ธนาธร จวกแรงปิดระบบขนส่ง แฉความสัมพันธ์ นายทุน-ขุนศึก-ศักดินา

ธนาธร จวกแรงปิดระบบขนส่ง แฉความสัมพันธ์ นายทุน-ขุนศึก-ศักดินา

https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_5144948

 

ธนาธร จวกแรงปิดระบบขนส่ง แฉความสัมพันธ์ นายทุน-ขุนศึก-ศักดินา

 

 

 

19 ต.ค. 2563 - 19:27 น.

 

 

 

 

 

 

 

จากกรณีที่ผู้ชุมนุม นัดชุมนุมในสถานที่ต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งพบว่ามีการออกคำสั่งให้ปิดสถานีรถไฟฟ้า รถใต้ดิน หลายสถานีด้วยกัน ซึ่งเป็นเหตุให้ทั้งผู้ชุมนุม และประชาชนทั่วไปไม่สามารถใช้ระบบคมนาคมได้ตามปกติ

 

ล่าสุด ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีการปิดระบบขนส่งมวลชนของรัฐบาล ซึ่งทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน ว่าเป็นเรื่องของ พันมิตรระหว่าง นายทุน-ขุนศึก-ศักดินา เอาเปรียบประชาชน และเตือนให้ประชาชนจับตาเรื่องสัมปทาน!!!

 

โพสต์ตอนหนึ่งระบุว่า " ว่าด้วยการปิดบริการรถไฟฟ้าในช่วงการชุมนุม: มองความสัมพันธ์ นายทุน-ขุนศึก-ศักดินา ผ่านรถไฟฟ้า ] บีทีเอสให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีกับคำสั่งจากรัฐบาลเผด็จการในการห้ามประชาชนเข้าสถานีรถไฟฟ้าหลายแห่งในช่วงวันเวลาที่มีการนัดหมายการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษาและประชาชน

 

18 ตุลาคม ปิด 15 สถานี
17 ตุลาคม ปิดทุกสถานี
16 ตุลาคม ปิด 5 สถานี

 

การปิดบริการของบีทีเอสก่อให้เกิดภาระต่อประชาชนทั้งที่เดินทางไปชุมนุมและที่เดินทางสัญจรปกติ ประชาชนเดือดร้อน เสียทั้งเงินทั้งเวลาเพิ่มขึ้นในการเดินทาง ทำไมบีทีเอสจึงเลือกที่จะให้ความร่วมมืออย่างว่านอนสอนง่าย? เพราะผู้บริหารกลัวกฏหมาย? หรือเพราะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ?

 

การเดินรถไฟฟ้าในกรุงเทพเป็นธุรกิจที่อาศัยสัมปทานจากรัฐ เดิมบีทีเอสมีสัญญาในการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวกับกรุงเทพมหานครจากปี 2542-2572 ในปี 2555 ช่วงที่คุณสุขุมพันธ์ บริพัตรเป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพ บีทีเอสได้รับการต่อสัญญาสายสีเขียวจากกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งควบรวมสัญญาเดินรถสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1(อ่อนนุช-แบริ่ง และตากสิน-บางหว้า) ไปถึงปี 2585 โดยไม่มีการประมูลและก่อนสัญญาหลักจะหมดถึง 17 ปี

 

การต่อสัญญาดังกล่าวมีส่วนทำให้มูลค่าตลาดของบีทีเอสเพิ่มขึ้นจาก 44,607 ล้านบาท เป็น 104,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8 หมื่นล้านบาท หรือ 134% ภายในปีเดียว ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นเพียง 30.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน(เทียบ 31 มีนาคม 2555 กับ 31 มีนาคม 2556)

 

เจ้าของบีทีเอสมีความมั่งคั่งมากขึ้นเป็นหมื่นล้านบาทในชั่วข้ามคืน ในเดือนเมษายน 2562 หลังการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 24 มีนาคม และก่อนการตั้งรัฐบาลในเดือนกรกฎาคม คสช. อาศัยช่วงสุญญากาศทางการเมืองใช้คำสั่งมาตรา 44 เพื่อแบ่งเค้กครั้งสุดท้าย พวกเขารู้ว่าถ้าประกาศก่อนเลือกตั้งจะเสียคะแนนเสียง และถ้าทำหลังจากมีรัฐบาลใหม่ เรื่องนี้ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร

 

ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาศัยอำนาจเด็ดขาดตามมาตรา 44 อนุญาตให้การประมูลรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่สอง(แบริ่ง – สมุทรปราการ และหมอชิต - คูคต) ไม่ต้องเข้ากระบวนการตามกฎหมายร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ประยุทธ์เพิ่งผลักดันให้ผ่านเองในวันที่ 10 มีนาคม 2562

