ดื้อดึง แข็งกร้าว ไม่ประนีประนอม หรือออมชอม

ดื้อดึง แข็งกร้าว ไม่ประนีประนอม หรือออมชอม

อ.รัฐศาสตร์ ฟันธง หากชนชั้นปกครองดื้อดึง โอกาสแตกหักสูง หวั่นนองเลือด ทั่วโลกจับตา
 

 

 

 

 

อ.รัฐศาสตร์ ฟันธง หากชนชั้นปกครองดื้อดึง โอกาสแตกหักสูง หวั่นนองเลือด ทั่วโลกจับตา (matichon.co.th)

ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์ ฟันธง หากชนชั้นปกครองดื้อดึง ไม่รอมชอม ปชช. โอกาสแตกหักสูง หวั่นนองเลือด ทั่วโลกจับตา

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ต่อกรณีที่ประชุมร่วมรัฐสภาจะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับประชาชน ที่จะมีการลงมติวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ ว่าโอกาสผ่านร่าง รธน.ฉบับประชาชน ค่อนข้างยากเนื่องจากให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งร่วมพิจารณา จึงไม่ให้ความสำคัญร่างดังกล่าว ซึ่ง ส.ว.ดังกล่าว เป็นผลมาจากทำรัฐประหารยึดอำนาจนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งประชาชน จึงต้องใช้กลไกรัฐสภาขัดขวางทุกรูปแบบ เพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการซ่อนรูปให้นานที่สุด

การพิจารณาผ่านร่าง รธน.ฉบับประชาชนทั้งฉบับ คงเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มี ส.ส.ในสภาจำนวนมาก ขอแก้ไข รธน.เป็นบางมาตราเท่านั้น ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ อาจต้องใช้เวลาพอสมควรถ้าที่ประชุมร่วมรัฐสภาไม่พิจารณาแก้ไข รธน.เลย ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการเมืองในสภาและรัฐบาล และนำไปสู่การชุมนุมประท้วงนอกสภาของเครือข่ายประชาธิปไตย เพื่อผลักดันขับเคลื่อนปฏิรูปทางการเมือง และสถาบันอย่างไม่สิ้นสุด อาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือสงครามกลางเมือง เพราะไม่มีอะไรสูญเสีย หรือเกรงกลัวแล้ว

“ยุทธศาสตร์และแนวคิดชนชั้นปกครอง หรือผู้มีอำนาจ ต้องการปกครองประเทศแบบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ลักษณะประชาธิปไตยผสมอำนาจนิยม ไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ซึ่งการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการปฏิรูปสถาบัน ถือเป็นการล้มล้างการปกครอง ได้สะท้อนความจริงอย่างชัดเจนซึ่งขัดแย้งกับสถานการณ์ปัจจุบัน การวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นการฉีก หรือเผาตำราการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยเสียงประชาชนส่วนใหญ่
สถานการณ์การเมืองของไทย ไม่ได้อยู่ในประเทศเท่านั้น แต่ถูกจับตามองจากทั่วโลก อาจนำไปสู่การแทรกแซงของนานาชาติได้ โดยเฉพาะเรื่องมนุษยชนและความเท่าเทียมทางสังคม ดังนั้น ชนชั้นปกครองหรือผู้มีอำนาจ ควรถอดบทเรียนจากประวัติศาสตร์เพื่อนบ้านว่าเป็นอย่างไร
ถ้าชนชั้นสูง หรือผู้มีอำนาจ ยังดื้อดึง แข็งกร้าว ไม่ประนีประนอม หรือออมชอมกับประชาชน โอกาสแตกหักค่อนข้างสูง เพราะสังคมถูกบีบให้มีทางเลือกน้อย จากการขีดเส้นของผู้มีอำนาจเอง อาจนำไปสู่การนองเลือด ทำให้เกิดความสูญเสียในอนาคต ดังนั้น ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบดังกล่าวได้” ศ.ดร.ธเนศวร์กล่าว

  • รัก
    2
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0

10 ความเห็น

 
ICT

ข่าวข้น คนเข้ม - จับตาม็อบใหญ่เครือข่ายเคลื่อนไหวรวม 8 กลุ่ม ประกาศนัดชุมนุมที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

 
14 พ.ย. 2564-00:01 น.

หนังสือพิมพ์ ข่าวสด ชูประชาเหนือหิ้ง เทอดด้วยสัจธรรม ฉบับนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 14 เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2564 ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 12 ปีฉลู…

จับตาม็อบใหญ่ วันอาทิตย์ นี้ เครือข่ายเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย รวม 8 กลุ่ม ประกาศนัดชุมนุมที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากนั้นจะเคลื่อนไป สนามหลวง ชูประเด็นปกป้องประชาธิปไตย เป็นการชักชวนกันร่วมชุมนุมครั้งแรกหลัง ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่า อานนท์ นำภา-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล-ภาณุพงศ์ จาดนอก มีพฤติกรรมล้มล้างประชาธิปไตย…

เคลื่อนไหวแล้ว คณาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ รวมกันเข้าชื่อ 23 คน ออกแถลงการณ์ ปกป้องสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ ในการทำวิจัย ผลิตงานทางวิชาการ และตีพิมพ์เผยแพร่ กรณี รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ และ ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริง นักวิชาการผู้ผลิตการวิจัยทางวิชาการ และอดีตนิสิตปริญญาเอกที่ถูกฟ้องร้อง พร้อมเรียกร้องให้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ หน่วยงานทางวิชาการ ที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ดูแลและปกป้องสิทธิเสรีภาพของนักวิชาการ…

ยอดระบาด โควิด-19 ในประเทศไทย ศบค. แถลงมียอดสะสมตั้งแต่ระลอกแรก มี ผู้ป่วย ติดเชื้อแล้ว กว่า 2 ล้าน 4 พันคน มี ผู้เสียชีวิต สะสม กว่า 2 หมื่นราย แล้ว อยู่ระหว่างการรักษา 95,804 ราย อาการหนัก 1,824 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 423 ราย ส่วน การฉีดวัคซีน นั้น ที่ ครบ 2 เข็ม แล้ว 49.7% ใกล้ครึ่งหนึ่งของเป้าที่วางไว้ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ โวว่าสิ้นเดือนนี้จะฉีดครบ 100 ล้านโดส…

กำหนดบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี, รมว.คลัง และคอลัมนิสต์เครือมติชน เวลา 10.00 น. และเวลา 18.30 น. สวด พระอภิธรรม ณ ศาลา 7 วัดตรีทศเทพวรวิหาร เขตพระนคร กทม. …

สันตะวา

ข่าวข้น คนเข้ม - จับตาม็อบใหญ่เครือข่ายเคลื่อนไหวรวม 8 กลุ่ม ประกาศนัดชุมนุมที่ (khaosod.co.th)

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    0
 
ICT

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    0
 
ICT

จับสัญญาณอาฟเตอร์ช็อก ภารกิจลุยไฟการเมืองระทึก!

