คงจะเดากันออก ????

คงจะเดากันออก ????

สี่ยอดกุมารกับทางเลือก
หมัดเหล็ก30 มิ.ย. 2563 05:04 น.
 

มีการวิเคราะห์กันไว้มากมายกับอนาคตของสี่ยอดกุมาร ที่ประกอบไปด้วย อุตตม สาวนายน รมว.คลัง สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษาฯและ กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกฯ หลังจากถูกตัดบัวไม่เหลือเยื่อใยจาก พรรคพลังประชารัฐ บ้างก็ว่าจะลาออกไปตั้งพรรคใหม่ บ้างว่าอยู่เฉยๆ ไปก่อน และบ้างก็ว่ากลับบ้านเลิกเล่นการเมืองไปเลย

เมื่อเร็วๆนี้มีข่าวว่าสี่ยอดกุมารระดมพลนักธุรกิจหลายสาย คุยกันเรื่องตั้งพรรคการเมือง ระบุชื่อด้วยพรรคสร้างไทย ในขณะเดียวกันที่ผ่านมาก็พยายามที่จะระดม ส.ส.เข้าสังกัด โดยเฉพาะ ส.ส.ภาคกลาง และ กทม. อาทิ กลุ่มดาวฤกษ์ หรือกลุ่ม ส.ส.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอดีตเลขาธิการพรรค เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ถึงสี่ยอดกุมารจะเดินออกจากพรรค หรือถึงขั้นออกจากตำแหน่ง ครม.ของพรรคแต่ก็ยังมี ส.ส.บางกลุ่มที่ต้องตัดสินใจจะเดินตามกันออกไปเพื่อตั้งพรรคใหม่ หรือทนอยู่ๆ ไปก่อน หรือลอยแพสี่ยอดกุมาร ถ้าเป็นทางเลือกอย่างสุดท้าย สี่ยอดกุมารก็คงต้องเลือกทางกลับไปพักผ่อน

แต่อย่าลืมว่าสี่ยอดกุมารได้รับการสนับสนุนจาก รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาโดยตลอด และรองนายกฯ สมคิด ก็มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองหลายค่ายหลายพรรค เพราะฉะนั้นการที่สี่ยอดกุมารจะไปต่อหรือ พอก่อน ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทางการเมืองของรองนายกฯ สมคิด เป็นหลักด้วย

จะมาด้วยกันไปด้วยกัน หรือต่างคนต่างไปดี

ซึ่งถ้าจะมองข้ามช็อต ตามที่ รองนายกฯ สมคิด เปรยเอาไว้ตลอดว่ามีปัญหาสุขภาพ อยากที่จะพักผ่อนมาหลายรอบ เป็นเรื่องที่หาคำตอบได้ไม่ยาก

คงจะเดากันออก

เพียงแต่ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเวลาที่เหมาะสม แต่การเลือกทางสายใหม่ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ เป็นดาบสองคมที่จะถูกสังคมประทับตรา ความล้มเหลวในการบริหารตามมานั่นหมายถึงอนาคตโดยตรง

สังคมไทยเลือกข้างคนชนะเสมอ

ด้วยต้นทุนทางสังคมที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นนักการเมืองมืออาชีพ คงไม่ต้องยุ่งยากลำบากใจ จะตั้งพรรคใหม่ จะย้ายพรรค จะไปทำอะไรที่ไหนเป็นเรื่องธรรมชาติ

แต่นักวิชาการ นักธุรกิจ ที่มีต้นทุนอยู่แล้ว ต้องพยายามรักษาต้นทุนเอาไว้ให้ได้ อย่างน้อยก็ยังกลับไปเป็นนักวิชาการหรือนักธุรกิจได้ต่อไป

ยังมีทางลง

โบราณว่าขึ้นหลังเสือว่ายาก แต่ลงจากหลังเสือว่ายากกว่าการจะลงหลังเสือให้สง่างามด้วยแล้ว เป็นเรื่องที่ยากที่สุด ยิ่งถ้าเลือกทางลงไม่สวย ก็จะจบไม่สวยทุกราย.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th

https://www.thairath.co.th/news/politic/1878660

 

 

การ์ตูน เซีย

 

ฝนเอ๋ยทำไมจึงตก
กิเลน ประลองเชิง30 มิ.ย. 2563 05:01 น.
 

