น้องคนเล็ก ที่ทำให้เอเชีย ต้องสั่นสะเทือน

น้องคนเล็ก ที่ทำให้เอเชีย ต้องสั่นสะเทือน

https://www.khaosod.co.th/update-news/news_5601642

เหตุการณ์สำคัญแห่งปี 2020 นอกเหนือจากโควิด-19 ที่ทำให้เอเชียต้องสั่นสะเทือน

26 ธ.ค. 2563 - 22:44 น.
 
 
 

เหตุการณ์สำคัญแห่งปี 2020 นอกเหนือจากโควิด-19 ที่ทำให้เอเชียต้องสั่นสะเทือน - BBCไทย

มีเพียงไม่กี่ปีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก ปี 2020 เป็นหนึ่งในนั้น ที่ผู้คนทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ไม่ได้มีแค่เรื่องไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เท่านั้น

เรามาย้อนดู 10 เหตุการณ์สำคัญในทวีปเอเชีย ที่ (แทบจะ) ไม่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19

24 กุมภาพันธ์ 2020: ประชาชนก่อเหตุจลาจลที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย

กลุ่มชายหนุ่มที่ตะโกนข้อความสนับสนุนศาสนาฮินดู รุมทุบตี โมฮัมหมัด ซูบาอีร์ ด้วยท่อนไม้และท่อนเหล็กReutersกลุ่มชายหนุ่มที่ตะโกนข้อความสนับสนุนศาสนาฮินดู รุมทุบตี โมฮัมหมัด ซูบาอีร์ ด้วยท่อนไม้และท่อนเหล็ก

ภาพนี้เป็นภาพชาวฮินดูกำลังรุมทุบตีชายชาวมุสลิมคนหนึ่งอย่างทารุณ ซึ่งกลายมาเป็นภาพสำคัญของเหตุจลาจลทางศาสนาในกรุงนิวเดลี เมื่อเดือน ก.พ.

"คนที่ได้เห็นภาพนี้ไม่มีใครคิดว่าผมจะรอดตาย" โมฮัมหมัด ซูบาอีร์ บอกกับบีบีซี หลังกลับมาจากโรงพยาบาล ในสภาพที่ศีรษะของเขายังคงถูกพันด้วยผ้าพันแผล

การใช้กำลังประทุษร้ายระหว่างการประท้วงซึ่งมีชนวนมาจากกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ของอินเดีย ทำให้เขาเกือบตาย แต่ชายวัย 37 ปีผู้นี้ก็รอดชีวิตมาได้ แม้จะบาดเจ็บสาหัส

ขณะที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุจลาจลนี้มากกว่า 50 คน และมีผู้ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนหลายพันคน นี่ถือเป็นการก่อจลาจลโดยประชาชนครั้งที่เลวร้ายที่สุด ที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงของอินเดียในรอบหลายสิบปี

แต่นายซูบาอีร์ กล่าวว่า เขายังคงไม่หมดศรัทธาในมนุษยธรรม

"ผู้คนที่กระทำการอันโหดร้ายเช่นนั้น ไม่อาจเป็นคนของศาสนาใดได้" เขากล่าว

16 มิถุนายน 2020: เมื่อความหวังถึงสันติภาพระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ สูญสลายกลายเป็นเพียงควัน

ผู้คนที่สัญจรไปมาในกรุงโซล ชมรายงานข่าวแพร่ภาพการระเบิดทำลายสำนักงานประสานงานร่วมของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้Getty Imagesผู้คนที่สัญจรไปมาในกรุงโซล ชมรายงานข่าวแพร่ภาพการระเบิดทำลายสำนักงานประสานงานร่วมของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

สำนักงานประสานงานร่วมระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เป็นสัญลักษณ์ของความหวังว่าจะเกิดสันติภาพยุคใหม่ขึ้น

นี่คือสถานที่ที่ทั้งสองประเทศได้จัดการเจรจากันโดยตรงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเกาหลี

ในเดือน มิ.ย. สถานที่นี้กลับสูญสลายกลายเป็นควัน

รัฐบาลเกาหลีเหนือระเบิดอาคารแห่งนี้ โดยระบุว่า ต้องการให้ "เศษสวะมนุษย์และผู้ที่ให้การปกป้องเศษสวะพวกนี้ต้องชดใช้อย่างสาสมจากอาชญากรรมที่พวกเขาก่อไว้"

นั่นหมายถึงบรรดาผู้แปรพักตร์ในเกาหลีใต้ ซึ่งได้ปล่อยใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อเข้าไปในเกาหลีเหนือ โดยใช้บอลลูนหรือไม่ก็ใส่ขวดลอยไปตามแม่น้ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

อาคารแห่งนี้ว่างเปล่ามาตั้งแต่ ม.ค. เนื่องจากโควิด-19

แต่เสียงระเบิดทำลายอาคารครั้งใหญ่นี้ยังคงดังกึกก้องไปทั่วโลก

มันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือไม่พอใจอย่างรุนแรง และตามที่นักวิเคราะห์คนหนึ่งกล่าวว่า เหตุการณ์นี้คือ "จุดเปลี่ยนอันเป็นลางร้ายของทั้งสองประเทศ"

10 สิงหาคม 2020: การจับกุมมหาเศรษฐีผู้ต่อต้านในฮ่องกง และการกวาดล้างตำรวจบุกค้นสำนักงานใหญ่ของหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี ของนายจิมมี ไหล มหาเศรษฐี หลังจับกุมตัวเขาGetty Imagesตำรวจบุกค้นสำนักงานใหญ่ของหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี ของนายจิมมี ไหล มหาเศรษฐี หลังจับกุมตัวเขา

สำหรับชาวฮ่องกงจำนวนมาก จิมมี ไหล เป็นวีรบุรุษ เขาคือมหาเศรษฐดีที่กล้าท้าทายรัฐบาลจีนที่กำลังมีอิทธิพลเพิ่มสูงขึ้น

นั่นคือเหตุผลของการกวาดล้างหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี (Apple Daily) ของเขาขนานใหญ่ ซึ่งทำให้ฮ่องกงต้องตกตะลึง เนื่องจากหนังสือพิมพ์นี้เป็นหนังสือพิมพ์สนับสนุนประชาธิปไตยหัวใหญ่ที่สุดในฮ่องกง

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากการจับกุมตัวนายไหลในช่วงเช้าของวันที่ 10 ส.ค.