14 พฤศจิกายน 2564

7:30 น.

การเมือง

กลายเป็น “ระเบิดเวลาทางการเมือง” อีกลูก กับความเคลื่อนไหวของกลุ่มราษฎร หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตามคำร้องของ ณฐพร โตประยูร ว่าการกระทำของ อานนท์ นำภา, ไมค์-ภาณุพงศ์ จาดนอก, รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ในการจัดการชุมนุมปราศรัยเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อเสนอข้อเรียกร้อง 10 ข้อเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  พร้อมสั่งการให้ “3แกนนำกลุ่มราษฎร” รวมถึงกลุ่มองค์กรเครือข่ายเลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย  

 

ด้วยพฤติกรรมที่ว่า ข้อเรียกร้องที่ให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ซึ่งเป็นบทบัญญัติรับรองพระราชฐานะขององค์พระมหากษัตริย์ ในฐานะทรงเป็นประมุขของรัฐที่ผู้ใดจะกล่าวหาละเมิดไม่ได้ จึงเป็นการกระทำที่มีเจตนาทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์โดยชัดแจ้ง เซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมทั้งมีการจัดตั้งกลุ่มในลักษณะองค์กรเครือข่าย กระทำการใช้ความรุนแรงต่อเนื่อง บางเหตุการณ์ “3แกนนำกลุ่มราษฎร” มีส่วนจุดประกายในการอภิปรายปลุกเร้าให้เกิดความรุนแรงในบ้านเมือง การกระทำดังกล่าวจึงนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในที่สุด

 

นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าการชุมนุมหลายครั้งมีการทำลาย และการถอดสีน้ำเงินออกจาธงไตรรงค์ รวมทั้งข้อเรียกร้อง 10 ข้อนั้น แสดงให้เห็นมูลเหตุจูงใจของ “3แกนนำกลุ่มราษฎร” ว่าเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพโดยมีเจตนาซ่อนเร้น เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิใช่เป็นการปฏิรูป

แต่หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย “รุ้ง”  ก็ได้ประกาศชัดว่าจะไม่เคารพในคำวินิจฉัยของศาล และเห็นว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่อาจยอมรับได้ ทั้งนี้หากจับ “อาฟเตอร์ช็อก” ความร้อนแรงจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว ก็มีแนวโน้มที่กลุ่มเยาวรุ่น ซึ่งเป็นมวลชนของกลุ่มราษฎร น่าจะมีแผนเดินเกมครั้งสำคัญ ในการปลุกระดม เติมฟืนเข้ากองไฟที่คุกรุ่นอยู่แล้ว ให้โหมกระหน่ำทวีความร้อนแรงมากขึ้นไปอีก เพื่อเดินเกมต่อสู้ภายใต้ข้อเรียกร้องในการแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ทางกลุ่มราษฎร ชูอุดมการณ์มาโดยตลอด

 

ขณะที่นักการเมือง นักวิชาการ ต่างก็มีความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวในหลายทิศทาง ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มองว่าการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนการแก้ไขมาตรา 112 ไม่ควรเกิดขึ้นอีก และควรมีการไล่เอาผิดคนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครองที่ผ่านมา หรือฝ่ายที่ตั้งคำถาม ตลอดจนมีการตีความในมุมมองว่าศาลรัฐธรรมนูญมองว่าการปฏิรูปคือการล้ม ล้างสถาบัน

หรือแม้แต่ “โทนี่ วู้ดซัม” ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังมีการกลับลำเรื่องแก้ไขมาตรา 112 หลังจากรู้ว่าเสียรังวัตทางการเมืองในหมู่คนรุ่นใหม่หลังจากการออกตัวค้านแก้มาตรา 112 ในครั้งก่อน จนต้องกลับลำเพื่อหวังจะฉวยคะแนนโหวตเตอร์ของเยาวรุ่น โดยอ้างว่า “พูดสั้นไป” จากที่เคยบอกว่า ตัวกฎหมาย มาตรา 112 ไม่เคยเป็นปัญหา แต่ปัญหาเกิดจากรัฐบาลที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด  กลายเป็นว่า เสนอให้แก้ไขมาตรา 112 ในเรื่องโทษจำคุก 15 ปี ถือว่าหนักเกินไปและแก้กระบวนการแจ้งความร้องทุกข์ ที่เปิดช่องให้ทุกคนสามารถกล่าวโทษได้

แต่ด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีผลผูกพันทุกองค์กร อาจส่งผลให้เกิดการดำเนินคดีกับแกนนำ หรือผู้ที่เชื่อมโยงกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดยอาศัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นการเติมความโกรธเกรี้ยวให้ “การเมืองนอกสภา” ร้อนแรงมากยิ่งขึ้นรวมทั้งอาจเกิดปัญหาการตีความคำวินิจฉัยทั้งการตีความว่ากลุ่มหรือองค์กรใด เป็นองค์กรเครือข่ายตามที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุ หรือการตีความว่าการกระทำใดที่เป็นการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองที่ถูกสั่งให้เลิกการกระทำในอนาคต ซึ่งจุดเสี่ยงเหลานี้เป็นการเพิ่มโอกาสเกิดการเผชิญหน้า กระทบกระทั่ง ใช้กำลังปะทะ จนเลยเถิดกลายเป็นการใช้ความรุนแรงเข้าใส่กันของฝ่ายผู้ชุมนุม-เจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ก็คงจะต้องรอดูว่า “อาฟเตอร์ช็อก” จากคำวินิจฉัยดังกล่าว จะกลายมาเป็นเชื้อไฟทางการเมืองที่ร้อนแรงมากแค่ไหน แต่ที่เห็นได้ชัดคือสโลแกนที่ว่า “รักสงบจบที่ลุงตู่” คงจะนำมาใช้กับสถานการณ์บ้านเมืองหลังจากนี้ได้ยาก!

