ตายแล้วยังฟื้นได้แบบนี้ ให้รู้บ้าง กู ชื่อ ซีพี

ตายแล้วยังฟื้นได้แบบนี้ ให้รู้บ้าง กู ชื่อ ซีพี

 

ใน “เกร็ดภาษาหนังสือไทย เล่ม 1” (สำนักพิมพ์พิมพ์คำ พิมพ์ครั้งที่ 7 พ.ศ.2553) อาจารย์ ส.พลายน้อย เขียนว่า คำว่าคุกตะราง หนังสือพจนานุกรม ให้ความหมายว่า ที่คุมขังนักโทษเรือนจำ

แต่ถ้าตามความหมายของการราชทัณฑ์แล้ว คุก-ตะราง มีความหมายต่างกัน

“คุก” คือ ที่คุมขังนักโทษ ที่มีกำหนดต้องโทษ 6 เดือนขึ้นไป ตะราง คือ สถานที่ใช้คุมขังนักโทษตั้งแต่ 6 เดือนลงมา

ส่วนคำ “เรือนจำ” ก็เป็นความจริงที่ว่า สมัยโบราณขังนักโทษไว้ในเรือน มีหลักฐานจากหนังสือกฎหมายโบราณ

 

“กรรมการให้แต่งที่แต่งเรือนตามโทษหนักโทษเบาเอาไว้ ณ กลางเมือง เรือน 3 ห้อง ฝากระดานตรึงเหล็ก ขุดหลุมใต้ท้องเรือนลึก 5 ศอก มีกระดานปกบน ลั่นกุญแจตามกฎสั่ง ให้บนก็ดี ขุมก็ดีตามโทษหนักเบา

ถ้าโทษถึงตายให้ลงขุม”

แสดงว่านักโทษในสมัยโบราณขังไว้ที่เดียวกัน โทษหนักก็ขังขุม หรือใต้ดิน คือใต้ถุนเรือน โทษเบาขังบนเรือน

หนังสือภูมิสถานกรุงศรีอยุธยา ใช้คำว่า ตะรางและคุกแยกกัน

“อนึ่ง มีคุกไว้สำหรับใส่นักโทษ โจรผู้ร้ายปล้นสะดมแปดคุก มีตะรางหน้าคุกสำหรับใส่ลูกเมียผู้ร้ายทุกหน้าคุก ซึ่งโทษเบาเป็นแต่โทษเบ็ดเสร็จ ใส่โซ่พวงลงเก้าคนสิบคนใช้ทำราชการเมือง

ที่โทษหนัก ต่อวันพระ 5 ค่ำ 8 ค่ำ 11 ค่ำ 15 ค่ำ จึงใส่พวงคอพวงละยี่สิบสามสิบคน

และเมียผู้ร้ายนั้น ใส่กรวนเชือกผูกเอวต่อกันไป ผูกติดท้ายพวงคอ ออกมาเที่ยวขอทานกิน”

ในหนังสือขุนช้างขุนแผน กล่าวถึงคนโทษไว้บทหนึ่ง

“แม่ค้าเห็นคนพวงล่วงเข้าตลาด บ้างยกกระจาดหับกระชังระวังผ้า พวกที่นั่งร้านรายขายกุ้งปลา ถือกะโล่โง่ง่าตั้งท่าคอย”

กระบวนการคุมขังคนโทษเปลี่ยนไป สมัยนี้ไม่มีใครใช้คำ “คนพวง” แล้ว

ส.พลายน้อย อธิบาย ลักษณะการปกครองคุ้มกันนักโทษสมัยโบราณ ไม่เหมือนสมัยนี้ สมัยโบราณคนโทษต้องหากินเอง หรือมีญาติเอาอาหารไปส่ง ทางคุกไม่มีอาหารเลี้ยง

เมื่อถึงวัน 5 ค่ำ 8 ค่ำ 11 ค่ำ 15 ค่ำ ผู้คุมจะเอาหวายผูกล่ามเป็นพวงออกขอทานเขากิน

ต่อจาก “คนพวง” ยังมีคำ “หับเผย” ในขุนช้างขุนแผน มีกลอนบาทหนึ่ง “ถึงทับหับเผยเลยพ้นไป...” หับเผย คือ กระท่อมที่ปลูกไว้หน้าคุก คือ เพิงที่มีแผงค้ำเปิดปิดได้ สมัยโบราณอนุญาตให้ลูกเมียไปอยู่กับ นักโทษเป็นครั้งคราว

ตามเรื่องนี้ชี้ว่าระบบยุติธรรมโบราณ ใจดีกับนักโทษมาก ยอมให้ลูกเมียไปอยู่ด้วยได้

สมัยนี้แค่อนุญาตให้พบปะพูดจากัน ปีละวันสองวัน

ตามเรื่องนี้ แสดงว่า แต่โบราณคุกและตะรางมีความหมายต่างกัน

จึงพอเห็นภาพ การสร้างตะรางไว้หน้าคุกเพื่อใส่ลูกเมียผู้ร้าย ตะรางจึงเป็นที่คุมขังธรรมดา คงไม่แน่นหนาเหมือนคุกซึ่งขุดเป็นหลุมลึก หรือก่อเป็นตึกอยู่ในเรือนหรือใต้ถุนเรือน

เฉพาะคำ “ตะราง” คำเดียว มีความหมายกว้างใหญ่กว่า คือมีไว้เผื่อลูกเมียนักโทษ ซึ่งไม่เพียงต้องคอยหาอาหารให้นักโทษกิน เพราะหลวงท่านไม่มีงบเลี้ยง ยังต้องติดสอยร้อยเป็นพวงไปกับนักโทษ ตอนออกไปขอทาน

ข้อดีของระบบคุกตะรางโบราณ ก็คือการยอมให้มีหับเผย ให้นักโทษอยู่กับเมียได้...

