ปฏิญญาพ็อทซ์ดัม ฉบับไทยๆ

ปฏิญญาพ็อทซ์ดัม ฉบับไทยๆ

                เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม  1945  ได้มีการประชุมของฝ่ายสัมพันธมิตรขึ้น  ณ เมืองพ็อทซ์ดัม  ประเทศเยอรมนี นำโดยประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน, นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิล และประธานเจียง ไคเช็กแห่งรัฐบาลแห่งชาติจีน การประชุมครั้งนี้ได้แถลงข้อปฏิบัติหากจักรวรรดิญี่ปุ่นยอมจำนน นอกจากนี้ยังมีคำเตือนอีกว่าญี่ปุ่นอาจจะเผชิญหน้ากับ "ความล่มสลายอย่างสิ้นเชิงในไม่ช้า" หากไม่ยอมจำนน ซึ่งเป็นคำเตือนถึงการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์  (th.wikipedia.org/wiki/ปฏิญญาพ็อทซ์ดัม)    ในครั้งนั้นรัฐบาลทหารของญี่ปุ่นแม้ว่าจะรู้ว่ากำลังรบจะสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตรไม่ได้แล้วก็ตาม  แต่พวกเขาก็ยังคงดึงดันที่จะขอ  “ต่อสู้ครั้งสุดท้าย”  โดยพวกเขาเชื่อว่าเมื่อกองทัพอเมริกันยกพลขึ้นบกที่แผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่น จะต้องประสบกับความเสียหายอย่างย่อยยับ  ชนิดต้องขอสงบศึกเอง  ในขณะนั้นแม้องค์สมเด็จพระจักรพรรดิ์ฮิโรฮิโตจะเป็นพระประมุขของประเทศอยู่ก็จริง   แต่อำนาจทางการเมืองทั้งหมดอยู่ในมือของรัฐบาลทหารของนายกรัฐมนตรีเคนตาโร ซูซูกิ  และนายพลโตโจ.....  ประชาชนและทหารของญี่ปุ่นให้ความเคารพ, ศรัทธา, และยกย่องพระจักรพรรดิ   และเชื่อว่าตนเองเป็นทหารของกองทัพของพระจักรพรรดิ   แต่ทว่าผู้ที่เอาอำนาจพระจักรพรรดิ์มาสั่งการก็คือนายพลของรัฐบาลทหารจากกองทัพต่างๆ  องค์พระจักรพรรดิไม่เคยสั่งการกองทัพด้วยตนเองแม้แต่ครั้งเดียว  นายทหารที่กุมอำนาจของญี่ปุ่นเชื่อว่าพวกเขาจะทำลายกองทัพอเมริกันไปได้พร้อมกับชีวิตของตนเอง   โดยไม่สนใจว่าชีวิตของประชาชนชาวญี่ปุ่นจะเป็นเช่นไร......

 

เมื่อไม่มีการตอบสนองในทางบวกจากญี่ปุ่น  และยังคงเกิดการสู้รบอย่างนองเลือดต่อไปที่สมรภูมิโอกินาวา    วันที่ 6 สิงหาคม  1945  ระเบิดปรมาณู The Little Boy  ก็ถูกทิ้งลงมาที่ฮิโรชิมา  และอีก 3 วันต่อมา  The Fat man ก็ถูกทิ้งลงมาที่นางาซากิ  ระเบิดปรมาณู 2 ลูกนี้เองทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งมโหฬารในรัฐบาลทหารของญี่ปุ่นในขณะนั้น  คือสมเด็จพระจักรพรรดิ์ฮิโรฮิโต  ไม่ต้องการที่จะให้เกิดความสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชนญี่ปุ่นไปมากกว่านี้  จึงมีพระราชดำริ ที่จะยอมแพ้   แต่กลับมีนายทหารกลุ่มหนึ่งที่ดึงดันจะไม่ยอมแพ้จะประกาศสู้จนตัวตายคือ  เคนจิ ฮาตานากะ (Kenji Hatanaka)  และพรรคพวกจำนวนหนึ่ง   ได้พยายามทำการยึดอำนาจการปกครองเพื่อจะประกาศสู้ต่อจนถึงที่สุด    การพยายามยึดอำนาจในครั้งนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เหตุการณ์คิวโจ” (Kyujo Incident) เกิดขึ้นในคืนวันที่ 14 สิงหาคม หลังสมเด็จพระจักรพรรดิทำการบันทึกเสียงคำประกาศยอมรับเงื่อนไขตามประกาศแห่งพ็อทซ์ดัมของฝ่ายสัมพันธมิตรก่อนทำการเผยแพร่ออกอากาศทางวิทยุ  อย่างไรก็ดีการยึดอำนาจในครั้งนั้นไม่สำเร็จองค์พระจักรพรรดิ์รอดพ้นจากการถูกคุมตัวไปได้  และสามารถเปิดคำบันทึกเสียงยอมแพ้ออกอากาศสู่ประชาชนได้ในวันที่ 15 สิงหาคม 1945  กองทัพญี่ปุ่นจึงยอมวางอาวุธ  (“The Coup Against the Emperor’s Broadcast that Never Was”. Kyujo.) 

