ฉุนเอ๋ย “น้ำทำให้เรือลอยได้ น้ำก็ทำให้เรือจมได้เหมือนกัน”

ฉุนเอ๋ย “น้ำทำให้เรือลอยได้ น้ำก็ทำให้เรือจมได้เหมือนกัน”

 รบไม่ดูข้อเสีย ฟังแต่เชลียร์จะพังได้!!

http://bangkok-today.com/web/%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%...

รบไม่ดูข้อเสีย ฟังแต่เชลียร์จะพังได้!!

ถึงจะสิ้นบุญ วางวาย ตายมานานอักโข

แต่ทว่า “ซุนวู” ผู้เขียนตำราพิชัยสงครามซุนจื้อ อันเป็นยุทธศาสตร์ทางการทหาร ปัจจุบันหลายประเทศ ได้ประยุกต์ นำมาใช้อย่างแพร่หลาย ก้าวสู่ประตูสำเร็จ ทั้งด้านธุรกิจ และ การเมือง มีให้เห็นอยู่ถมถืดไป

หลักการสำคัญ ที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ที่ “ปราชญ์พิชัยยุทธ์ซุนวู” กล่าวเอาไว้ “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”

ปฐมบทเล่ากันว่า ซุนวู เป็นนักการทหารและนักปกครองที่เชี่ยวชาญสมัยชุนชิว เป็นยอดคนที่ได้รับสมญาว่า เป็นมังกรในยุคนั้น เกิดเมื่อประมาณสองพันสี่ร้อย ถึงห้าร้อยปี ระหว่างก่อนพุทธกาล…

ในระหว่างนี้ ได้มีอดีตทหาร.. ได้เปลี่ยนลุค บุคลิคภาพแห่งตนเอง มาเป็น “นักการเมือง” มนุษย์ที่ท่านเคยด่าว่าเป็นพันธุ์เลว

แต่สุดท้ายก็ลงมาจมโคลน เป็นคนสปีชีย์เดียวกันไปเสียฉิบ!!

เมื่อแปลงร่างจากอดีตทหาร ลงมาคลุกฝุ่นเป็นนักการเมืองแล้ว…เป้าหมายยังเพอร์เฟ็ค

คือเป็น “นายใหญ่แห่งแผ่นดิน” คอนโทรลสั่งการประเทศได้ อีกเหมือนเดิม

รู้กันหรือไม่ว่า “นักการเมือง” ไม่ใช่ “ทหารในค่าย ” ที่ชี้นิ้วแล้ว จะสั่งให้ซ้ายหัน ขวาหัน ได้ตามใจชอบ

เพื่อเป็นอุทาหรณ์ ณ.ตรงนี้ ขอนำ ๑ ในกลยุทธ์ ตำราพิชัยสงคราม ที่ “ซุนวู” ได้กล่าวมาบันทึกไว้ให้ทราบกันว่า

“ผู้ซึ่งไม่รู้ผลเสียของการยกทัพจับศึก ย่อมไม่ทราบข้อดีของการรบ”!!

โดยทั้งนี้, ผู้ที่เชี่ยวชาญศึก จะไม่เกณฑ์ทหารหลายครั้ง และไม่ขนเสบียงทัพไปมากเกินจำเป็น ..อาวุธทั้งมวลได้จากในประเทศ ส่วนเสบียงอาหารได้จากแดนศัตรู เช่นนี้ถึงตัดปัญหาเรื่องเสบียงไปได้

เพราะการขนเสบียงไปสู้รบ ณ ที่แดนไกล ทำให้สิ้นเปลืองและสูญเสีย อีกทั้งทำให้ ข้าวของราคาแพงลิบ ประชาชนยากจนพากันลำยาก

ดังนั้น แม่ทัพที่เชี่ยวชาญ จะไปหาเสบียงจากแดนศัตรู..เมื่อเทียบกับเสบียงที่ต้องขนจากแดนตนเอง ไป..จะมีมูลค่ามากขึ้นถึง ยี่สิบส่วน