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มหาเศรษฐีเจ้าของสื่อฝีปากกล้าถูกจับกุม

แต่การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของจีนที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ จีนมองว่าเขาคือคนทรยศ และความผิดที่ชายวัย 73 ปีทำ อาจส่งผลให้เขาถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

ตำรวจมากกว่า 200 นาย บุกค้นสำนักงานใหญ่ของหนังสือพิมพ์ของนายไหล และจับกุมตัวเขาในห้องข่าวซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และมีการถ่ายทอดสดเหตุการณ์นี้โดยผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์

เช้าวันต่อมา ชาวฮ่องกงจำนวนมากได้ต่อแถวยาวตามแผงขายหนังสือพิมพ์ทั่วเมืองเพื่อซื้อหนังสือพิมพ์ซึ่งพาดหัวข่าวว่า "สู้ต่อไป"

ก่อนหน้านั้นในเดือนเดียวกัน นายไหลถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ เขาถูกนำตัวขึ้นศาลขณะถูกใส่กุญแจมือและโซ่

10 สิงหาคม 2020: คำประกาศที่ทำลายข้อห้ามที่รุนแรงที่สุดของประเทศไทย

ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล อ่านข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่ทรงอำนาจของไทยLILLIAN SUWANRUMPHA/AFPปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล อ่านข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่ทรงอำนาจของไทย

เธอก้าวขึ้นไปบนเวทีท่ามกลางกลุ่มควันจากน้ำแข็งแห้งและเสียงเชียร์ของบรรดานักศึกษาหลายพันคนในมหาวิทยาลัยชื่อดังที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

แต่ภาพการปรากฏตัวของเธอดูจืดชืดไปเสียสนิทเมื่อเทียบกับสิ่งที่เธอกำลังจะพูดบนเวที

น.ส. ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ประกาศข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ท้าทายสถาบันกษัตริย์อย่างเปิดเผยและไม่สะทกสะท้าน

เธอได้ทำให้การเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป ด้วยการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่ถูกมองว่าไม่อาจแตะต้องได้และได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

"ไม่มีใครในโลกนี้เกิดมาพร้อมเลือดสีน้ำเงิน คนบางคนอาจจะเกิดมาโชคดีค่ะ โชคดีกว่าคนอื่น แต่ไม่มีใครเกิดมาสูงส่งกว่าใคร" ปนัสยา วัย 21 ปี กล่าว

การปราศรัยของเธออาจจะไม่ได้เป็นที่สนใจของคนส่วนใหญ่ในโลก แต่สำหรับคนในประเทศไทย นั่นคือการปราศรัยที่น่าขนลุก

เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น เพื่อนนักเคลื่อนไหวอีกคนของเธอ นายอานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เป็นคนแรกที่ทำลายข้อห้ามนี้ ด้วยการปราศรัยในการประท้วงที่จัดขึ้นตามแนวคิดของภาพยนตร์เรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์

แต่คำประกาศที่อ่านโดยปนัสยานั่นเอง ที่เป็นการตั้งคำถามที่ไม่มีใครกล้าพูดก่อนหน้านี้เกี่ยวกับพระราชอำนาจอันยิ่งใหญ่และพระราชทรัพย์มหาศาลของพระมหากษัตริย์ไทย และทำให้มีการนำข้อเรียกร้องนี้ไปใช้ในการเคลื่อนไหวที่นำโดยนักศึกษา

เมื่อเดือนที่แล้ว เธอเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวหนุ่มสาวหลายสิบคนที่ถูกตั้งข้อหาภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี

15 สิงหาคม 2020: ฝูงชนร่วมปาร์ตี้ในสระน้ำที่ทำให้ทั้งโลกตกตะลึง

สระน้ำที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนนี้อยู่ในเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางการระบาดของโควิด-19Getty Imagesสระน้ำที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนนี้อยู่ในเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางการระบาดของโควิด-19

นี่เป็นสถานที่สุดท้ายในโลกที่คุณคาดว่าจะได้พบเห็นภาพปาร์ตี้ในสระน้ำขนาดใหญ่

ผู้ร่วมงานหลายพันคนเบียดเสียดกันอยู่ในสวนน้ำในเมืองอู่ฮั่น โยกย้ายไปตามจังหวะของเสียงเพลง บ้างก็นอนอยู่บนแพยางลอยน้ำ

ไม่มีใครสวมหน้ากาก ไม่มีการเว้นระยะห่างทางสังคม

เมืองต้นตอการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นแห่งแรกหลายเมื่อหลายเดือนก่อน ปัจจุบันการแพร่ระบาดในพื้นที่ลดลงจนเหลือศูนย์

ชีวิตผู้คนดูเหมือนจะกลับสู่ภาวะปกติ โรงภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ และสวนสาธารณะต่าง ๆ กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ต่างไปจากภาพท้องถนนที่เงียบเชียบและว่างเปล่าในช่วงที่เกิดการล็อกดาวน์ในเมืองอู่ฮั่นในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

 

ผู้ที่ได้เห็นภาพสระว่ายน้ำที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนต่างรู้สึกหวาดกลัวระคนไปกับตกใจ โดยเฉพาะในประเทศที่ไวรัสนี้ยังคงแพร่ระบาดอยู่

ประเทศจีนซึ่งควบคุมโรคโควิด-19 ได้แล้วในพื้นที่ส่วนใหญ่ ต่างจากหลายประเทศในโลกตะวันตก ได้ใช้โอกาสนี้ในการส่งเสริมให้คนเห็นความสำคัญของการควบคุมการระบาด

หนังสือพิมพ์โกลบอล ไทมส์ ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของทางการจีน รายงานว่า ปาร์ตี้สระว่ายน้ำดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณไปยังชาวโลกว่า "นี่คือผลตอบแทนจากมาตรการต่อต้านไวรัสที่เข้มงวด"

16 ตุลาคม 2020: ภาพคุณแม่ที่เศร้าโศกจากการสูญเสียลูก สร้างความโกรธแค้นไปทั่วฟิลิปปินส์เรนา เม นาซีโอ ผู้ถูกควบคุมตัวทางการเมือง กล่าวอำลาลูกสาววัยแบเบาะที่เสียชีวิตGetty Imagesเรนา เม นาซีโอ ผู้ถูกควบคุมตัวทางการเมือง กล่าวอำลาลูกสาววัยแบเบาะที่เสียชีวิต

คุณแม่ที่ยังสาวคนหนึ่งคุกเข่าต่อหน้าศพของลูกที่ยังแบเบาะของเธอเพื่อเอ่ยคำอำลาเป็นครั้งสุดท้าย เธอถูกสวมกุญแจมือและอยู่ในชุดพีพีอีที่ปกปิดมิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า

ภาพของ เรนา เม นาซีโน ผู้ถูกควบคุมตัวทางการเมืองที่ได้รับการปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำ โดยมีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธตามประกบไม่ห่างเพื่อเข้าร่วมงานศพลูกของเธอ สร้างความไม่พอใจต่อชาวฟิลิปปินส์อย่างมาก

การรณรงค์ให้คุณแม่วัย 23 ปีได้อยู่กับลูกสาววัยทารกของเธอไม่ประสบความสำเร็จและกลายเป็นโศกนาฏกรรม

ริเวอร์ ทารกน้อยผู้นี้เกิดระหว่างที่แม่ถูกควบคุมตัว เธอถูกจับแยกกับแม่ของเธอขณะที่มีอายุได้เดือนเศษเท่านั้น ทั้งที่มีการวิงวอนร้องขอและมีการดำเนินการคัดค้านทางกฎหมายเพื่อที่จะทำให้ทั้งสองคนได้อยู่ด้วยกัน

สุขภาพของทารกน้อยย่ำแย่ลงในเวลาไม่นานหลังจากนั้น แต่แม้กระทั่งตอนที่เธอได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล นาซีโนก็ไม่ได้รับอนุญาตให้มาเยี่ยมลูก

เธอได้พบริเวอร์อีกครั้งเมื่อลูกสาววัย 3 เดือนเสียชีวิตแล้วจากอาการปอดบวมในเดือน ต.ค.

