จากข่าว “บิลลี่ รักจงเจริญ “ ทำให้รู้ว่าประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีผู้ถูกบังคับสูญหายเป็นลำดับ 3 ในอาเซี่ยน/อัพเดทเกาะติด

จากข่าว “บิลลี่ รักจงเจริญ “ ทำให้รู้ว่าประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีผู้ถูกบังคับสูญหายเป็นลำดับ 3 ในอาเซี่ยน/อัพเดทเกาะติด

จากข่าว “บิลลี่ รักจงเจริญ “ ทำให้รู้ว่าประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีผู้ถูกบังคับสูญหายเป็นลำดับ 3

 
ประเทศไทยนี่มันน่ากลัวจริงๆจากการปฏิบัติการอุ้มฆ่า อุ้มหายและรัฐไม่สามารถที่จะเอาตัวฆาตกรมาลงโทษได้โดยเฉพาะเมื่อมีเจ้าหน้าที่รัฐมาเกี่ยวข้อง
 
อย่างเมื่อวันที่ ก.ย.2562 กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แถลงความคืบหน้าคดีการหายตัวไปของ พอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงโป่งลึก-บางกลอย ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2557 ภาพหลักฐานหนึ่งที่คือ ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร 1 ถัง เหล็กเส้น เส้น ถ่านไม้ ชิ้น และเศษฝาถังน้ำมัน พร้อมทั้งชิ้นส่วนกระดูก ชิ้น ซึ่งระบุในแถลงว่า เมื่อวันที่ 26 เม.ย.62 และเมื่อวันที่ 22-24 พ.ค.62 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ใช้เครื่องยานยนต์สำรวจใต้น้ำจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และนักประดาน้ำ จากกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ตรวจหาพยานหลักฐานที่พื้นที่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน
 
และเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 คณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจขององค์การสหประชาชาติ (UN Working Group on Enforced  or Involuntary Disappearance -WGEID) ได้เผยแพร่รายงานประจำปี 2562 ต่อที่ประชุมใหญ่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council) ระบุจำนวนผู้ถูกบังคับให้สูญหายในไทย 86 คน (เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประมาณเกือบ 40 ราย สถานการณ์ภาคใต้ประมาณ 31 การปราบปรามยาเสพติดในภาคอีสาน รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ทางเหนือ ประมาณ 10 กว่าราย ในกรุงเทพฯ มีกรณีสมชาย นีละไพจิตร ทนง โพธิ์อ่าน และผู้สูญหายจากความขัดแย้งทางการเมือง) ซึ่ง ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีผู้ถูกบังคับสูญหายเป็นลำดับ ในอาเซียน รองจากฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
 
เชิญอ่านข่าวรายละเอียดครับ :

 

'แอมเนสตี้ฯ-เครือข่ายกะเหรี่ยงและชาวเลจี้เอาผิดฆาตรกรและผู้อยู่เบื้องหลังฆาตรกรรม 'บิลลี่'
 
เครือข่ายกะเหรี่ยงและชาวเล ออกแถลงการจี้รัฐต้องเร่งหาฆาตรกรและผู้อยู่เบื้องหลังฆาตรกรรม 'บิลลี่มาลงโทษ สร้างสวัสดิภาพและคุ้มครองครอบครัวของบิลลี่อย่างเป็นรูปธรรม แอมเนสตี้ฯ ย้ำผู้เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามมาตรฐานสากลและต้องได้รับโทษ
 
 41446339742_63f022781b_b.jpg]

4 ก.ย.2562 จากกรณี วานนี้ (3 ก.ย.62) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงความคืบหน้าคดีการหายตัวไปของ พอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงโป่งลึก-บางกลอย ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2557 ภาพหลักฐานหนึ่งที่คือ ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร 1 ถัง เหล็กเส้น 2 เส้น ถ่านไม้ 4 ชิ้น และเศษฝาถังน้ำมัน พร้อมทั้งชิ้นส่วนกระดูก 2 ชิ้น จากที่พื้นที่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน ตรวจพบสารพันธุกรรม ยืนยันว่าตรงกับ พอละจี ชีวิตแล้วโดยไม่ทราบวิธีที่ทำให้ตาย แต่นำมาเผาทำลายเพื่ออำพรางคดี อีกทั้ง ดีเอสไอ ยังได้ชี้ว่า พฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายที่กระทำผิดครั้งนี้เข้าข่ายลักษณะเป็นการฆาตกรรมโดยทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับนั้น

ล่าสุดวันนี้ (ก.ย.62) ที่ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ เครือข่ายกะเหรี่ยงและชาวเลในประเทศไทย ออกแถลงการณ์กรณีดังกล่าว เรียกร้องให้รัฐต้องเร่งหาฆาตรกรและผู้อยู่เบื้องหลังฆาตรกรรมมาลงโทษ สร้างสวัสดิภาพและคุ้มครองครอบครัวของบิลลี่อย่างเป็นรูปธรรม