ส่วนเชลยที่จับตัวมาได้นั้น ต้องปฏิบัติอย่างดี นี่คือเรียกว่าสยบศัตรู สร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองตามไปด้วย

เมื่อเปรียบเทียบกับ ระหว่าง “สนามรบการทหาร” กับการชิงชัยใน “สนามเลือกตั้ง” ก็ไม่ต่างกัน

มีการห้ำหั่น ประหัตประหาร สู้กันทุกชอต..ไม่ง่ายเหมือนลากกำลังพล ไปยึดอำนาจเลยจะบอกให้

คนที่มีอำนาจวาสนา เข้ามาเล่นการเมือง ย่อมไม่ใช่ไก่รองบ่อน เป็นประเภทน้ำจิ้ม เครื่องเคียง อาจาด กินแก้เลี่ยนหมูสะเต๊ะ หรอกนะคุณ

นักการเมืองที่มีอุดมการณ์ เขามีนโมธรรม คติที่สูงส่งเลิศล้ำ อย่างกับอะไรดี

ย่อมจะไม่ปล่อยให้ “นักการเมือง” ที่สลัดคราบนักการทหาร..โดยใครเขาก็รู้ว่า เข้ามาทำหน้าที่ อย่างฉาบฉวย ชั่วครั้ง ชั่วครั้ง ไม่กี่เวลา ก็ถลกกางเกงลงเวทีไป

ตามพิชัยยุทธ์สงคราม ของ “มหาปราญช์ซุนวุ” ต้องรู้การศึก และสมรภูมิรบ ถึงได้ชัยไปกว่าครึ่ง

สนามเลือกตั้งยังใหม่เอี่ยมอ่อง สำหรับใครบางคน ที่พลิกกระดิกตัว มาเป็นนักการเมืองชนิดสายฟ้าแลบ

ถามว่า ท่านกุมหัวใจนักการเมืองเก่าได้หรือไม่ ..ก้อเปล่าเลย หยั่งกะที่เราเห็นกันอยู่

มีนักการเมืองนับร้อยชีวิต ประกาศสู้ตาย ขอปักหลักสู้อยู่กับพรรคเดิม

ยิ่งกับประชาชนด้วยแล้ว มองผลงานที่บริหารผ่านมา.. มีแต่ “ติดลบ”ได้เกรดต่ำจนขนหัวลุก

นโยบายที่คุยฟุ้ง ไม่ตอบโจทย์ สร้างผลประโยชน์แก่ประชาชน ..ว่ากันขั้นนี้ก็ไม่ผิด

คนจนมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว..เหล่าเจ้าสัวรวยกันไม่กี่แซ่

เมื่อพิเคราะห์กันแล้ว การประกาศลงมารบแบบไม่ดูสถานการณ์ เท่ากับว่าไม่รู้ซึ้งถึงพลังบริสุทธิ์ของประชาชน เหมือนไม่รู้ความจริง ที่ว่า “น้ำทำให้เรือลอยได้ น้ำก็ทำให้เรือจมได้เหมือนกัน”

หันไปดูข้างหลังเสียหน่อย คนที่เคยหนุนพากันหายเข้ากลีบเมฆลี้กาย กันไปไหน ต่อไหนแล้ว

ที่ยังมีเชลียร์ ก็พวกลิ้นยาวๆ.. ไม่เอาอ่าว แทบทั้งสิ้น!!