เรื่องราวของเธอได้ทำให้เกิดการตั้งคำถามขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของแม่ชาวฟิลิปปินส์ที่อยู่ระหว่างการถูกควบคุมตัว และทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นเป็นวงกว้าง โดยหลายคนบอกว่า ระบบดังกล่าวทำลายทั้งนาซีโนและลูกของเธอ

23 ตุลาคม 2020: มังกรโคโมโดเผชิญหน้ากับรถบรรทุกบนเกาะอันไกลโพ้นมังกรโคโมโดตัวหนึ่งเผชิญหน้ากับรถบรรทุกระหว่างที่มีการก่อสร้างบนเกาะที่เป็นที่อยู่อาศัยของพวกมังกรโคโมโดSave Komodo Nowมังกรโคโมโดตัวหนึ่งเผชิญหน้ากับรถบรรทุกระหว่างที่มีการก่อสร้างบนเกาะที่เป็นที่อยู่อาศัยของพวกมังกรโคโมโด

ภาพมังกรโคโมโดเผชิญหน้ากับรถบรรทุกก่อสร้างกลายเป็นไวรัลในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ถูกขนานนามว่า "จูราสสิกพาร์ก" ซึ่งกำลังถูกสร้างขึ้นบนเกาะที่อยู่ห่างไกลและด้อยพัฒนาของอินโดนีเซีย

เกาะแห่งนี้เป็นหนึ่งในเกาะไม่กี่แห่งของอินโดนีเซีย ที่เชื่อว่ามีมังกรโคโมโด สัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อาศัยอยู่มานานหลายล้านปี

"นี่เป็นครั้งแรกที่โคโมโดได้ยินเสียงเครื่องจักรและได้กลิ่นควัน" นักเคลื่อนไหวที่แชร์ภาพดังกล่าวเขียน "มีใครยังสนใจเรื่องการอนุรักษ์อีกไหม"

รัฐบาลอินโดนีเซียรีบให้ความมั่นใจแก่ประชาชนว่า จะไม่มีมังกรโคโมโดตัวไหนได้รับอันตรายจากความพยายามกระตุ้นการท่องเที่ยวบนเกาะดังกล่าว แต่นักสิ่งแวดล้อมบางส่วนยังคงกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัยดึกดำบรรพ์ของมังกรโคโมโด

ช่วงต้นเดือน ต.ค. สื่อท้องถิ่นรายงานว่า คนงานก่อสร้างคนหนึ่งถูกนำตัวขึ้นสปีดโบ๊ตส่งโรงพยาบาล หลังจากสัตว์เลื้อยคลายตัวหนึ่งกัดเขาที่ขาและแขน ทำให้เขา "ได้รับบาดเจ็บสาหัส"

30 ตุลาคม 2020: คู่รักเพศเดียวกันคู่แรกที่เข้าร่วมพิธีแต่งงานหมู่ของกองทัพในไต้หวันหวัง อี้ (ขวาบน) และ เมิ่ง โหยวเหม่ย โพสท่าถ่ายรูปEPAหวัง อี้ (ขวาบน) และ เมิ่ง โหยวเหม่ย โพสท่าถ่ายรูป

ถึงเวลาโพสท่าถ่ายรูปและเฉลิมฉลอง เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่คู่แต่งงานเพศเดียวกันได้เข้าร่วมในงานแต่งงานหมู่ของกองทัพในไต้หวัน

ช่วงเวลาประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นหนึ่งปีหลังจากที่ไต้หวันให้การแต่งงานของคนเพศเดียวกันถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นที่เดียวในเอเชียที่ทำเช่นนี้

"เราหวังว่าจะมีคนที่มีความหลากหลายทางเพศในกองทัพลุกขึ้นยืนอย่างองอาจมากขึ้น เพราะกองทัพของเราใจกว้างมาก ในเรื่องของความรักแล้ว ทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน" เฉิน อิงซวน ร้อยโทของกองทัพบกซึ่งแต่งงานกับ หลี่ ลี่เฉิน กล่าวกับสำนักข่าวเอพี

พวกเธอเป็นหนึ่งในคู่รักหญิงรักหญิง 2 คู่ ที่แต่งงานกันในพิธีแต่งงานหมู่ของกองทัพ ซึ่งมีคู่แต่งงานเข้าร่วมทั้งหมด 188 คู่

ส่วนอีกคู่หนึ่งได้แก่ พล.ต. หวัง อี้ และ เมิ่ง โหยวเหม่ย ภรรยาของเธอ พวกเธอต่างถือธงสีรุ้งไว้ในมือตลอดพิธี

พ่อแม่ของนางสาวเมิ่ง ไม่ได้เข้าร่วมพิธี แต่พ่อแม่และครูของนางสาวหวังมาเข้าร่วมพิธีเพื่อสนับสนุนพวกเธอ

"ฉันรู้สึกว่า นี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ สำหรับกองทัพ" แม่ของ น.ส. หวัง บอกกับเอพี "บางที สำหรับคู่แต่งงานต่างเพศ มันเป็นเพียงแค่กระดาษ [ใบหนึ่ง] แต่มันสำคัญมากสำหรับคู่แต่งงานเพศเดียวกัน"

17 พฤศจิกายน 2020: เป็ดยางเป่าลมกลายเป็นเกราะป้องกันผู้ประท้วงบนท้องถนนในกรุงเทพผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยใช้เป็ดยางในการป้องกันตัวเองจากน้ำแรงดันสูงReutersผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยใช้เป็ดยางในการป้องกันตัวเองจากน้ำแรงดันสูง

การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่นำโดยเยาวชนในประเทศไทยกลายเป็นที่รู้จักจากความคิดสร้างสรรค์ในการเคลื่อนไหว

คงไม่มีอะไรในการประท้วงที่สร้างสีสันและดูเหนือจริงไปมากกว่าเป็ดยางเป่าลมสีเหลืองที่ปรากฏขึ้นบนถนนหลายสายในกรุงเทพเมื่อเดือน พ.ย.

นักเคลื่อนไหวคนหนึ่งบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า พวกมันควรจะเป็นเพียงแค่การสร้างความสนุกเล็กน้อยเท่านั้น

แต่การเปิดตัวครั้งแรกของเป็ดยางเหลานี้ที่บริเวณด้านนอกรัฐสภาของไทย เกิดขึ้นพร้อมกับความรุนแรงที่สุดในการประท้วงนับตั้งแต่มีการประท้วงระลอกล่าสุดในเดือน ก.ค.