นอกจาก “การเมืองนอกสภา” ที่ส่อแววร้อนระอุแล้ว เรื่องดังกล่าวยังส่งผลกระทบลุกลามไปถึง “การเมืองในสภา” ด้วยเช่นกัน เพราะอาจจะนำไปสู่การยื่นยุบพรรคการเมือง ที่ถูกมองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มราษฎรในช่วงที่ผ่านมา หรืออาจถูกเหมารวมว่าเป็นหนึ่งในองค์กรเครือข่ายตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะ “พรรคก้าวไกล” ที่ถูกล็อคเป้าจาก ณฐพร โตประยูร เป็นที่เรียบร้อย เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการยื่นคำร้องเอาผิดและยุบพรรคก้าวไกลต่อ กกต.ไว้แล้ว จากการณีให้การสนับสนุนทางการเงิน และการประกันตัวผู้ต้องหา รวมถึงอ้างว่ามีการไปร่วมชุมนุม นอกจากนี้ปัญหาดังกล่าวอาจจะลามไปถึง พรรคเพื่อไทย ที่ก่อนหน้านี้แกนนำม็อบราษฎรออกมาอ้างว่ามีพฤติกรรมสนับสนุนการชุมนุม

หากเรื่องที่เกิดขึ้นพิสูจน์ชัดจนนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองที่สุ่มเสี่ยง ก็คงจะเป็นเรื่องที่เข้าทางกลุ่มผู้มีอำนาจในรัฐบาลปัจจุบัน ที่กำลังต้องการไปต่อในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะในส่วนของ พรรคพลังประชารัฐ  ที่มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กุมบังเหยนในฐานะหัวหน้าพรรค โดยมี “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นแคนดิเดตในบัญชีนายกฯของพรรค

ดังนั้นหากท้ายที่สุดแล้วจับพลัดจับผลูจนมีการยุบพรรค โอกาสที่ “บิ๊กตู่-พรรคพลังประชารัฐ” จะได้ไปต่อก็มีค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

แต่ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงที่แผนไปต่อจะพังไม่เป็นท่าก็ยังมีความเป็นไปได้ เพราะบริบททางการเมืองในเวลานี้ “รัฐบาลเรือเหล็ก” กำลังอยู่ในสภาพ “อยู่ยาก” เนื่องจากต้องประสบกับปัญหาหลายด้านไล่ตั้งแต่ปัญหาการคุมเสียงในสภาของพรรครัฐบาล จากวินัย ส.ส. ที่หย่อนยาน จนสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์สภาล่มกันแบบรายสัปดาห์ ขณะที่ “บิ๊กตู่”เองถึงกับต้องออกมาเปิดใจ ขอความร่วมมือจากฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล อย่าใช้เกมสภาไม่ผ่านกฎหมายสำคัญ เพื่อล้มรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องใจร้ายกับประเทศเกินไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ชัดว่า “บิ๊กตู่”เอง ก็ยังไม่มั่นใจกับการคุมเสียงในสภาของพรรครัฐบาลเอง

ทั้งนี้แม้จะมีการนัดดินเนอร์ สังสรรค์ กระชับความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล ในช่วงปลายเดือนนี้ แต่หากยังไม่มีมาตราการปรับวินัยของ ส.ส. ไม่มีการแก้ไขปัญหาเรื่องการเล่นเกมการเมืองในสภา สุดท้ายแล้วรัฐบาลอาจจะสะดุดขาตัวเองล้มหัวคะมำ ก่อนถึงวาระที่จะอยู่ยาวตามที่หวังไว้

ความเสี่ยงอีกอย่างคือ การทำงานที่ผ่านมาของรัฐบาลชุดนี้พิสูจน์ได้ชัดแล้วว่า ไร้ฝีมือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะถึงแม้จะเริ่มมีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยตั้งความหวังที่จะเติมเม็ดเงินช่วยกู้วิกฤติด้านเศรษฐกิจของประเทศได้ แต่หากย้อนมองชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในปัจจุบัน กลับตกอยู่ในสภาวะ “อยู่ยาก” มากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะต้องแบกรับผลกระทบจากปัญหาโควิด-19 ต้องเจอกับสภาวะข้าวยากหมากแพง ราคาน้ำมันหฤโหด สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นพากันถีบราคาสูงขึ้น หลายพื้นที่ถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาน้ำท่วม ขณะที่ชาวนาต้องเผชิญกับปัญหาราคาข้าวตกต่ำอย่างหนัก

แม้งานนี้รัฐบาลจะมีนโยบายช่วยเหลือปัญหาด้านต่างๆ แต่กลับยังไม่เป็นผลสำเร็จ ซ้ำร้ายบางเรื่องกลายเป็นการกอ่ปัญหาใหม่ โดยเฉพาะการช่วยเหลือชาวนาด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1 แสนล้านบาท ผ่านโครงการประกันราคาข้าวเพื่อเติมช่องว่างราคาให้กับเกษตรกร แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้เกิดผลกระทบกับนโยบายการเงินการคลัง กระทบกับเงินในกระเป๋าของรัฐบาล จนทำเอา สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ถึงกลับต้องออกมาทักท้วงว่า การจ่ายเงินประกันราคาให้เกษตรกร จะทำให้เกษตรกรอ่อนแอ ระบบการเกษตรไม่ได้รับการพัฒนา เมื่อช่วยเหลือแบบนี้เมื่อไรจะจบ

ซึ่งก็ทำเอาคนพรรคประชาธิปัตย์พากันออกมาประสานเสียงตอบโต้ รมช.คลังคนดังกล่าว ด้วยเรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายหาเสียงหลักของพรรคประชาธิปัตย์ และถูกวางเป็นนโยบายที่จะนำมาต่อยอดในการใช้หาเสียงเลือกตั้งในครั้งต่อไปด้วย ดังนั้นการที่รัฐมนตรีต่างพรรคออกมาเตะตัดขาแบบนี้อาจจะทำให้สุ่มเสี่ยงกลายเป็นการกะเทาะรอยร้าวพรรคร่วมรัฐบาลให้ปริแตกมากยิ่งขึ้น

ท่ามกลางความร้อนแรงของ “อาฟเตอร์ช็อกการเมือง” ที่ส่งผลให้การเมืองนอกสภา-การเมืองในสภา คุกรุ่นขึ้นทุกขณะ การเดินบนเส้นทางอำนาจของรัฐบาลหลังจากนี้ คงไม่ต่างกับการเดินลุยไฟ!

... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/473683/

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    0
 
ICT
หมากตัวแปร
ตะวัน ทรงกลด

7 พ.ย. 2564 06:26 น.

