารย์ล้อมใช้สำนวน “บงอับบงรา” เอาการ

ข้ามเรือข้ามฟากแม่น้ำแต๊ ขึ้นจากเรือ เหลียวหลังไปดู จึงรู้ว่า ชาวประมงเจ้าของเรือ แจวเรือด้วยเท้า

ความรู้ที่อ่านจากพงศาวดาร ที่อยู่ของคนไทยคนลาว “เรือนมีร้าน บ้านมีเสา” ส่วนคนม้งคนแกว (ญวน) เรือนไม่มีร้าน บ้านไม่มีเสา คืออยู่กับดิน

พอย่างเข้าเขตป่าเขา เห็น เรือนมีร้าน บ้านมีเสา อาจารย์ล้อม บอกให้รถแวะจอด เจอบ้านที่มีอุปกรณ์ต้มเหล้า แบบชาวควนขนุน (บ้านเกิดอาจารย์ที่พัทลุง) ถามกันจึงรู้ว่า ไม่ใช่บ้านไทยบ้านลาว แต่เป็นบ้านชาวมอญ

 

ไทยมอญก็พี่น้องกัน จิบเหล้ามอญ ร้อนผ่าวผ่านคอไปถึงท้อง

เดินทางต่อด้วยถนนดิน ผ่านเนินเถินสลับซับซ้อน จนใกล้ถึงจุดหมาย เป็นป่าใหญ่ อาจารย์เหลืองชี้ว่า “ดงเสื้อ” เสื้อคือผีประจำเมือง

มีดงเสื้อ ป่าผีประจำเมือง คนไม่กล้ำกราย เป็นป่าสมบูรณ์ ถึงฤดูน้ำหลาก น้ำก็นำโอชะของดินมาหล่อเลี้ยงเมือง ข้าวปลาเมืองเติ๊กจึงสมบูรณ์ กินดีจนลือชื่อ เรียกกันติดปาก ข้าวเมืองฮวา ปลาเมืองเติ๊ก

เมืองเติ๊กเป็นเมืองปลา เมื่อจักรพรรดิญวนเสด็จมาเห็นดอกไม้ ประทานชื่อเมืองฮวา แปลว่า เมืองดอกไม้งาม

ถึงเมืองเติ๊ก เข้าที่พัก อาจารย์เหลืองพาไปเยี่ยมบ้าน ทันทีที่พบแม่ อาว์ น้าสาว อาจารย์เหลืองแนะนำ

“คนไทลานมายาม”

 

ไทลาน คือไทยเราที่พลัดพรากจากไทยดึก (เติ๊ก) ไปเนิ่นนาน ...ทันทีนั้น พวกสาวๆต่างก็โผเข้ากอดร่ำไห้กัน

น้าส่งเสียงปราม “อย่าไห้ๆ” มือก็ยื่นผ้าทอผืนเล็กๆให้ซับน้ำตา

ผ่านฉากร่ำไห้โหยหา เจ้าบ้านก็ยกเหล้ามาตั้งวงต้อนรับ แม่อาจารย์เหลืองเป็นช่างขับของหมู่บ้าน ขับลำนำ จับความได้ตอนหนึ่ง “น้ำแล้งจึงเห็นหาด น้ำขาดจึงเห็นทราย” แปลความว่า เมื่อทุกข์ยากนั่นแล จึงจะได้เห็นน้ำใจกัน

น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งเมื่อแรกเจอ ฟังขับลำนำ ก็ปริ่มออกมาอีกครั้ง ด้วยความตื้นตันใจ

ผมเพิ่งเปิดยูทูบฟังเพลง ไทดำรำพัน เวอร์ชันใหม่ของลาว (ไม่ใช่เวอร์ชัน ก.วิเสส) มีคนฟังเป็นแสน ก็ไพเราะเรียกน้ำตาแต่ไม่โหยหาเท่าอ่านเรื่อง ในอ้อมกอดไทขาว ที่อาจารย์ล้อมเล่า

ความทุกข์ของคนไทยที่ต้องพลัดพรากจากกัน ไม่ว่าไทยพลัดเมือง หรือไทยพลัดบ้าน เป็นเช่นนั้นเอง.

กิเลน ประลองเชิง

 

 

 

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1

2 ความเห็น

 
ICT

เดือดร้อนโควิดส่งจม.ร้องนายกฯ

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/in-the-news/news_5662120

5 ม.ค. 2564 - 00:05 น.
 
