ทั้งที่คือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่มันแสลงใจคนบางกลุ่ม!

สุมาอี้ยุคใหม่ หน้าตาเป็นไง เลือกตั้งแล้ว คงจะได้เห็นกัน. 

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916210

 

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม : ลบล้างประวัติศาสตร์

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/blunt-opinion/news_303674

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน

มีนักวิชาการขวาจัด ได้สร้างกระแสรื้อหมุดคณะราษฎรมาก่อนหน้านี้ระยะหนึ่งแล้ว จนกระทั่งก่อนจะถึงวันเปลี่ยนหมุดใหม่จริงๆ ก็มีการเน้นย้ำอย่างดีใจออกนอกหน้า เหลานี้น่าจะพอเห็นที่มาของกระบวนการทำให้หมุดก่อเกิดรัฐธรรมนูญหายไปได้เป็นอย่างดี

กลุ่มความคิดอนุรักษนิยมทางการเมืองในสังคมไทยเรานั้น หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่

กลัวการเติบโตทางการเมืองของประชาชนในสังคม

ต้องการให้สังคมไทยเต็มไปด้วยประชาชนที่ว่านอนสอนง่าย

ประวัติศาสตร์ 24 มิถุนายน 2475 จึงต้องลบเลือนให้ได้ ก็เลยต้องทำให้หมุดหายไป

เหมือนกับประวัติศาสตร์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ไม่เคยได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการ ไม่เคยได้รับการเผยแพร่ในหลักสูตรการเรียนการสอนของรัฐ

ไม่เคยกำหนดเป็นวันสำคัญของประเทศ

เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519

ประวัติศาสตร์พฤษภาคม 2535

ทั้งที่คือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่มันแสลงใจคนบางกลุ่ม!

 

เมื่อประชาชนลุกขึ้นขับไล่รัฐบาลทหาร จนนำมาสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ลงเอยได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพและการนำประเทศชาติไปสู่ยุคประชาธิปไตย

จนกระทั่งต้องเกิดเหตุ 6 ตุลาคม 2519 ฆ่าหมู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เพื่อหยุดการเติบโตของประชาชนที่เริ่มมาจาก 14 ตุลาฯ

แต่แล้วก็พบว่า ยิ่งทำให้การต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนไปสู่ทิศทางรุนแรง จนต้องมีคำสั่งที่ 66/2523 ยอมรับความผิดพลาดของวันที่ 6 ตุลาฯ เพื่อหยุดสงครามทางอุดมการณ์

แทนที่จะบันทึกประวัติศาสตร์หน้านี้ ไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังเรียนรู้

ไม่จุดชนวนฆ่าคนกลางเมืองกันอีก อันจะทำให้ความรุนแรงยิ่งไปกันใหญ่ แต่กลับพยายามลบเลือน

เช่นเดียวกับการลุกขึ้นต่อสู้ของประชาชน ในเดือนพฤษภาคม 2535 ขับไล่รัฐบาลทหารกันอีกครั้ง ส่งผลให้ได้รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้นายกฯต้องมาจากผู้ได้รับเลือกตั้งโดยประชาชนเท่านั้น

ความเป็นจริงเหลานี้ ต้องโดนลบไปให้ได้!

เพราะเป็นความจริงที่ฝ่ายอนุรักษนิยมการเมืองยอมรับไม่ได้

ม้แต่กระบวนการที่นำมาสู่เหตุการณ์ 22 พฤษภาคม 2557 ก็เถอะ

ก็คือการฉุดให้สังคมไทยถอยหลังย้อนยุค เพื่อหยุดความคิดอำนาจการเมืองต้องกระจายสู่ชาวบ้าน

ทุกวันนี้จึงถอยหลังทุกด้าน กระทั่งหมุดคณะราษฎรก็ยังหายได้!

 

**************************************************************************************************************

 

 

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม : หมุดคณะราษฎร

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/relevant/news_303722

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

รุก กลางกระดาน

กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางสำหรับกรณีหมุดคณะราษฎร

ที่ถูกมือดีสับเปลี่ยนเป็นหมุดอันใหม่ ที่รู้จักกันในนามว่า”หมุดหน้าใส”

โดยแต่ละฝ่ายต่างสงสัยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และเป็นฝีมือใครกันแน่!??

