ดิสเครดิต และ”ด้อยค่า” สถิติการสร้างหนี้ในรบ.คสช. 5 ปี ทะลุ 2 ล้านล้าน

ดิสเครดิต และ”ด้อยค่า” สถิติการสร้างหนี้ในรบ.คสช. 5 ปี ทะลุ 2 ล้านล้าน

09:00 INDEX กังวลลึก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กรณี ดิสเครดิต และ”ด้อยค่า”
https://www.matichon.co.th/politics/news_1573268

การตั้งข้อสังเกตต่ออายุของรัฐบาลอันมาจากนักวิชาการอย่าง นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล หรือ นายประจักษ์ ก้องกีรติ ถือเป็น เรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง

เพราะเป็นการมองจากด้าน “นิติศาสตร์” เพราะเป็นการมอง จากด้าน “รัฐศาสตร์”

หรือแม้กระทั่งบทสรุปอันมาจากนักการเมืองอย่าง นายพิชัย รัตตกุล หรือ นายวัฒนา เมืองสุข ก็มิได้เป็นเรื่องแปลก เพราะเป็น การมองจากประสบการณ์และความจัดเจน

แต่การที่บุคคลระดับนายกรัฐมนตรีอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาตีปลาหน้าไซ

“อย่าใช้เวทีสภามาเป็นเรื่องด้อยค่าและล้มรัฐบาล”

ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องล้างหูรับฟังด้วยความเคารพ

ในสภาพที่ผลการเลือกตั้งออกมาอย่างเป็นเบี้ยหัวแตกแหลกกระจายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเช่นนี้ อายุของรัฐบาลเป็นกรณีที่สร้างความหวั่นไหวเป็นอย่างสูง

1 เพราะพรรคการเมืองอันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้เสียงมากเป็นอันดับ 1

จึงจำเป็นต้องใช้”กายกรรมทางกฎหมาย”มาเป็นตัวช่วย

1 ผลก็คือต้องระดมพรรคการเมืองมาร่วมเป็นจำนวนมากถึง เกือบ 20 พรรคการเมือง

ถึงกระนั้นก็ได้เสียงมาเพียง 251 เสียง ปริ่มน้ำ

เป็น 251 เสียงอันร่วมกันขานชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน

เช่นนี้เองจึงเกิดความคิดที่จะใช้”กายกรรมทางกฎหมาย”เพื่อให้มีการพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีผ่านที่ประชุมรัฐสภาโดยถือว่าเป็นงบ”ปฏิรูป”

เช่นนี้เองเอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงต้องระบุ”อย่าใช้เวทีสภามาเป็นเรื่องด้อยค่าและล้มรัฐบาล”

ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เช่นนี้ไม่เพียงแต่เท่ากับเป็นการยอมรับในสภาพความเป็นจริงที่รัฐบาลดำรงอยู่อย่างง่อนแง่น ในเชิงปริมาณ

หากแต่ยังสะท้อนถึงความวิตกและความกังวลอย่างสูง

ถึงกับตีปลาหน้าไซ และป้องปรามในเรื่องที่รัฐบาลถูก”ด้อยค่า” และเรื่องที่รัฐบาลอาจถูกล้มโดยกระบวนการทางสภา

เป็นการเตือนพวกเดียวกันมากกว่าจะเป็นฝ่ายค้าน

 
.............
.............................
............................................
อดีตรมว.คลัง ไขคำตอบ “บาทแข็งแสดงว่ารบ.ลุงตู่เก่งจริงหรือ?” แบบเข้าใจง่าย
https://www.matichon.co.th/politics/news_1574765

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความทางเฟซบุีกแฟนเพจ แสดงความเห็นเรื่องเงินบาทแข็งค่า เป็นเพราะรัฐบาลเก่งจริงหรือ ? โดยระบุว่า

“แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” คือคำนิยามค่าเงินบาทที่สำนักข่าว Bloomberg ตั้งให้ หลังจากที่เงินบาทแข็งที่สุดในภูมิภาค

ผมอธิบายแบบรวบรัด

เงินบาทแข็งเพราะ เงินไหลเข้ามาก เงินไหลออกน้อย

เหตุผลใหญ่ที่เงินไหลออกน้อย เพราะในช่วงรัฐบาลลุง ภาคธุรกิจลงทุนน้อย จึงไม่ค่อยนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์

เหตุผลใหญ่ที่เงินไหลเข้ามาก เพื่อกินส่วนต่างดอกเบี้ย เพราะ ธปท. กำหนดดอกเบี้ยนโยบายสูงเกินไป เมื่อเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจไทย

และส่วนหนึ่งเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น

นโยบายรัฐบาลลุงเอื้อนายทุนใหญ่ ทำให้บริษัทในตลาดหุ้นกำไรดี ตัวเลขจีดีพี ก็ดี

แต่ไม่กระจายไปถึงรากหญ้า กำลังซื้อของชาวบ้านจึงต่ำ ทำให้ภาคธุรกิจลงทุนน้อย วนไปแบบงูกินหาง

