คนไทย (จำนวนหนึ่ง) ใจไม่สู้

คนไทย (จำนวนหนึ่ง) ใจไม่สู้

 

ผมขอเขียนบทความนี้นินทา "แม่บ้าน" สักหน่อย แม้ดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นเรื่องระบบคิดที่ส่งผลต่อประเทศชาติของไทยเป็นอย่างมากในอนาคตท่ามกลางการแข่งขันกับเพื่อนบ้าน

            เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2562 ภริยาเอาข้อความที่แม่บ้านคนหนึ่งของผมเขียน LINE ส่งมาโดยมีใจความว่า ขณะนี้อยู่ที่บ้านเกิดซึ่งเดินทางมาในช่วงปีใหม่ แต่ที่บ้านมีเรื่องยุ่งๆ เลยยังไม่รู้จะได้กลับไปทำงานได้เมื่อไหร่!?!  อันนี้คงเป็นศิลปะการลาออกขั้นเทพที่เขียนได้ดีแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น  น่านับถือจริงๆ  แต่ในอีกแง่หนึ่งก็แสดงถึงความไม่รับผิดชอบอยู่ในที เพราะนึกจะไปก็ไปซะงั้น

            ก็เป็นไปได้ที่เธออาจมีความจำเป็นจริงๆ เช่น พ่อแม่ป่วย ครอบครัวมีปัญหาบางประการ ปัญหากับเพื่อนบ้าน หรือมีข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สิน ฯลฯ ที่ล้วนอาจเป็นไปได้ทั้งสิ้น  ซึ่งความจำเป็นนั้นอาจมีมากกว่ารายได้เดือนละ 15,000 บาท แม่บ้านผมจึงอาจยอมเสียรายได้ไป  และผมก็คงรอเธอไม่ไหว เพราะต้องหาคนใหม่มาทำหน้าที่แทน เพราะเกรงใจแม่บ้านที่ยังทำงานอยู่ จะทำงานหนักเกินความจำเป็น เดี๋ยวพาลลาออกไปจะยิ่งยุ่งกันใหญ่

            แต่การจะสร้างรายได้ในชนบทในค่าจ้างตามนี้ ก็อาจมีจำกัด  แม้ค่าใช้จ่ายในต่างจังหวัดจะถูกกว่า บ้านก็ไม่ต้องเช่า แต่สามีที่ขับแท็กซี่อยู่ในกรุงเทพมหานครก็ยังต้องเช่าบ้านอยู่ดี  การตัดสินใจทิ้งงานไป จึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะคุ้มนัก ยกเว้นแต่ได้งานอื่น เพียงแต่เขียน LINE มาให้ดูเป็นอื่น จะได้ไม่เสียน้ำใจกัน ซึ่งก็อาจเป็นไปได้  แต่เมื่อเร็วๆ นี้ เธอก็เพิ่งลาออกมาจากที่ทำงานเก่า มาทำงานในตามรายได้อัตราใหม่ที่นี่

            อย่างไรก็ตามสังคมไทยในชนบท ก็ยังพอจะมีอาหารการกินตามธรรมชาติอยู่บ้าง ทำให้คนไม่อดตาย  ต่างจากในอาฟริกาและอีกหลายที่ ๆ ชนบทมีแต่ความแห้งแล้ง  หรือต่างจากในอเมริกา คนชนบทไม่ได้มีที่นาหรือบ้านเป็นของตนเองเช่นคนไทยในต่างจังหวัด  เศรษฐกิจในลักษณะนี้เรียกว่า Subsistence Economy หรือระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพที่ยังจับกบจัดกระปอม มีผักหญ้ากินได้ตามมีตามเกิด  หมู่บ้านในชนบทของไทยจึงมีลักษณะเป็น "กึ่งรีสอร์ต" สำหรับคนจนๆ ที่มาทำมาหากินในเมืองแล้วกลับไป "ชาร์จแบต" เป็นครั้งคราวบ้าง