 

เรียกได้ว่าผ่านกฎหมายเอง แต่เว้นวรรคการใช้กฎหมายนั้นกับการประมูลส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า

 

นอกจากไม่ต้องเข้ากระบวนการตามกฎหมายปกติแล้ว คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับนี้ยังสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งโดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน เพื่อพิจารณาค่าโดยสารและการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชนทั้งสายสีเขียวเดิม รวมถึงส่วนต่อขยายที่หนึ่งและสอง หากคณะกรรมการชุดนี้ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ให้ส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 

 

มีการพยายามล็อบบี้กันอย่างหนักเพื่อให้บีทีเอสได้สัมปทานสายเดิมและส่วนขยายทั้งหมดโดยขยายเวลาสัมปทานไปถึงปี 2602 โดยไม่ต้องประมูล(คุณยุทธพงษ์ จรัสเสถียรจากพรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายเรื่องนี้เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาในสภาแล้วอย่างละเอียด ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้)

 

เพราะไม่มีใครอยากเป็นผู้ตัดสินใจ คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามมาตรา 44 จึงเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีตัดสินใจเอง

 

คุณปรีดี ดาวฉาย รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเวลาที่เรื่องการให้สัมปทานทั้งสายกับบีทีเอสเข้าสู่การประชุม ครม. พอดี คุณปรีดีได้ขอเอกสารไปพิจารณาก่อนตัดสินใจ เนื่องจากเพิ่งเข้ามาใหม่ กลัวจะทำผิดกฏหมาย

 

คุณปรีดี ดาวฉาย ลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 2 กันยายน 2563 หลายฝ่ายคาดเดาว่าสาเหตุมาจากการที่เขาไม่ต้องการร่วมรับผิดชอบกับการต่อสัญญาให้บีทีเอสถึงปี 2602 โดยไม่ต้องประมูล

 

บีทีเอสกำลังรอการต่อสัมปทานที่สำคัญจากรัฐบาลประยุทธ์โดยไม่ต้องประมูลอยู่ ผลประโยชน์จนถึงปี 2602 อาจเป็นมูลค่าแสนล้าน เป็นไปได้หรือที่พวกเขาจะยืนเคียงข้างประชาชนโดยการขัดคำสั่งรัฐบาล? ....... (อ่านฉบับเต็มโพสต์ด้านล่าง)

 

ทั้งนี้ ตอนท้าย ธนาธร ยังระบุว่า เพราะเราไม่สนใจการเมือง ค่าโดยสารรถไฟฟ้าจึงแพง
เพราะเราไม่สนใจการเมือง สัมปทานและสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจึงถูกหยิบยกให้นายทุนโดยไม่มีการประมูล เพราะเราไม่สนใจการเมือง เราจึงปล่อยให้เขาขูดรีดเรา

 

ติดตามตรวจสอบการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว อย่าให้เขาต่อสัมปทานให้กับบีทีเอสโดยไม่มีการประมูลหรือไม่มีการเสนอเงื่อนไขอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะได้อีก พันมิตรระหว่าง นายทุน-ขุนศึก-ศักดินา เอาเปรียบประชาชนมามากพอแล้ว

 

อ่านฉบับเต็มด้านล่าง

 