 
 

คอลัมน์ ข่าวข้นคนเข้ม

เดือดร้อนโควิดส่งจม.ร้องนายกฯ - หนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ Khaosod-ข่าวสด สื่อออนไลน์ยอดนิยมอันดับหนึ่ง ยอดติดตามมากที่สุด 15 ล้านไลก์ ฉบับนี้ตรงกับวันอังคารที่ 5 มกราคม พุทธศักราช 2564 แรม 7 ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด ...*

มาตรการ “เข้มสูงสุด” สั่งบังคับใช้ 28 จังหวัดพื้นที่สีแดง รวมกรุงเทพฯ รัฐบาล-ศบค.ต้องรอผ่านช่วงสั่งลาปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ เพราะยากจะบังคับประชาชน ควบคุมวิถีชีวิตชาวบ้านในช่วงรอยต่อของปี ...*

เคส แม่ค้าอาหารทะเล ค้าขายอยู่ย่านกรุงเทพกรีฑา-คลองสามวา กทม. ระหว่างรอผลตรวจโควิด เดินทางกลับบ้านเกิดโพนพิสัย จ.หนองคาย ขณะฉลองปีใหม่กับญาติพี่น้อง ได้รับสายเจ้าหน้าที่โทร.แจ้งผลติดเชื้อ สอบสวนโรครับเชื้อจากตลาดอาหารทะเลสมุทรสาคร สถานที่ที่ไปซื้ออาหารทะเลมาขาย นี่คือการรับเชื้อ-ติดเชื้อ-เคลื่อนเชื้อ-แพร่เชื้อ จากกทม.-สมุทรสาคร-กทม. ผ่านอีกหลายจังหวัดจนถึงหนองคาย ...*

ตั้งสมมติฐานกรณีลักษณะคล้ายๆ แม่ค้าอาหารทะเล ช่วงปีเก่าต่อปีใหม่ผู้คนเดินทางคึกคักทั่วประเทศ ดังนั้นนับจากนี้ไปอีก 14 วันของระยะฟักตัวเชื้อ คือช่วงเวลา “ชี้สถานการณ์” โควิดกระจายแค่ไหน ติดใคร จำนวนเท่าใด ...*

มาตรการเข้มสูงสุด กระทบประชาชนมากมายหลากหลาย หนึ่งในเสียงภาคเอกชน นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย ทำจ.ม.เปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า คำสั่ง “ไม่ให้นั่งรับประทานที่ร้าน” จะทำให้มูลค่าธุรกิจร้านอาหารไทยหายไปไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้าน และกระทบเป็นห่วงลูกโซ่ไปยังการจ้างงาน พนักงานจะตกงานทันทีจำนวนมาก, สินค้าการเกษตรจะถูกหยุด-ลดสั่งซื้อจำนวนมหาศาล, การจัดเก็บภาษี-แวต-เงินประกันสังคมของภาครัฐจะหายไปอีกครั้ง ...*

 

นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดใจเพิ่มเติม สาเหตุต้องส่งจ.ม.ชี้แจง-ร้องทุกข์ต่อนายกฯโดยตรง เพราะรู้สึกคับแค้นใจที่การระบาดของโควิดเกิดจาก บ่อน-สถานบันเทิง ไม่ใช่ภัตตาคารร้านอาหารที่ปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ซึ่งรัฐควรไปจัดการตรงนั้นใช่หรือไม่ ? ...*

 

ที่ผ่านมา “นายกฯตู่” พูดตลอดใครทุกข์ร้อนให้ร้องเข้ามาได้เลยทุกช่องทาง เชื่อว่าจ.ม.นายกสมาคมภัตตาคารคงถึงมือนายกรัฐมนตรี และเชื่ออีกว่าจะมีจ.ม.บรรยายทุกข์หลั่งไหลไปหาถล่มทลาย ...*

อีกหน่วยงานที่ควรยืนแถวหน้ายามวิกฤต ประกันสังคม มีพนักงาน-คนทำงาน “ผู้ประกันตน” 16,500,000 คน ส่งเงินเข้าระบบทุกๆ เดือน โควิดทำคนตกงานจำนวนมาก ทว่าประกันสังคมดูแลช่วยเหลือ “เจ้าของเงิน” อย่างกระมิดกระเมี้ยน วิกฤตรอบใหม่เสียงเรียกร้อง “เอาเงินคืนมา” จะดังกระหึ่ม รุนแรง และดุเดือด ?! ...*

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1
 
3 ส

ไอ้เห้ตู่ออกไป

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1