“กะพรุนไฟ”

12 มกราคม 2561

 หุยฮานกหวีดอกหัก : คอลัมน์ ใบตองแห้ง

https://www.khaosod.co.th/politics/news_702998


หุยฮานกหวีดอกหัก 

ใบตองแห้ง

ภาพยิ่งลักษณ์หิ้วกระเป๋าแอร์เมสใบละหลายล้าน ช็อปชิลชิล กลางกรุงลอนดอน บดบังนาฬิกาหรูเรือนที่ 18 ของพี่ป้อมไหม สำหรับบางคนอาจใช่ แต่สำหรับบางคนยิ่ง hurt เข้าไปใหญ่

บางคนที่อุตส่าห์ม็อบไล่ระบอบทักษิณ ตั้งแต่ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน จนเป่านกหวีดปิดเมือง ปิดสถานที่ราชการ ขัดขวางเลือกตั้ง หวังปฏิรูปประเทศไทย ไล่นักการเมืองชั่ว ให้เหลือแต่คนดีมีศีลธรรม ฯลฯ มาวันนี้กำลัง hurt หนัก ว่าทั้งปล่อยให้นักโทษหนีคดีลอยนวล ปล่อยให้พี่ใหญ่ลอยตัว จนเกิดวิกฤตศรัทธา ขณะที่ท่านผู้นำก็ตั้งท่าเป็นนักการเมือง เดินสายพบนักการเมืองหน้าเก่าๆ

ซ้ำร้าย แกนนำพันธมิตรยังถูกไล่บี้เอาผิด ทั้งที่อุตส่าห์ต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมือง 13 แกนนำปิดสนามบินใกล้สิ้นเนื้อประดาตัว ถูกยึดทรัพย์ 774 ล้าน

ก็เลยมีเสียงโอดครวญแบบ “เลิกแบ่งสีแบ่งพวกเถิดพี่น้อง ทั้งหลาย จงสามัคคีกัน เพื่อประเทศชาติ และอนาคตของพวกเราและลูกหลานสืบไป” ให้หัวร่อลั่นสนั่นโลกออนไลน์

ซึ่งก็คล้ายๆ ข้อเสนอปู่พิชัย ให้เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ จับมือทวงคืนประชาธิปไตยจากทหาร หลังจากโดน ม.44 เซ็ตซีโร่สมาชิกพรรค และ 2 พรรคจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ

อาจต่างที่ปู่พิชัยไม่เคยเป่านกหวีด เลยไม่ถูกเย้ยหยัน แต่ก็มีน้อยคนที่เห็นว่า 2 พรรคสามารถจับมือกัน เว้นแต่มีจุดร่วมบางอย่างเช่นปักป้าย “ไม่เอานายกฯ คนนอก”

แหม่ ความขัดแย้งที่ผ่านมามีตั้งแต่จุดยืน หลักการ โวหาร ไปถึงการกระทำ บาดลึกไปถึงมวลชนทั้งสองฝั่ง ไม่เฉพาะแกนนำ เกิดความรุนแรงกระทั่งสั่งใช้กระสุนจริง มันก็จะสามานย์อยู่ ไม่น้อย หากบอกให้ละไว้ก่อน แล้วจับมือกันทวงประชาธิปไตย

ข้อสำคัญ ประชาธิปไตยคืออะไร ยังคิดไม่เหมือนกันเลย ปัดโธ่ จะจับมือทวงคืนได้อย่างไร

 

 

ว่าตามจริง พวกเรียกร้องประชาธิปไตย หรือพวกเสื้อแดง (แล้วแต่จะเหมารวม เอาที่สบายใจ) ออกจะรู้สึกสะใจ สนุกสนานหุยฮาด้วยซ้ำ ที่เห็นพันธมิตรนกหวีดอกหัก ฟาดงวงฟาดงา ผิดหวังรัฐบาล เผลอๆ วัดกันจริงๆ เสื้อแดงอาจเกลียดเผด็จการทหาร น้อยกว่าเกลียดชัง “สลิ่ม” ปิดเมืองขัดขวางเลือกตั้ง ทั้งที่เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 4 ปี