 

รัฐบาลทหารของญี่ปุ่นอ้างว่ารักชาติและจงรักภักดีต่อพระจักรพรรดิ   โดยพวกเขาไม่สนใจว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นจะต้องประสบกับอะไรบ้าง   ผลของความดื้อดึงไม่ยอมรับคำประกาศพ็อทซ์ดัม   ทำให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องเสียชีวิตจากระเบิดปรมาณูนับแสนชีวิต   ซึ่งมีทั้งทหารชั้นผู้น้อย,  ประชาชนคนธรรมดา,  ผู้หญิง,  เด็ก,  คนชรา  ซึ่งผู้คนที่เสียชีวิตจำนวนมากมายเหล่านั้นแทบจะไม่เคยรับรู้เรื่องราวความบ้าคลั่งอำนาจของผู้นำเหล่านั้นเลย   แต่พวกเขาก็ต้องมาเสียชีวิตและบาดเจ็บอย่างไม่มีทางเลือก...  นี่ราคาอันแสนแพงที่ประชาชนชาวญี่ปุ่นต้องจ่ายเพื่อแลกกับการล้มล้างรัฐบาลทหาร  และนำประเทศกลับมาสู่ประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างถูกต้อง.....

 

ผมวิเคราะห์อย่างมั่นใจว่าเหตุการณ์ที่พรรค ทษช. เสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์  เป็น Candidate นายกรัฐมนตรีในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น  “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”  และไม่ใช่เรื่องที่กระทำกันโดยพลการแต่มีการวางแผนการมาแล้วเป็นอย่างดีโดยฝ่ายประชาธิปไตยระดับสูง   มีการคำนึงถึงความเป็นไปได้, ผลได้,  ผลเสีย,  และแผนการในขั้นต่อไปไว้แล้วอย่างเรียบร้อย....  การที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ตอบรับคำเชิญให้มาเป็นตัวแทนเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยนั้น   ก็ไม่ใช่การกระทำโดยพลการแต่เป็นสัญญาณแสดงให้เห็นแล้วว่าในระดับชนชั้นสูงนั้นผู้ที่อยู่ในฟากฝ่ายประชาธิปไตยและปรารถนาให้ประเทศชาติและประชาชนกลับมามีชีวิตอย่างปกติสุขอย่างแท้จริงนั้นมีใครบ้าง

 

การที่ทีมงานฝ่ายประชาธิปไตยได้ทิ้งไพ่ตัวสำคัญใบนี้ลงมา   ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนในวงการเมืองของไทยอย่างรุนแรง  เกิดแนวคิดแบ่งแยกออกเป็น 2 พวกอย่างชัดเจนว่า  “เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย”  ผมเชื่อว่าไพ่สำคัญใบนี้ที่ฝ่ายประชาธิปไตยทิ้งลงมาเป็นเหมือน   “ปฏิญญาณพ็อตซ์ดัม”   เป็นสัญญาณเตือนเหล่าทหารผู้กำลังครองอำนาจอยู่ในขณะนี้อย่างรุนแรงว่าให้  “ยอมแพ้เสียเถิด...  แล้วปล่อยประเทศชาติให้เข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยโดยประชาชนอย่างแท้จริง.... มิฉะนั้นพวกท่านจะต้องเผชิญกับความล่มสลายอย่างสิ้นเชิง”.....  แต่ทว่าเราก็ได้เห็นแล้วว่าเหล่าผู้ที่ยังคงถือครองอำนาจอยู่นั้นต่างก็ไม่ยินยอมที่จะปล่อยให้อำนาจอธิปไตยให้กลับคืนมาสู่ประชาชนอย่างง่ายดายนัก  พวกเขาต่อสู้  และต่อต้านโดยใช้อิทธิพลทุกอย่างที่มีเพื่อขัดขวางและยับยั้งการเสนอชื่อในครั้งนี้.... 

