ขึ้นผิดเวลา

ขึ้นผิดเวลา

ขึ้นผิดเวลา
ขึ้นผิดเวลา

https://www.thairath.co.th/content/1393914

อยู่ดีๆ ไม่มีขลุ่ยไม่มีปี่ รถเมล์ปรับอากาศ ขสมก.ก็ฉวยจังหวะชุลมุน ขอคารวะขึ้นค่าโดยสารรถเมล์แอร์อีกเที่ยวละ 2 บาท

เริ่มสตาร์ตอัพตั้งแต่วันที่ 15 เดือนนี้เป็นต้นไป

ผลจากการปรับขึ้นค่าโดยสารครั้งนี้ ทำให้อัตราค่าโดยสารรถเมล์ปรับอากาศรุ่นใหม่ที่เก็บตามระยะทางตั้งแต่ 11 บาทไปจนถึง 23 บาท จะปรับขึ้นเป็น 13 บาท ถึง 25 บาททันที!!

ถ้าขึ้นรถเมล์ต่อเดียว 2 เที่ยวไปกลับ ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 4 บาทต่อวัน

หรือ ต้องจ่ายเพิ่มอีก 120 บาทต่อเดือน หรือ อีก 1,440 บาทต่อปี!!

ถ้ามองเผินๆ การขึ้นค่าตั๋วรถเมล์แอร์อีกเที่ยวละ 2 บาท เหมือนไม่มากมาย

แต่สำหรับคนที่ใช้รถเมล์ ขสมก.ก็ไม่ถือว่าน้อยนะคุณ

“แม่ลูกจันทร์” มองว่า การจู่โจมขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ปรับอากาศ ขสมก.ไม่ควรทำปุบปับฉับพลัน

ควรแจ้งให้ผู้โดยสารทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน

ข้อสำคัญ การที่กระทรวงคมนาคมเปิดไฟเขียวให้ ขสมก.ขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ในช่วงใกล้เลือกตั้งใหญ่

ถือว่าผิดจังหวะอย่างแรง!!

แต่เพื่อความเป็นธรรม ต้องฟังคำชี้แจงจาก ขสมก.ว่ามีเหตุผลจำเป็นอย่างไรจึงต้องรีบร้อนขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ปรับอากาศอีก 2 บาทต่อเที่ยวต่อคน??

นายประยูร ช่วยแก้ว รักษาการ ผอ.ขสมก. ชี้แจงว่า คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ได้มีมติให้กำหนดค่าโดยสารรถเมล์ปรับอากาศ ขสมก. 13 บาท ถึง 25 บาทต่อเที่ยวต่อคน

แต่ที่ผ่านมา ขสมก.เก็บค่าโดยสารอัตรา 11 บาทถึง 23 บาทต่อเที่ยวต่อคน เพื่อสนองนโยบายกระทรวงคมนาคมที่ต้องการดูแลค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของพี่น้องประชาชน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558 หรือเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา

เมื่อหมดช่วงโปรโมชัน ขสมก.ก็จำเป็นต้องปรับขึ้นค่าโดยสารตามราคาจริง เพื่อลดภาระขาดทุน

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า การปรับขึ้นค่าโดยสารรถเมล์แอร์ ขสมก. อีก 2 บาทต่อเที่ยวต่อคน เป็นแค่นำร่องเท่านั้นเอง

คาดว่าปีหน้า...จะมีการปรับค่าโดยสารรถเมล์แอร์ซ้ำอีกกระทอกเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง

ยิ่งกว่านั้น ปีหน้า 2562 ขสมก. มีแผนจะปรับขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ร้อน ซึ่งเก็บค่าตั๋วขั้นต่ำเพียง 6 บาท 50 สตางค์ต่อเที่ยวต่อคน ซึ่งเป็นอัตราค่าโดยสารที่ต่ำเกินไป

เนื่องจากค่ารถโดยสารรถเมล์ร้อนที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงต้องเริ่มจาก 11 บาท หรือ 12 บาทต่อเที่ยวต่อคน

“แม่ลูกจันทร์” กระชุ่นบอร์ด ขสมก. และ รมว.คมนาคม ผู้กำกับดูแล ขสมก. โปรดพิจารณาให้รอบคอบรอบด้านก่อนจะเปิดไฟเขียวให้ปรับขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ร้อน เพื่อแก้ปัญหา ขสมก.ขาดทุนริดสีดวงบานเป็นกลีบมะไฟ

เพราะรถเมล์ร้อน ขสมก. เป็นบริการขนส่งสาธารณะสำหรับผู้มีรายได้น้อยใช้เดินทางไปทำมาหากิน

การขึ้นค่ารถเมล์ร้อนจะมีผลกระทบอย่างจังต่อผู้มีรายได้น้อยใน กทม.และปริมณฑลนับแสนคน

วันนี้พี่น้องชาว กทม.ส่วนใหญ่ยังเดือดร้อน รายได้ไม่พอใช้ ทำมาหาได้ไม่พอกิน

อย่ารีบร้อนขึ้นค่ารถเมล์ร้อนให้ร้อนฉ่ายิ่งกว่านี้เลย.