ขณะที่ตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงใส่ผู้ประท้วงเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ผู้ประท้วงได้ใช้เป็ดยางเหลานี้เป็นเกราะกำบังเฉพาะหน้า

ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งบอกว่า เป็ดยางเหลานี้พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลดีกว่าร่ม

นักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ของไทยได้รับอิทธิพลจากนักเคลื่อนไหวในฮ่องกงอย่างเห็นได้ชัด โดยผู้ประท้วงในฮ่องกงได้ใช้ร่มในการป้องกันน้ำแรงดันสูงมาก่อน

แต่ผู้ประท้วงในไทยได้พัฒนากลยุทธ์และสัญลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา

ในการชุมนุมวันถัดมา เป็ดยางถูกนำมาใช้อีกครั้ง และกลายเป็นตัวนำโชคของการประท้วงภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยมีการพบเห็นเป็ดยางเหลานี้ในการชุมนุมอีกหลายครั้งหลังจากนั้น

27 พฤศจิกายน 2020: ภาพจากใจกลางการประท้วงของเกษตรกรในอินเดียซุกข์เดฟ ซิงห์ เกษตรกรในภาพ บอกกับนักข่าวว่า เขาถูกตีที่แขน ขา และน่องหลายครั้งPTIซุกข์เดฟ ซิงห์ เกษตรกรในภาพ บอกกับนักข่าวว่า เขาถูกตีที่แขน ขา และน่องหลายครั้ง

ภาพของตำรวจกองกำลังเสริมที่กำลังฟาดกระบองใส่เกษตรกรชาวซิกข์ที่เป็นคนแก่ไร้อาวุธ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในอินเดีย

ภาพนี้กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียในช่วงที่เกษตรกรหลายแสนคนออกมาประท้วงด้วยความไม่พอใจบริเวณด้านนอกกรุงนิวเดลี เพื่อต่อต้านกฎหมายการเกษตรฉบับใหม่

นักการเมืองฝ่ายค้านใช้ภาพนี้ในการวิจารณ์การปฏิบัติต่อผู้ประท้วง ขณะที่พรรคภราติยะชนะตะ (Bharatiya Janata Party--BJP) หรือ บีเจพี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลอ้างอย่างไม่เป็นความจริงว่าเกษตรกรไม่ได้ถูกตี

ไม่นานนัก สื่ออินเดียก็แกะรอยจนพบตัว ซุกข์เดฟ ซิงห์ เกษตรกรในภาพ ซึ่งบอกกับนักข่าวว่า เขาถูกตีที่แขน ขา และน่องหลายครั้ง

ต่อมาข้อความในทวิตเตอร์ที่พยายามจะทำลายความน่าเชื่อถือของภาพดังกล่าวของหัวหน้าฝ่ายโซเชียลมีเดียพรรคบีเจพี ถูกต่อว่าอย่างรุนแรงในทวิตเตอร์

ภาพทุกภาพมีลิขสิทธิ์

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    0

3 ความเห็น

 
ICT

https://www.khaosod.co.th/update-news/news_5604713

รุ้ง-ปนัสยา: ฟังพี่สาวเล่าเรื่องน้องคนเล็กผู้กลายเป็นแกนนำ “ราษฎร” และผู้ต้องหาหมิ่นสถาบันฯ

 

 

 

26 ธ.ค. 2563 - 22:33 น.

 

 

 

 

 

 

 

รุ้ง-ปนัสยา: ฟังพี่สาวเล่าเรื่องน้องคนเล็กผู้กลายเป็นแกนนำ “ราษฎร” และผู้ต้องหาหมิ่นสถาบันฯ - BBCไทย

 

  • เรื่องโดย ธันยพร บัวทอง ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • วิดีโอโดย พริสม์ จิตเป็นธม ผู้สื่อข่าววิดีโอ

 

รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล อธิบายตัวเองในวัยเยาว์ว่าเป็น "เด็กกลาง ๆ" ที่บ้านไม่เคร่งครัดเรื่องการเรียนเท่าไหร่นัก แต่สนับสนุนให้ได้ทดลองเรียนรู้หลายอย่าง และใช้ชีวิตในแบบครอบครัวชนชั้นกลางทั่วไป

 

เรียนดนตรี เล่นไวโอลินตั้งแต่สี่ขวบ เรียนร้องเพลง วาดรูป เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่สหรัฐฯ ตอนมัธยม นี่เป็นเพียงบางส่วนของสิ่งที่เธอได้ทำและเรียนรู้ในช่วงวัยเด็กถึงวัยรุ่นเพื่อค้นหาว่าตัวเองชอบอะไร แต่สุดท้ายสิ่งที่ "ลองผิดลองถูก" มาทั้งหมดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เธอทำในตอนนี้เลยสักอย่าง

 

รู้ตัวว่าสิ่งที่ชอบที่สุด คือ "การเมือง" รุ้งบอกเช่นนั้น

 

ในวัย 22 ปี รุ้งเริ่มเป็นที่รู้จักหลังจากเป็นผู้อ่าน 10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ในการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 และเป็นแกนนำการชุมนุมทางการเมืองในอีกหลายครั้งหลังจากนั้น

 

นักเรียนไวโอลิน นักวาดเขียนตัวน้อยในวันนั้น กลับกลายมาเป็นผู้ต้องหาหลายคดี ทั้งยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 ซึ่งมีโทษสูงสุดคือจำคุก 15 ปี

 


เมธาวี สิทธิจิรวัฒนกุล

 

แต่ไม่ว่าเธอจะโดนคดีอะไรหรือถูกสังคมมองว่าอย่างไร รุ้งก็ยังเป็นลูกสาวคนเล็กของพ่อแม่และเป็นน้องคนสุดท้องของพี่ ๆ และการออกมาพูดเรื่องสถาบันฯ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแค่ชีวิตรุ้ง ทว่ายังส่งแรงสะเทือนไปถึงคนในบ้าน

 

เมธาวี สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ เมย์ วัย 27 พี่สาวคนกลาง เป็นผู้ที่คอยดูแลน้องและสื่อสารความเป็นไปของรุ้งให้พ่อแม่ได้รับรู้ ถ่ายทอดช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของครอบครัวในปีนี้ ตั้งแต่รุ้งเริ่มเคลื่อนไหวผูกโบว์ขาวหน้ากระทรวงกลาโหม กระทั่งเหตุการณ์ที่รุ้งเป็นผู้อ่านข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่ธรรมศาสตร์

 

เกือบ 6 เดือนนับตั้งแต่นักศึกษาและประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ซึ่ง "ขยับเพดาน" ขึ้นเรื่อย ๆ คนในครอบครัวของรุ้ง โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ เฝ้าถามซ้ำ ๆ "เมื่อไหร่มันจะจบ... แม่อยากให้มันจบแล้ว"

 

พี่สาวเล่าเรื่องรุ้ง

 

รุ้งเกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อแม่ทำธุรกิจส่วนตัว เธอเป็นลูกสาวคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 3 คนที่เป็นผู้หญิงทั้งหมด