            ประเด็นที่พึงพิจารณาก็คือ แม่บ้านของผมไปซะแล้ว  และภริยาของผมก็คงต้องหาคนใหม่  และแน่นอนว่า มีเอเยนต์จัดหาแม่บ้านชาวพม่ามาทำงาน ซึ่งก็ยังแวะเวียนมาถามไถ่เป็นระยะ ๆ  อันที่จริงขณะนี้เราก็มีแม่บ้านพม่าอยู่คนหนึ่งแล้ว เธอทำงานดี รายได้ยังมากกว่าแม่บ้านคนไทยของผมเสียอีก แม้เธอจะเด็กกว่า แต่อยู่มานาน 2 ปีแล้ว รายได้จึงได้มากกว่าแม่บ้านคนไทยแท้ๆ ที่เพิ่งเข้ามา

            ระหว่างแม่บ้านพม่าที่สู้หลังชนฝาเพื่อครอบครัวที่รอคอยอยู่เบื้องหลังที่พม่า กับแม่บ้านคนไทยที่มีเศรษฐกิจยังชีพอยู่ในชนบทอันไพศาล ใจจึงสู้แตกต่างกัน  อันที่จริงในชนบท มีหญิงวัยกลางคนหรือแม้แต่หญิงอายุเกิน 60 ปีที่ยังแข็งแรงอยู่พอทำงานได้มากมาย  แต่คนเหล่านี้ไม่ได้มาทำงาน  ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนายจ้างยังไม่เปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้มาทำงานเท่าที่ควร มักจำกัดที่อายุ  แต่อีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะชาย-หญิงวัยกลางคนเหล่านี้เต็มใจที่จะอยู่ไปเรื่อยๆ ในชนบทมากกว่าหรือไม่  บ้างก็อยู่บ้านเลี้ยงหลานไปตามมีตามเกิดกันไป            แม่บ้านพม่าของผมเป็นเด็กสาวแต่งงานแล้ว สามีก็ทำงานโรงงานอยู่อีกที่หนึ่งในย่านชานเมือง ช่วงวันหยุดจึงมาหากันที่บ้านของผม  ทั้งสองคนต้องหาเงินเพื่อส่งกลับไปให้ครอบครัวของทั้งสองเดือนละนับหมื่นบาทต่อคน เพราะอยู่กับผม ก็ได้ที่พักฟรี  อาหารหลายครั้งก็ฟรี  เธอทำงานเต็มที่เพราะต้องส่งเงินไปหาแม่เป็นระยะ ๆ  และบางครั้งครอบครัวของเธอก็นึกว่าเธอเป็น "ตู้เอทีเอ็ม" เคลื่อนที่ ขอเงินมาเป็นระยะๆ อีกต่างหาก

            เราควรฝึกคนไทยเราให้เป็นลูกจ้างที่ดี ไม่ใช่หวังฝึกให้เป็นนายจ้างหรือจ้างตนเอง แบบที่เรามักฝึกคนแบบ "ลุงขาวไขอาชีพ" คือให้ไปทำกิจการ SMEs ของตนเอง แล้วก็เจ๊งไม่เป็นท่า รุ่นแล้วรุ่นเล่า  เมื่อ 20 ปีก่อน ผมมีแม่บ้านอยู่คนหนึ่ง ใช้เวลาว่างไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้า พอได้วิชา ก็ลาออกไปเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าในต่างจังหวัด ปรากฏว่าเจ๊งไม่เป็นท่าเพราะมาระยะหลังนี้เขาเลิกตัดเสื้อผ้ากันแล้ว ซื้อสำเร็จรูปดีกว่า  อีกคนก็ลาออกไปรวยทางลัดได้สามีฝรั่ง ทำร้านอาหารก็เจ๊งไป  แม่บ้านคนหนึ่งไม่ค่อยมีใจทำงาน แต่เป็นคนทำกับข้าวเก่ง  ภริยาของผมเลยช่วยให้ไปเปิดร้านอาหารในศูนย์อาหาร แต่โดยที่ขาดความเป็น "เถ้าแก่" ก็เจ๊งไปอีกเหมือนกัน