เครือข่ายกะเหรี่ยงและชาวเลในประเทศไทย ซึ่งได้มาร่วมประชุมเพื่อผลักดันมติคณะรัฐมนตรี สิงหาคม 2553 และ มิถุนายน 2553 ให้มีผลในเชิงปฏิบัติเพื่อปกป้องและคุ้มครองวิถีชีวิตของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย ณ สถานที่แห่งนี้ ขอแถลงท่าทีและข้อเรียกร้องต่อกรณีดังกล่าว ดังต่อไปนี้

1. เราขอชมเชยและเป็นกำลังใจกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และองค์กรที่เป็นคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ทุกท่านที่ทุ่มเทการทำงานด้วยความมานะพยายามจนสามารถชี้วัตถุพยานหลักฐานสำคัญประกอบการสอบสวนในคดีอุ้มหาย นายพอละจี รักจงเจริญ” หรือ บิลลี่” อันจะมาซึ่งการคืนความเป็นธรรมให้แก่ครอบครัวและชุมชน รวมถึงเครือข่ายกะเหรี่ยงและทุกกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ได้รับธรรมทั้งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายกรณีและถูกลิดรอนสิทธิด้านต่าง ๆ

2.จากความคืบหน้าอันเกิดจากพยานหลักฐานชิ้นสำคัญดังกล่าว เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งรัดดำเนินการนำเอาตัวผู้กระทำผิดและผู้อยู่เบื้องหลังมาลงโทษ โดยเร่งด่วน และเร่งให้เร่งดำเนินคดีกรณีการวางเพลิงเผาทรัพย์ชุมชนบ้านใจแผ่นดิน-บางกลอยบนกว่า 100 หลัง รวมทั้งบ้านปู่คออี้ ซึ่งไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการใด ๆ เลย

3.เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ สิงหาคม 2553 และ มิถุนายน 2553 ในคุ้มครองวิถีชีวิตกะเหรี่ยงและชาวเลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดกรณีสิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมบ้านใจแผ่นดิน-บางกลอยบน ซึ่งบิลลี่ เป็นผู้ประสานงานในการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจนได้รับชัยชนะในคดีศาลปกครองสูงสุด

4.เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลมีกฎหมายคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ์มนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการออกกฎหมายว่าด้วยการกระทำทรมานและการบังคับให้หายสาบสูญ ตามหลักสากลของสหประชาชาติว่าด้วย อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปะติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับซึ่งรัฐบาลไทยได้ลงนามแล้ว เมื่อวันที่ มกราคม 2555 แต่ยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีจึงไม่มีสภาพบังคับอย่างใด

เครือข่ายกะเหรี่ยงและชาวเลในประเทศไทย จะได้ติดตามความคืบหน้ากรณี บิลลี่” ถูกอุ้มหายจนพบหลักฐานสำคัญว่าเขาได้เสียชีวิตไปแล้วอย่างโหดเหี้ยม ให้ได้รับเป็นความธรรมโดยเร่งด่วน ทั้งการนำคนผิดมาลงโทษ การเยียวยาครอบครัวและออกกฎหมายคุ้มครองนักปกป้องสิทธิให้เกิดขึ้นโดยเร็วต่อไป

·        'ถังแดง' จากบิลลี่ ย้อนปมสังหารผู้ต้องสงสัยคอมมิวนิสต์สมัยจอมพลถนอม และ 'วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด'

·        'ดีเอสไอ' ชี้ 'บิลลี่' ตายแล้ว โดนฆ่าเผายัดถังอำพรางคดี ทิ้งเขื่อนแก่งกระจาน 'ดีเอ็นเอ' ยัน

แอมเนสตี้ฯย้ำผู้เกี่ยวข้องต้องได้รับโทษ

เช่นเดียวกับ ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวของบิลลี่ต่อการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และแอมเนสตี้จะยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวจนกว่าทางการไทยจะสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

นับเป็นสัญญาณที่ดีที่ทางการไทยสามารถนำความคืบหน้าของคดีอาชญากรรมร้ายแรงเช่นนี้มาสู่ครอบครัวของผู้เสียหายและสาธารณชนได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสืบสวนสอบสวนให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงว่าผู้กระทำและผู้ส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมครั้งนี้คือใคร และต้องนำบุคคลดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามมาตรฐานสากล

นอกจากนั้น แอมเนสตี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางการไทยจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนบุคคลอื่นที่ถูกบังคับให้สูญหายต่อไปด้วย พร้อมย้ำว่า การออกกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมร้ายแรงจากการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายจะนำพาความยุติธรรมมาให้กับผู้เสียหายและครอบครัว และเป็นการประกันถึงความรับผิดของผู้กระทำและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ยั่งยืน” ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวทิ้งท้าย

 safe_image.php?d=AQBx2k_H_bTK06r-&w=540&...mInT-uMO_t]