[ ว่าด้วยการปิดบริการรถไฟฟ้าในช่วงการชุมนุม: มองความสัมพันธ์ นายทุน-ขุนศึก-ศักดินา ผ่านรถไฟฟ้า ]
.
บีทีเอสให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีกับคำสั่งจากรัฐบาลเผด็จการในการห้ามประชาชนเข้าสถานีรถไฟฟ้าหลายแห่งในช่วงวันเวลาที่มีการนัดหมายการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษาและประชาชน
.
18 ตุลาคม ปิด 15 สถานี
17 ตุลาคม ปิดทุกสถานี
16 ตุลาคม ปิด 5 สถานี
.
การปิดบริการของบีทีเอสก่อให้เกิดภาระต่อประชาชนทั้งที่เดินทางไปชุมนุมและที่เดินทางสัญจรปกติ ประชาชนเดือดร้อน เสียทั้งเงินทั้งเวลาเพิ่มขึ้นในการเดินทาง
.
ทำไมบีทีเอสจึงเลือกที่จะให้ความร่วมมืออย่างว่านอนสอนง่าย?
เพราะผู้บริหารกลัวกฏหมาย?
หรือเพราะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ?
.
การเดินรถไฟฟ้าในกรุงเทพเป็นธุรกิจที่อาศัยสัมปทานจากรัฐ เดิมบีทีเอสมีสัญญาในการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวกับกรุงเทพมหานครจากปี 2542-2572 ในปี 2555 ช่วงที่คุณสุขุมพันธ์ บริพัตรเป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพ บีทีเอสได้รับการต่อสัญญาสายสีเขียวจากกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งควบรวมสัญญาเดินรถสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1(อ่อนนุช-แบริ่ง และตากสิน-บางหว้า) ไปถึงปี 2585 โดยไม่มีการประมูลและก่อนสัญญาหลักจะหมดถึง 17 ปี
.
การต่อสัญญาดังกล่าวมีส่วนทำให้มูลค่าตลาดของบีทีเอสเพิ่มขึ้นจาก 44,607 ล้านบาท เป็น 104,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8 หมื่นล้านบาท หรือ 134% ภายในปีเดียว ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นเพียง 30.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน(เทียบ 31 มีนาคม 2555 กับ 31 มีนาคม 2556)
.
เจ้าของบีทีเอสมีความมั่งคั่งมากขึ้นเป็นหมื่นล้านบาทในชั่วข้ามคืน
.
ในเดือนเมษายน 2562 หลังการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 24 มีนาคม และก่อนการตั้งรัฐบาลในเดือนกรกฎาคม คสช. อาศัยช่วงสุญญากาศทางการเมืองใช้คำสั่งมาตรา 44 เพื่อแบ่งเค้กครั้งสุดท้าย พวกเขารู้ว่าถ้าประกาศก่อนเลือกตั้งจะเสียคะแนนเสียง และถ้าทำหลังจากมีรัฐบาลใหม่ เรื่องนี้ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร
.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาศัยอำนาจเด็ดขาดตามมาตรา 44 อนุญาตให้การประมูลรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่สอง(แบริ่ง – สมุทรปราการ และหมอชิต - คูคต) ไม่ต้องเข้ากระบวนการตามกฎหมายร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ประยุทธ์เพิ่งผลักดันให้ผ่านเองในวันที่ 10 มีนาคม 2562
.
เรียกได้ว่าผ่านกฎหมายเอง แต่เว้นวรรคการใช้กฎหมายนั้นกับการประมูลส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า
.
นอกจากไม่ต้องเข้ากระบวนการตามกฎหมายปกติแล้ว คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับนี้ยังสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งโดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน เพื่อพิจารณาค่าโดยสารและการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชนทั้งสายสีเขียวเดิม รวมถึงส่วนต่อขยายที่หนึ่งและสอง หากคณะกรรมการชุดนี้ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ให้ส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
.
มีการพยายามล็อบบี้กันอย่างหนักเพื่อให้บีทีเอสได้สัมปทานสายเดิมและส่วนขยายทั้งหมดโดยขยายเวลาสัมปทานไปถึงปี 2602 โดยไม่ต้องประมูล(คุณยุทธพงษ์ จรัสเสถียรจากพรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายเรื่องนี้เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาในสภาแล้วอย่างละเอียด ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้)
.
เพราะไม่มีใครอยากเป็นผู้ตัดสินใจ คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามมาตรา 44 จึงเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีตัดสินใจเอง
.
คุณปรีดี ดาวฉาย รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเวลาที่เรื่องการให้สัมปทานทั้งสายกับบีทีเอสเข้าสู่การประชุม ครม. พอดี คุณปรีดีได้ขอเอกสารไปพิจารณาก่อนตัดสินใจ เนื่องจากเพิ่งเข้ามาใหม่ กลัวจะทำผิดกฏหมาย
.