 

ในวัยเด็ก นอกจากเรื่องเรียน รุ้งทำหลายอย่างโดยมีพ่อแม่สนับสนุน อยากเล่นดนตรีก็ให้เล่น ทั้งเรียนและทำกิจกรรมเสริมตามความสนใจ

 

หากจะมีหลักฐานบางอย่างในวัยเด็กที่ทำให้นักศึกษาหญิงคณะสังคมวิทยาฯ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลายมาเป็นผู้ท้าท้ายตั้งคำถามต่อเรื่องใหญ่ ๆ ในประเทศนี้ อาจเป็นเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ดูไม่สำคัญในค่ำคืนหนึ่งที่ผู้เป็นพี่สาวยังจำได้

เมธาวี หรือ "พี่เมย์" ของรุ้ง เล่าว่าหลายปีก่อน ขณะครอบครัวนั่งรับประทานอาหารที่ร้านข้าวต้มแถวบ้าน มีเด็กตัวเล็ก ๆ เดินขายพวงมาลัยเข้ามในร้าน รุ้งถามพ่อกับแม่ว่า ทำไมเด็กวัยเดียวกันกับเธอต้องมาขายพวงมาลัย ทำไมไม่มีคนช่วยเหลือเขา

 

เมื่อน้องสาวเริ่มทำกิจกรรมทางการเมือง เมธาวียอมรับว่าในช่วงแรก ๆ เธอไม่เห็นด้วยกับความคิดอ่านและสิ่งที่น้องทำ และยังไม่อาจ "เปิดใจ" รับฟังด้วยเหตุที่ว่าถูกสอนถูกปลูกฝังมาด้วยวัฒนธรรมต่าง ๆ ของสังคมไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอคิดได้ว่าไม่ว่ารุ้งจะคิดต่างออกไปอย่างไร สุดท้ายแล้วรุ้งก็ยังเป็นลูกของพ่อแม่ เป็นน้องของพี่ ๆ และเป็นสมาชิกในครอบครัว เธอจึงเปิดใจที่จะ "ฟัง" และ "ยอมรับ" ความคิดและการเคลื่อนไหวของน้องสาวได้

 

"เราฟังก่อนสิ... แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไร เราก็ค่อยว่ากันอีกที ที่มีข่าวพ่อแจ้งความลูกในข้อหา 112 ทำไมทำอย่างนั้น คุณไม่เห็นเขาเป็นลูกเหรอ คุณไม่เห็นเขาเป็นคนในครอบครัวที่เติบโตมาด้วยกันเลยเหรอ มันก็แค่เรื่องง่าย ๆ ที่มานั่งคุยกัน เปิดใจ แล้วสุดท้ายมันจะเข้ากันได้ ถ้าเข้ากันไม่ได้ เราค่อยหาทางออกกัน มันมีแค่นี้แหละ"

 

"น้องเลือกแล้ว พ่อไม่อยากให้น้องร้องไห้แล้ว"

 

การชุมนุมในช่วงปี 2563 เผยให้เห็นความคิดและทัศนะต่อสถาบันหลักของชาติที่แตกต่างกันของคนต่างรุ่นในบ้านเดียวกัน ครอบครัวของรุ้งก็ไม่ต่าง การห้ามไม่ให้ลูกทำอะไรที่เกี่ยวกับการเมืองในช่วงแรก ๆ เกิดจากความห่วงใยของพ่อแม่ที่รู้ว่าสิ่งที่ลูกทำจะนำมาซึ่งความเสี่ยงอะไรบ้าง

 

"ระวังนะ" และ "ไม่ไปได้ไหม" เป็นคำพูดของแม่ที่บอกกับรุ้งซ้ำ ๆ ในช่วงที่เธอเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในฐานะโฆษกสหภาพนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ช่วงเดือน มิ.ย. ซึ่งเธอกับเพื่อน ๆ จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องความเป็นธรรมให้วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยการเมืองที่หายตัวไปในกัมพูชา

 

ผูกโบว์ขาวที่กระทรวงกลาโหม เป็นเหตุการณ์แรก ๆ ที่รุ้งเริ่มมีชื่อและใบหน้าออกในสื่อ เมื่อพ่อแม่ของเธอเห็นข่าวก็รู้ทันทีว่าลูกสาวคนเล็กกำลังก้าวขาเข้าไปในปริมณฑลที่เฉียดโรงพัก วันนั้น รุ้งต้องกลับมาที่บ้านเพื่ออธิบายสิ่งที่ตัวเองทำ โดยมี เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ เพื่อนร่วมอุดมการณ์ในกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม มาช่วยพูดคุยกับพ่อแม่ในฐานะ "ผู้ไกล่เกลี่ย"

 


THAI NEWS PIX
เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ ต้องเปลี่ยนบทบาทชั่วคราวจากการเป็นแกนนำผู้ปราศรัยฝีปากกล้า มาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้รุ้ง-ปนัสยา เพื่อนจากกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ

 

"พ่อโทรมาบอกว่า กลับมาคุยที่บ้านหน่อย แม่บอกเอาเพนกวินมาด้วยก็ได้ หนูก็เลยบอก 'กวิน... มันจะเป็นอย่างนี้เว้ยเพื่อน มึงช่วยกูนะ' ไอ้กวินก็บอกจัดการให้" รุ้งเล่าถึงช่วงแรก ๆ ที่ต้องทำความเข้าใจกับคนที่บ้าน

 

ผู้สนับสนุนคนสำคัญของรุ้งในการสื่อสารกับพ่อแม่ คือ เมธาวี พี่สาวที่คอยเป็น "ผู้แปลสาร" ระหว่างรุ้งและแม่ เพราะบ่อยครั้งที่ต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจคำพูดของกันและกัน รุ้งคิดอย่าง แม่คิดอย่าง แต่สุดท้ายแล้วเมธาวีมองว่านั่นคือความห่วงใยต่อกันของทั้งคู่

 

"อย่าให้น้องพูดแบบนี้ พี่เมย์พูดกับน้องได้คนเดียว แม่ฝากได้ไหม" และ "ช่วยพ่อแม่หน่อย ไปพูดกับน้องให้หน่อย" เมธาวีมักได้รับคำขอจากแม่อย่างนี้เสมอ

 

เมื่อรุ้งเริ่มเคลื่อนไหวถี่ขึ้น ๆ และครอบครัวต้องรับการมาเยือนของตำรวจที่บ้านเป็นครั้งแรก เมธาวีถามพ่อว่า "เอายังไง จะห้ามน้องไหม"

 

"น้องเขาเลือกทางของน้องแล้ว พ่อไม่อยากไปขัดความฝันของเขา" คือคำตอบของพ่อ

 

"สุดท้ายน้องจะเป็นอย่างไร มันก็ต้องไปตามทางที่เขาเดินไป เราแค่ระวังหลังให้เขาแค่นั้น"

 

"พ่อเห็นเค้าสะอื้นแล้วพ่อห้ามไม่ลง... พ่อพูดอย่างนี้ แล้วบอกว่าน้องเลือกแล้ว พ่อไม่อยากให้น้องร้องไห้แล้ว"