ข้อมูลพื้นฐาน

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 คณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจขององค์การสหประชาชาติ (UN Working Group on Enforced  or Involuntary Disappearance -WGEID) ได้เผยแพร่รายงานประจำปี 2562 ต่อที่ประชุมใหญ่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council) ระบุจำนวนผู้ถูกบังคับให้สูญหายในไทย 86 คน (เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประมาณเกือบ 40 ราย สถานการณ์ภาคใต้ประมาณ 31 การปราบปรามยาเสพติดในภาคอีสาน รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ทางเหนือ ประมาณ 10 กว่าราย ในกรุงเทพฯ มีกรณีสมชาย นีละไพจิตร ทนง โพธิ์อ่าน และผู้สูญหายจากความขัดแย้งทางการเมือง) ซึ่ง ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีผู้ถูกบังคับสูญหายเป็นลำดับ ในอาเซียน รองจากฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

https://prachatai.com/journal/2019/09/84165?ref=internal_update_title


http://nanasara.org/forum/showthread.php?tid=10030

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    1

14 ความคิดเห็น

 
akausa

'ถังแดงจากบิลลี่ ย้อนปมสังหารผู้ต้องสงสัยคอมมิวนิสต์สมัยจอมพลถนอม และ 'วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด

'ถังแดงจากอุปกรณ์ฆาตรกรรมอำพรางคดี 'บิลลี่ประชาไทขอย้อนทวนไปช่วงสังหารผู้ต้องสงสัยคอมมิวนิสต์ ทางตอนใต้ของพัทลุงช่วงสงครามเย็น ภายใต้รัฐบาลจอมพลถนอมที่ประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตราว 3,000 คน โดยไม่สามารถเอาผิดรัฐที่ละเมิดสิทธิฯอย่างร้ายแรงนี้ได้จนกลายเป็น 'วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด

 page1311.jpg]

ภาพซ้ายแสดงให้เห็นวิธีการฆ่าผู้ต้องสงสัยคอมมิวนิสต์ ที่ถูกจับยัดลง 'ถังแดงและแสดงภาพอนุสาวรีย์รำลึกการฆาตกรรมถังเเดง ภาพ: บางกอกโพสต์ เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2546 / ขณะที่ภาพขวา เป็นถังน้ำมันที่ใช้ในการอำพรางคดีอุ้มฆ่าบิลลี่ แถลงโดยดีเอสไอ (ที่มาภาพเพจ Banrasdr Photo)

ก.ย.2562 กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แถลงความคืบหน้าคดีการหายตัวไปของ พอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงโป่งลึก-บางกลอย ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2557 ภาพหลักฐานหนึ่งที่คือ ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร 1 ถัง เหล็กเส้น เส้น ถ่านไม้ ชิ้น และเศษฝาถังน้ำมัน พร้อมทั้งชิ้นส่วนกระดูก ชิ้น ซึ่งระบุในแถลงว่า เมื่อวันที่ 26 เม.ย.62 และเมื่อวันที่ 22-24 พ.ค.62 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ใช้เครื่องยานยนต์สำรวจใต้น้ำจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และนักประดาน้ำ จากกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ตรวจหาพยานหลักฐานที่พื้นที่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน

และสิ่งที่พบดังกล่าว ส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการตรวจพิสูจน์พบว่า “วัตถุเป็นชิ้นส่วนกระดูกกะโหลกศีรษะข้างซ้ายของมนุษย์ มีรอยไหม้สีน้ำตาล ร่วมกับรอยแตกร้าว และการหดตัวของกระดูกจากการถูกความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 200-300 องศาเซลเซียส ตรวจพบสารพันธุกรรมตรงกับ โพเราะจี รักจงเจริญ มารดาของ พอละจี เมื่อพิจารณาจากสถานที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานในสำนวนอื่นประกอบ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงเชื่อว่า วัตถุดังกล่าวเป็นกระดูกของ “นายพอละจี รักจงเจริญ ที่เสียชีวิตแล้วโดยไม่ทราบวิธีที่ทำให้ตาย แต่นำมาเผาทำลายเพื่ออำพรางคดี” และ สภาพกระดูกผ่านการถูกความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 200 – 300 องศาเซลเซียส นั้น 

 69510603_2345517822354317_77670678335984...e=5DCAA142]

 69522172_2345517862354313_22284608883843...e=5DD10ED4]

ภาพถังน้ำมันที่เป็นใช้ในการอำพรางคดีอุ้มฆ่าบิลลี่ แถลงโดยดีเอสไอ (ที่มาภาพเพจ Banrasdr Photo)

ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทวีตผ่านทวิตเตอร์ @bkksnow พร้อมติดแฮชแท็ค #บิลลี่ ว่า ในยุค จอมพลถนอม กิตติขจร (2506-16) การเผาอำพรางศพในถังเป็นปฏิบัติการความรุนแรงนอกรูปแบบของเจ้าหน้าทีรัฐเพื่อกำจัดผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ โดยจับคนใส่ถังซึ่งใส่น้ำมันไว้ประมาณ 20 ลิตร แล้วเผาผู้ต้องสงสัยเหล่านั้น บางคนถูกทรมานจนเสียชีวิตมาก่อนหน้านั้น ในขณะที่บางคนถูกเผาทั้งเป็น

·        อุ้มหายและการลอยนวลพ้นผิด: อาชญากรรมจากน้ำมือรัฐ

·        'ดีเอสไอ' ชี้ 'บิลลี่' ตายแล้ว โดนฆ่าเผายัดถังอำพรางคดี ทิ้งเขื่อนแก่งกระจาน 'ดีเอ็นเอ' ยัน

·        'ผสานวัฒนธรรม' ชมการทำงาน DSI และคณะ คดีอุ้มฆ่า บิลลี่ หวังสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

ประชาไท ขอย้อนเปิดรายงาน "อุ้มหายและการลอยนวลพ้นผิด: อาชญากรรมจากน้ำมือรัฐ" ที่เผยแพร่เมื่อปี 2558 เขียนโดย ทวีพร คุ้มเมธา ถึง 'วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดที่เป็น วัฒนธรรมที่เอื้อต่อการบังคับให้บุคคลสูญหาย โดย ยกการบังคับให้บุคคลสูญหายหมู่ การทรมาน และการสังหารผู้ต้องสงสัยคอมมิวนิสต์ ทางตอนใต้ของจังหวัดพัทลุงในช่วงสงครามเย็น ซึ่งมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า การสังหารด้วย "ถังเเดง" เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายใต้การปกครองแบบเผด็จการต่อต้านคอมมิวนิสต์ภายใต้รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร

 15394997768_a7d2e12f7e_z.jpg]

ภาพด้านบนขวาแสดงให้เห็นวิธีการฆ่าผู้ต้องสงสัยคอมมิวนิสต์ ที่ถูกจับยัดลง 'ถังแดงส่วนภาพด้านซ้ายแสดงภาพอนุสาวรีย์รำลึกการฆาตกรรมถังเเดง ภาพ: บางกอกโพสต์ เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2546  

ชื่อเรียก "ถังเเดง" มาจากวิธีการสังหารผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เชื่อว่ามีผู้ต้องสงสัยหลายพันคนเสียชีวิตเพราะถูกจับเผาทั้งเป็นในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ในขณะที่ทำการเผาจะมีการเร่งเครื่องยนต์รถบรรทุกเพื่อกลบเสียงกรีดร้องของผู้ถูกสังหาร ฮาร์เบอร์คอร์น เขียนไว้ในหนังสือ "ฆ่าลอยนวลในประเทศไทย: ความรุนแรงจากน้ำมือรัฐและการลอยนวลพ้นผิดที่พัทลุง” ว่า เมื่อ พ.ศ. 2515 ประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตจากการถูกเผาในถังแดงราว 3,000 คน   

ความโหดร้ายนี้เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลเผด็จการทหาร แต่การเปิดโปงอาชญากรรมนี้กลับดำเนินการโดยนักศึกษานักกิจกรรมช่วงที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยในช่วงสั้นๆ เมื่อ พ.ศ.2518 เพียงสองปีหลังจากการลุกฮือเมื่อ 14 ตุลาคม 2516  

ฮาร์เบอร์คอร์น กล่าวในงานวิจัยว่า การเปิดโปงนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมไทย สื่อรายงานกรณีถังแดงอย่างแพร่หลาย ประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลพลเรือนลงโทษผู้กระทำผิด กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีดังกล่าวช่วงกลาง พ.ศ.2518 ประมาณหนึ่งเดือนให้หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ข้อสรุปว่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ถูกสังหาร แต่มีผู้เกี่ยวข้องเพียงเจ็ดสิบหรือแปดสิบคน แทนที่จะเป็นจำนวนหลายพันคน แม้ว่ามีการระบุจำนวนผู้ได้รับผลกระทบแต่ไม่มีใครถูกลงโทษ หน่วยงานของรัฐที่พึงรับผิดต่อการสังหารยังคงทำงานตามต่อไปปกติ 

ฮาร์เบอร์คอร์นกล่าวว่า "การลอยนวลพ้นผิดและการบังคับให้บุคคลสูญหาย มีความสัมพันธ์กันโดยตรง ดิฉันประหลาดใจเสมอๆ เพราะมีการบังคับให้บุคคลสูญหาย การทรมาน วิสามัญฆาตกรรม และสังหารหมู่มากมาย แต่สามารถเอาผิดกับผู้กระทำได้น้อยมาก"   
 tang-dang.jpg?w=652&h=445]