สำนวนไทยเกี่ยวข้องกับฝนมีหลายสำนวน ฝนตกอย่าเชื่อดาว ฝนตกไม่ทั่วฟ้า ฝนสั่งฟ้า ฝนเดือนห้า ฝนเดือนหก ส่วนฝนเอ๋ยทำไมจึงตกไม่เป็นสำนวน แต่เป็นบทแรกของคำร้องเล่นของเด็กๆ ฝนเอ๋ยทำไมจึงตก ที่ต่อด้วย เพราะกบมันร้อง

บทนี้ที่จริงจำลองมาจากธรรมะชั้นสูงของพุทธศาสนา

อิทัปปัจจยตา ทุกสิ่งเกิดขึ้นเป็นปัจจัยให้กันและกัน เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับสิ่งนี้จึงดับ

หากเข้าใจแจ่มชัดถึงธรรมะข้อนี้ก็คงไม่ต้องพะวงสงกา ใครจะมา ใครจะไป

ทั้งสำนวนหรือบทร้องเล่นเหลานี้ ใครอารมณ์ไม่ดี ฟังแล้วไม่ชอบใจก็มักบ่น “ฝนตกขี้หมูไหล”

กาญจนาคพันธุ์อธิบายฝนตกขี้หมูไหล หมายความว่า เรื่องเหลวไหล เรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องไม่มีสาระ

โดยความหมายตรงๆ ฝนตกขี้หมูไหลมีความหมายแค่คำบ่น

แต่คนไทยมีนิสัยเจ้าบทเจ้ากลอน สำนวนนี้มีสร้อยต่อท้ายคนจัญไรมาเจอกัน เวลาใครพูดแค่ว่าฝนตกขี้หมูไหลไม่ต้องต่อสร้อย...ก็เข้าใจเป็นคำด่า

อาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว เขียนถึงสำนวน “ฝนตกขี้หมูไหล” ไว้ในหนังสือเสนาะเสน่ห์สำนวนไทย (สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2548) บทความเรื่องนี้อาจารย์เขียนเมื่อปี 2544 ช่วงต้นๆรัฐบาลนายกฯทักษิณ

อาจารย์ปรารภว่า ดูการ์ตูนโกหน่องในมติชนสุดสัปดาห์ เขียนภาพชายแต่งสูท ติดป้ายชื่อปุระชัย (เปี่ยมสมบูรณ์) แหงนดูฝูงหมู่นกและเมฆฝนข้างบน มีคำบรรยาย “ฝนเริ่มตั้งเค้าอีกแล้ว”

ตอนนั้นคุณปุระชัยเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย กำลังวุ่นอยู่กับการจัดระเบียบสังคม มีระเบียบซ่องโสเภณีรวมอยู่ด้วย มีข่าวถูกรบเร้าขอจากพวก ส.ส.

คนดูการ์ตูนก็คิดต่อว่า “ขี้หมูไหล” ได้ทันที

อาจารย์ล้อมเล่าว่า สังคมไทยในชนบทแต่ก่อนนิยมเลี้ยงสัตว์จำพวกหมู เป็ด ไก่ นอกจากช่วยจัดการกับเศษอาหารและกากที่เหลือในแต่ละวัน ถ้าไม่พอก็จัดหาเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เป็นการช่วยเสริมรายได้ลดรายจ่าย

ในยามไม่อยากไปซื้อหา ไข่เป็ดใบสองใบ ไก่รุ่นโชคร้ายสักตัวก็พอเป็นกับข้าวได้

คอกหรือเล้าเป็ดไก่ มักทำไกลออกไปเล็กน้อย แต่ก็อยู่ในบริเวณ ที่สำคัญต้องไม่อยู่ในตำแหล่งที่ลมพัดผ่านเข้าสู่ตัวบ้าน ในท้องที่น้ำท่วมถึง ก็ยกพื้นคอกให้สูงพอพ้นน้ำ มีส่วนหนึ่งของคอกที่ทำเพิงพักให้

โดยปกติก็เลี้ยงปล่อย เรียกเข้าคอกตอนเย็นหรือตอนให้อาหาร

ภาพเหลานี้ตอนนี้หาดูได้ยาก พอมีให้ดูอยู่บ้างในหมู่ชาวเขาชาวดอย ถึงหน้าฝน วันไหนฝนตกน้ำจากคอกหมูก็ไหลไปทั่วลานพาเอาขี้หมูกระจายไปทั่ว ผู้คนสมัยนั้นซึมซับกลิ่นขี้หมูไหลได้ดี

เพียงมีคำ “ฝนตก” ไม่ต้องต่อ “ขี้หมูไหล” ใจก็คิดไปถึง สร้อยต่อท้าย คนจัญไรมาเจอกัน

นักข่าวรู้จัก ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ดี ท่านขึ้นชื่อในความถูกผิด เหมือนพระเคร่งวินัย ใครมาขอพบท่านก็ให้มีคนที่สามนั่งฟังเป็นพยาน เป็นการป้องกันข้อครหา

คนดีแบบคุณปุระชัยก็เป็นเหมือนคนดีๆ สมัยต่อมา อยู่กับการเมืองแบบฝนตกขี้หมูไหลไม่ได้นาน

ใครที่คิดว่าเป็นคนดี หากทนกลิ่นขี้หมูแรงถึงขนาดเอาพ่อเล้าแมงดาเข้ามาอยู่ใกล้ๆได้...ผมชักไม่แน่ใจจะเป็นคนดีจริง.

กิเลน ประลองเชิง

https://www.thairath.co.th/news/society/1878531

 

  • รัก
    6
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    2

1 ความเห็น

 
3 ส

4 ยอดกุมาร

เปื่อย

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    4