ชอบข้อสรุปนี้ของอาจารย์ครับ ???!!!

ชอบข้อสรุปนี้ของอาจารย์ครับ ???!!!

Facebook logo

 ไปที่หน้าหลัก

 

iLaw

24 มิถุนายน 2563 รายการ "The Politics 88 ปี ประชาธิปไตยไทย" ได้ถ่ายทอดการสนทนากับศาสตราจารย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://www.youtube.com/watch?v=b2rXPVSyNfQ เนื่องในโอกาสครบรอบ 88 ปีประชาธิปไตยไทย โดยบทสนทนามุ่งเน้นไปถึงหลักนิติรัฐที่วางรากฐานมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แนวคิดทางกฎหมาย และประชาธิปไตยในประเทศไทย

.
ภาพฝันการเป็น ‘นิติรัฐ’ ของคณะราษฎรที่ยังไปไม่ถึง

วรเจตน์ อธิบายว่า หลักนิติรัฐได้แทรกซึมอยู่ในหลักหกประการของคณะราษฎร ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการปกครองโดยกฎหมายที่เป็นธรรม แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน แม้ว่าจะไม่ได้ถูกบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญก็ตาม ทว่าในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่สัญลักษณ์ของคณะราษฎรเท่านั้นที่ถูกทำให้จางหาย แต่จุดมุ่งหมายแห่งการเป็น ‘นิติรัฐ’ ของคณะราษฎรก็ยังมิได้เป็นไปตามที่คาดหมายไว้

วรเจตน์มองว่า อุดมการณ์ของคณะราษฎรดำรงอยู่อย่างเข้มข้นเพียงแค่ 15 ปี กล่าวคือ พ.ศ. 2475-2490 และในปี 2490 นับเป็นจุดพลิกผันบางอย่างที่ยังส่งผลมาถึงสังคมไทยในปัจจุบัน การต่อสู้เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายการเป็นนิติรัฐจึงไม่ได้จบเมื่อปี 2475 แต่ยังดำเนินต่อมา จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่จบสิ้น

.
เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ‘การปกครอง’ แต่ไม่เปลี่ยนแปลงองค์กร ‘ตุลาการ’

ในทัศนะของวรเจตน์ รัฐธรรมนูญ 2489 (ฉบับที่สาม) https://www.krisdika.go.th/librarian/get?sysid=424935&ext=pdf เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สุด แต่มีผลบังคับใช้เพียงปีเศษเท่านั้น ภายหลังเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่แปด บ้านเมืองระส่ำระสาย มีการรัฐประหารในปี 2490 ก่อตั้งระบอบ ‘ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข’ และเข้าสู่ทิศทางเช่นนี้เรื่อยมา

รัฐธรรมนูญ 2540 แม้ว่า จะมีความเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีปัญหาในการจัดโครงสร้างบางอย่าง วรเจตน์มองว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ยังไม่สามารถทำให้หลักการแบ่งแยกอำนาจนั้นสมบูรณ์ได้ การมีส่วนร่วมของประชาชนยังไม่ถึงระดับที่ควรจะเป็น เมื่อครั้นเปลี่ยนแปลงการปกครองได้มุ่งเน้นไปที่การปรับโฉมหน้าฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ทว่ากลับละเลยการปฏิรูป ‘ตุลาการ’ หลักวิธีคิดของตุลาการตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองยังคงใช้สืบต่อมา และมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

.
นักกฎหมาย ผู้เล่นสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ‘แบบไทยๆ’

ในมุมมองของวรเจตน์ “อุดมการณ์กำกับการตีความกฎหมาย” จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพิจารณาถึงอุดมการณ์ของนักกฎหมายอันส่งผลต่อกฎหมายในประเทศไทย เขาได้หยิบยกคำอธิบายของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ณัฐพล ใจจริง นักประวัติศาสตร์ที่อธิบายวิธีคิดของนักกฎหมายซึ่งมีอยู่สองประเภท ประเภทที่หนึ่ง คือ นักกฎหมายรัฐธรรมนูญนิยม ประเภทที่สอง คือ นักกฎหมายจารีตนิยม

นักกฎหมายรัฐธรรมนูญนิยม ซึ่งยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐแบบอารยประเทศมีอิทธิพลเพียงช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น โดยช่วงแรกมีความพยายามจะประนีประนอมกับทุกฝ่ายให้มากที่สุด เช่น การยินยอมให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเติมคำว่า 'ชั่วคราว' ในรัฐธรรมนูญฉบับแรก https://www.krisdika.go.th/librarian/get?sysid=424925&ext=pdf และทำความตกลงร่วมกันกับสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับที่สอง https://www.krisdika.go.th/librarian/get?sysid=424927&ext=pdf เพื่อประนีประนอมกับทุกฝ่ายให้มากที่สุด

