คนไทย จำเป็น ต้องถาม ตัวเองให้ดีๆ ด้วยคำถาม สอง ถึงสาม คำถาม นี้…..

คนไทย จำเป็น ต้องถาม ตัวเองให้ดีๆ ด้วยคำถาม สอง ถึงสาม คำถาม นี้…..

4 ความคิดเห็น

คนไทยทั้งหลาย ต้องยกเลิกความคิด ที่ว่า ต่างชาติ เข้ามายุ่มย่าม ในกิจการภายในของ ประเทศกู ออกไปจาก สมอง  ของ ตัวเอง เสียก่อน…

 

แล้วเอาสมองมาคิดว่าพันธะสัญญาต่างๆที่ไทยไปลงนามไว้กับนานาชาตินั้น...มันจะยังคับใช้ได้จริงหรือ.....

คิดง่ายๆแบบนี้ก็แล้วกัน....UN, EU หรือองค์กรสิทธิมนุษย์ชนต่างๆนั้นไม่ได้เป็นแค่เสือกระดาษอย่างที่คิดกันอย่างแน่นอน...

 

ไม่อย่างนั้นแล้วแต่ละชาติจะเข้าไปเป็นสมาชิกทำไม...ดูประเทศไทยเป็นตัวอย่าง...

 

รัฐบาลเผด็จการของไทยถูกบีบคั้นจากนานาชาติไม่ว่าจะเรื่องสิทธิมนุษย์ชน เรื่องค้ามนุษย์ เรื่องสิทธิทางการค้า...ทำไมเราต้องไปร้องขอหรือแจกแจงให้องค์กรนานาชาติต้องรับทราบ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะถูกบีบคั้นมา...เศรษฐกิจชองชาติซบเซาต้องเข้ารกเข้าพงเป็นเพราะเราไม่ถูกบีบคั้นมาจากรัฐบาลทหารเผด็จการหรือ....

 

อย่างเรื่องรถไฟจากจีนนี่ก็เหมือนกัน “ปายุด “ ใช่ว่าจะทำได้อย่างที่โวนะครับ.....

 

หากท่านอ่านและศึกษาอย่างถ่องแท้จากบทความนี้ก็จะได้ความรู้เพิ่มเติมขึ้น..

 

เชิญอ่านครับ...

‎ 

การบังคับใช้ (สนธิสัญญา) Intergovernmental Agreement on the Trans - Asian Railway Network, 2006 จะให้ ผลที่ดี แก่ ประเทศไทย อย่างไร? นั้น

 

๑. คนไทยทั้งหลาย ต้องยกเลิกความคิด ที่ว่า “ต่างชาติ เข้ามายุ่มย่าม ในกิจการภายในของ ประเทศกู” ออกไปจาก สมอง อันเลอะเทอะของ ตัวเอง เสียก่อน เพราะ ความคิดเห็น เช่นนี้ วันนี้โลก เขา เรียก อาการ หรือ ความคิดเช่นนี้ว่า “Xenophobic characters” นั่นคือ ความเกลียด และ ความกลัว คนต่างชาติ หรือ คนที่มาจาก “ขนบธรรมเนียม ประเพณี ที่ต่างกัน จนเกินกว่าเหตุ”

 

๒. คนไทย จำเป็น ต้องถาม ตัวเองให้ดีๆ ด้วยคำถาม สอง ถึงสาม คำถาม นี้ว่า…

 

๒.๑ เรา เข้าไปเป็น สมาชิกของ องค์การสหประชาชาติ เพราะเหตุใด? ในเมื่อองค์การนี้ มี วัตถุที่ประสงค์หลัก ก็คือ การต้องให้ ความร่วมมือ ในระหว่างกัน (Co – Operation) ในระหว่าง รัฐ หรือ ชาติสมาชิก ที่มาร่วมกัน ภายใต้ร่มธงของ องค์การสหประชาชาติ

 

๒.๒ เมื่อเรา เกิด ความกลัว เช่นที่ว่า เพราะเหตุใด เรา จึงไม่ลาออกจาก สมาชิกภาพของ องค์การ ที่ว่านี้? ปล่อยเวลา ที่ควรต้องลาออก เสีย ให้กิน เวลาเนิ่นนาน มาถึง เวลาในปัจจุบันนี้ – 70 – 80 (เจ็ด – แปดสิบ) ปี หรือ เพราะเหตุใด เวลาที่ได้ประโยชน์จาก องค์การนี้ เรา ก็จะเอา?