 

“ประยุทธ์” เปิดเมือง “ทักษิณ” เปิดสงครามตามเงื่อนไขสถานการณ์เดิมพันเศรษฐกิจ ความอยู่รอดของประชาชนคนไทย สำคัญเหนือกว่าเดิมพันชีวิตในทางการเมืองเรื่องไปต่อของคนที่ติดใจในรสชาติอำนาจ

สภาพโจทย์ยากสองข้อ “ผูกโยง” กันเป็นปมแน่น

ส่งผลโดยตรงกับแผนลากยาวของคนชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ถ้าเปิดประเทศเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับเชื้อไวรัสมรณะโควิดแล้วเศรษฐกิจยังเข็นไม่ขึ้น แถมตัวเลขติดเชื้อก็ไม่ซา

ก็ต้องทำใจ กับสภาพสินค้า “เลหลัง” ชื่อ “บิ๊กตู่” ยากจะขายออก

และนั่นจะยิ่งปิดประตูล็อกแน่น กับแผนยึดค่ายพลังประชารัฐเป็นฐานที่มั่น ขึ้นป้ายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แบบ “วันแมนโชว์” อยู่ใน “บัญชีนายกฯ พปชร.”

ที่แน่ๆ “กองกำลังชนกลุ่มน้อย” รอจังหวะแหกค่ายหนีกันแล้ว

แนวโน้มสถานการณ์ที่เซียนเขี้ยวลากดินระดับ “สมศักดิ์ เทพสุทิน–สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวขบวน ก๊วนสามมิตร น่าจะไหวตัวก่อนใครเพื่อน

ในเมื่อเห็นแล้วว่า “บิ๊กตู่” ไม่อาจหักด่าน “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ยึดค่ายพลังประชารัฐ “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยังได้สวม “หนังเสือ” ของ “บิ๊กป้อม” คุมอำนาจใน พปชร.

“สมศักดิ์–สุริยะ” อยู่ต่อมีหวังโดน “ธรรมนัส” เหยียบบ่าขี่คอ

นั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกพรรษาต่ำอย่าง “เสี่ยเฮ้ง” นายสุชาติ ชมกลิ่น กับ “เฮียโอ๋” นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ที่เล่นบทหัวหมู่ทะลวงฟัน เปิดหน้าซัด “ผู้กองนัส” ด่า “ตอแหล” กันลั่นห้องประชุม

อย่าว่าแต่มองหน้า หางตายังไม่แล

พลังประชารัฐค่ายแตก กองกำลัง 3 ป. แยกออกเป็น 2–3 พรรค จากการหักดิบกันเอง

หันไปทางคนแดนไกล สัญญาณเปิดสงครามรุกไล่ จังหวะตีไพ่ “สเปโต” 2 ช็อตติดๆกัน ทั้งการโชว์เดิมพัน “กล่องดวงใจ” ไฟเขียวให้ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวสุดท้อง “แหย่ขา” เข้า “คิลลิงโซน” รับบทประธานกุนซือนวัตกรรมพรรคเพื่อไทย เป็นนัย “จอง” นายกฯบัญชีค่ายดูไบ

ต่อด้วยปฏิบัติการจุดไฟ แถลงการณ์เดินหน้ารื้อรัฐธรรมนูญมาตรา 112

แม้จะต้องแสดงอาการ “กระทืบเบรก” กันหัวทิ่ม “นายใหญ่” ส่งซิกให้ลูกข่ายเบาเครื่องเรื่องล้ำแดนอันตราย แต่ “ไพ่หลังเย็น” ตีออกไปแล้วยากจะชักกลับ หลอกตาฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย

ตามฟอร์ม “ทักษิณ” เดี๋ยวก็ “สู้ไป กราบไป” เดี๋ยวก็ “สู้ไป ขู่ไป”

เกมตื้น ไม่ต้องอ่านลึก “โทนี่ วูดซัม” ต้องการเบียดแย่งแต้ม “เด็กเกรียน” แชร์ส่วนแบ่งตลาด “นิวโหวตเตอร์” ที่ไหลไปพรรคก้าวไกล

“ทักษิณ” มองข้ามพลังประชารัฐ ล็อกเป้าทีมสีส้มคือคู่แข่งตัวจริง

แต่ทั้งหมดทั้งปวง เกมในสนามเลือกตั้งนั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ถึงเวลาหลังเลือกตั้งรวมแต้มจัดตั้งรัฐบาล สถานการณ์บังคับ “เพื่อไทย” กับ “ก้าวไกล” ยังไงก็ต้องอยู่ข้างเดียวกัน

นี่แหละที่อันตราย ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยละสายตาไม่ได้

ตั้งโจทย์บนกระดาน สมมติสมการหลังเลือกตั้ง เพื่อไทยแลนด์สไลด์ 250 ที่นั่งขึ้น ก้าวไกลก็ไม่ต่ำ 100 แค่ 2 พรรคก็กึ่ง 350 เสียง สูสีกับต้นทุน 250 ส.ว.ของ “บิ๊กตู่”

และด้วยสถานการณ์ “ขึงพืด” ดุลอำนาจจะไหลไปอยู่พรรค “ตัวแปร”

แน่นอน ยี่ห้อประชาธิปัตย์ตัดไปได้ เพราะผีไม่เผาเงาไม่เหยียบกับ “ทักษิณ” แต่นั่นไม่ใช่โจทย์บังคับสำหรับ “เนวิน ชิดชอบ” กับ “อนุทิน ชาญวีรกูล”

ยี่ห้อภูมิใจไทย “อะไหล่เชียงกง” ใส่กับเครื่องได้ทุกค่าย

และอย่างที่เห็นยุทธการ “ดูดเงียบ” งูเห่าจากพรรคก้าวไกล กบฏจากพลังประชารัฐ เป้าหมายปลายทางส่วนใหญ่จบที่ค่ายเซราะกราว

อาจารย์ใหญ่ “เนวิน” เดินหมากล่วงหน้า 2–3 ช็อต

แต่จะพลาดผิดแผน ก็ตรงป้อมค่ายใหม่ที่แทรกขึ้นมาเบียดสถานะ “ตัวแปร” มันก็ไม่แปลกถ้า “จิ๊กโก๋เซราะกราว” จะดักวางตะปูเรือใบ สกัดพรรคที่กำลังแจ้งเกิด และไม่น่าใช่พวกที่เปิดหน้ามาทั้ง ไทยสร้างไทยของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือพรรคกล้าของเสี่ยกรณ์ จาติกวณิช

ของจริงที่ “เนวิน–อนุทิน” เฝ้าจับตาทุกฝีเก้า

ผวาเงาของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”.