ต่อมาในปี 2489 นักกฎหมายที่มีแนวคิดนี้ได้มีบทบาทมากยิ่งขึ้น ผลักดันให้เกิดระบบสองสภาที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2489 ได้แก่สภาผู้แทนราษฎร และพฤฒสภา ซึ่งมีลักษณะเป็นสภาสูงอันอาจเทียบได้กับวุฒิสภาในปัจจุบันทั้งสองสภามาจากการเลือกตั้งทั้งคู่ สภาหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง สภาหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม ต่อมาระบบดังกล่าวได้ถูกทำลายลงในการรัฐประหาร 2490 และกำเนิดวุฒิสภาซึ่งมาจากการ 'แต่งตั้ง' เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2490 https://www.krisdika.go.th/librarian/get?sysid=424937&ext=pdf

นักกฎหมายจารีตนิยม ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีบทบาทนำในสังคมไทย มีแนวคิดในการปรับหลักคิดทางสากลให้เข้ากับบริบท ‘แบบไทย’ นักกฎหมายฝ่ายนี้บางส่วนไปทำงานให้กับผู้ถืออำนาจหรือที่เรียกว่า ‘เนติบริกร’ โดยอาจจะคำนึงถึงหลักการบางอย่างน้อยลง และมีชุดความคิดบางอย่างในการกำหนดกฎหมายหรืออธิบายกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ‘ในสถานการณ์ฉุกเฉิน’ ช่วงที่มีการรัฐประหารหรือในการบริหารของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร

ในความคิดเห็นของวรเจตน์ การนำคุณค่าแบบไทยเข้าไปสวมใส่ในคุณค่าสากล เท่ากับเป็นการปฏิเสธสิ่งนั้น เช่น "ความยุติธรรมแบบไทย ก็คือความอยุติธรรม" "ประชาธิปไตยแบบไทย ก็คือไม่ใช่ประชาธิปไตย" "นิติรัฐแบบไทย ก็คือไม่ใช่นิติรัฐ"

และวรเจตน์ยังได้ทิ้งท้ายถึงอนาคตของประชาธิปไตยไทยว่า "ยังคงมืดดุจรัตติกาลมากขึ้นกว่ากาลก่อน แต่ก็มีความอื้ออึงมากขึ้น" การกดทับยังทำไม่ได้สนิท เพียงแต่ว่าแสงยังไม่มาถึง เมื่อเสียงอื้ออึงเพิ่มมากขึ้น แสงก็อาจจะมา

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความ
 
 
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    1

5 ความเห็น

 
619

อ.วรเจตเป็นผู้หนึ่งที่เรียนจบกฎหมายเยอร์มันมาอาจจะเป็นคนเดียวในประเทศไทยก็ได้มีอยู่ในตอนนี้  ผมมองคนระดับนี้แล้วจะให้เขามองแบบเอาหูไปนาเอาตาไปไล่อยู่แบบสายลมแสงแดดเขาก็ทำได้นะแต่มันขัดกับชีวิตและจิตวิญญาณของเขา  แน่นอนครับทุกสิ่งทุกอย่าง The rule ในไทยตรงข้ามหมดไม่งันจะได้ชื่อว่ายุคเหื้ยหรอครับ

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    1
 
AlfaOne

พูดได้แค่ครึ่งเดียว หรือแค่เฉียดๆ แกคงอึดอัดเหมือนกัน ยุติธรรม อยุติธรรม แก กะคง งง เหมือนกัน

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1
 
619

ไม่ งง เลยครับความหมายมันตรงตัวครับผมว่าแก่ฉลาดในการพูดมากกว่าเรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นตรงพูดตรงก็ได้ในยุคแบบนี้แค่พยางค์สั่นๆ กจดตบปอ คนไทยยังทราบความหมายกันเลยครับ

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1
 
AlfaOne

ไม่ฉลาดพูด ก็เจอ พรบ. คอมฯ (ดีไม่ดีแถม พิชช่า ให้อีก) ใครจะกล้าพูด คนไทย รู้จริงรึ รู้แล้วพูดไม่ได้มีความหมายอะไร ผู้บริหาร ต้องฟังรอบด้าน (ข้อสามของปะยุต) พูดไป ลดแลก แจกแถม (ข้อหา) ให้อีก

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    1
 
3 ส

เยี่ยมครับ

ยกนิ้ว เยี่ยมมาก

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1