 

๒.๓ เวลาที่เรา ต้องทำ ตามกฏเกณฑ์ของ เขา ที่สมาชิกทั้งโลก เขา ยินยอมปฏิบัติตาม ไม่โต้แย้ง เพราะเหตุใด เราเพียงคนเดียว หรือ ชาติเดียว หรือ รัฐเดียว จึงจะคิด มา โต้แย้ง ในปัญหานี้? หรือ ประเทศไทย ซุกซ่อน ระบบอะไร? ไว้ ภายในประเทศ หรือ รัฐของ ตนเอง

 

นี่เป็น คำถามสำคัญ ที่ประเทศไทย จำเป็นต้องถาม ตัวเอง แล้วหา คำตอบ ให้ได้ แก่ ตัวเอง เสียก่อน (นี่คือ คำถามง่ายๆ ที่คน ที่ถูกกล่าว อ้าง จากสังคมไทย ว่า “เป็นสลิ่ม” ต้อง ตอบ คำถามทั้งสามข้อนี้ให้ได้ เพราะ พวกคุณ คือ คน ที่ถ่วงรั้ง ความเจริญของ ประเทศ ที่เรียกว่า “โง่เกินกว่า ที่จะสอนสั่ง” กันก็ว่าได้)

 

๓. เมื่อได้ ตรวจ และ อ่าน (สนธิสัญญา ในระหว่างรัฐ) หรือ the Intergovernmental Agreement on the Trans – Asian Railway Network, 2006 เรา จะเห็นได้ว่า ในชั้นร่างสนธิสัญญา ผู้ร่างสนธิสัญญา มี ความห่วงใย ในผลบังคับของ สนธิสัญญาฉบับนี้

 

๔. ถึงกับ มี การระบุ บัญญัติลง ไป ในสนธิสัญญา ในชั้น ที่เป็น “ต้นร่างสนธิสัญญา”ว่า “สนธิสัญญา จะมีผลบังคับ ก็ต่อ เมื่อ มีชาติ หรือ รัฐ คู่ภาคีสมาชิกจำนวน -8- (แปด) รัฐคู่ภาคีสมาชิก มา ตกลง กัน ที่จะบังคับใช้ สนธิสัญญาฉบับ นี้

 

๕. สนธิสัญญา จึงจะมีผลบังคับ” (ให้ไปดูบทบัญญัติที่ 12 ของสนธิสัญญา ฉบับนี้) ที่ประเทศไทย ได้ให้สัตยาบัน แล้วในปี ค.ศ. 2008 มีผลบังคับ ต่อ ประเทศไทยแล้ว จำนวนชาติ สมาชิกของ สนธิสัญญา ฉบับ นี้ จึงมี ความหมาย ต่อ สนธิสัญญาฉบับนี้มาก

 

๖. ในสนธิสัญญาฉบับ นี้ ได้บัญญัติให้ชาติ หรือ รัฐ คู่ภาคีสมาชิกทุกชาติ เข้ามาร่วมเป็น “คณะทำงาน หรือ Wrking Group หรือ จะเรียกว่า คณะกรรมาธิการ ก็ได้” โดยมีเลขาธิการของ UNESCAP เป็น เลขาธิการ ในการประชุม เพื่อตัดสินใจว่า:

 

๗. จะทำอะไร? หรือ ไม่ทำอะไร? ในการก่อสร้าง วางราง รถไฟสายนี้ รวมทั้ง การกำหนด ตาราง ในการเดินรถไฟ การจัดเก็บค่าโดยสาร แก่ บุคคล ผู้เดินทาง (Fares) หรือ ค่าขนส่ง (fees) ที่เรียกเก็บจาก การบรรทุกสินค้า (ให้ดูบทบัญญัติที่ 6 กับ **บทบัญญัติที่ 16**) เป็นสำคัญ

 

๘. ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ในบทความตอนที่แล้วว่า การเก็บค่าโดยสาร ที่เรียกว่า “Fares” ค่าขนส่งสินค้า ที่เรียกว่า “fees” ต้องมี ความเป็นธรรม ในหมู่ชาติ หรือ รัฐคู่ภาคีสมาชิกของ สนธิสัญญา ฉบับนี้ เพราะชาติ หรือ รัฐคู่ภาคีสมาชิก ของสนธิสัญญา ฉบับนี้ ไม่ได้ประกอบด้วย

 

๙. ชาติ หรือ รัฐคู่ภาคีสมาชิก ที่มั่งคั่งในทางเศรษฐกิจ หรือ ที่มีความั่นคง ในทางเทคโนโลยี่ขั้นสูง แต่ประกอบด้วย ชาติ หรือ รัฐ คู่ภาคีสมาชิก ที่มีศักยภาพ ที่ต่างกันมากๆ ซึ่งในเรื่องนี้ องค์การสหประชาชาติ และ UNESCAP ก็สามารถ เล็งเห็น อยู่ ได้ ไม่ยากนัก

 