ตัวอย่างนโยบายแบบนี้ คือการยกเลิกเพดานราคาก๊าซหุงต้มสำหรับภาคครัวเรือน ให้ใช้อิงราคาตลาดโลกที่สูงกว่า ทำให้บริษัทก๊าซกำไร กำลังซื้อของชาวบ้านลดลง

สำหรับเงินที่ไหลเข้า เพื่อกินส่วนต่างดอกเบี้ยนั้น ก็ไม่ได้ช่วยกระจายรายได้ เพราะไปกระจุกตัวซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้

ผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์หลัก จึงเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่พึ่งเงินทุนระยะยาว

เงินไหลเข้าจึงทำให้ธุรกิจนี้บูมหนัก นำไปสู่ฟองสบู่

ในด้านเงินทุนสำรอง ยิ่งเงินไหลเข้ามาก ธปท. ถูกกดดันให้ต้องเหยียบเบรกไว้บ้าง ไม่ให้เงินบาทแข็งเร็วเกินไป ธปท. ก็ต้องเป็นผู้ซื้อดอลลาร์เอาไว้เอง

ยิ่งทำให้ทุนสำรองมีแต่สูงขึ้นๆ คนเข้าใจผิดว่า เป็นการแสดงผลงานดีเด่นของรัฐบาลลุง

ถามว่า บาทแข็ง หรือบาทอ่อน ดีกว่ากัน?

บาทแข็งทำให้บริหารเศรษฐกิจยากโดยไม่จำเป็น เหมือนวิ่งแข่ง แต่แบกกระสอบข้าวไปด้วย มีแต่คนโง่เท่านั้น ที่จะคิดว่าวิธีนี้ทำให้คนวิ่งแข่งได้เปรียบ

ส่งออกสินค้าทุกอย่างยากขึ้น ธุรกิจที่จะลงทุนจึงต้องมองหาช่องขายในประเทศเป็นหลัก เพราะช่องส่งออกนั้น ยากเย็นมากขึ้น

แต่สินค้าที่กระทบหนัก คือสินค้าเกษตร เพราะต้องเผชิญราคาตลาดโลกเป็นดอลลาร์ และบาทยิ่งแข็ง เงินดอลลาร์ ที่ได้รับจำนวนเท่าเดิม เมื่อแปลงเป็นเงินบาท ก็ยิ่งได้จำนวนบาทที่น้อยลง เกษตรกรจนลง

ดังนั้น บาทแข็ง และเงินทุนสำรองสูง เป็นภาพสะท้อนจุดอ่อนในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลลุง

ไม่ใช่สะท้อนผลงานดีเด่น

 
 
............
..................
.............................
อดีตรองนายกฯโชว์สถิติการสร้างหนี้ในรบ.คสช. 5 ปี ทะลุ 2 ล้านล้าน

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์ แสดงความเห็นประเด็นทางเศรษฐกิจ โดยได้เผยแพร่ตัวเลขการใช้ภาษีของรัฐบาล และการสร้างหนี้ในยุครัฐบาล คสช. โดยระบุว่า

ชวนดูตัวเลขการใช้เงินภาษีของรัฐบาลคสช.ช่วงปีงบประมาณ 2561 (ตุลา 60 – กันยา 61)ครับ.. รัฐขอกู้เงิน 450,000 ล้านบาท เพราะรายได้ไม่พอรายจ่าย สุดท้ายรัฐปิดหีบไม่ลง ต้องกู้อีก 100,358.10 ล้านบาท ส่วนของปีนี้ได้ขอกู้ไว้ 450,000 ล้านบาท เช่นกัน อีก 2 เดือนก็จะปิดหีบงบประมาณ แล้ว ทายซิว่าจะขอกู้เพิ่มอีกไหม

สถิติการสร้างหนี้ของรัฐบาลคสช.

ปี 2558 -250,000
ปี 2559 -390,000
ปี 2560 – 450,000
ปี 2561 – 450,000 + 100,358.1= 550,358.1
ปี 2562 – 450,000 + ?????

รวมสร้างหนี้ 2,090,358.1 ล้านบาท(2 ล้านล้านบาท) รัฐบาลใหม่จะทำลายสถิติรัฐบาลเก่าไหมหนอ


korbsak sabhavasu@korbsak
 
 

สถิติการสร้างหนี้ของรัฐบาลคสช.
58-250,000
59-390,000
60-450,000
61-450,000 + 100,358.1= 550,358.1
62-450,000 + ?????
รวมสร้างหนี้ 2,090,358.1 ล้านบาท(2 ล้านล้านบาท)
รัฐบาลใหม่จะทำลายสถิติรัฐบาลเก่าไหมหนอ

 
See korbsak sabhavasu's other Tweets
 

 
................
 
 
  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0

3 ความคิดเห็น

 
619

ตู่ขอร้องละออกไปเถิดว่ะ  ให้ประเทศชาติให้คนไทยได้เจริญก้าวหน้าไปมากกว่านี้เถิดว่ะ

มึงอยู่ก็มีแต่หนี้สินอิลุงตุงนังเต็มไปหมด ออกไปเถิดว่ะ

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    0
 
ICT

ขอเวลาอีกไม่นานนะ เดฟ นะนะนะ

จากตู่เอง

16เต้น เต้น เต้น

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
3 ส

ไอ่เห้ตูบ

โมโห

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0