ว้าวุ่นถกเถียงกันจนกระทั่งทายาทเสรีไทย ต้องไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สน.ดุสิต เพื่อให้ช่วยตามหาหมุดดังกล่าว

พร้อมตั้งคำถามถึงการปฏิบัติตนของเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อทรัพย์สมบัติของราชการถูกขโมยหายไป

ซึ่งเชื่อว่าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาจริงเอาจัง ก็คงหาตัวคนร้ายได้ไม่ยาก เพราะแค่เปิดวงจรปิดที่ติดอยู่เต็มถนน ก็น่าจะทราบแล้ว

และเป็นหน้าที่ที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะอย่างน้อยหมุดคณะราษฎรนี้ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชาติไทยชิ้นสำคัญ ที่ควรเก็บไว้ศึกษาจนชั่วลูกชั่วหลาน

อย่างไรก็ตามเรื่องที่เกิดขึ้น ก็ก่อให้เกิดคำถามว่าเหตุใดถึงมีผู้เปลี่ยนหมุดอันนี้ออกไป

 

ก็พอจะพิจารณาได้คร่าวๆ ว่าน่าจะเป็นผู้ที่ไม่พอใจคณะราษฎร จึงอยากจะลบเลือนประวัติศาสตร์อภิวัฒน์สยามในช่วงปี 2475 ไปเสีย

แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นการจุดชนวนให้คนกลับมาสนใจและศึกษาประวัติศาสตร์กันมากยิ่งขึ้น

โดยหมุดดังกล่าว มีชื่อจริงๆ ว่า “หมุดก่อเกิดรัฐธรรมนูญ” ทำพิธีฝังเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.2479 มีพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกฯและหัวหน้าคณะราษฎรสมัยนั้นเป็นประธาน ในโอกาสที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นปีที่ 5

พร้อมคำประกาศว่าเพื่อให้รำลึกว่า จุดดังกล่าวเป็นจุดที่กระทำการเพื่อความอิสรเสรีแก่ปวงชนชาวสยาม

ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เวลาย่ำรุ่ง ได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม

ก่อเกิดระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาจนตราบทุกวันนี้

แม้วันนี้ไม่มีประชาธิปไตย ไม่มีหมุดก่อเกิดรัฐธรรมนูญ

แต่หมุดดังกล่าวก็ถูกตอกไปในจิตใจความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศไปเรียบร้อย

ไม่มีทางลืมเลือนได้

 

6ความคิดเห็น
  • ICT

    19 เม.ย. 2017 - 11:13

    วินทร์ เลียววาริณ โพสต์ถึงหมุดคณะราษฎรกับทฤษฎีมนตร์ดำ

    https://hilight.kapook.com/view/152127

    9 ชั่วโมงที่ผ่านมา | 8,390 อ่าน
    แชร์ให้เพื่อน
    แชร์ให้เพื่อน

              วินทร์ เลียววาริณ โพสต์ถึงหมุดคณะราษฎรที่หายไป กับทฤษฎีมนตร์ดำ จนหลายคนแชร์สนั่น

              เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 เฟซบุ๊ก วินทร์ เลียววาริณ มีการเขียนข้อความถึงหมุดคณะราษฎรที่หายไป มีรายละเอียดดังนี้

              เรื่องหมุดคณะราษฎรหายไปอย่างมีปริศนาเป็นข่าวหน้าหนึ่งทั่วประเทศ ตามมาด้วยบทวิเคราะห์การเมืองของ 'ผู้เชี่ยวชาญ' ทางการเมืองหลายท่าน แต่ด้วยนิสัยลืมง่ายของคนไทย ฟังธงว่าอีกไม่กี่วัน เรื่องนี้ก็คงเงียบหายไปโดยไม่มีใครสนใจตามเคย

              แต่ทฤษฎีหนึ่งมาแปลกกว่าชาวบ้าน มันเสนอว่าหมุดคณะราษฎรเกิดขึ้นเพื่อเป้าหมายทางไสยศาสตร์ นั่นคือมันทำหน้าที่สะกดดวงเมือง ไม่ให้อำนาจเก่ากลับมา อะไรประมาณนั้น

              ทฤษฎีมนตร์ดำนี้ฟังสนุกกว่าบทวิเคราะห์ทั้งหลายมาก !