 

สำหรับความสัมพันธ์ในหมู่ญาติ แม้พ่อของรุ้งจะเคยถูกถามจากญาติในช่วงแรกว่า "ลูกเธอทำอะไร... ทำไมไม่ดูลูก" แต่โดยรวมแล้ว เมธาวีบอกว่าโชคดีที่ญาติพี่น้องมีความเข้าใจ เธอให้ความเห็นอีกว่า ด้วยความที่ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวธรรมดา ไม่ได้มีหน้าตาในสังคมมากมายหรืออาจเรียกได้ว่า "โลว์ โปรไฟล์" จึงไม่มีต้นทุนอะไรที่ต้องจ่ายมาก

 

10 สิงหา ธรรมศาสตร์และการชุมนุม

 

เมธาวีบอกว่ารู้ล่วงหน้า 1 วัน ว่าน้องสาวจะขึ้นปราศรัยในหัวข้อสถาบันกษัตริย์บนเวทีที่ธรรมศาสตร์วันที่ 10 ส.ค. 2563 ทว่าไม่รู้ถึงรายละเอียด เมื่อไม่รู้จึงเกิดความกังวลใจ

 

"ยังห้ามอยู่เลย เอาจริง ๆ ถ้าทุกคนเจอแบบนี้ก็ต้องห้ามว่า เอ๊ะ... มันได้เหรอในสังคมเรา ในช่วง 2-3 เดือนก่อนมันไม่ใช่แบบนี้" เมธาวีเล่าให้บีบีซีไทยฟัง ขณะที่รุ้งซึ่งนั่งฟังอยู่ด้วยพูดเสริมขึ้นว่า "ตอนนั้นหนูไม่อ่านไลน์แล้ว"

 

เมธาวีโยนคำถามไปให้รุ้งว่า "รู้ไหมว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าทำแบบนี้"

 

คำตอบอันหนักแน่นของรุ้ง ทำให้เมธาวีคิดว่าสุดท้ายเธอต้องเชื่อมั่นในตัวน้อง

 


PARIS JITPENTOM/BBC THAI
ปนัสยา ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและชุมนุมทางการเมืองในข้อหาตามมาตรา 112 หมิ่นสถาบันฯ แล้วทั้งสิ้น 6 คดี

 

หลังจาก "ปรากฏการณ์ 10 สิงหา" ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อการเมืองไทยรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การตั้งคำถามและข้อเรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์ปรับตัวให้เป็นไปตามครรลอง "ประชาธิปไตย" ถูกขยับเพดานขึ้นในพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ในบ้านของรุ้งตึงเครียดไม่ต่างจากบทสนทนาในสังคมห้วงนั้น

 

แทบไม่มีสักวันที่คนในบ้านจะไม่กังวลเรื่องรุ้ง เธอจะโดนจับตอนไหน วันนี้จะโดนจับไหม หรือจะเป็นวันอื่น

 

"เราอยู่กับความลุ้นตลอดเวลาว่าวันไหนจะถึงตาน้อง" เมธาวีเล่าบรรยากาศช่วงที่แกนนำนักศึกษาและผู้ชุมเริ่มถูกออกหมายจับและถูกจับกุม

 

แรงกดดันจากคนในครอบครัว ทำให้รุ้งถึงกับเสียน้ำตาเมื่อได้ฟังบางคำพูดจากแม่ จังหวะนี้เองที่เมธาวีเริ่มพยายามทำความเข้าใจกับสมาชิกในบ้านว่าทุกคนต้องช่วยกันเตรียมรับมือกับหลาย ๆ อย่าง รวมถึงสิ่งเลวร้ายที่สุดที่รุ้งอาจจะเจอ การพูดให้กำลังใจและปลอบประโลมกันคือสิ่งที่คนในบ้านเดียวกันจะมอบให้กันได้ในช่วงอันยากลำบากนี้

 

"แม่ห่วงตลอด... แม่จะพูดว่าเมื่อไหร่มันจะจบ แม่อยากให้มันจบแล้ว แม่ไม่อยากให้น้องต้องมาเสี่ยง พูดตลอดตั้งแต่เริ่ม จนทุกวันนี้โทรมาก็จะจบบทสนทนาแบบนี้ตลอดเลยว่าเมื่อไหร่มันจะจบเสียที อันนี้เป็นความหวังดีของพ่อแม่ว่าไม่มีใครอยากให้ลูกออกไปเสี่ยงแบบนี้อีกต่อแล้ว แม้แต่วันเดียว"

 

เมื่อได้ฟังประโยคนี้เป็นครั้งแรก รุ้งบอกว่าเธอเข้าใจสิ่งที่แม่เป็นห่วงและเห็นไม่ต่างจากแม่

 

"เราเก็ต (เข้าใจ) แหละ เราก็อยากให้มันจบ เราไม่อยากเอาตัวเองไปเสี่ยงเท่าไหร่ แต่ว่ามันด้วยเป้าหมาย ด้วยอุดมการณ์ ด้วยความที่เราอยากมีอนาคตที่ดี มันก็เลยต้องทำ ไม่ทำไม่ได้แล้ว และมันหยุดไม่ได้ด้วย เราเข้าใจแม่ แต่ว่าสิ่งที่ต้องทำก็ต้องดำเนินต่อไป"

 

 

ในที่สุดรุ้งก็ถูกจับในช่วงสายของวันที่ 15 ต.ค. หลังจากรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม "คณะราษฎร 2563" ที่รุ้งร่วมเป็นแกนนำ และยึดคืนพื้นที่ด้านนอกทำเนียบรัฐบาล

 

หมายจับที่เจ้าหน้าที่จากกองบังคับการสืบสวนแสดงก่อนจับกุมที่ห้องพักในโรงแรมในวันนั้น เป็นหมายจับในข้อหาที่เกี่ยวกับการจัดชุมนุม "ธรรมศาสตร์จะไม่ทน" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค.

 


เมธาวี สิทธิจิรวัฒนกุล

 

16 วันในเรือนจำ กับคำพูดของแม่

 

หลังถูกจับกุมในวันนั้น รุ้งไม่ได้ประกันตัว และถูกขังอยู่ในเรือนจำนานถึง 16 วัน

 

เมธาวีเล่าว่า การสูญสิ้นอิสรภาพชั่วคราวของลูกสาวคนเล็กทำให้ท่าทีของแม่ก็เปลี่ยนไป จากเคยห้าม ขอร้องให้หยุด แม่กลับมาเข้าใจและยอมรับ และที่เกินกว่าความคาดหมายของลูก คือ แม่ภูมิใจในตัวรุ้ง

 

ช่วงเวลาที่รุ้งอยู่ในเรือนจำ เมธาวีบอกว่าเธอร้องไห้แทบทุกวันและไม่ได้ทำงานเลย คนที่เข้มแข็งที่สุดกลับเป็นแม่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้แม่มักจะเป็นคนที่คอยห่วงกังวล ฝากให้เธอไปพูดไปเตือนน้อง แต่การไม่ได้ประกันตัวครั้งแล้วครั้งเล่าและไม่รู้ว่าลูกสาวต้องอยู่ในคุกนานแค่ไหน ทำให้พ่อและแม่ต้องเข้มแข็งขึ้นอย่างมาก

