ขนหัวลุก แหกวงล้อม?

ขนหัวลุก แหกวงล้อม?

09.00 INDEX ความมั่นใจ ต่อคลัสเตอร์เรือนจำ ความมั่นใจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา

https://www.matichon.co.th/covid19/news_2728928

 

 

 

ความมั่นใจ ต่อคลัสเตอร์เรือนจำ ความมั่นใจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

แม้การเกิด ‘คลัสเตอร์’ เกือบทุก ‘ชุมชนแออัด’ ในพื้นที่กรุงเทพมหา นครจะสะท้อนให้เห็นการปล่อยปละละเลยของรัฐบาลต่อคนยากคนจน แต่กรณี ‘เรือนจำคลัสเตอร์’ ยิ่งมีความเด่นชัด

 

เพราะทุกเรือนจำ 140 กว่าแห่งในขอบเขตทั่วประเทศล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม

 

ไม่ว่าจะมองผ่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ไม่ว่าจะมองผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่ว่าจะมองผ่านนายกรัฐมตรี ไม่ว่าจะมองผ่านผู้อำนวยการศบค.

 

ล้วนยากที่จะปัดปฏิเสธ ล้วนยากที่จะไม่อาจรับรู้ในสภาพความเป็นจริงที่ไม่เพียงแต่จะมีการแพร่ระบาดอย่างอึกทึก ครึกโครม กว้างขวาง ใหญ่โต เพิ่มตัวเลขแตะเข้าไปใกล้หลักหมื่น

 

หากที่สำคัญมากยิ่งไปกว่านั้นยังอยู่ที่ 1 กรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรมไม่เคย ‘สำเหนียก’ มาก่อน

 

และ 1 เหตุใด ‘ตัวเลข’ จึงมาปูดเป่งในเดือนพฤษภาคม

 

 

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ‘โควิด’ แพร่ระบาดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 แล้ว เป็นคำถามถึงกระบวนการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ

 

กล่าวสำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอาจไม่ได้รู้ในข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่เพราะเพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งหลังการเลือกตั้ง เมื่อเดือนมีนาคม 2562

 

แต่บรรดาอธิบดีและรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ซึ่งล้วนเป็น ‘ลูกหม้อ’ เติบใหญ่อยู่ในสายงานมาอย่างต่อเนื่อง

 

ไม่เคยรู้มาก่อนเลยหรือว่าจำนวนนักโทษและผู้ต้องขังระหว่าง ดำเนินคดีมากกว่า 300,000 คนภายในเรือนจำ 140 กว่าแห่งทั่วประเทศมีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร

 

เพียงภาพที่สื่อญี่ปุ่นนำออกเผยแพร่และมีการยอมรับโดยกรม ราชทัณฑ์ว่าเป็นเรือนจำในจังหวัดชุมพร แม้มิได้เป็นภาพปัจจุบัน

 

กระนั้น ใครที่เห็นย่อมตระหนักว่าเป็นภาพอันน่าอเนจอนาถยิ่ง

 

 

ท่วงท่าอาการของรัฐมนตรีอาจมีความขึงขังเป็นอย่างสูง แต่สังคมก็ประเมินและสรุปไปล่วงหน้าแล้วอย่างเป็นเอกภาพ โดยพื้นฐานก็คือในเรื่องความน่าเชื่อถือของกรมราชทัณฑ์

 

ตัวอย่างที่เด่นชัดก็คือในกรณีของ น.ส.ปภัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล

 

ความไม่มั่นใจว่ากรมราชทัณฑ์จะสามารถจัดการได้ก็อีกรอบเดียวกับความไม่มั่นใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะจัดการได้

 

นี่คือ ความไม่มั่นใจ ‘ร่วม’ ที่ดำรงอยู่ในสังคม

การ์ตูน เซีย

การ์ตูน จ๊ะโอ๋

 

 

"ยุบสภา" แหกวงล้อม?

ขนหัวลุก “นิวไฮ” ทะลัก 9,600 กว่าราย จ่อแตะหลักหมื่นตัวเลขสะท้อนความจริงน่าสะพรึง เชื้อไว้รัสมรณะโควิด-19 แฝงอยู่ตามคลัสเตอร์ลามเป็นดอกเห็ด โดยเฉพาะการติดเชื้อในเรือนจำที่มีนักโทษทั่วประเทศกว่า 3 แสนคน ถึงจุดตัวเลขจริง อาจสูงกว่านี้ ตามรูปการณ์ถ้ายังลักลั่น ไม่ล็อกดาวน์เต็มที่ เสี่ยงคุมเชื้อลามไม่อยู่ ทะลุหลักหมื่นแน่ในไม่กี่วันข้างหน้า

และโดยเงื่อนไขสถานการณ์โกลาหล คนไทยจะแตกตื่นแย่งกันฉีดวัคซีนที่ยังขาดอีกมหาศาล

หลับตาเห็นฉาก “กลียุค” ลอยอยู่ตรงหน้าในภาวะไวรัสโควิด-19 ล้อมกรอบ และยังโดนการเมืองล้อมอีกชั้น ตามสถานการณ์ต้อนผู้นำทหารเฒ่าอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ตกอยู่ในวงล้อม 2-3 ชั้น

เมื่อกองเชียร์ พลิกมาเป็นกองแช่ง คนเคยรักออกมาไล่ ตามความเคลื่อนไหวที่ “ทนายนกเขา” นายนิติธร ล้ำเหลือ แกนนำกลุ่มประชาชนคนไทย นำขบวนทีม “ขาเขย่ง” ก้ำกึ่งพันธมิตรฯ

 