              แน่ละ ทฤษฎีนี้ย่อมเป็นไปได้ แต่โบราณมา คนจะทำการใหญ่ก็ต้องพึ่งโหราศาสตร์ไสยศาสตร์ ผู้ก่อการ 2475 อาจเชื่อเช่นนั้นจริง แต่หากวิเคราะห์ด้วยข้อมูลแล้ว มนตร์ดำในรูปหมุดไม่น่าจะจำเป็น เพราะมันเกิดขึ้นทีหลังการก่อการ

              เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 รัชกาลที่ 7 ทรงปฏิเสธทางเลือกให้สู้ และปีถัดมาเมื่อเกิดกบฏบวรเดช คณะราษฎรก็ยังคงดำรงอำนาจได้มั่นคง ไม่มีความจำเป็นต้องใช้มนตร์ดำอะไร

              ตั้งแต่ 2476 ถึง 2490 อำนาจก็ยังคงเป็นของคณะราษฎร แม้ว่าภายในคณะราษฎรจะแตกร้าว จนเมื่อเกิดรัฐประหาร 2490 ก็สิ้นสุดคณะราษฎรโดยสิ้นเชิง

     

              ดังนั้นทฤษฎีเรื่องไสยศาสตร์ ต่อให้เป็นเรื่องจริง ก็พิสูจน์ว่าไม่ได้ผล

              แต่ไหนๆ เมื่อมีคนมองในมุมนี้ ก็ขอเสริมข้อมูลอีกนิดว่า หลังจากคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสำเร็จ กรมพระนครสวรรค์ฯเสด็จออกนอกประเทศ ไปประทับที่บันดุง อินโดนีเซีย ไม่ได้กลับแผ่นดินเกิดอีก รัชกาลที่ 7 ก็ทรงสละราชสมบัติไปประทับที่ประเทศอังกฤษและสวรรคตที่นั่น สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือคณะผู้ก่อการซึ่งมีบทบาทเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้นก็พบชะตากรรมเดียวกัน

              ปรีดี พนมยงค์ ถูกขับออกไปอยู่ฝรั่งเศสในปี 2476 แล้วกลับมา และหลังรัฐประหาร 2490 และกบฏวังหลวง 2492 ก็ลี้ภัยที่ต่างแดน ไม่ได้กลับบ้าน

              พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกฯคนแรก ลี้ภัยที่ปีนัง

              สี่ทหารเสือ พระยาพหลฯไม่ได้ลี้ภัย แต่ตายอย่างยากไร้ ไม่มีเงินค่าทำศพ

              พระยาฤทธิอัคเนย์ลี้ภัยที่มลายู

              พระยาทรงสุรเดชถูกเนรเทศไปอยู่ในกรุงพนมเปญ โดยไม่มีทรัพย์สินเงินทอง ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการทำขนมกล้วยขายและรับจ้างซ่อมจักรยาน ถึงแก่อนิจกรรมในปี 2487 ที่กรุงพนมเปญ

              พระประศาสน์พิทยายุทธถูกไล่ไปเป็นอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลิน

              จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกรัฐประหาร 2500 ลี้ภัยที่ญี่ปุ่น ไม่ได้กลับบ้าน

              ประยูร ภมรมนตรี ถูก ?เนรเทศ? ไปอยู่ต่างประเทศ

              และอีกหลายท่าน

              ตอนรีเสิร์ชประวัติศาสตร์เพื่อเขียนเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ปีกแดง ผมก็ค่อนข้างแปลกใจเมื่อเจอข้อมูลนี้

              แน่นอน ถ้าเราจะโยงข้อมูลจริงเหลานี้กับเรื่องมนตร์ดำหรือกรรม ก็ย่อมทำได้ และมีสีสันมาก แต่ผมไม่เชื่อเช่นนี้เลย