๑๐. เพราะฉะนั้น จึงได้บัญญัติวลีที่ว่า “ the Implementation to the Agreement” ใส่ลงไป ในต้นร่างสนธิสัญญา ซึ่งท่านผู้อ่านทั้งหลาย สามารถ ไป ตรวจอ่านได้ จากความตาม บทบัญญัติของ สนธิสัญญา ฉบับนี้ ฉะนั้น การมีตัวบทสนธิสัญญา ฉบับนี้ ในความครอบครอง จึงเป็น เรื่องสำคัญ ยิ่งยวด และ

 

๑๑. ในการ ก่อเกิด การบังคับตาม สนธิสัญญา ฉบับนี้ อย่างสมบูรณ์ การเดินรถไฟสายนี้ ให้เกิดความราบรื่น โดยปราศจาก อุปสรรค ปัญหาใดๆ นับว่า เป็น ปัญหาสำคัญ อย่างยิ่งยวด เรียกว่า เป็น วัตถุที่ประสงค์ หรือ หัวใจของสนธิสัญญาฉบับนี้ ก็ว่าได้ ประการหนึ่ง (One of the Spirits of this Agreement or the Treaty) เพราะฉะนั้น ในการคิดค่าโดยสาร แก่ บุคคลที่เดินทาง (fares) และ การคิดค่า ขนส่ง ในการขนส่งสินค้า (Fees) ต้องเกิด หรือ ต้องมี ความเป็นธรรม

 

๑๒. การจะมี หรือ เกิด ความเป็นธรรม อย่างที่ต้องการ แก่ ชาติ หรือ รัฐคู่ภาคีสมาชิกของ ทุกๆชาติ ได้ ในทุกๆชาติภาคีสมาชิก จะต้องมี “ดัชนีชี้วัดค่าครองชีพ ในชาติ” (the National Standard of Living Cost Indication) ในแต่ละ รัฐ หรือ ชาติคู่ภาคีสมาชิก เอามา ใช้ เปรียบเทียบ กัน ทั้งนี้ เพื่อที่จะหา ค่าเดินทาง (fares) และ ค่าขนส่ง (fees) ที่เป็นธรรม บนเส้นทาง เดินรถไฟ สายนี้.................... (มีต่อ)

 

 

Thanaboon Chiranuvat‎  

 

July 3, 2017

 

http://nanasara.org/forum/showthread.php?tid=7350

+1
4
 
4 ความคิดเห็น
akausa
akausa
06 ก.ค. 2017 - 16:35

การที่ประเทศไทย จะไปจัดสร้าง และ วางรางรถไฟ โดยเจตนาเลี่ยง ความตามที่บัญญัติไว้ใน (สนธิสัญญา) 

 

Intergovernmental Agreement on the Trans – Asian Railway Network, 2006 นั้น โดยการสร้าง และ วางเส้นทางรถไฟ สายนี้

 

ไม่ให้ เชื่อมต่อกันทั้งสาย ในระหว่าง จุดต้นทาง และ จุดปลายทาง ที่ชายแดน ทั้งสองด้านของ ประเทศ โดยการจัดวาง และ จัดสร้าง เส้นทางรถไฟ ให้มี ลักษณะคล้าย “สุนัขหางด้วน” ทำได้หรือไม่? และ

 

เมื่อปฏิบัติการ เพื่อ จะกระทำการไปแล้ว อาทิเช่น ทำสัญญาในระหว่างประเทศ (the International Executive Agreement) กับ รัฐคู่ภาคีอื่น ในสนธิสัญญา ฉบับ ที่กล่าว

 

ถึงข้างต้น และให้สิทธิ ใน การตอบแทน ต่างๆ อย่าง ที่เกินกว่า การคาดคิด หรือ คาด หมาย หรือ เป็น การให้การตอบแทน ที่ยิ่งกว่า สัญญาต่างตอบแทน ธรรมดาๆ ทั่วไป อันเป็น การหลีกเลี่ยง ในทางปฏิบัติ

 

จนเห็น ความชัดเจนได้ จน เป็น ที่เห็นประจักษ์ อย่างที่ฝ่ายบริหาร [เถื่อน] ต้องการ จะ กระทำ อย่างที่เราๆทั้งหลาย ได้รับรู้ หรือ ได้รับทราบอยู่ ในขณะนี้ ทำได้หรือ ไม่? ในทางปฏิบัติ ในระหว่างประเทศ หากทำลงไปแล้ว ผู้ใด ต้อง รับผิดชอบ ตามกฎหมาย อย่างใด? หรือไม่? และ ตามกฎหมายใด?