“แม่ลูกจันทร์”

***********************************

*************************************************

*************************************************************


‘ลุงตู่’ สู้แบบพาร์ตไทม์
‘ลุงตู่’ สู้แบบพาร์ตไทม์

https://www.thairath.co.th/content/1394485

ไฮโลเปิดถ้วยแทง แทบไม่ต้องลุ้นตื่นเต้น

ก็มันรู้ผลตั้งแต่เห็นตัวเลขอดีต ส.ส.ลงชื่อรับรองคนสมัครชิงเก้าอี้ คนเข้าป้ายหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ หนีไม่พ้น “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เจ้าของเก้าอี้คนหน้าเดิม

ส่วนเต็งสองอย่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่รู้อยู่เต็มอกว่าแพ้ แต่เสนอตัวมาเทียบ ก็ได้ยกระดับอัปเกรดตัวเองมาอยู่ชั้นเดียวกับ “อภิสิทธิ์”

ถ้าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล นั่นหมายถึงมีสิทธิ์คั่ว “รัฐมนตรีว่าการ”

ด้านเต็งบ๊วย “เสี่ยจ้อน” อลงกรณ์ พลบุตร ในฐานะ “คนนอก” ที่กระโดดร่วมวงสู้เหมือนมวย “แก้บน” แต่ผลก็คือการได้กลับเข้าพรรคประชาธิปัตย์ในระดับแถวหน้าแบบเนียนๆ

นี่คือวิถีของเซียนเขี้ยวยี่ห้อประชาธิปัตย์

โชว์เป็นค่ายแรกที่นำร่องการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญใหม่ ใช้ “ไพรมารีโหวต” ในการเลือกผู้นำพรรค

สร้างสีสัน กระตุ้นเรตติ้ง ชิงพื้นที่ข่าวให้กองเชียร์ได้คึกคัก

แต่เมื่อถึงจุด “หักดิบ” นี่คือการปูทางลงนุ่มๆให้ “อภิสิทธิ์” หลังเลือกตั้ง ในสภาพของผู้นำทัพ พ่ายแพ้เลือกตั้ง ต้องแสดงสปิริตลาออก เปิดทางหัวหน้าพรรคคนใหม่

นำประชาธิปัตย์ไปหนุน “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตีตั๋วต่อได้แบบไม่เขิน

สรุปเลย เกมนี้ วิน วิน ทุกฝ่าย

ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ “ตัวแปร” ประชาธิปัตย์ก็เล่นแต้มได้แค่นี้

แต่ที่เดิมพันสูงในฐานะเต็งหนึ่ง “แพ้ไม่ได้” ก็คือลูกข่ายยี่ห้อ “ทักษิณ” ตามฉากสถานการณ์ที่แกนนำพรรคเพื่อไทยแห่บินไปพบ “นายใหญ่” ระดมวางแผนชิงคืนอำนาจประเทศไทยกันที่ฮ่องกง

ในอารมณ์แบบที่ลูกหาบชักเริ่ม “งง” กับยุทธศาสตร์การต่อสู้

ไม่รู้ว่าเป้าหมายแท้จริงๆคืออะไรกันแน่ กับเกมรบแบบแยกกันเดินรวมกันตี ผุดสารพัดยี่ห้อ “เพื่อ” มาเป็น “นอมินี” จนถึงตรงนี้มีทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อธรรม พรรคเพื่อชาติ

ยังไม่นับพันธมิตรแบบที่ยื่นมือเข้าไปแตะกันใกล้ชิด ทั้งพรรคอนาคตใหม่ของ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคเสรีรวมไทยโดยการนำของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์

เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. ไปยันค่ายประชาชาติภายใต้การนำของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา

เปิดหน้า โชว์ตัว เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายชัดเจน

เป็นยุทธศาสตร์ที่ผสมปนเปตามเงื่อนไขแก้โจทย์ปัญหานอกพรรคในพรรค

ทั้งรองรับเหตุฉุกเฉินยุบพรรคเพื่อไทย ตีคู่ไปกับการแก้ปมขบเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างเจ๊ๆเฮียๆขาใหญ่ในทีม “นายใหญ่” ที่เหยียบตาปลา ไม่ลงรอยกัน พร้อมๆกับตั้งพรรคมารองรับผู้สมัครที่ล้นจากพรรคเพื่อไทย ไหนจะต้องเก็บแต้มตกหล่น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จากการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม

สรุปคือแก้เหลี่ยมกติกาที่ออกแบบมาสกัด “ทักษิณ” กลับมาครองเกมอำนาจการเมือง

ไม่ว่ามาล็อกยังไง “ทักษิณ” ก็หาเหลี่ยมเล็ดลอดจนได้

นั่นก็เพราะทีม “ทักษิณ” เล่นการเมืองแบบ “full time” เต็มเวลา คิด วางแผน แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง

วางแผนชิงอำนาจแบบโคตรเซียนเลือกตั้งมืออาชีพ

แต่เทียบกับทีม “นายกฯลุงตู่” ที่เล่นการเมืองแบบ “part time”

แบบที่ตัว “นายกฯลุงตู่” ต้องค่อยๆแง้มไพ่ตีตั๋วต่อหลังเลือกตั้ง ยังเคอะๆเขินๆ

ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่เปิดตัวสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ต้องพูดเรื่องการเมืองนอกเวลาราชการ

ในเวลาบริหารต้องปั่นเนื้องาน แบบที่ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ต้องเร่งรับมือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่จะส่งผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจโลกในอนาคตอย่างหลีกไม่พ้น

แค่งานประคองเศรษฐกิจก็ล้นมือ เหลี่ยมการเมืองสู้ยังไงก็แต้มเป็นรอง

แต่ก็มีจุดที่ “ลุงตู่” สู้ได้ นั่นคือผลงานเชิงประจักษ์ หักมุมกับเกมกระแทกด้วยลมปาก

แบบที่อ้างอิงได้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดการเจริญเติบโตเศรษฐกิจทั่วโลกเพราะผลจากสงครามการค้าสหรัฐฯกับจีน แต่ทั้งไอบีเอฟและธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ปรับประมาณการเศรษฐกิจของไทยเพิ่มทั้งในปี 2561 และปี 2562

สะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งจริง ยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้

เสริมน้ำหนักทีม “ลุงตู่” มีจุดขายเนื้องานที่จับต้องได้ ณ ปัจจุบันต่อเนื่องทิศทางอนาคต

สู้กับ “บุญเก่า” ยี่ห้อ “ทักษิณ”.

ทีมข่าวการเมือง

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    3
  • ขำขำ
    3
  • เศร้า
    1
  • โกรธ
    3

2 ความคิดเห็น

 
nopin

ขสมก.ยิ่งบริการยิ่งเป็นหนี้ ทั้งที่ค่าสัมปทานเส้นทางเดินรถก็ไม่เสีย เส้นทางเดินรถก็เลือกเองได้

ส่วนรถร่วมขสมก. วิ่งบริการยิ่งเพิ่มรถเพิ่มเส้นทาง ทั้งที่ค่าสัมปทานเส้นทางเดินรถก็ต้องเสีย

เอางี้มะ ขายข้าว  บริหารงานขาดทุนต้องชดใช้

ดังนั้น ToT บริหารงานขาดทุนต้องชดใช้

การบินไทย บริหารงานขาดทุนต้องชดใช้

การรถไฟ บริหารงานขาดทุนต้องชดใช้

ขสมก บริหารงานขาดทุนต้องชดใช้

แล้วทุก รัฐวิสาหกิจ บริหารงานขาดทุนต้องชดใช้

รับรองว่าทแทะไม่กล้ารับตำแหน่งDD. เพราะตัวมันเองรู้ตัวเองดีว่าไร้ความสามารถที่รับงานได้ทุกย่าง

ทั้งนายกและทุตำแหน่งเพราะเจ๊ง กูม่านเกี่ยว

  • หลงรัก
    3
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    5
  • เศร้า
    2
  • โกรธ
    4
 
3 ส

อนาถ

ขี้เซา

  • หลงรัก
    6
  • ว้าว!
    2
  • ขำขำ
    3
  • เศร้า
    3
  • โกรธ
    3