อนุสาวรีย์ "ถังแดง" ตั้งอยู่ที่อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง  (ภาพ: บล็อก แม่โขง ทราเวลเลอร์)

ในรายงานของ ทวีพร ครั้งนั้น ย้ำตอนท้ายว่า เนื่องจากไม่มีใครต้องรับผิด การบังคับให้บุคคลสูญหายและการวิสามัญฆาตกรรม ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นบรรทัดฐานและอาจเฟื่องฟูท่ามกลางวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดเสียด้วยซ้ำ 

และเมื่อดีเอสไอมีความคืบหน้าคดีมาถึงขนาดนี้แล้ว หวังว่าจะเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมา

https://prachatai.com/journal/2019/09/84...date_title

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
619

การฆ่าคนไทยด้วยกันผู้ที่ฆ่าส่วนใหญ่จะได้ดิบได้ดีเจริญก้าวหน้าในหน้าที่

ขัดกับหลักพุทธศาสนาคือศิล5 คือห้ามฆ่า  ในยุคที่ผู้ปกครองเหี้?แบบนี้

การที่จะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษนั้นเป็นไม่ง่ายเลย แต่คดีบิลลี่จริงๆแล้วไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเลย

เพียงแต่ผู้ลงมือต้องการให้บิลลี่เป็นคดีบุคคลสาบสูญไม่ใช่คดีฆาตกรรม  ถ้าไล่เบี้ยจริงๆเลย

คดีนี้ง่ายมากรู้ถึงตัวคนบ่งการฆ่าเลย

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    4
  • เศร้า
    1
 
3 ส

อนาถ

ขี้เซา

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
619

คดีนี้ผมดูแล้วไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเลยนะ  แน่นอนว่าบิลลี่เป็น อบต.

การที่ไปเจอคนทำผิดกฎหมายแบบนี้แล้วดันถ่ายหลักฐานเก็บไว้ด้วย

แน่นอนว่าโอกาสรอดแทบไม่มีเลยนะ ต้องตายสถานเดียวเท่านั้น

 

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    2
  • เศร้า
    0
 
619

คดีนี้ผมว่าน่าจะสาวถึงคนบ่งการฆ่าได้ไม่ยากนะ  ผมว่าเชิงลึก DSI คงจะขอข้อมูลการโทร

จากเครือข่ายของผู้ต้องสงสัยแล้วละว่าติดต่อพูดคุยอะไรกันบ้าง  คดีนี้คนฆ่าไม่ใช่คนเดียวแน่

แต่มีหลายคนพูดง่ายๆคือรวมกันฆ่า 

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    0
 
akausa

HDเกาะติดคิดทันข่าว 5 กันยายน 2562
ระบอบใหม่-ทหารส่งไม้-ไฟใหม้พลังงาน

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
akausa

"บิลลี่ พอละจี" หายตัว 5 ปีเหลือแต่กระดูก | ถามตรงๆกับจอมขวัญ | 04 ก.ย. 62

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
akausa

ใครฆ่าบิลลี่? | อีจัน EJAN

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
akausa

บิลลี่หายไปไหน...ชัยวัฒน์ต้องตอบ 14 05 57

รายการ: ขยายข่าว ทิน โชคกมลกิจ (เบรก 1 และ เบรก 2)
ตอน: "บิลลี่หายไปไหน...ชัยวัฒน์ต้องตอบ"
แขกรับเชิญ: คุณชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตรอักษร

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
619

การให้สัมภาษณ์เมื่อปี 57 สามารถเอามาประกอบการพิจารณาในการสืบสวน

คดีฆาตกรรมยัดถังน้ำมันนี้ได้  เพราะระยะเวลาระยะเวลาเริ่มเกิดเหตุซึ่งเป็นเหตุการณ์

น่าจะจำแม่นกว่าระยะเวลาผ่านมา 5 ปี  กุญแจอีกดอกคือนักศึกษาที่ฝึกงานบอกว่าเห็นปล่อยตัวไป

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
akausa

'บิลลี่' เขาอยู่ที่นี่

 AAGW8jO.img?h=416&w=799&m=6&q=60&u=t&o=f...=494&y=148]
คงไม่เพียงร่างไร้ลม ที่สิ้นสูญในแผ่นดินที่เป็นหัวใจ แต่วิญญาณแห่งขุนเขาของบิลลี่ ยังกรุ่นกลิ่นความหวังไปทั่วแผ่นดินปกาเกอะญอ แม้ว่า "ปู่คออี้" รากเหง้าและจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยงแห่งผืนป่าแก่งกระจาน ได้ลาโลกไปแล้วด้วยวัย 107 ปี ช่วงปีที่ผ่านมาด้วยความชราภาพ หากรากแห่งความเป็น "คน" ที่ส่งต่อมายังคนรุ่นหลัง ก็คือยอดดอกใบที่กำลังชู่ช่อนี่หมายความว่า แม้"บิลลี่" พอละจี รักจงเจริญกลายเป็นหนึ่งยอดใบที่โดน "เด็ดทิ้ง" แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม อย่าลืมว่าพืชพรรณหลายชนิด ยิ่งเด็ดยอด ยิ่งแตกกิ่ง รอแค่เวลาเท่านั้น