 

๑. ในเรื่อง ที่ตั้งเป็น คำถาม เอา ไว้ ในบทความนี้ ยิ่งเป็นเรื่อง ที่ท่านผู้อ่านทั้งหลาย จำเป็น จะ ต้องมี ตัวบท (สนธิสัญญา) the Intergovernmental Agreement on the Trans – Asian Railway Network, 2006 ไว้ในความครอบครอง ของ ท่านผู้อ่านทั้ง หลาย

 

๒. มิฉะนั้น ท่านผู้อ่านทั้งหลาย อาจพิเคราะห์ หรือ พิจารณา ปัญหา หรือ มอง เห็น ปัญหา ไม่กระจ่างชัด ทั้งนี้ เพราะ ในการพิเคราะห์ และ ต้องตี ความ ข้อกฎหมาย ในขั้นสุดท้าย อาจต้อง เข้าไป ข้อง เกี่ยวกับ ร่างสนธิสัญญา ที่ว่าด้วย “ความรับผิดชอบของรัฐ ที่เป็น ผลมาจาก การละเมิด ต่อ บทกฎหมายในระดับนานาชาติ” (The Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts)

 

๓. ที่ได้มีการนำเสนอ เป็น ต้นร่างสนธิสัญญาของ คณะกรรมาธิการฝ่ายกฎหมายระหว่างประเทศ (The International Law Commission) องค์การสหประชาชาติ ที่ได้นำเสนอ ต้นร่างของ สนธิสัญญาฉบับนี้ พร้อมคำอรรถาธิบาย ในสมัชชาใหญ่ของ องค์การสหประชาชาติแล้ว ในสมัยประชุมครั้งที่ 53 ปี ค.ศ. 2001 แต่

 

๔. ยังไม่มีการลงมติ เพื่อให้เกิด การประกาศ และ บังคับใช้ ( เป็น การเสนอ ต้นร่างสนธิสัญญา ฉบับนี้ เป็นครั้งที่สอง เพื่อ ให้ชาติคู่ภาคีสมาชิกของ องค์การสหประชาติ ไปศึกษา และ เสนอ ข้อทบทวน ต่อ ร่างสนธิสัญญา ฉบับนี้ ซึ่ง อาจทำให้ศาลนานาชาติ และ ศาลโลก นำเอา ข้อกฎหมายจาก ร่างสนธิสัญญา ฉบับนี้ มาตีความ บังคับใช้ได้ ในคดี ถ้าหากจะมี)

 

๕. การที่ประเทศไทย โดยฝ่ายบริหารประเทศ [เถื่อน] `เพราะ มีสถานะ และ คงสภาพ ที่เป็น “Junta” {ผู้ จับกุม เอา อำนาจรัฐ ไปใช้ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ} และ ยังคงกระทำการต่างๆ อย่างที่เห็นกันอยู่นี้

๖. โดยฝ่าฝืนต่อ ความ (ตามสนธิสัญญา) Convention against Corruption, 2003 ที่ประเทศไทย ได้ ไปให้สัตยาบันไว้ โดยสมบูรณ์แล้ว ต่อ นานาชาติ และ องค์การสหประชาชาติ ในวันที่ ๑ มีนาคม ปี ค.ศ. 2011 หรือ ปี พ.ศ. ๒๕๕๔

 

๗. จึงทำให้การประกาศว่า จะให้จีนแผ่นดินใหญ่ เข้ามาสร้างทางรถไฟ สาย “สุนัขหางด้วน” ให้ก็ดี จะยก ที่ว่าง ข้างทางรถไฟ ทั้งสองด้าน เป็นระยะทาง -150- (หนึ่งร้อยห้าสิบ) เมตร ให้ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ไปหาประโยชน์ (ข้อสัญญาต่างตอบแทน ที่เป็นยิ่งกว่า สัญญาต่างตอบแทนธรรมดาๆ โดยทั่วไป) ก็ดี และ ฝ่ายจีน ไม่ตอบรับ

 

๘. เพราะฝ่ายจีนทราบดีว่า การกระทำดังกล่าวของ ประเทศไทย โดยฝ่ายบริหาร [เถื่อน] และ คณะ คสช. ทั้งมวล ตกเป็นโมฆะ อย่างสิ้นเชิง ในระดับนานาชาติ (ตามสนธิสัญญา) Convention against Corruption, 2003 (ให้ดูสนธิสัญญาฉบับที่ว่านี้) และ

 

๙. อาจก่อ ความรับผิดชอบให้ กับ ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ตามร่างสนธิสัญญา พร้อมด้วย คำอรรถาธิบายของ คณะกรรมาธิการฝ่ายกฎหมายระหว่างประเทศ องค์การสหประชาชาติ คือ *** ร่างสนธิสัญญา ที่ว่าด้วย ความรับผิดชอบของ รัฐ ต่อ การละเมิดของ รัฐ ในระดับนานาชาติ*** { the Draft Convention on the Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts, 2001 (General Assembly Conference on the 53 th Session, 2001)}. ............................ (มีต่อ)

 

‎ Thanaboon Chiranuvat‎  

 

July 5, 2017

 

+
4
Loading...