 

"พ่อกับแม่มาพูดกับเมย์ว่าไม่ต้องเสียใจ ต้องภูมิใจในตัวน้องมาก ๆ ที่น้องทำคือการเสียสละเพื่อคนทุกคน พี่เมย์ไม่ต้องร้องไห้เลย เดี๋ยวน้องมันต้องได้ออก... แม่พูดอย่างนี้กับเมย์ทุกวันในวันที่น้องไม่อยู่" เมธาวีถ่ายทอดคำพูดของแม่ในช่วงที่รุ้งอยู่เรือนจำ พูดจบเธอหันไปมองหน้ารุ้ง ซึ่งเพิ่งได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรกจากปากพี่สาว

 


THAI NEWS PIX
รุ้ง-ปนัสยา รับกำลังใจจากมวลชนหน้า สน. ประชาชื่น

 

กลับไปที่รุ้ง ยากแค่ไหนที่เบื้องหน้าคือ ความฝันที่อยากเห็น แต่ยังมีคนข้างหลังคือครอบครัว เรายิงคำถาม

 

"มันก็มีความกดดัน มันกดดันสูงนะ มันกดดันด้วยความคาดหวัง แต่ที่หนูคิดก็คือ ก็แค่ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเราต้องทำอะไรต่อ"

 

ที่ สน. ประชาชื่น นาทีที่รุ้งเจอหน้าแม่ เธอร้องไห้ "เป็นบ้าเป็นหลัง" ทว่าผู้เป็นแม่ที่เคยห้าม มีแต่ความนิ่งและคำปลอบประโลมลูกว่า "ให้เข้มแข็ง ไม่ต้องร้อง เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้ว"

 

"การเข้าคุก สำหรับบ้านเรามันเป็นเหมือนจุดสุดท้ายแล้ว แม่เขาพูดตลอดว่า อะไรก็ได้ โดนคดีอะไรก็ได้ แต่อย่าเข้าคุก อันนี้ที่เขาพูดก่อนหน้านั้น แต่พอเข้าคุกไป โอเคมันเป็นจุดสุดท้ายที่เขาจะคาดหวังแล้ว มันถอยกลับไม่ได้แล้ว มันเป็นสภาพบังคับว่าต้องไปต่ออย่างเดียว" รุ้งกล่าว

 

ไม่มีบ้านไหนพร้อมให้ลูกตาย

 

รุ้งบอกว่า ลำพังการติดคุกนั้นก็หนักหนาพออยู่แล้วสำหรับคนในครอบครัว เพราะ "การเข้าคุกเป็นสิ่งสุดท้ายที่พ่อแม่อยากนึกถึง" แต่เธอคิดว่าปลายทางของการเคลื่อนไหวในครั้งนี้อาจต้องแลกด้วยชีวิต

 

"สิ่งที่เราทำตอนนี้คือทำให้มันคุ้มที่สุดก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น" รุ้งบอก และยืนยันว่าเมื่อสู้แล้วก็ควรได้มีชีวิตอยู่เพื่อได้เห็นผลของการต่อสู้นั้น

 

"เราสู้เพื่ออยู่อยู่แล้ว เราไม่ได้สู้เพื่อตาย แต่ว่าเราก็ต้องประเมินความเสี่ยงสูงสุดไว้ก่อน" เธอบอกและยอมรับว่าไม่เคยเล่าความคิดนี้ให้พ่อแม่ฟังมาก่อน เพราะเธอมักเลือกแต่จะพูดในด้านดี ๆ เพื่อที่พ่อแม่จะอนุญาตให้เธอออกไปขึ้นเวทีปราศรัยและเคลื่อนไหวในระยะนี้

 

ความตายที่รุ้งพูดถึงอาจคล้ายคลึงกับชะตากรรมของผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์แล้วหายสาบสูญ บ้างกลายเป็นศพ ถูกคว้านท้องแล้วถ่วงด้วยเสาปูนทิ้งในแม่น้ำโขง

 

epaEPA

 

ครอบครัวพร้อมไหมที่จะรับความเสี่ยงสูงสุดตรงนั้น

 

"ไม่มีใครพร้อมหรอก..." พี่สาวรุ้งตอบ

 

เป็นคำตอบที่เดาได้ไม่ยาก...

 

"ไม่ว่าจะบ้านไหนก็ตาม มันไม่มีทางพร้อม... การเข้าเรือนจำมันก็แย่มาก ๆ มันแตกสลายมาก ๆ อยู่แล้ว เราหวังว่ามันจะไม่ถึงวันนั้น" เธอย้ำ และบอกว่าขอให้รุ้งไม่ต้องก้าวเข้าคุกอีกรอบ ขอให้น้องได้มีอิสระ

 

ยืนเด่นโดยท้าทายยามเมื่อเป็นคนนำมวลชนบนเวที ทว่าในสายตาของพี่สาว รุ้งก็เป็นเพียงวัยรุ่นคนหนึ่ง เป็นเด็กสาวทั่วไป เป็นมนุษย์ที่มีความกลัว แต่สถานการณ์ที่รุ้งยืนอยู่ตอนนี้บังคับให้น้องของเธอต้องเข้มแข็ง

 


PANUSAYA SITHIJIRAWATTANAKUL
โมเมนต์ที่มีความสุขที่สุดของชีวิตในปีนี้ของรุ้ง คือ การออกจากเรือนจำมาทันเห็นการขอแต่งงานของพี่สาว "เค้ากลัวไม่เห็น.... กลัวออกมาไม่ทัน กลัวกลับเข้าไปอีกรอบ หนูเห็นแบบนั้นแล้วหนูพอใจ" เธอพูดกับพี่สาว

 

"จริง ๆ เขากลัว เขากลัวแหละพี่เมย์รู้ กับการที่ทำอยู่ทุกวันนี้ทำไมเขาจะไม่กลัว แต่เขาต้องเข้มแข็ง... เพราะเขาอยู่ในบทบาทผู้นำ มันก็ทุกคน ไม่มีใครไม่กลัวหรอก แต่สุดท้ายแล้วเขาต้องก้าวผ่านความกลัวนั้นไปด้วยภาระของเขา ทำหน้าที่ของเขาให้ดีที่สุด"

 

ทุกวันนี้ การไปไหนมาไหนของรุ้งในที่ต่าง ๆ ต้องมีคนคอยไปเป็นเพื่อนเผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด นี่คือชีวิตที่เปลี่ยน ส่วนชีวิตในบ้าน เธอได้พี่สาวที่อายุห่างกัน 5 ปีอย่างเมธาวีคอยแวะเวียนมาหา ดูแลเรื่องในที่พัก คอยถามความเป็นไปในทุก ๆ วัน

 