 

ในทางการเมืองนั้น  “ผู้ใดถือความชอบธรรมผู้นั้นถืออำนาจ”     ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ทั่วโลกและระดับนานาชาติให้การสนับสนุนและยอมรับ   ซึ่งขณะนี้ก็มีสัญญาณแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าบุคคลชั้นสูงก็ต้องการให้ประเทศเป็นไปเช่นนั้นและนั่นคือความชอบธรรม   ผมเชื่อว่าการที่ฝ่ายประชาธิปไตยทิ้งไพ่ ควีนโพธิ์ดำ  ออกมาแล้วแค่นี้ก็ยังความสั่นสะเทือนชนิดแทบล้มกระดาน  ซึ่งเมื่อไรที่ทิ้งไพ่  เอสโพธิ์ดำ  ออกมาผมเชื่อว่าถึงขั้นพลิกประเทศแน่นอน....และเอสโพธิ์ดำตัวนี้แหละที่จะนำให้ประชาชนลุกขึ้นล้มล้างอำนาจเผด็จการที่ครองประเทศนี้อยู่ออกไปอย่างสิ้นเชิง...  ซึ่งผมมั่นใจว่าฝ่ายประชาธิปไตยที่กำลังวางแผนช่วยประเทศ  และประชาชนไทยอยู่ในต่างแดนนั้น   มีไพ่เอสโพธิ์ดำ  อยู่ในมือ.......... 

 

เพียงแต่ว่าข่าวร้ายก็คือ......  กว่าที่เอสโพธิ์ดำจะถูกทิ้งออกมาประชาชนชาวบ้านธรรมดาผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างเราๆ  ก็คงจะต้องจ่ายราคาอันแสนแพงเพื่อแลกกับการล้มล้างรัฐบาลทหาร  และนำประเทศกลับมาสู่ประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างสมบูรณ์เหมือนดังที่ประชาชนญี่ปุ่นได้ประสบมาแล้วนั่นแหละครับ.....

 

ปูนนก

                     

 

 

15 ความคิดเห็น

 
3 ส

ไอ่เผด็จการทะเห้ชั่ว

โมโห

 
619

ทำไมช่วงนั้นประชาชนชาวญี่ปุ่นไม่มีใครคิดใช้ปฎิบัติการคามิคาเซ่ติดระเบิดเข้ากับตัวเองหรือหลบสังหารผู้นำที่บ้าคลั่งอำนาจในตอนนั้นละครับ   อย่างน้อยๆชาวบ้านแสนกว่าคนที่ตายไป  ต้องมีใครที่ไม่เห็นด้วยกับความบ้าคลั่งของผู้ในญี่ปุ่นเป็นแน่  น่าจะมีใครสักคนนะที่ลอบฆ่าหรือใช้ปฎิบัติการคามิคาเซ่เหมือนที่ทำที่อ่าวเบอร์ฮาวเบอร์นะ 

 
richpeople

ทหารและกลุ่มทุนศักดินาเป็นเนื้อเดียวกัน หุ่นเชิดก็คือหุ่นเชิด เป็นตุ๊กตาไว้คอยชักใยและเป็นไม้กันหมาอันใหญ่ ภาพคลุมเครืออันนี้ทำให้อาจารย์บางท่านถึงกับหลุดปากวิจารย์จนอยู่เมืองไทยไม่ได้ แต่ความเป็นจริงเราไม่ได้อยู่ในสภาวะที่เป็นหุ่นเชิดจึงเดาความกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอันนี้ไม่ได้ว่าจริงๆแล้วมันเป็นแบบไหน มันไม่ได้ง่ายเหมือนอย่างที่ฝั่งประชาธิปไตยคิด หุ่นเชิดรุ่นแรก จุดจบเป็นยังไง ลองตรองกันดู

จริงๆแล้วควรบอกว่า "กลุ่ม" ที่กุมอำนาจและคอยชักใยต่างหากคือคนกำหนดว่าเกมจะเล่นแบบไหน