 AAGW35z.img?h=416&w=799&m=6&q=60&u=t&o=f...=323&y=166]

 AAGW35E.img?h=416&w=799&m=6&q=60&u=t&o=f...=308&y=122]

 AAGVIm9.img?h=416&w=799&m=6&q=60&u=t&o=f...=192&y=139]

 AAGVNsm.img?h=416&w=799&m=6&q=60&u=t&o=f...=388&y=218]

 AAGVNsq.img?h=416&w=799&m=6&q=60&u=t&o=f...=278&y=143]

 AAGVImi.img?h=416&w=799&m=6&q=60&u=t&o=f&l=f]

 AAGWiFQ.img?h=416&w=799&m=6&q=60&u=t&o=f&l=f]

เราได้แต่หวังว่า พลังแห่งผืนป่าในใจบิลลี่ ยังคงวนเวียน สูบฉีดอยู่ในเส้นเลือดของพี่น้องร่วมแดนดินของเขาทุกๆ คน!

ผืนป่าที่เป็นบ้านเกิด เรือนตาย

วันนี้คำถามว่า "ฆ่าบิลลี่ทำไม" ที่กำลังดังกึกก้องไปทั่วประเทศ แม้เรามองตาก็รู้คำตอบแต่ก็ยังสงสัยอยู่ดีว่า ทำไมภาพของกะเหรี่ยงที่ถูกฉายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามักถูกมองว่าเป็นตัวการผู้ตัดไม้ทำลายป่าตัวจริง

ทั้งที่เราต่างรู้ว่ามีข้อมูลมากมายที่ย้อนแย้งกับภาพเหล่านี้ หรือมันจะมีอะไรมากกว่านั้น

เรียบง่าย-ชัดเจน

คำถามที่ไร้คนตอบ ต่อให้สำคัญแค่ไหนก็ป่วยการที่จะรอ แต่เรื่องจริงที่คนไทยหลายคนที่ยังไมรู้และควรทำความเข้าใจใหม่ คือชนชาวกะเหรี่ยงอาจไม่ใช่ทุกคนที่เป็นอย่างที่ "ถูกทำให้ใช่"

ผืนป่าแก่งกระจาน บ้านบิลลี่ และครอบครัวปกาเกอะญอต้นน้ำเพชรฯ

เชื่อหรือไม่ว่ากลุ่มชนที่คนไทยเรียกว่าชาวกะเหรี่ยง (หรือ กาเรน กะยีนหรือ คนยาง ในภาษาเมียนมาร์และมอญ) กลุ่มคนที่เราเผลอพูดโดยไม่คิดว่าคือ "ชาวเขาไม่ใช่ชาวเรา"มีแบบแผนการดำรงชีวิตของกลุ่มที่แม้จะเรียบง่าย สมถะ แต่ก็แข็งแรง เคร่งครัด

กะเหรี่ยงในไทยมี 4 กลุ่มย่อยคือสะกอหรือยางขาว เรียกตัวเองว่าปกาเกอะญอเป็นกลุ่มที่มีประชากรมากที่สุด "โป"เรียกตัวเองว่า "โพล่"ส่วนใหญ่อยู่ในเขต จ.กาญจนบุรี แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และลำพูน"ปะโอ"หรือ "ตองสู"อาศัยอยู่ในเขตจ.แม่ฮ่องสอน เช่นเดียวกับ "บะเว"หรือ "คะยา"ก็อยู่ในแหล่งเดียวกัน

แต่โดยทั่วไปเราจะพบชนกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ใน 15 จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันตก ซึ่งรวมถึง จ.เพชรบุรีด้วย

อย่างไรก็ดีชนกะเหรี่ยงนั้นที่จริงไม่ได้อาศัยอยู่บนที่สูงเสียทั้งหมด บางส่วนก็ตั้งบ้านเรือนบนที่ราบทั่วไปและยังนิยมตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งถาวร ไม่นิยมย้ายถิ่นบ่อยๆ

ขณะเดียวกันบ้านเรือนของชาวกะเหรี่ยงนิยมสร้างเป็นบ้านยกพื้น มีชานบ้าน หรือไม่ก็ใช้เสาสูง ซึ่งแตกต่างจากชาวเขาเผ่าอื่นๆ ที่นิยมสร้างบ้านชั้นเดียว พื้นติดดิน เช่น ชาวม้งหรือชาวเมี่ยนเป็นต้น