              ผมวิเคราะห์ออกด้วยคำคำเดียว - อำนาจ

              อำนาจเป็นของร้อน เมื่อได้มาก็ต้องร้อนรุ่ม ต้องแย่งกัน ต้องฆ่ากัน

              เหตุการณ์การลี้ภัย เข่นฆ่ากันทางการเมือง ฆ่าเพื่อน ฆ่าพี่น้อง ฆ่าอาจารย์ ก็ล้วนเป็นผลมาจากการแย่งชิงอำนาจทั้งสิ้น

              แต่ผมไม่ใช่คนแรกที่วิเคราะห์อย่างนี้ คนแรกที่พูดเรื่องนี้คือกรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งคณะราษฎรจับเป็นตัวประกันในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ผู้ที่ไป 'จับตัว' ก็คือคนสนิท ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี แกนนำของคณะราษฎร

              มีบันทึกเหตุการณ์นี้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นบทสนทนาระหว่างกรมพระนครสวรรค์วรพินิตกับ ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี ขอยกมาจากนวนิยาย น้ำเงินแท้ ข้อความทั้งหมดมาจากบันทึก ดังนี้ :

              ทรงกริ้ว รับสั่งเสียงหนักแน่นว่า "ตาประยูร แกเป็นกบฏ โทษถึงต้องประหารชีวิต" ร.ท. ประยูรบอกว่า "ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นกบฏ ไม่ได้ล้มพระราชบัลลังก์ ถ้าข้าพระพุทธเจ้าทำการสำเร็จ ใต้ฝ่าพระบาทไม่มีอันตรายแต่ประการใดพ่ะย่ะค่ะ"

              มีรับสั่งถาม "พวกแกที่ยึดอำนาจนี้ต้องการอะไร? มีความประสงค์อะไร? ต้องการปาลีเมนต์ มีคอนสติติวชั่นใช่ไหม?" ร.ท. ประยูรกราบทูลว่า "ใช่พ่ะย่ะค่ะ" ทรงนิ่งชั่วครู่ แล้วรับสั่งถามว่า "แล้วมันจะดีกว่าที่เป็นอยู่เวลานี้หรือ ตาประยูร?" ร.ท. ประยูรกล่าวว่า "อารยประเทศทั่วโลกก็มีปาลีเมนต์กันทั่วไป ยกเว้นอาบิสซีเนียพ่ะย่ะค่ะ"

              ทรงถามว่า ร.ท. ประยูรอายุเท่าไร ร.ท. ประยูรกราบทูลว่า 32 ก็รับสั่งว่า "เด็กเมื่อวานซืนนี้เอง นี่แกรู้จักคนไทยดีแล้วหรือ แกจะต้องเจอปัญหาเรื่องคน พระราชวงศ์จักรีครองเมืองมาร้อยห้าสิบปีแล้ว รู้ดีว่าคนไทยนี่ปกครองกันได้อย่างไร อ้ายคณะของแกจะเข็นครกขึ้นเขาไหวรึ?"

              ร.ท. ประยูร กล่าวว่า "ก็ทรงปกครองให้ประชาชนงมงายกันตลอดมานับร้อยนับพันปี จะมาเอาดีหวังการยึดอำนาจการปกครองในวันนี้ให้ลงรูปลงรอยราบรื่นไปทีเดียวคงเป็นไปไม่ได้ คงจะต้องยึดอำนาจกันต่อไปอีกหลายยก เรื่องคอนสติติวชี่นและสภาปาลีเมนต์มันก็เริ่มกันสักวันหนึ่ง ถ้าไม่นับหนึ่งก็ไปนับสิบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินงานวันนี้ ยังไม่มีผู้ใดเสียชีวิตพ่ะย่ะค่ะ"

              "แกเรียนอะไรมา?" ร.ท. ประยูรตอบว่า "เรียนรัฐศาสตร์จากปารีสพ่ะย่ะค่ะ"

              "อ้อ! มีความรู้มาก แกรู้จักโรเบสเปียร์ ดันตอง เพื่อนน้ำสบถฝรั่งเศสดีแน่ ในที่สุดมันผลัดกันเอากิโยตีนเฉือนคอกันทีละคน จำได้ไหม? ฉันสงสาร ฉันเลี้ยงแกมา นี่แกเป็นกบฏ รอดจากอาญาแผ่นดิน ไม่ถูกตัดหัว แต่จะต้องถูกพวกเดียวกันฆ่าตาย แกจำไว้?..."