“ตะวัน ทรงกลด”

หมากตัวแปร (thairath.co.th)

 

 

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
ถูลู่ถูกังกันไป
ตะวัน ทรงกลด

14 พ.ย. 2564 06:18 น.

 

ข้าวราคาตกเรี่ยราด นํ้ามันเชื้อเพลิง พุ่งทะรูดทะราดน้ำมันปาล์ม หมู ผัก แข่งกันแพง

ชาวนาน้ำตาตกใน คนฐานรากใกล้ อดตายอยู่รอมร่อ

 

แต่รัฐบาลขุมข่ายอำนาจ 3 ป. ร่อนเทียบเชิญพรรคร่วมรัฐบาล “มีตติ้ง”นัดเลี้ยงสังสรรค์ กระชับสัมพันธ์ในการรวมพลัง ถูลู่ถูกังลากเรือเหล็กสนิมเขรอะไปต่อ

ขอให้เสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่งไว้ก่อน นอกนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ตามสภาพไฟต์บังคับต้องกอดคอกัน รัฐบาลผสม 3 ป. ต่างตกอยู่ในอาการร่อแร่ ไม่มีใครดีกว่าใคร ทนตบจูบ หวานอมขมกลืน ดีกว่า “ตายหมู่”

ถึงเวลาไอ้เสือถอยค่อยแยกย้ายทางใครทางมัน

แม้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ตั้งใจ “ไขความลับในที่แจ้ง” พูดออกอากาศเลยว่า “ผู้กองนัส” ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ โจทก์สำคัญ ขอพูดคุยด้วย ถ้าไม่มี ใครยุแหย่มันก็ดี

แต่โดยรอยแตกร้าว มันเลยจุดที่จะต่อติด คุยกันแค่ครั้งเดียวแล้วจบ

พลังประชารัฐนั้นชัดเจน ถึงเวลาอยู่กันไม่ได้อยู่แล้ว 3 ป. ต้องเป็นไผ่แยกกอ ในเมื่อ “พี่ใหญ่” อย่าง “ป.ป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์ สุวรรณ หัวหน้าพรรค แสดงออกแบบไม่กั๊ก

เลือก “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส สวม “หนังเสือ” ถือดาบคุมกองทัพลิง

และนั่นก็ต้องรวมถึงทีมลูกกรอกในคาถาทั้ง “เสี่ยปาน” วิรัช รัตนเศรษฐ “มาดามบิ๊กอาย” นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รวมไปถึงลูกรักอย่าง “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร.

ล้วนแล้วแต่ “ปรปักษ์” กับ “บิ๊กตู่” แล้วมันอยู่ถ้ำเดียวกันได้ยังไง

ในจังหวะพอดี สายพี่ใหญ่ก็เหยียบตีนกันตาปลาแตก “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร.ที่กลายเป็นคู่กรณีกับ “ผู้กอง นัส–บิ๊กโจ๊ก” เหมือนกันกับ “บิ๊กตู่” งานนี้เลย ได้จับคู่กับ “เสี่ยฉิ่ง” ฉัตรชัย พรหมเลิศ ตั้งค่ายชูชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในบัญชีนายกฯ

พรรคใหม่ป้ายแดง ทีม “คอแดงคอนเนกชัน”

3 ป. เป็นไผ่แยกกอ แตกหน่อพรรค ใหม่ ตีคู่พลังประชารัฐ

แต่ “ไผ่ออกดอก” ใกล้โรยรา ก็น่าจะเป็นทีมประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งเจอกระแสโห่ฮา “โพลดั้นเมฆ” ยกก้น “อู๊ดด้า”จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ โผล่พรวดขึ้นเบอร์หนึ่ง “นายกฯขวัญใจคนกรุง”

หักมุมกับปักษ์ใต้ฐานที่มั่นฟัดกันกระเจิง

แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันยังลุยเจาะฐานพรุนไปหมด

ในจังหวะที่เบอร์ใหญ่อย่าง “นิพนธ์ บุญญามณี” ก็เจอโยกชนักปักหลัง วิบากกรรมย้อนหลังจากคดีที่โดน ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดมาตรา 157 สมัยเป็นนายก อบจ.สงขลา โดนคำสั่งปลดของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้พ้นตำแหน่งตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา

ส่อขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี พลัง“ขาใหญ่”ทีมสงขลาหายไปอื้อ

ประชาธิปัตย์ด้วยกันแอบสะใจ คู่แข่งตีปี๊บเฮฮา

เอาเป็นว่า ถ้าหลงเชื่อโพลดั้นเมฆ “หลอกตัวเอง” ขืนรีบยุบสภาเลือกตั้งกันในห้วงนี้ ยี่ห้อ ปชป.ลุ้นได้แค่น้อยกว่าหรือเท่าเดิม ไม่มีเพิ่มแน่

เอาหางแหย่น้ำไว้ก่อน ยังไงประชา ธิปัตย์ก็ไม่สลัดจากเอว “บิ๊กตู่”

นั่นไม่ต้องพูดถึงทีมเซราะกราว ค่ายภูมิใจไทย “เนวิน ชิดชอบ–อนุทิน ชาญ วีรกูล” คือทีมสุดท้ายที่จะสละเรือเหล็กสนิมเขรอะ รอจนอับปาง

ตามจังหวะที่กระทรวงคมนาคมกำลัง ปั่นสารพัดเมกะโปรเจกต์ พันล้าน หมื่นล้าน

เร่งปักหมุด วางมัดจำ ทำแต้มแข่งกับเวลาที่มีค่าทุกนาที

ทีมเซราะกราวต้องตุนกล้วยใส่ขบวนรถเสบียงให้ได้มากสุดเท่าที่จะมากได้

ระดับอาจารย์ใหญ่ เขี้ยวลากดินย่อมรู้สภาพ การลงสนามเลือกตั้งโดยไร้กระแส ไม่มี แรงส่ง และไม่ต้องหวังงูเห่าที่ไปต้อนมา ถึงเวลาเลือกตั้งกลายเป็น “งูดิน”

ทางเดียวคือ ต้องอัดกระสุนดินดำ ยิงแม่นๆ ล็อกเป้าชัวร์ๆ

สรุปต่างคนต่างยังเอาตัวไม่รอด รัฐบาลปะผุ 3 ป. ต้องลากถูกันไป

“มีตติ้ง”สังสรรค์กระชับมิตร มันก็แค่อีเวนต์ลากยาวเกมอำนาจ ตามสภาพไฟต์บังคับ ทหารเฒ่ากับนักการเมืองอาชีพยังต้องเล่นบทน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า

แต่ประชาชนคนไทยอย่าไปหวังพึ่งใคร.