การเลือกตั้ง การรัฐประหาร กลุ่มนี้กำหนดมาตั้งแต่หุ่นเชิดรุ่นแรก

มีออกอาการกลุ่มเหมือนจะแตกก็ตอนที่หน้าเหลี่ยมเข้ามาร่วมวงไพ่นี้

การบังอาจสร้างความนิยม สร้างฐานอำนาจกับประชาชน เปิดกะลาให้คนชนบทและคนไทยรับรู้ว่าหนึ่งเสียงเราสามารถกำหนดคุณภาพชีวิตได้จริง เป็นจุดตายที่ทำให้กลุ่มนี้ยอมไม่ได้ เพราะพวกมันไม่เคยจะแบ่งปันและไม่ได้มีความสามารถในการหาเงินเข้ากลุ่มเหมือนอย่างกลุ่มหน้าเหลี่ยม

การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ กลุ่มทุนต่างๆเข้ามาเล่นการเมืองเพื่อหาผลประโยชน์ให้กลุ่มตัวเอง

นักคิด อาจารย์ บางท่านมองภาพใสซื่อ ไม่ก็หลอกตัวเอง หรือบางทีอาจจะแกล้งไม่รู้ ไปคิดว่านักการเมืองต้องทำเพื่อประชาชน ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ขอโทษเถอะ งั้นทำไมไม่สอนหนังสือฟรีๆ หรือไม่ก็รับเงินแค่พอมีกินไปวันๆ ทำไมบางคนยังมีตังค์ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ นี่คือความย้อนแย้ง

หลายๆครอบครัวก็เป็นแบบนี้ พี่น้องต่างก็มีความคิดเป้นของตัวเอง ต่างคนต่างก็มีวิถีทางทำมาหากิน มีอุดมการณ์ มีเพื่อนฝูง ต่างๆกัน ไม่ใช่ว่าต้องมานั่งล้อมวงตกลงกันว่าจะยังไงนะ ยังงี้สิ

เค้าก็คนธรรมดา ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่ากิน ขี้ ปี นอน แค่ว่ารวยกว่าเราๆมากมายหลายเท่า

การเจรจาลับอะไรไม่มีหรอก ถ้ามีจริงหุ่นเชิดรุ่นที่แล้วน่าจะจัดการไปตั้งนานแล้ว เพราะบารมีที่แต่งแต้มมามันมากมายจนน่าจะเพียงพอให้มีคนเกรงใจ แต่ก็อย่างที่เห็น ขนาดหุ่นเชิดแสดงอาการชัดเจนว่าพอใจกับหน้าเหลี่ยม ให้เข้าพบ ให้ไปปรึกษา ได้มีโอกาสบอกเล่าว่าอยากทำไรให้หน้าเหลี่ยม แล้วหน้าเหลี่ยมก็เอาไปทำจริงๆในหลายๆเรื่อง           หุ่นเชิดก็ยังไม่สามารถออกหน้าให้หน้าเหลี่ยม ปล่อยหน้าเหลี่ยมโดนไล่ถลุง

เพราะมันไม่ใช่แค่คนไม่กี่คน มันเป็นกลุ่มทุนศักดินา กลุ่มโบราณ หากินกับนโยบายระดับชาติ เกาะกลุ่มด้วยผลประโยชน์ระดับส่งต่อถึงรุ่นเหลน มันยอมไม่ได้ที่ใครจะมาแย่งชามข้าว แบ่งซักหน่อยก็ยอมไม่ได้

ต่อให้ครอบครัวหุ่นเชิดออกหน้ามาอีกกี่คน ก็ไม่มีความหมาย

และการเจรจาไม่เคยมีอยู่จริง เพราะพวกจังไรมันไม่ได้อยู่ในสภาวะที่เสียเปรียบแต่อย่างใด

ทางเลือกมีไว้สำหรับคนที่ตกเป็นรอง พวกมันสร้างทางเลือก กำหนดทางเลือกให้เรา ไม่ได้มานั่งเลือกกับเราหรือหน้าเหลี่ยม ภาพที่ผ่านมาจึงอยู่ในสภาวะที่หน้าเหลี่ยมประหนึ่งถูกหลอกจนเปื่อย

หน้าเหลี่ยมมีดีกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ เวลายิ่งผ่านมา ผมยิ่งนับถือเค้า