ส่วนระบบครอบครัวการเลือกคู่ครองนั้นฝ่ายหญิงจะเป็นผู้เลือกชายก่อน และบางครั้งฝ่ายหญิงก็ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการแต่งงาน และเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียวไม่มีการอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานเป็นอันขาด การหย่าร้างมีน้อย

สังคมกะเหรี่ยงเป็นครอบครัวเดี่ยว เมื่อแต่งงานก็จะแยกครอบครัวไปปลูกบ้านใหม่ แต่ฝ่ายชายต้องอยู่บ้านพ่อแม่ภรรยา 1 ฤดูเก็บเกี่ยว หลังจากนั้นจึงปลูกบ้านใกล้พ่อแม่ฝ่ายภรรยาถ้ามีลูกสาวคนเล็กจะต้องอยู่ดูแลพ่อแม่

หัวใจผืนป่า

ว่าตรงกันว่าชาวกะเหรี่ยงมีภูมิปัญญาในการจัดการทรัพยากรดินและแหล่งน้ำเป็นอย่างดีดังนั้นเมื่อพวกเขามีชีวิตแบบพึ่งพาน้ำ พึ่งพาป่า "ป่า" จึงนับว่าเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนในชุมชน เป็นสิ่งสำคัญที่พวกเขารักและหวงแหนไม่แพ้นักอนุรักษ์ที่ไหน

มีข้อมูลว่าชาวปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยง แบ่งป่าเป็น 4 ประเภท คือ"ป่าต้นน้ำ"และ"ป่าอนุรักษ์"ซึ่งสองป่านี้ชาวปะกาเกอะญอจะให้ความสำคัญและอนุรักษ์เป็นอย่างมากจะมีการพึ่งพิงป่านี้เมื่อยามจำเป็นเท่านั้นเช่น การหาสมุนไพรรักษาโรค การหาสีย้อมผ้า และการล่าสัตว์ขนาดเล็กเป็นต้น

ผู้หญิงและเด็ก อยู่บ้านอยู่เรือน ผู้ชายไปหางานทำในเมือง

ส่วน"ป่าใช้สอย"พวกเขาจะเอาไม้ในป่ามาใช้งานเช่น ทำเครื่องจักสาน สร้างบ้าน ส่วน"ป่าทำกิน"เป็นป่าที่เอาไว้ทำไร่ปลูกพืชบริโภค สร้างรายได้

หากชนกะเหรี่ยงลึกซึ้งกว่าที่คิดเพราะพวกเขาจะมีการเลือกทำเลทำไร่ โดยตั้งกฎว่าห้ามทำไร่ในเขตต้นน้ำหรือตาน้ำ ห้ามทำไร่ระหว่างสองฝั่งแม่น้ำ ห้ามทำไร่บนยอดเขา

และเมื่อทำไร่เสร็จในปีนั้นก็ต้องปล่อยทิ้งไว้ให้พื้นดินมีโอกาสฟื้นสภาพป่า มีข้อมูลว่าโดยมากชาวบ้านจะทำไร่ 7 แปลง และจะเวียนทำไร่ปีละ 1 แปลงโดยกว่าจะทำให้ครบ 7 แปลง ก็จะวนกลับมาแปลงที่ 1 อีกรอบ

บางสถานการณ์ก็จะทำ 3-4 แปลง แล้วแต่สภาพเอื้ออำนวยรูปแบบนี้เรียกว่า"การทำไร่หมุนเวียน"ที่สภาพดินและป่าจะกลับมาสมบูรณ์ภายหลัง แตกต่างจากการทำ"ไร่เลื่อนลอย"ที่พวกเขาถูกยัดเยียดว่าทำมาตลอด

เด็กน้อยน่ารักแห่งบ้านบางกลอย แก่งกระจาน

ทั้งนี้กะเหรี่ยงจะปลูกข้าวแบบผสมผสาน คือมีพืชผักหลายชนิดปลูกลงบนแปลง เช่น ผัก พริก เผือก มัน ฯลฯ เพราะพืชผักบางชนิดเป็นตัวล่อแมลง เป็นอาหารของแมลงอีกชนิด ถือเป็นภูมิปัญญาที่ไม่ต้องใช้สารเคมีฆ่าแมลง

ยิ่งเรื่องผืนป่าแล้วมีข้อมูลว่า "ปู่คอี้" เคยเล่าว่าในช่วงชีวิตพรานไพรสมัยวัยหนุ่ม มีสัจจะที่ยึดถือมาตลอดชีวิตว่าเวลาเข้าป่าสิ่งที่ต้องระวังมากคือเรื่องของคำพูด อย่าลบหลู่ป่าเขา เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ทุกที่