“ตะวัน ทรงกลด”

ถูลู่ถูกังกันไป (thairath.co.th)

 

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    0
 
ICT
ปฎิรูป = ล้มล้าง
เป็นไปได้อย่างไร
เมากาวมาจากไหน
อาจเป็นรูปภาพของ 3 คน และ ข้อความพูดว่า "TYOF TASVENE 2 ความเห็น 3 คณบดี คณะนิติศาสตร์ มธ. มอ. เชียงใหม่ ต่อกรณีคำวินิจฉัย "ปฏิรูปคือล้มล้าง""
 
แล้วต่อไปจะสอนกฎหมายกันอย่างไร
.....
.
ความเห็นของ 3 คณบดี คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สงขลานครินทร์ และเชียงใหม่ ต่อกรณีคำวินิจฉัย "ปฏิรูปคือล้มล้าง" เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564
.
.
มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
.
“ผมคิดว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้สร้างบรรทัดฐานที่สร้างปัญหาในทางกฎหมายอยู่หลายเรื่องด้วยกันตามที่ได้ออกแถลงการณ์มา ในเรื่องที่สำคัญที่สุดผมคิดว่ามันทำให้ความพยายามที่จะ Legalize ทำให้สถานะพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสถานะในทางจารีตประเพณีดำรงอยู่อย่างสมเหตุสมผลในระบบประชาธิปไตย จากที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนมันทำให้อธิบายยากยิ่งขึ้นอีก คือความพยายามที่เรารักษาหลักการที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ส่วนพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นสัญลักษณ์ของประเทศตรงนี้ก็จะทำให้เกิดความสับสนเกิดความคลุมเครือมากยิ่งขึ้น มันอธิบายยากในหลักการทางกฎหมายว่าสิ่งที่ศาลพยายามสื่อมออกมาศาลต้องการจะสื่ออะไร
.
จริงๆ ศาลสามารถยืนยันหลักการที่ชัดเจนซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญได้ แต่ว่าคำอธิบายที่ศาลออกมามันทำให้คนเคลือบแคลงสงสัยว่าศาลเชื่อในหลักการที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด จริงๆ แล้วสถาบันพระมหากษัตริย์หรือประชาชนเองกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทายที่จะต้องมีการปรับตัว แทนที่ศาลจะช่วยให้สถานะของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยมีความชัดเจนและมีเหตุมีผลมากขึ้น แต่ศาลกลับสร้างความคลุมเครือ สร้างปัญหาให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น
.
ประเด็นที่สอง ผมคิดว่า Due process เรื่องกระบวนการยุติธรรมที่เป็นกลาง เป็นธรรม โปร่งใส และให้โอกาสคู่กรณีได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ปัญหาที่เราเห็นได้ชัดคือการไม่เปิดโอกาสให้คู่กรณีที่ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงอย่างเต็มที่ จากการแถลงออกมาผมยังไม่เห็นคำวินิจฉัยตัวเต็มผมคิดว่ามันยังขาดเหตุการณ์หรือการกระทำที่เจาะจง ข้อหาที่ศาลตั้งให้กับคนที่ถูกกล่าวหาคือเรื่องของการล้มล้างการปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเป็นข้อหาที่ร้ายแรงมาก ถ้าเรียกอย่างไม่เป็นทางการก็คือข้อกบฏ
.
ผมมองว่าข้อร้ายแรงขนาดนี้ย่อมต้องให้โอกาสคนที่ถูกกล่าวหาต่อสู้อย่างเต็มที่ แม้ว่าจะยังไม่ใช่คดีอาญา แต่ยิ่งในศาลสูงสุดอย่างศาลรัฐธรรมนูญยิ่งต้องเปิดโอกาสให้เขาต่อสู้คดีอย่างเต็มที่และเป็นธรรม ไม่ควรจะตัดพยานหรือปฏิเสธสิทธิในการชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหา อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่น่าเครือแคลงสงสัยในทางกฎหมาย เพราะถ้ามันเกิดขึ้นในศาลสูงสุดมันเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลที่มีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน
.
ผมคิดว่าแค่ 2 เรื่องนี้ ถ้ามองในมุมกฎหมายก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก”
.
.
สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
.
“ผมไม่เห็นด้วย เหตุผลประการแรกเลย ผมคิดว่าการที่ทั้งรุ้ง อานนท์ และไมค์ เขาใช้ข้อเสนอขอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ผมคิดว่ามันเป็นการกระทำภายใต้กรอบของกฎหมายในการใช้เสรีภาพในการชุมนุม การใช้เสรีภาพในการแสดงออก ไม่ได้เป็นการใช้วิธีการใดนอกระบบกฎหมายทั้งสิ้น ไม่ได้ใช้อาวุธในการข่มขู่อะไร ดังนั้น จึงไม่ใช่การล้มล้าง
.
สอง ผมคิดว่าข้อเสนอในการปฏิรูปเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ เพราะว่าสถาบันกษัตริย์ก็เป็นองค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ ถ้าเราเสนอให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดต่างๆ ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ นั้นหมายความว่าถ้าเกิดมีการเสนอให้ปรับเปลี่ยนตัวระบบของรัฐสภา รายละเอียดของรัฐสภา เปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. ก็ถูกตีความว่าเป็นการล้มล้างได้หมด ในขณะที่ตัวสถาบันกษัตริย์กับตัวองค์กรหลักก็คือองค์กรตามรัฐธรรมนูญเหมือนกัน ถ้าดูตามประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญก็มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติว่าด้วยหมวด 2 สถาบันกษัตริย์มาโดยตลอด ไม่ใช่ว่าไม่เคยเปลี่ยนแปลง