 
ปูนนก

ดีครับ... ประชาธิปไตย  คือความหลากหลายทางความคิด...ไม่มีใครถูกหรือผิด    มีแต่ใครที่มีเสียงส่วนใหญ่ของสังคมที่สนับสนุนหรือเห็นด้วยเท่านั้น...  แน่นอนอาจจะผิดก็ได้...เหมือนที่ครั้งหนึ่งชาวเยอรมัน  นิยมชมชอบในฮิตเลอร์  และลัทธินาซี    ว่าเป็นผู้มากู้ชาติจากการล่มสลายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และในที่สุดพวกเขาก็ได้รับรู้อย่างเจ็บปวดกันทั้งประเทศในปี 1945 ว่า  ที่ว่าดีหรือรักชาตินั้นไม่ได้ดีจริงๆ อย่างที่คิด  แต่เป็นผู้ทำลายชาติอย่างสิ้นเชิงต่างหาก......     แต่ไม่ว่าการเลือกของประชาชนนั้นจะผิดหรือถูก   ก็ต้องปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง    ไม่ใช่เอา  "คนดี..ขี่รถถัง"  มาเป็นผู้กำหนดวิธีคิดให้ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดแบบนี้.....  ผมยังคงเชื่อว่า  "ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง"   อย่างแน่นอน

ปูนนก

 
หลวงพี่เตี้ย

ใครคือ   ฝ่ายประชาธิปไตย  ระดับสูงครับ

มีหรือครับ

 
ปูนนก

ไม่ทราบครับ... การวิเคราะห์ก็คือ  การคาดเดา...  55555555555555  อ่านแค่ประดับความรู้  ถ้ารกสมองก็ลบทิ้งไป   แค่เรื่องประจำวันก็แย่แล้วครับ

ปูนนก

 
หลวงพี่เตี้ย

บางที   ในบริบทของสังคมไทย  

น่าจะเป็น   คนระดับสูงที่ไม่ได้ส่วนแบ่งความมั่งคั่ง   มากกว่า

ส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรม

16

 
หลวงพี่เตี้ย

คุยกันเรื่องผลประโยชน์ดีกว่าครับ

เมื่อเช้า   นั่งอ่านเรื่องหุ้น   มีนิทานเรื่องหนึ่งโผล่มา

God : วันเกิดปีนี้ เจ้าอยากได้อะไรเป็นของขวัญ?

ผม : อยากได้มังกรมาเลี้ยงที่ห้องเทรดครับ

God : เพ้อเจ้อ คิดอะไรให้ตรงความเป็นจริงหน่อย

ผม : งั้นขอเปลี่ยนเป็น ประชาธิปไตย

God : เจ้าอยากได้มังกรสีอะไร?

ขำขำ

 
ปูนนก

สิ่งที่ประเทศชาติต้องการตอนนี้คือ  "นำประชาธิปไตยของประชาชนอย่างสมบูรณ์กลับมาให้ได้ก่อน"   ส่วนเรื่องความมั่งคั่งอื่นๆ  ค่อยว่ากันต่อไปทีละขั้น   หนทางยังอีกยาวไกลมากนัก   กว่านิยายสามก๊กจะจบ  ต้องถึงรุ่นสุมาเจียว  รุ่นเหลนนะครับ  555555555555

ปูนนก

 
หลวงพี่เตี้ย

ผมพูดถึงความมั่งคั่งที่พวกเขาแบ่งกันครับ

 แบ่งถึงกู   ก็พวกเดียวกัน

แบ่งไม่ถึงกู   กูก็เป็นฝ่ายประชาธิปไตย

16

 
ปูนนก

อืมมมม....พระคุณเจ้าหลวงพี่..สาธยายได้มีเหตุผล.........

ปูนนก   สาธุ

 
tongtata

ไมีมีอะไร คลายเครียดน่ะ! . . ขำๆ ขำๆ บึ้ม !!!

 
หลวงพี่เตี้ย

ยิ่งเครียดเข้าไปอีก

ใครคือส่วนเกิน   ..........    16

 
Boulevard of Hopes

เราอาจจะประเมินคนบางคนต่ำไป 

ดูเหมือนเป็นคนไม่เอาไหน สารพัดที่จะดูถูกดูแคลนเขา

คนผู้หนึ่งที่มีความอดกลั้น อดทนเป็นเวลาที่ยาวนาน มากๆ

อาจจะมีไรที่ไม่ธรรมดาบ้างนะครับ

 
Tadang

ทู้นี้เยี่ยมทุกท่านพิเศษสุดพี่3ส.ของผมครับ 14