นั่นทั้งๆ ที่รู้แก่ใจว่า ถ้าสังคมไทยไม่สามารถหาฉันทามติ คนสองขั้วสองสีไม่สามัคคีกัน ก็ไม่มีวันทวงคืนประชาธิปไตย คสช.ก็จะอยู่ไปอย่างนี้ มีเลือกตั้งก็แปลงร่างไปสู่อำนาจหลังเลือกตั้ง ทั้งนายกฯ คนนอก ส.ว.แต่งตั้ง กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กรรมการปฏิรูปด้านต่างๆ เผลอๆ อยู่กันอย่างนี้ไปอีก 20 ปี

แต่ขณะเดียวกันก็รู้แก่ใจไง ว่าคนอีกข้างไม่เคยมีความคิดประชาธิปไตย ไม่เอากฎกติกา เห็นคนไม่เท่ากัน ยกตนเป็น คนดีมีศีลธรรมแต่ใช้กำลังตามอำเภอใจ ดูถูกเหยียดหยามคนเห็นต่างว่าไร้การศึกษา หรือชั่วช้าเลวทราม ต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพ เชื่อถืออำนาจจากแต่งตั้งว่าดีงาม เที่ยงธรรม ทั้งที่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ฯลฯ

คนแบบนี้จะจับมือสามัคคีหาฉันทามติได้อย่างไร สมมติจับมือล้มลุงตู่ เดี๋ยวก็ไม่เอาประชาธิปไตย เดี๋ยวก็ขัดขวางเลือกตั้งอยู่ดี

ยิ่งกว่านี้ ดูดีๆ ก็ไม่ใช่พันธมิตรนกหวีดอกหักรักคุดเสียหมด พวกที่ยังรักลุงตู่โดยไม่แยแสอะไรก็ถมไป นักวิชาการเขียนจดหมายเปิดผนึก ขึ้นต้นบอกว่าศรัทธาลดลงอย่างมาก ลงท้ายก็ยังขอให้รักษาความดีไปชั่วกาลนาน โธ่ถัง

เห็นมีแต่พรรคสะตอ ที่ต้องรบรากับกำนันดัง เห็นมีแต่พวกพันธมิตร ที่มาจากภาคประชาสังคม ซึ่งตอนแรกได้เข้าไปนั่งเป็น สปช. “รับค่ะ” ตอนหลังถูกเบียดออกจากโครงสร้างอำนาจ ขัดแย้งกับรัฐราชการเป็นใหญ่ จนเกิดกรณีสลายม็อบต้าน โรงไฟฟ้า

ส่วนพวกต้านโกง โปร่งใส นี่ก็ไม่รู้มีตัวตนจริงไหม หลังปลุกพลังศีลธรรมขึ้นมาเป็นมวลมหาประชาชน (กี่ล้านคนนะ เห็นคุยว่ายิ่งใหญ่กว่า 14 ตุลาด้วยซ้ำ) วันนี้ส่วนใหญ่ก็ดูจะหันไปสนใจคุณภาพชีวิต ปั่นจักรยาน แชร์ภาพอาหาร แชร์ธรรมะ บินไปปฏิบัติธรรมสำนักคอสเพลย์ ฯลฯ ทำเป็นไม่สนใจการเมืองกันหมดแล้ว

พลังที่ล้มประชาธิปไตยไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังทวงคืนประชาธิปไตยได้หรอก อาจมีเพียงส่วนน้อย ที่สำนึก กลับใจ แต่ส่วนใหญ่ปากแข็ง ไม่เคยทำผิดอะไร ไม่ยอมรับหลักการเหตุผล แล้วจะร่วมสร้างประชาธิปไตยได้อย่างไร

เพียงแต่พลังที่ไร้เหตุผล เมื่ออกหักผิดหวังฟาดงวงฟาดงา ก็สามารถเป็นตัวแปรสถานการณ์ เป็นหอกข้างแคร่ เป็นตัวป่วนอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ในแง่นี้ ก็เป็นคุณูปการที่ให้ดูชมโดยสนุกสนาน เฮฮา 

  • หลงรัก
    2
  • ว้าว!
    4
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    2
  • โกรธ
    2