.
ดังนั้น 10 ข้อเสนอที่เขาเสนอมาก็ไม่มีตรงไหนที่บอกว่าจะไม่มีสถาบันกษัตริย์อยู่ในรัฐธรรมนูญไทยหรือในประเทศไทยอีกต่อไป ดังนั้นผมถึงไม่เห็นด้วยกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง
.
สาม ผมคิดว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นการล้มล้างการปกครองเอาเข้าจริงตัวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่างหากที่เป็นการทำล้างระบอบประชาธิปไตย ผมคิดว่าข้อเสนอ 10 ข้อเป็นข้อเสนอที่เราต้องยืนยันว่าเขามีสิทธิที่จะเสนอได้ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม ส่วนที่ว่าเสนอมาแล้วสังคมไทยจะเห็นด้วยกับการปฏิรูปที่ทั้ง 3 คนเสนอมาหรือไม่ เป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องถกเถียงกัน มีทั้งคนที่อยากปฏิรูปและไม่อยากปฏิรูป แต่สิทธิที่เขาจะพูดได้เราต้องยืนยันว่าเขาสามารถทำได้ ส่วนสังคมไทยจะเห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่องปฏิรูปของเขาหรือไม่นั่นเป็นเรื่องของสังคมไทยที่ต้องพูดคุยกัน ถ้าวันนี้สังคมไทยบอกว่าเรายังไม่ต้องการการปฏิรูปก็ว่ากันไป
.
แต่นี่เป็นเรื่องของระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนควรจะมีสิทธิในการเสนอได้ว่าเราอยากมีรูปแบบการปกครอง มีรายละเอียดของตัวองค์ตามรัฐธรรมนูญแบบไหน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องยืนยันว่าข้อเสนอปฎิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อเป็นข้อเสนอที่สามารถเสนอได้ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนั้นก็ตาม”
.
.
นัทมน คงเจริญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
“ในแง่ของการเคารพและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไม่ให้มีการกระทำหรือกฎหมายใดๆ มาละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญที่เราเห็นมาตั้งแต่การจัดตั้งสมัยรัฐธรรมนูญปี 40 ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญน้อยมาก เมื่อเทียบสัดส่วนกับการตัดสินคดีทางการเมืองที่ทำให้ภาพการเมืองไทยบิดเบือนไปอย่างมาก ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นเครื่องมือในการจัดการฝ่ายตรงข้ามกับรัฐ จัดการกับความเห็นต่างโดยอาศัยกลไกทางการเมือง หลังจากที่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลได้กำจัดคนที่เห็นต่างกับแนวทางทางการเมืองที่ศาลเชื่อมั่น อย่างเช่นอุดมการณ์ของอนุรักษ์นิยม
.
ในตอนนี้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันพุธที่ 10 ที่ผ่านมา นอกจากการทำลายกลไกทางการเมืองแล้วยังเข้ามาทำลายสิทธิและเสรีภาพซึ่งศาลมีหน้าที่ต้องคุ้มครองด้วยซ้ำไป การทำลายสิทธิและเสรีภาพนี้คือสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส กระบวนการในศาลขาดการรับฟังความเห็น ซึ่งขัดต่อหลักการพิจารณาคดี ยิ่งไปกว่านั้นมีการตัดสินและการกล่าวให้เหตุผลทางกฎหมายอย่างคลุมเครือ มีการคลุมไปถึงเจตนาซ่อนเร้น ซึ่งประเด็นนี้ไม่ชัดเจน และมีการพูดถึงการกระทำของบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหาในคดีด้วย เพราะฉะนั้น จึงเป็นการเหวี่ยงแหกินความไปถึงการกระทำอื่นๆ นอกเหนือไปจากการพิจารณาในคดี นอกเหนือไปจากการกระทำของคนที่ถูกฟ้อง ในแง่นี้เป็นการบิดเบือนการทำหน้าที่อย่างไม่ชัดเจน ไม่ตรงไปตรงมา และยังขัดต่อ Rule of law ขัดต่อหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่ควรจะเป็น และใช้อำนาจโดยเกินเลยไปกว่าหน้าที่ที่ควรกระทำ เป็นการใช้อำนาจโดยขัดต่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการมีศาลรัฐธรรมนูญ
.
ดังนั้น จึงสะท้อนให้เห็นถึงความน่ากลัวความอันตรายในอนาคตของสังคมไทยว่าเราจะเดินไปกับสถาบันหลักที่ไม่อาจเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนในสังคมได้อย่างไร นำมาสู่ความล่มสลายของสถาบันทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันทางประชาธิปไตย ประมุขของรัฐ องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐคือศาลรัฐธรรมนูญเอง และกระทบต่อการบังคับใช้รัฐธรรมนูญในตัวของมันเอง
.
ถือได้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเป็นตัวล้มล้างระบอบรัฐธรรมนูญด้วยตัวของศาลเอง นับว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ดับฝัน ดับไฟ ไม่เห็นแสงสว่างในระบบกฎหมายและสังคมไทย คือความผิดหวังต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นอย่างยิ่ง”
.
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1
 