"น้องรุ้งเขามีพัฒนาก้าวกระโดดมาตลอด มันเปลี่ยนอะไรฉับพลันมาก แต่เด็กจนโตจนถึงวันนี้ พี่ก็ยังมองว่าเขาเป็นเด็ก เป็นน้องตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เป็นดวงใจของพี่"

 

สองพี่น้องหันมาคุยกันด้วยภาษา "มินเนี่ยน" ที่รู้กันสองคนว่าสื่อถึงอะไร

 

5 เบื้องหลังในความเคลื่อนไหวของ "ราษฎร" ที่ชื่อรุ้ง-ปนัสยา

 

เสื้อสีแดง

 

"ตอนแรกมีเหตุผล เพราะว่าสหภาพนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) มีสีประจำคือสีแดง พรรคโดมปฏิวัติ (พรรคนักศึกษาใน ม.ธรรมศาสตร์) ก็มีสีประจำคือสีแดง และด้วยความที่เราเป็นโฆษก เราก็อยากนำเสนอว่าเป็นขององค์กรนี้นะ อีกเหตุผลหนึ่งคือ เราอยากเป็นเหมือนกุหลาบแดง เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้"

 

ที่สุดของการชุมนุม

 

"การชุมนุมวันที่ 19-20 ก.ย. การชุมนุมวันที่ 10 ส.ค. เป็นการเปิดประเด็นขึ้นมา แต่ 19-20 ก.ย. เป็นการสื่อสารโดยตรงและนำมาสู่การเคลื่อนไหวทุกวันนี้ เราเอ่ยพระนามพระมหากษัตริย์ ...เราอยากให้พระองค์ทรงได้ยินจริง ๆ ว่าเราพูดอะไร เราต้องการอะไร เราก็เลยมาคิดว่า เอาอย่างนี้แล้วกัน พูดเป็นคำราชาศัพท์ทั้งหมด"

 

ในคืนวันที่ 19 ก.ย. รุ้งขึ้นปราศรัย โดยอ้างว่าเป็นการนำความกราบบังคมทูลต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง ตอกย้ำ 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่ได้ประกาศในการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ก่อนที่ในวันรุ่งขึ้น แกนนำจึงเคลื่อนขบวนจากสนามหลวงไปทำเนียบองคมนตรีเพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกที่มีเนื้อหาว่าด้วยข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยรุ้งเป็นตัวแทนยื่นจดหมายฉบับนี้ผ่านผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

เหตุการณ์ในวันที่ 20 ก.ย. นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ เพราะที่ผ่านมา การส่งสารถึงพระมหากษัตริย์ จะเป็นไปในรูปแบบการถวายฎีกาเท่านั้น

ห้องฝากขังศาลธัญบุรี

"เราพยายามคิดว่าเหมือนมาเข้าค่ายลูกเสือแหละ นิดเดียว แป๊บเดียวไม่มีอะไรหรอก ตอนอาบน้ำก็ต้องโป๊ต่อหน้าคนอื่น แต่เราไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ พอขึ้นห้องไปเนี่ย เจอใครไม่รู้ ใครบ้างวะ คดีอะไรบ้างวะ คือเราก็ลนไง ต้องทำตัวยังไง เรายังเตรียมพร้อมไม่มากพอว่าจะมาเจอ วันแรกร้องไห้ แล้วคนข้าง ๆ ก็มาปลอบ ไม่เป็นไรหรอกหนู ได้ออกอยู่แล้ว"

ห้องขัง 1/6 ทัณฑสถานหญิงกลาง

"มีหลายเรื่อง (เกี่ยวกับสิทธิผู้ต้องขัง) ที่เราเรียกร้องไป เช่น เรื่องชุดชั้นใน เพราะเราต้องใช้ไซส์ใหญ่ ช่วง 3-4 วันแรกเราไม่มีชุดชั้นในใส่ เราก็ไปขอเขา เขาก็หาให้เราได้ แต่จริง ๆ ไอ้ชุดชั้นในไซส์ใหญ่ที่บริจาคมันน้อยมาก มันมีคนในห้องอีกคนพี่เขาตัวใหญ่มาก แล้วไม่มีกางเกงในใส่ ซึ่งผู้หญิงเวลามีประจำเดือนก็ต้องใส่กางเกงใน แต่เขาอยู่มาเป็นปีเขาไม่มีกางเกงในใส่ สิ่งที่เขาทำก็คือ เอาผ้าอนามัยด้านกาวพับติดเข้าหากัน แล้วเหน็บไว้เวลาที่มีเมนส์ พอเราออกมาเราก็เลยเอากางเกงในของเราให้เขา เจาะจงเลยว่าให้คนนี้นะ ให้เขาได้ไปใช้ เพราะเราก็ไม่คิดว่าจะมีใครหาให้เขา ในนั้นเขาไม่ได้ปฏิบัติกับคนเท่ากัน และไม่ได้ใส่ใจที่จะดูแลด้วย เขามองแค่ว่าทำผิดมาเนอะ มาอยู่ตรงนี้ก็อยู่ไปให้ได้ ทน ๆ อยู่ไป อยู่แบบเท่าที่มี"

ต่อสู้ระยะยาว

"การต่อสู้ครั้งนี้มันไม่ง่ายและมันไม่สั้น เป็นการต่อสู้ระยะยาวแน่ ๆ พวกเราก็เลยคิดว่า การต่อสู้ด้วยสันติวิธี มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว มันไม่มีทางเลยที่เราจะชนะได้ด้วยความรุนแรง ไม่มีทางเลยที่เราจะมีความชอบธรรมในการต่อสู้ด้วยการที่เราไปใช้ความรุนแรงกับอีกฝั่งหนึ่งก่อน ตอนนี้เราสู้ด้วยหลักการ เราสู้ด้วยความชอบธรรม"

"เรารู้อยู่แล้วว่าการสู้ทางความคิดมันใช้เวลานาน แต่เราเห็นพัฒนาการมาเรื่อย ๆ ว่าคนมีความเข้าใจมากขึ้น คนขวนขวายหาข้อมูลเองมากขึ้น จากที่ไม่มีใครพูดเรื่องนี้เลย เรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ตอนนี้มีคนออกมาพูดเองมากขึ้น และเขาพูดได้ดี มีความรู้กว่าเราด้วยซ้ำ แต่ว่าก็ต้องยอมรับด้วยว่า มันก็ไม่สำเร็จซะทีเดียว เรายังไม่สามารถมองได้ว่ามันเป็นคนส่วนมากจริง ๆ ในสังคมที่เห็นไปในทางเดียวกับเรา หรือมีความรู้เรื่องนี้จนเพียงพอ มันต้องทำงานทางความคิดไปเรื่อย ๆ"

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1
 
3 ส

 ssaveรุ้งน้องคนเล็ก

ใช่

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    0
 
619

ปีหน้าจะยิ่งกว่านี้อย่างแน่นอนครับขอสาบานเลยว่ามันต้องจบอย่างแน่นอนไม่ใช่รุ่นนี้แต่จะเป็นปีหน้าครับ 14

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0