นักโทษสมัยนั้นจึงไม่ค่อยมีข่าวแหกคุกหรือแหกศาล ออกมาเข้าหูชาวบ้าน

ท่านประธานศาลฏีกา...น่าจะทบทวนเรื่อง “คนพวง” กับเรื่อง “หับเผย” มาใช้อีกสักครั้ง ผมว่านะ ดีทั้งฝ่ายนักโทษดีทั้งฝ่ายคุก.

กิเลน ประลองเชิง

https://www.thairath.co.th/newspaper/columns/1699635

การ์ตูน เซีย

สำนักข่าวหัวเขียว : พลิกไปพลิกมา
 
แม่ลูกจันทร์9 พ.ย. 2562 05:02 น.
SHARE
 
 


 

เรื่องนี้ต้องเท้าความกันเล็ก น้อยพอเป็นกระสายยา โครงการร่วมทุนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและมหานครการบินภาคตะวันออก มูลค่า 2.9 แสนล้านบาท พร้อมสัมปทานระยะยาว 50 ปี

เป็นเค้กก้อนใหญ่ที่บรรดาเจ้าสัวหมายปองจ้องตาเป็นมัน

โดยมีกลุ่มทุนยักษ์ 3 กลุ่ม เข้าประมูลแข่งขันกันสุดลิ่มทิ่มประตู

1,กลุ่มซีพี ของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ และพันธมิตรขาใหญ่ คือ กลุ่ม ช.การช่างและกลุ่มอิตาเลียนไทย

2,กลุ่มบีบีเอส ประกอบด้วยบริษัทการบินกรุงเทพ ของ คุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ร่วมกับกลุ่มบีทีเอส ของ เจ้าสัวคีรี กาญจนพาสน์ และกลุ่มซิโน-ไทย ของตระกูลชาญวีรกูล

3,กลุ่มแกรนด์แอสเสท ร่วมกับ กลุ่มแอร์เอเชีย, กลุ่มไชน่าฮาร์เบอร์ จากจีน และกลุ่มจีเอ็มอาร์ แอร์พอร์ท จากอินเดีย

ปรากฏว่าเกิดไคลแมกซ์ซ้อนไคลแมกซ์ในวันยื่นซองประกวดราคา

เพราะกลุ่มซีพีส่งมอบซองประกวดราคาช้าเกินเส้นตายไปแค่ 9 นาที

คณะกรรมการคัดเลือกที่มี พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผบ.ทร. เป็นประธาน จึงตัดสินให้กลุ่มซีพี แพ้ฟาวล์

เนื่องจากลุ่มซีพีส่งเอกสารซองที่ 2 (ด้านเทคนิค) และซองที่ 3 (ด้านเสนอราคา) ไม่ครบภายในเวลา 15.00 น.

กลุ่มซีพีจึงไปยื่นฟ้องคดีศาลปกครองกลาง คัดค้านมติคณะกรรมการคัดเลือกที่ให้กลุ่มซีพีแพ้ฟาวล์

วันที่ 21 สิงหาคม ศาลปกครองกลาง พิพากษา “ยกฟ้อง” ทำให้กลุ่มซีพีหมดสิทธิ์เข้าประมูลเสนอราคา

จากม้าแข่ง 3 ตัว จึงเหลือม้าแข่ง 2 ตัว

กลุ่มซีพีจึงไปยื่นอุทธรณ์ “ศาลปกครองสูงสุด” ขอคืนสิทธิ์เข้าชิงโครงการสนามบินอู่ตะเภาซ้ำอีกที

เพราะถ้ากลุ่มซีพีได้ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินควบโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เป็นแพ็กคู่ทูอินวัน จะทำให้กลุ่มซีพีวางแผนการลงทุนได้ครบวงจร

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด ได้กลับคำตัดสินศาลปกครองกลาง คืนสิทธิ์ให้กลุ่มซีพีเข้าประมูลชิงเค้กมูลค่า 2.9 แสนล้านบาทต่อไป

คดีพลิกมาเข้าทางกลุ่มซีพีทันที

ศาลปกครองสูงสุดชี้ว่าการประมูลโครงการขนาดใหญ่มีเอกสารจำนวนมาก จำเป็นต้องมีการชี้แจงขั้นตอนต่างๆให้ผู้เสนอราคาทราบล่วงหน้าอย่างชัดเจน

การที่กลุ่มซีพีซึ่งเป็นผู้ยื่นเสนอเอกสารเป็นรายสุดท้ายล่าช้าไป 9 นาที จึงไม่เป็นสาระสำคัญที่จะตัดสิทธิ์กลุ่มซีพีออกจากการแข่งขันเสนอราคา

และการยื่นซองเอกสารช้าไป 9 นาที ก็ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจะทำให้เกิดได้เปรียบหรือเสีย เปรียบกับกลุ่มที่เข้าประมูลอีก 2 ราย ฯลฯ

“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่าผลการตัดสินศาลปกครองสูงสุดทำให้มีม้าแข่งกลับมาเป็น 3 ตัวเท่าเดิม

กลุ่มไหนจะได้สะง่อมโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา จึงต้องตัดสินที่ใครจะเสนอผลประโยชน์ตอบแทนให้รัฐสูงที่สุดเป็นสำคัญ

กลุ่มซีพีจะได้กินรวบ 2 โครงการเป็นแพ็กคู่ทูอินวันหรือไม่ โปรดติดตามต่อไป

ตายแล้วยังฟื้นได้แบบนี้ หาดูยากนะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

https://www.thairath.co.th/news/business/1699610

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    1

1 ความคิดเห็น

 
3 ส

เจ้าสัวกลุ่มซีพี

...

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    2