              นี่ก็คือคำที่กรมพระนครสวรรค์วรพินิตตรัสไว้ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และก็เป็นจริงตามนั้น อำนาจไม่เคยเข้าใครออกใคร

              เพราะอำนาจก็คือมนตร์ดำที่ร้ายกาจที่สุด!

              ป.ล. ใครอยากส่งต่อบทความนี้ ยกเอาไปทั้งหมดนะครับ กรุณาอย่ายกแค่บางท่อนแล้วสรุปเอาเองว่าผู้เขียนเป็นกลุ่มไหน ผู้เขียนแค่เล่าประวัติศาสตร์ท่อนหนึ่งให้ฟัง อ่านด้วยวิจารณญาณเพื่อจะได้เข้าใจการเมืองไทยโดยรอบด้าน
              ........................
              วินทร์ เลียววาริณ

  • Bugbunny

    19 เม.ย. 2017 - 14:14

    ปกติติดตามนักเขียนคนนี้มาก่อน เพราะเขาทำรีเสิร์ชมากพอควรในนิยายของเขา

    แม้บางเรื่องจะเต็มไปด้วยความบังเอิญและจับแพะชนแกะอย่าง "ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน"

    ก็ยังพอให้อภัยกันว่า เป็นเรื่องของวรรณศิลป์และดราม่าที่นวนิยายต้องมีกันบ้าง

    แต่ข้อเขียนคราวนี้ที่ว่าใครเกี่ยวข้องกับ 2475 มีปัญหาทุกคนพยายาม "อวย" มากไปหน่อย

    ทั้งที่เขาต้องมองให้ชัดและกล้าหาญพอที่จะเจาะข้อมูลที่แท้จริงให้มากกว่านั้น

    ว่ากลุ่มชนชั้นใดหรือใครและขบวนการใดที่สร้างสถานการณ์ให้พวกเขาอยู่กันไม่ได้

    และทำไมหลายคนทุกชนชั้นจึงกลับมามีอำนาจอีกไม่ได้แม้จะอยู่ตรงข้ามกับคณะราษฎร

    ได้รับฟังมาว่าเขาเป็นคนหาดใหญ่ แต่เขานิ่งเฉยตลอดในช่วงป่วนเมืองของแก๊งค์ไอ้เทือก

    ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ควรทำ เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้แสดงตนว่าสลิ่มเกินควร

    วันนี้นักเขียนหญิงคนดังที่เคยเขียนกลอนไปให้อ่านบนเวที กปปส มาแล้ว

    ยังออกมาโพสต์ต่อต้านการขโมยหมุดคราวนี้ แต่กลัวเสียฟอร์มเลยรีบลบ

    อยากให้วินทร์อ่านพัฒนาการของบ้านเมืองด้วยภูมิปัญญามากกว่าความรู้สึก

    ไม่งั้นจะเป็นปัญหากับตัวเองเวลาประเทศเดินหน้าไปวันข้างหน้า

    ดูดารานักเขียนที่ออกมาไล่รัฐบาลประชาธิปไตยด้วยว่าความนิยมตกต่ำลงไปกันขนาดไหน

  • payai97

    20 เม.ย. 2017 - 18:53

    *หมุดหน้าใส*..ได้รับการปกป้องดูแลอย่างเข้มงวด

    ห้ามเข้าใกล้ ห้ามถ่ายรูป..ชาวบ้านก็ไม่รู้เหตุผลว่าเพราะอะไรถึงหวงห้ามนัก

    ตรงข้ามกับ*หมุดย่ำรุ่ง* สัญลักษณ์การเกิดรัฐธรรมนูญประเทศ..งงว่าหายไปได้ยังไง

  • สีดอ

    20 เม.ย. 2017 - 19:40

       เอ้าป้าใหญ่ ช้าอยู่ใย  กราบ  กราบ  และกราบ ซิครับ  นั้นมันอำนาจนอกระบบมิใช่รึ

  • payai97

    20 เม.ย. 2017 - 20:15

    ป้ากราบต้นขนุน ต้นมะยม..ที่บ้านดีกว่า