"ปู่คอี้" รากเหง้า รากวิญญาณ ของกะเหรี่ยงต้นน้ำเพขร ผู้จากไป

ช่วงที่ออกไปล่าสัตว์ปล่อยให้ผู้หญิงและเด็กอยู่บ้าน หากมีอะไรไม่เหมาะสมในหมู่บ้านเสือจะมาคำราม เรื่องนี้ปู่คออี้ยังเล่าว่า ตนนั้นเคยเจอเสือหลายครั้ง แต่ไม่เคยยิงเสือเลย เช่นเดียวกับช้างก็ไม่เคย

กะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร

อย่างที่รู้กระเหรี่ยงในหมู่บ้านของปู่คออี้ พวกเขาอยู่ตรงนั้นมาชั่วนาตาปี มีวีถีทำมาหาเลี้ยงชีพทำไร่ข้าวหมุนเวียน (เวียนประมาณ 2 ปี) และพืชผสมผสาน โดยมีไร่ห่างออกจากตัวบ้านไปราว 1 ชม.เดินเท้า

แต่ทุกวันนี้ปัญหาหลักของกะเหรี่ยงแก่งกระจานคือการไร้ที่ทำกิน ไม่สามารถใช้ชีวิตตามวิถีดั้งเดิมได้ คนในหมู่บ้านบางส่วนยังไม่ได้สัญชาติไทย แม้แต่ปู่คออี้เองเพิ่งได้บัตรประชาชนไทยเอาก่อนเสียชีวิตเพียง 3 เดือน

กะเหรี่ยง หรือปกาเกอะญอรุ่นใหม่ จึงต้องออกไปทำงานรับจ้างในเมือง มีเพียงผู้หญิงเด็กและคนชราไว้ในหมู่บ้าน

บิลลี่กับครอบครัว

ถามว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ก็คงเหมือนภาคบังคับให้ไล่ดูย้อนขึ้นไปถึงช่วงปี 2524 หลังมีเขื่อนแก่งกระจาน บริเวณนั้นมีการประกาศให้พื้นที่แก่งกระจานเป็นอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

พอปี 2539 ทางการให้กะเหรี่ยงตรง "ใจแผ่นดิน" อพยพลงมาอยู่ที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย พวกเขาทั้งหมดหลายสิบครอบครัว หลายร้อยชีวิตต้องจำใจย้ายลงมาตามคำสั่ง

ภรรยาและลูกๆของ บิลลี่

แต่ในที่สุดเมื่อความรู้สึกมันบอกว่า "ไม่ใช่บ้าน" ปู่คออี้และครอบครัวจึงตัดสินใจอพยพกลับไปอยู่ที่บ้านหลังเดิมที่บางกลอยบน

นับแต่นั้นรอยปริแยกก็เดินทางมาจนถึงปี 2554 เจ้าหน้าที่กรมอุทยาน "ปราบปรามหนัก" ตามมาตรา 22 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ เผาทำลายบ้านเรือนหลายครอบครัวจนกลายเป็นคดีดัง ชาวบ้านเข้ายื่นฟ้องในปี 2555

แต่เรื่องนี้จบลงไปแล้วเมื่อปี 2561 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้พวกเขาทุกคน

ส่วนเรื่องที่ยังไม่จบคือการหายตัวไปของหลานชายแท้ๆ วัย 31 ปีของปู่คออี้ในวันที่ 17 เมษายน 2557ผู้คนพากันเชื่อมโยงกับการที่บิลลี่เป็นพยานปากสำคัญและเป็นผู้ประสานงานในดคีปี 2554

แม้จะเป็นนักต่อสู้เพื่อมวลขน แต่ "บิลลี่" ยังเป็น สมาชิก อบต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

หากเส้นทางเดินของนักต่อสู้ หลายคนมักจบแบบนี้บิลลี่ก็คือนักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงแห่งบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน สู้เพื่อให้ได้กลับไปใช้ชีวิตตามวิถีเดิม ไม่มากไปกว่านี้
แต่การที่เขาเหลือเพียงชิ้นส่วนกระดูกในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ที่พบเอาตอนที่ผ่านมาถึง 5 ปีหลายคนเชื่อว่าบิลลี่เข้าป่าไปหนนั้น คงไม่ได้ไปเจอ"น้ำผึ้งป่า"อย่างเดียว

https://www.msn.com/th-th/news/national/...AGWiFR_1|1

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
นายหนหวย

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
akausa

นายกฯแค่หายหน้าไปจากสภา....แต่คนที่หายไปนี่หาบแบบสาบสูญเลย.....

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
619

คดีนี้ผมรู้แล้วว่า Dsi รู้ตัวทีมฆ่าแล้วละเป็นหนึ่งในทีมฆ่าที่ปริปาก

คนๆนี้ผมเชื่อว่าน่าจะถูกกันเอาไว้เป็นพยาน เพราะผมอ่านทิศทางคดีนี้แล้ว

ถ้าสืบสวนแล้วไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย สรุปคือมีหนึ่งในทีมฆ่าที่ปากโป้ง 

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0