ICT
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    0
 
ICT
 
ICT
คลื่นลูกใหม่ New Wave
ปฏิรูป คือ ล้มล้าง .. ปฏิวัติ จึงทำหน้าที่
อาจเป็นรูปภาพของ ‎ข้อความพูดว่า "‎ปฏิรูป คือ ล้มล้าง ปฏิวัติ จึงมาแทนที่ KANGA تقک מרונ× rungsira' 2021‎"‎
 
ความคิดก้าวหน้าในวันนี้จะเป็นความคิดที่ล้าหลังในวันข้างหน้า
อุดมการณ์ความคิดอนุรักษณ์นิยม จะเกิดประโยชน์สูงสุดในภายภาคหน้าที่เป็นรูปธรรมคือ ค่าตั๋วเข้าชมวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์
┏━━━━━━━━━━━━━━━━━━┓
*1️⃣
#ยุคที่คนรุ่นลูกขึ้นมาเป็นผู้นำบริหารบ้านเมือง และสังคมก็จะถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสมองของเด็กรุ่นใหม่แทน โดยหนีไม่พ้นที่จะต้องปรับตัวเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นที่มาของคำว่าคลื่นลูกใหม่ไล่คลื่นลูกเก่า มันเป็นธรรมชาติที่หนีไม่พ้น สิ่งแวดล้อมที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ไม่มีทางยั่งยืน สิ่งเดียวที่ยั่งยืนคือมันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
┗━━━━━━━━━━━━━━━━━━┛​
เหตุการณ์ลุกฮือประท้วงกรณี14ตุลา'16 มิได้เกิดโดยความบังเอิญลอยๆ
ก่อนเกิดเหตุปะทุ ๑๔ตุลาวันมหาวิปโยค อันสืบเนื่องด้วยตะกอนแห่งความไม่พอใจของเยาวชนนิสิตนักศึกษาที่ออกมาประท้วงการเลือกตั้งสกปรกในปี พศ.๒๕๐๐ และการใช้อำนาจกดขี่ส่งต่อของเผด็จการทหาร ก่อเกิดวิญญาณขบถต่อการกดทับทางสิทธิเสรีภาพของคนหนุ่มสาว เป็นช่วงฟื้นฟูยุคทองวรรณกรรมใต้ดิน ความตื่นตัวกระหายใคร่รู้ทางการศึกษาที่ถูกปิดบัง
┏━━━━━━━━━━━━━━━━━━┓
**2️⃣
ต่อไปคนหนุ่มสาวเขาก็พากันลงใต้ดินกัน ซุ่มซ่อนเก็บลับ ส่งต่อข้อมูลและเสียดสีอย่างมีชั้นเชิงในโลกเสมือนออนไลน์ บนสังคมเครือข่าย สะสมเนื้อแท้ทางปัญญา แบบเดียวกับปัญญาชนหลังยุค'๒๕๐๐ และ 3จังหวัดภาคใต้
เริ่มจากขบวนการปฏิวัติความคิดส่งต่อรุ่นต่อรุ่น สั่งสม ศึกษา ค้นคว้า เข้าใจ .. ถึงผลเสียหายและข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และความชั่วช้าของชนชั้นเสพสุข ที่เอารัดเอาเปรียบสูบเลือดเนื้อประชาชนไทยมาอย่างยาวนาน
┗━━━━━━━━━━━━━━━━━━┛​
❝ ..การชุมนุมใหญ่จะกลับมา คนรุ่นใหม่พร้อมเสี่ยง.. ❞ ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์
การต่อต้าน​ของ.. ฅนรุ่นใหม่ คือการประกาศไม่ยอมรับอำนาจรัฐ
ไม่ยอมให้ปกครองอีกต่อไป ซึ่งแน่นอนว่า.. ไม่อาจเอาชนะได้ในวันเดียว
แต่เป็นการสะสมวันเวลาแห่งชัยชนะของพรุ่งนี้
หากทรราชประกาศกฏอัยการศึก​ ทำรัฐประหาร​ ก็แค่ช่วงเวลาสั้นๆของ.. เผด็จการ
การรัฐประหารปราบปราม ที่จะสั่งสมความแค้นเคือง​ กระตุ้นอุดมการณ์ส่งต่อชุดความคิดเสรี​ อย่างทบทวีก้าวกระโดด เป็นสารตั้งต้นทวีคูณจำนวน​ #นักสู้รุ่นใหม่
ที่เติบโตขึ้น​ มา​สู่.. วันแห่งความพ่ายแพ้ของทรราชย์​ เผด็จการอำนาจ​ ที่อ่อนแอ​ ชราภาพ​ และเสื่อมสังขาร
และยังขอยืนยัน..
ยุทธวิธี​ต่อต้าน.. รายวัน ยุทธศาสตร์​แห่งชัยชนะ.. คือ​ เวลาอายุขัย
​หากไม่เกิดการปะทะรุนแรงจนเกิด​ Revolution​ (ปฎิวัติสังคม)​ ในอีก​ 5​ ปี​นับจากเริ่มต้นปี​ ๒๕๖๔
┏━━━━━━━━━━━━━━━━━━┓
***3️⃣
█ นศ.คนหนุ่มสาวในวันนี้​ จะเข้าสู่​ "เบญจเพศ"​ แปลว่า​ เป็นวัยฉกรรจ์ทั้งกำลังร่างกาย​ และสติปัญญา พร้อมความเด็ดเดี่ยวทางความคิด​.. ​ พลังความคิดเปลี่ยนแปลงสังคมในวันนี้​ จะกล้าแข็งและรุนแรงยิ่งกว่า
█ คนในวัยปลายเกษียณ​ มีอำนาจบารมีสูงสุดในราชการ​ ก็จะเป็นแค่คนแก่ธรรมดาคนหนึ่ง​ ซึ่งหมดสิ้นอำนาจวาสนา
█ ผู้ที่ยิ่งใหญ่​ กุมอำนาจชี้เป็นตายประเทศ​ในวันนี้ ก็จะกลายเป็นเพียง.. คนเฒ่าไร้ความสามารถ​ หรือไม่ส่วนมากคงเป็นเพียงแค่.. เถ้าธุลี
█ ผู้ที่ถูกวางตัวทดแทนระบอบ"เผด็จการอำนาจ" ​.. ไร้ซึ่งบารมี​ ที่ไม่น่ากังวล
█ นักการเมืองในวัยต้น​ 40​วันนี้​ จะกลายเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง
┗━━━━━━━━━━━━━━━━━━┛​
◾อย่างปัจจุบันทันด่วน ..
หากเผด็จการผู้หลงยศศักดิ์เสพสุขแต่ตนเดียว เหลิงแก่อำนาจ ปราบปรามฆ่าฟันพลเมืองผู้ไม่ยอมให้ปกครอง อย่างโหดเห้ยมรุนแรง เฉกเช่นที่ผ่านมา
ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ คราที่เผด็จการทรราชทุกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ภาษา ลงมือเข่นฆ่าปราบปรามบดขยี้ประชาชนพลเมืองของตน ครานั้นคือบทสรุปล่มสลายแห่งทุรราชตนนั้น เป็นกฏเกณฑ์ที่รับรู้ในสัจจธรรม ที่เผด็จการยุคหลังระมัดระวังอย่างสูง หวั่นกลัวการลุกฮือของผู้ใต้ปกครอง สมุนทรราช'ประยุทธ์ก็รู้ ฉันใดก็ฉันนั้น จึงมิกล้าฆ่าคนล้มตายอย่างโจ่งแจ้ง เช่น ปี๒๕๕๓ ซ้ำอีก
◾อย่างไม่รีบร้อน ..
จนกว่าพวกทำบาปกรรมกับประเทศและร่วมฆาตกรรมอนาคตของเยาวชนจะล้มตายหมดรุ่น ซึ่งไม่น่าเกิน10-15 ปี วันนั้นคือวันขุดขั้วเน่าเหง้าชั่ว ไม่ใช่คำพูดสวยๆ..' แก้ไขไม่แก้แค้น' แต่จะเอาคนชั่วมาชดใช้โทษและความเสียหายที่ก่อ ขอทำนายเอาไว้
❝ ..ทรราชและเครือข่ายลูกสมุน​ จะถูกนำมาชำระสะสางความผิด.. ❞
รุ่ง​ศิลา​
๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
.
อ่านเพิ่มเติม
☆ ฅนกีย์​ ปะทะ ฅนรุ่นใหม่​ ☆
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1