คุณปรีดี ดาวฉาย ลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 2 กันยายน 2563 หลายฝ่ายคาดเดาว่าสาเหตุมาจากการที่เขาไม่ต้องการร่วมรับผิดชอบกับการต่อสัญญาให้บีทีเอสถึงปี 2602 โดยไม่ต้องประมูล
.
บีทีเอสกำลังรอการต่อสัมปทานที่สำคัญจากรัฐบาลประยุทธ์โดยไม่ต้องประมูลอยู่ ผลประโยชน์จนถึงปี 2602 อาจเป็นมูลค่าแสนล้าน เป็นไปได้หรือที่พวกเขาจะยืนเคียงข้างประชาชนโดยการขัดคำสั่งรัฐบาล?
.
บีทีเอสยังมีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มทุนอื่น
.
คุณชฎาทิพย์ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการไอคอนสยาม ร่วมกับบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล๊อปเม้นต์ จำกัด และเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวถึงคุณคีรี กาญจนพาสน์ ผู้บริหารสูงสุดของบีทีเอส ตอนหนึ่งว่า
.
“ขอบคุณคุณคีรี กาญจนพาสน์ ที่เสนอแนะให้สร้างรถไฟฟ้าสายทอง เพื่อทำเป็นระบบฟีดเดอร์ไลน์ เชื่อมรถไฟฟ้า 3 สาย คือ สายสีเขียว (บีทีเอส) สายสีแดง และสายสีม่วงใต้ในอนาคต ซึ่งได้ขอกู้แบงก์เพิ่มเพื่อลงทุนฟีดเดอร์ไลน์ โดยเราให้เงินทุนสนับสนุน กทม. ดำเนินการผ่านกรุงเทพธนาคม จริงๆ สายสีทองจะต้องสร้างเสร็จก่อนที่ไอคอนสยามจะเปิด ถึงจะใช้เวลานานแต่เราก็ภูมิใจ และอนาคตแนวเส้นทางจะไปถึงประชาธิปก เชื่อมกับสายสีม่วงใต้”
.
คุณคีรีเป็นผู้เสนอให้สยามพิวรรธ์ สมทบทุนสร้างสายสีทอง โดยแลกเปลี่ยนกับสัญญาสัมปทานโฆษณาบนรถไฟฟ้า บีทีเอสได้สัญญาการเดินรถไฟสายสีทองไป 30 ปีโดยไม่ต้องประมูล(พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส. พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจประยุทธ์ ในประเด็นสายสีทองเอื้อประโยชน์กับไอคอนสยามและหอชมเมืองในสภาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ท่านที่สนใจสามารถหาฟังเพิ่มเติมได้)
.
บีทีเอสไม่ได้มีแค่ธุรกิจรถไฟฟ้า แต่ยังมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสื่อสารมวลชน
คุณคีรีเคยร่วมกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการพัฒนาโครงการ The Exchange Square โครงการที่คุณคีรีตั้งใจพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการเงินของประเทศไทย
.
ในธุรกิจสื่อ หลังจากการยึดอำนาจของ คสช. ในปี 2558 บริษัทลูกของบีทีเอสชื่อ บริษัท ยู ซิตี้ (มหาชน) จำกัด ได้เข้าไปถือหุ้นบริษัท เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป (มหาชน) จำกัด ในเวลาไล่เลี่ยกับช่วงที่บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัดเข้าซื้อหุ้นใหญ่ในบริษัทดังกล่าวด้วย
.
หลังจากการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เราเห็นแนวโน้มมาตรฐานการรายงานข่าวที่เปลี่ยนไป และการเลือกข้างทางการเมืองของเครือเนชั่นอย่างเห็นได้ชัด
.
จนถึงปัจจุบัน ยู ซิตี้ เป็นผู้ถือหุ้นจำนวนมากที่สุดของเนชั่น
.
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับการเมืองคือเรื่องเดียวกัน อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าของประเทศไทยแพงเป็นอันดับต้นๆของโลก
.
เพราะเราไม่สนใจการเมือง ค่าโดยสารรถไฟฟ้าจึงแพง
เพราะเราไม่สนใจการเมือง สัมปทานและสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจึงถูกหยิบยกให้นายทุนโดยไม่มีการประมูล
เพราะเราไม่สนใจการเมือง เราจึงปล่อยให้เขาขูดรีดเรา
.
ติดตามตรวจสอบการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว อย่าให้เขาต่อสัมปทานให้กับบีทีเอสโดยไม่มีการประมูลหรือไม่มีการเสนอเงื่อนไขอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะได้อีก
.
พันมิตรระหว่าง นายทุน-ขุนศึก-ศักดินา เอาเปรียบประชาชนมามากพอแล้ว

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
 

 

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    0

3 ความเห็น

 
619

ถ้าผมทำธุรกิจรถไฟฟ้านะช่วงนี้แม่งเป็นช่วงกอบโกยเลยละเอาง่ายๆสถานีสั้นๆ 20 บาทเริ่มต้นแล้วคิดเอาว่าคนเป็นหมื่นจะกำไรเท่าไรปกติผมไม่นั่งนะรถไฟฟ้าจำได้ว่าเคยนั่งแค่ 2 ครั้งแค่นั้นในชีวิตนอกนั้นนั่ง ปอ.เพราะมันแพงครับ ผมว่าปิดรถไฟฟ้านี้แม่งไม่มีวัวป่นเลยนะเพราะกำไรเห็นๆเงินทั้งนั้น   

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
AlfaOne

คนทำงานเลิกงาน ก็อยู่ม๊อบต่อ เพราะต้องเดิน 5-7 km เหมือนม๊อบ นร อยู่แล้ว

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
3 ส

ดีๆ เข้าม๊อบเลย

ใช่

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0