            ผมไปที่ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน เห็นคนจีนสูงวัยยังทำงานกวาดถนน เช็ดถูตามสนามบิน ฯลฯ อยู่มากมาย ทั้งที่ประเทศเหล่านี้มีค่าจ้างแรงงานที่สูงก็ตาม แต่ประเทศของเขาก็ยินดีที่จะใช้แรงงานในประเทศแทนที่จะใช้แรงงานต่างด้าว ยกเว้นงานใช้แรงงานหนักที่ต้องอาศัยคนต่างด้าวบ้าง  แต่ในประเทศไทยของเรา ยังใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมนุษย์อาวุโสเหล่านี้ได้ไม่มากเท่าที่ควร  ทำให้ประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านหลั่งไหลเข้ามาอยู่อาศัยในแผ่นดินไทยจนกระทั่งตู้เอทีเอ็มยังต้องมีภาษาพม่า

            สำหรับคนไทยเอง ถ้าเราเป็นคนจน แต่ยังยึดติดกับการอยู่อาศัยแบบเศรษฐกิจแบบยังชีพอยู่กินไปวันๆ ก็คงจะขาดอนาคต คงเหลือแต่อนางอหงิกไป ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง  ในระดับบนของประเทศ นายทุนขุนศึกใหญ่ๆ ก็ศิโรราบและสมคบกับนายทุนข้ามชาติปล้นแผ่นดินไทย ส่วนในระดับล่าง ประชาชนคนไทยธรรมดาหรือคนไทยที่ยากจนก็กลับสู้แรงงานต่างชาติไม่ได้เสียอีก

            อนาคตของชาติไทยจะเป็นอย่างไร คิดแล้วหนาวครับ!

ที่มารูปภาพ : https://www.dmc.tv/images/articles/dhamma.com/610814.1.jpeg

 

ที่มา : https://bit.ly/2SK1azS

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0

5 ความคิดเห็น

 
3 ส

ติดตามครับ

OK

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
มังกรดำ

เมื่อก่อน ก็พอจะตามความคิดอยู่ว่า ท่าทางดี

.

.

เพิ่งมาไม่กี่วัน ที่เพิ่งได้อ่านเรื่อง การรณรงค์ กระเช้าภูกระดึง

กับวิธีคิด

แค่วิสัยทัศน์เรื่องนี้ .. ทำให้ มอง โสภณในอีกมุม ว่า...

...คนนี้พูดอะไร ต้องมองต้องคิด หลายตลบ

.

.

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
Boulevard of Hopes

อ.มังกรดำ ออกมาในทางศิลปิน มีมุมมองมาในแนวหนึ่ง

คุณโสภณ ออกมาในแนวทางนักธุรกิจ มีมุมมองในอีกทางหนึ่ง

สำหรับผม ออกมาในทางนักวิชาการ แต่เป็นสายปฏิบัติการ ผมเห็นด้วยกับคุณโสภณ

ประเทศไทยและคนไทยน่าเป็นห่วงมาก ในระยะ 10 ปี ข้างหน้าถ้ายังเป็นแบบนี้

มีโอกาสสูญพันธ์ุได้เพราะโลกปัจุบันมีอัตราการเปลี่ยนที่เร็วมาก

09

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
มังกรดำ

เรียนคุณ Boulevard of Hopes

งานนี้

ผมไม่ได้มองด้วยสายตาคนมองงานศิลปะ

.

ผมมองในแง่ “การทำธุรกิจ”ครับ

การที่จะทำกระเช้า ไปบนภูกระดึง มันไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น ซ้ำกลับจะทำให้เลวลง

กรณีง่ายที่สุดในเรื่องนี้  ผมเปรียบเทียบเทียบให้เห็นจะๆ กับ

การสร้างรถไฟความเร็วสูง จาก กรุงเทพฯ ไป เชียงใหม่

ซึ่งควรมีอย่างยิ่ง

.

