น่าอาย มากกว่า น่าชื่นชม

น่าอาย มากกว่า น่าชื่นชม

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0

2 ความคิดเห็น

 
ICT

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2547027332240429&id=10000799...

 Facebook logo

 ไปที่หน้าหลัก

vtwi;t Lk]c[[ouhdH,ufh;p
ภาษาของพวก "เขากะลา" แปลแล้วใจความได้ว่า
" Lk]gsuhp -- อะไรวะ ตัดสินแบบนี้ก็มีด้วย g]jogvkd^wxw,j5^d -v.shc,j'wx9doid"

 

ศาลฎีกาชี้คดีอภิชาตชูป้าย “ไม่ยอมรับอำนาจเถื่อน” ผิดคำสั่งหัวหน้าคสช. 3/2558 แม้คำสั่งถูกยกเลิกแล้ว

วันนี้ (8 พฤศจิกายน 2562) เวลา 9.00 ที่ศาลแขวงปทุมวัน ศาลฎีกานัดอภิชาต จำเลยผู้เคยถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาว่ากระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคน จากการชูป้าย "ไม่ยอมรับอำนาจเถื่อน" ระหว่างร่วมชุมนุมคัดค้านการรัฐประหารในวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 และลงโทษปรับ6,000 บาท ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา

ในวันนี้นี้มีเพียงอภิชาตและทนายของเขาที่มาศาลเพื่อฟังคำพิพากษา จากนั้นเมื่อศาลขึ้นบัลลังก์ได้ครู่หนึ่งก็มีนักกิจกรรมที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยนามอีกคนหนึ่งเข้ามาในห้องพิจารณาคดีเพื่อสังเกตการณ์ด้วย ก่อนที่ศาลจะขึ้นบัลลังก์เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ได้สอบถามว่ามีผู้สื่อข่าวอยู่ในห้องพิจารณาคดีด้วยหรือไม่ หากมีขอให้ไปรอด้านนอกเจ้าหน้าที่ไอลอว์ได้แสดงตัวและแจ้งว่าติดตามการพิจารณาคดีนี้มาตั้งแต่ศาลชั้นต้นแล้ว เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์จึงเพียงแต่กำชับว่าห้ามใช้เครื่องอัดเสียงและให้ปิดเครื่องมือสื่อสารแต่สามารถนั่งฟังการพิจารณาคดีต่อไปได้

หลังศาลขึ้นบัลลังก์ได้แจ้งว่าจะอ่านคำพิพากษาโดยสรุปส่วนคำพิพากษาฉบับเต็มให้อภิชาตไปคัดถ่ายสำเนาได้หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จ จากนั้นศาลจึงอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งพิพากษายืนว่าอภิชาตมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ลงโทษปรับ 6,000 บาท ประเด็นที่น่าสนใจของคำพิพากษาฉบับนี้คือ ศาลฎีกายังคงพิพากษาว่าอภิชาตมีความผิด คำพิพากษาของอภิชาตพอสรุปได้ว่า

ที่จำเลยฎีกาว่าประกาศคำสั่งคสช.ฉบับที่ 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองสิ้นผลไปเมื่อมีการประกาศใช้พ.ร.บ.ชุมนุมฯในปี 2558 ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง บัญญัติให้การชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนไม่เป็นความผิด เห็นว่า มาตรา 3 ของพ.ร.บ.ชุนนุมฯกำหนดยกเว้นใน (6) ว่าไม่ให้บังคับใช้กับการชุมนุมที่เกิดขึ้นในระหว่างที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก หรือการชุมนุมเพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายนั้นๆแทน เมื่อปรากฎว่าเหตุแห่งคดีนี้เกิดระหว่างที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก การกระทำของจำเลยจึงไม่ถือเป็นการชุมนุมตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ และไม่ถือว่าประกาศคสช.ฉบับที่ 7/2557 ถูกยกเลิกไปเพราะพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยยื่นคำร้องว่า ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา หัวหน้าคสช.ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 22/2561 เรื่องการให้ประชาชนและพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ12 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคน การกระทำของของจำเลยจึงไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมายที่ขอให้ลงโทษอีกต่อไป จำเลยจึงพ้นจากความผิดตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 เห็นว่า

คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 22/2561 นอกจากจะกำหนดเรื่องให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ไว้ในข้อ 1 แล้ว ยังกำหนดในข้อ 2 ไว้ด้วยว่า การยกเลิกประกาศและคำสั่ง ตามข้อ 1 ซึ่งรวมถึงคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 ไม่ให้กระทบกระเทือนถึงการดำเนินคดี หรือการดำเนินการตามประกาศหรือคำสั่ง ที่ได้กระทำไปก่อนการยกเลิกตามคำสั่งนี้ (หมายถึงคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 22/2561 ซึ่งออกในวันที่ 11 ธันวาคม2561)

ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลในการออกคำสั่งนี้ว่า เป็นการดำเนินการตามข้อ 8 ของคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 2560 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติพิจารณาแก้ไขหรือยกเลิกประกาศและคำสั่งต่างๆอันอาจเป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้งและสอดคล้องกับการที่พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ธันว่าคม 2561 เหตุผลในการออกคำสั่งฉบับนี้จึงเป็นไปเพื่อให้ประชาชนและพรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ในช่วงที่กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไป แต่คำสั่งนี้ไม่ได้มีเหตุผลหรือวัตถุประสงค์ให้ยกเลิกความผิดที่ได้มีการกระทำไปในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม ตามการออกประกาศและคำสั่งเดิม คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 22/2561 จึงไม่กระทบกับการพิจารณาคดีนี้ของจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงให้ยก

พิพากษายืนว่าจำเลยมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ลงโทษปรับเป็นเงิน 6,000 บาท

ทนายของอภิชาต จากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนให้ความเห็นหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า เบื้องต้นเข้าใจว่าศาลฎีกาจะยกฟ้องคดีนี้ ดังที่ศาลชั้นต้นทั้งศาลทหารและศาลยุติธรรมทยอยจำหน่ายคดีหรือยกฟ้อง จำเลยที่ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง นับตั้งแต่คำสั่งดังกล่าวถูกยกเลิกไปในเดือนธันวาคมปี 2561จึงรู้สึกแปลกใจในผลของคดีนี้

ทนายของอภิชาตระบุว่าในความเห็นของเธอการกำหนดว่า “ไม่กระทบกระเทือนถึงการดำเนินคดี การดำเนินการ หรือการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งที่ได้กระทำไปก่อนการยกเลิกโดยคำสั่งนี้” ตาม ข้อ 2 ของคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 22/2561 หมายถึงการดำเนินการทางคดีที่เกิดขึ้นที่ผ่านมานั้นไม่กระทบกับสิ่งที่ดำเนินไปแล้ว แต่ในการพิจารณาหรือการทำคำพิพากษา เมื่อมีการยกเลิกคำสั่งที่เป็นฐานความผิดไปแล้วต้องยกฟ้อง เพราะ แต่ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าข้อ 2 ของคำสั่งฉบับที่ 22/2561 ยกเว้นให้พิพากษาโทษจำเลยได้ต่อไป ทั้งที่ความผิดดังกล่าวยกเลิกไปแล้ว ส่วนตัวเห็นว่าการตีความดังกล่าวขัดต่อหลักการไม่มีความผิดโดยไม่มีกฎหมาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายอาญา และรับรองไว้ในมาตรา 2 ประมวลกฎหมายอาญาด้วย

ทนายของอภิชาตระบุด้วยว่า ประเด็นที่สำคัญในคดีอีกประเด็นหนึ่งคือการวินิจฉัยเรื่องพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ของศาลฎีกา โดยในคดีนี้ฝ่ายจำเลยฎีกาว่าประกาศคสช.ฉบับที่ 7/2557 ถูกยกเลิกไปเมื่อมีการประกาศใช้พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เพราะการชุมนุมในคดีนี้เป็นการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะและพรบ.ชุมนุมฯซึ่งออกมาภายหลังนั้นไม่ได้กำหนดให้การชุมนุมทางการเมืองนั้นเป็นความผิดอีกต่อไป ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าระหว่างเกิดเหตุคดีนี้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก การชุมนุมในคดีนี้จึงเข้าข่ายข้อยกเว้นตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ตามมาตรา 3(6) ซึ่งตั้งข้อสังเกตได้ว่า ศาลฎีกาได้นำพ.ร.บ.ชุมนุมฯ มาวินิจฉัยด้วยแต่เข้าข้อยกเว้น

ดังนั้นหากเป็นเหตุในคดีอื่นซึ่งเกิดในขณะที่ไม่มีประกาศกฎอัยการศึก ก็ยังต้องนำพ.ร.บ.ชุมนุมฯมาใช้พิจารณาว่าเป็นการยกเลิกโดยปริยายไปก่อนหน้าจะมีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 22/ 2561 แล้ว เป็นประเด็นที่สามารถสู้ต่อในคดีอื่นได้

ทั้งนี้การประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ยกเว้นพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และสี่อำเภอในจังหวัดสงขลาถูกยกเลิกในวันที่ 1 เมษายน 2558 ในวันเดียวกันก็มีการออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองมาบังคับใช้แทนประกาศคสช.ฉบับที่ 7/2557 หลังจากนั้นในวันที่ 14 สิงหาคม 2558 พ.ร.บ.ชุมนุมฯถูกบังคับใช้

คดีของอภิชาตเกิดในปี 2557 ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 หนึ่งวันหลังการรัฐประหารมีกลุ่มประชาชนไปรวมตัวประท้วงการรัฐประหารที่ลานสกายวอล์กหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร อภิชาติไปร่วมการชุมนุมด้วยโดยยืนถือป้ายเขียนข้อความ "ไม่รับอำนาจเถื่อน"

ระหว่างยืนถือป้ายประท้วง อภิชาตถูกทหารจับในที่เกิดเหตุและถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกที่ค่ายทหารหนึ่งคืนก่อนถูกส่งไปควบคุมตัวต่อที่กองบังคับการปราบปรามจนครบระยะเวลาควบคุมตัว 7 วัน จึงถูกดำเนินคดีในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศคสช.ฉบับที่ 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง อภิชาติให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนและต่อสู้คดีในชั้นศาล

ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 ศาลแขวงปทุมวันพิพากษายกฟ้องอภิชาตโดยให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าพนักงานสอบสวนกองปราบปรามมีอำนาจสืบสวนคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จึงให้ยกฟ้องจำเลยโดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงของคดี ในเวลาต่อมาอัยการอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในเดือนตุลาคม 2559 ว่าพนักงานสอบสวนกองปราบปรามมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดี และสั่งให้ศาลชั้นต้นกลับไปทำคำพิพากษาใหม่โดยวินิจฉัยในประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงแห่งคดี

ในวันที่ 19 ธันวาคม 2559 ศาลแขวงปทุมวันมีคำพิพากษาพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่3/2558 ข้อ 12 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษจำคุก 2 เดือน ปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้หนึ่งปี

ต่อมาอภิชาตอุทธรณ์คดีซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในวันที่ 31 พฤษภาคม 2561 พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 ชุมนุมมั่วสุมตั้งแต่สิบคนก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และแก้โทษในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 จากโทษจำคุก 2 เดือน ปรับ 6000 บาท และให้รอลงอาญาโทษจำคุกไว้เป็นเวลา 1 ปี เหลือเพียงลงโทษปรับเงิน 6000 บาท สถานเดียวโดยไม่ลงโทษจำคุก หลังจากนั้นทั้งอภิชาตและอัยการยื่นฎีกา

ระหว่างที่รอคำพิพากษาศาลฎีกา หัวหน้าคสช. ได้ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 22/2561 ในวันที่ 11 ธันวาคม 2561 ยกเลิกประกาศคำสั่งบางฉบับเพื่อให้พรรคการเมืองและประชาชนทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ซึ่งคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 ที่ใช้เป็นฐานในการลงโทษจำเลยได้ถูกยกเลิกไปด้วย

ในวันที่ 14 สิงหาคม 2562 ศาลฎีกาพิพากษายืนว่าอภิชาตมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ12 (ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว) ลงโทษปรับ 6,000 บาท โดยคำพิพากษาพอสรุปได้ว่า

ที่จำเลยฎีกาว่าประกาศคสช.ฉบับที่ 7/2557 ซึ่งกำหนดห้ามการชุมนุมตั้งแต่ห้าคนออกมาโดยไม่ชอบ เพราะออกโดยคณะที่ทำการยึดอำนาจ แม้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จะให้การรับรองบรรดาประกาศคำสั่งคสช. แต่ก็เป็นการรับรองในบทเฉพาะกาล ซึ่งขัดต่อมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นบทหลัก ที่กำหนดรับรองเสรีภาพในการชุมนุม

และจำเลยฎีกาว่า ออกประกาศคสช.ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคน มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาในเวลาหลังเกิดเหตุคดีนี้ จึงยังไม่มีผลบังคับใช้ขณะเกิดเหตุคดีนี้ เห็นว่า ประเด็นปัญหาดังกล่าวต้องมีการวินิจฉัยในข้อเท็จจริงก่อน จึงจะวินิจฉัยในข้อกฎหมายได้ และเมื่อคดีนี้เข้าข่ายต้องห้ามฎีกาในประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลยในข้อนี้

ที่จำเลยฎีกาว่า คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 สิ้นผลไปแล้วเมื่อมีการประกาศใช้พ.ร.บ.ชุมนุมฯ และพ.ร.บ.ชุมนุมฯไม่ได้กำหนดโทษต่อการชุมนุมทางการเมือง และการชุมนุมของจำเลยเป็นการชุมนุมในที่สาธารณะ เห็นว่า มาตรา 3 (6) กำหนดยกเว้นไม่ให้การชุมนุมที่เกิดระหว่างมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึกหรือการชุมนุมเพื่อหาเสียงระหว่างมีการเลือกตั้ง การชุมนุมที่เป็นเหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้นในระหว่างมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร การชุมนุมของจำเลยจึงไม่เข้าข่ายการชุมนุมตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตามหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จ ได้แจ้งกับอภิชาตและทนายของเขาว่า ตามที่อภิชาตทำคำแถลงเรื่องการยกเลิกกฎหมายส่งศาล ศาลจะปิดผนึกคำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้อ่านไปพร้อมแนบคำแถลงของฝ่ายจำเลยกลับไปให้ศาลฎีกาอีกครั้ง ในชั้นนี้จึงยังไม่ให้คัดถ่ายคำพิพากษาและไม่ให้คัดถ่ายรายงานกระบวนพิจารณาคดี ต่อมาในวันที่ 18 ตุลาคม 2562 อภิชาตได้รับหมายจากศาลฎีกาให้มาฟังคำพิพากษาในวันนี้

ดูรายละเอียดคดีอภิชาตบนฐานข้อมูลของไอลอว์ >>> https://freedom.ilaw.or.th/th/case/679

ในภาพอาจจะมี ข้อความ
 
  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
3 ส

อนาถแนถ้าไอ่แก่ชัยจะมา

ขี้เซา

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0