.

แต่ในความเป็นจริง รถไฟความเร็วสูง เมื่อไปถึงสถานีเชียงใหม่

ถ้าสิ้นสุดแค่นั้น..รถไฟความเร็วสูง มันก็ไม่มีความหมายอะไร

เพราะ “จะไปทำไมแค่สถานีรถไฟ” ต้องมีส่วนขยายไปยังจุดต่างๆ ของเมืองเชียงใหม่และเมืองรองที่อยู่โดยรอบ

อย่างนี้ รถไฟความเร็วสูง จึงจะได้ประโยชน์

.

.

ในกรณี กระเช้าไฟฟ้า ที่จะสร้างไปยังหน้าผานาน้อย

คนที่ขึ้นภูกระดึง รู้ดีว่า ที่ผานาน้อย “มันแทบไม่มีอะไรเลย”

ไม่คุ้มค่าเลยสักนิดเดียวกับนั่งกระเช้าไปถึงแค่ที่ตรงนั้น

ถ้ากระเช้าไปจอดแค่ผานาน้อย มันก็ป่วยการที่จะมีกระเช้า

“มันต้องมีส่วนขยาย ไปยังจุดต่างๆ ของภูกระดึง”

ซึ่งจากจุดผานาน้อย ไปจุดไฮไลต์ ต่างๆ ของภูกระดึง

ถ้าจะอ้างคนแก่ (ต่อให้หนุ่มสาวก็เถอะ) ...

รู้ไหมว่า ต้องเดินไปกลับกันเป็นสิบกิโลเมตร ?

^^^

ตรงนี้ไงครับ ที่บอกว่า มันมีเงื่อนงำ

ในที่สุด ก็จะมีการสร้างส่วนต่อขยาย อาคารสถานที่ ถนน

ไปตามจุดต่างๆ ของภูกระดึง

มีการบริการ ห้องน้ำ ศูนย์อาหาร ที่พัก ถนน

... ฉิบหายก็มาเยือนภูกระดึงสิครับ...

.

.

.

ผมไม่เชื่อว่า โสภณ มองไม่ออกเรื่องนี้

เพราะสายตาคนที่ชอบเรื่องการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เรื่องง่ายๆ แค่นี้

จะไม่เห็นได้ไง ?

ยกเว้น ว่า โสภณ อาจจะมีบางอย่างที่มิบเม้น ธุรกิจด้วยกับเขา หรือเปล่า ?

(อันนี้เริ่มสงสัยแล้วจริงๆ)

.

.

ส่วนเรื่องที่อ้างถึงสภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน

จากที่เป็นอยู่นี้ ปัจจุบัน ภูกระดึงไม่ได้ประสบปัญหาวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมแต่อย่างไร

ขยะ ก็มีการช่วยกันนำลงมาของนักท่องเที่ยงส่วนหนึ่ง

อีกส่วนหนึ่ง ก็มีการกำจัดได้อย่างดีแล้ว

ทั้งคนที่ขึ้นไป ก็ไม่ได้มากมายอะไร นานๆ จึงจะมีคนขึ้นไปเยอะๆ สักครั้ง

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
มังกรดำ

ถ้าจะบอกว่า นั่งกระเช้าเพื่อชมภูมิทัศน์

ก็ยิ่งแล้วไปกันใหญ่

เพราะโดยรอบ ไม่ได้มีภูมิทัศน์อลังการ เหมือนกระเช้าที่ขึ้นไปดูหิมะแบบที่นิวซีแลนด์

มีแค่แนวเทือกเขาเทือกเดียวที่พอจะสวย

แต่ก็ต้องยามเช้า หรือยามอาทิตย์ตก

ซึ่งแค่ช่วงเวลานั้น มันจะคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่ได้

จากจำนวนคนท่องเที่ยวหรือ?

.

.

อย่างเดียวที่พอจะให้หมดความสงสัยได้

คือ..หากโสภณยอมรับว่า...ไม่เคยเห็นสถานที่จริง

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0