แฝง กปปส.แถลงอัปเปหิ พล.อ.ประยุทธ์ ไขก๊อก เสียสละลาออก

เปิดทางนายกฯคนนอกกู้วิกฤติ เกินจุดรับได้กับความผิดพลาดจัดการโควิด

ซ้ำดาบสองติดๆ โดยนายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ไล่ขย่มซ้ำ โพสต์เฟซบุ๊กสะท้อนสัจธรรม

ไม่ใช่แค่ม็อบเด็กที่รอจังหวะคว่ำกระดาน ทีมฝ่ายค้านที่ตั้งท่าขย่มในสภา สถานการณ์มาถึงจุดทีมองครักษ์คุ้มกัน หักลำพลิก 180 องศา มาเป็นกบฏไล่บี้ผู้นำให้ลงจากอำนาจ

ตามสภาพ “บิ๊กตู่” อยู่ท่ามกลางวงล้อม เสียงโห่ดังอื้ออึง

ท่ามกลางภาวะเดิมพันสุดท้าย ในบท “ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” รวบอำนาจลุยกับกองทัพโควิดที่กำลังไล่ต้อนคนไทยเข้าโซนมรณะ ถ้าสกัดไม่อยู่ คนไทยตายเป็นเบือ “บิ๊กตู่” ก็ไม่รอดเหมือนกัน 

หันไปทาง “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข ยังเมาหมัด บริหารจัดการวัคซีนล่าช้า “เสี่ยโอ๋” นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ยังไม่เคลียร์ปม “ไทม์ไลน์” ติดเชื้อโควิดลามเข้าทำเนียบรัฐบาล มาถึงนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ที่กำลังโดนบี้หนักจากโควิดลามหนักในเรือนจำ ซ้ำปมร้อนที่เจ้าตัวเพิ่งเคลียร์ปมคลัสเตอร์รดน้ำสงกรานต์ที่สุโขทัย

กระแสความเชื่อมั่นในตัวผู้นำ ศรัทธาในทีมงาน ครม.ร่อยหรอเต็มที

มันคือสิ่งที่ฟ้องด้วยปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่างๆ สื่อแค่สะท้อนตามข่าว ไม่ได้ปรุงแต่งด้วยอารมณ์อคติแต่อย่างใด

แต่ในเครื่องหมายคำถาม จนแต้มแบบนี้ “บิ๊กตู่” จะจอดไขก๊อกตามเสียงไล่หรือไม่

นาทีนี้มันยังง่ายไปสำหรับผู้นำทหารเฒ่าที่ลากเกมอำนาจมาไกลถึง 7 ปีกว่า ถ้าไม่ถึงที่สุด ไม่มีสัญญาณพิเศษ “ประยุทธ์” ไม่มีทางยอมโดนไล่ลงเวทีให้เสียฟอร์มแน่ เพราะมันยังมีช่องทางยุบสภา ทางออก

 

ตามกติกาประชาธิปไตยในภาวะ “คัมภีร์ซือแป๋มีชัย” รัฐธรรมนูญยังเอื้อ “บิ๊กตู่” ถือไพ่เหนือกว่าในมือ

ตามสภาพที่ป้อมค่ายการเมืองอื่นตกร่องท้องช้าง ลากไม่ขึ้นทั้งนั้น

ค่ายภูมิใจไทย “เสี่ยหนู-ศักดิ์สยาม” เจอโควิดประจานฟอร์มบริหาร แต้มบวกไม่มีเลย สถานการณ์ไม่แตกต่างจากยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ทำได้แค่เกาะเอว “บิ๊กตู่” ตื๊ออยู่ตุนเสบียง กระแสความนิยมหดถึงระดับเข็นไม่ขึ้น ปักษ์ใต้ฐานใหญ่สะเทือนหนัก สภาพพรรคแตก รอแยกทางใครทางมัน

หันไปที่ค่ายเพื่อไทยก็ยังหาหัวเสียบไม่ได้ เพราะนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ แม่ทัพจำเป็น ก็ “แก่เกินแกง” จะหันเชิด “บุรุษแกร่งสุดในปฐพี” อย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เจ้าตัวก็ปักใจสนามผู้ว่าฯ กทม.

ยี่ห้อ “นายห้างดูไบ” ไม่มีนอมินีเจ๋งๆเหลือแล้ว

ส่วนทีมเด็กอย่างพรรคก้าวไกลก็ติดปมขี่พายุทะลุฟ้า แรงแรงแหกโค้ง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ติดโทษแบนยาว ไม่มีตัวมาขับเคลื่อนที่พอจะทะลุขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งรัฐบาล

แนวโน้มฝ่ายค้านจะยกระดับเป็นคู่แข่งยังห่างไกล

แต่จุดเปลี่ยนอำนาจจริงๆมันอยู่ในขุมข่ายทีมทหารเฒ่า ที่จะสลับดอกกันใหม่ ตามรูปการณ์ที่พรรคพลังประชารัฐรอจังหวะ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ผู้มากบารมี ขึ้นแท่นเลขาธิการพรรค ยึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เขี่ยทีมสามมิตร รวมถึง “เสี่ยเฮ้ง” นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ออกนอกวง

พปชร.คือฐานที่มั่นสุดท้ายของ “ธรรมนัส” กับทีม 3 ช. “มาดามบิ๊กอาย” นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล

แต่นั่นไม่ใช่ฐานของ “บิ๊กตู่” ที่จะไปต่อ เพราะของจริงคือพรรคใหม่ที่เสี่ย “ฉ” นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงเสาเข็มแน่น พร้อมเป็นป้อมค่ายที่ตั้งขึ้นรองรับฐานอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ กับ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย แยกวงออกมาจาก พปชร.

แค่รอหลัง พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2565 โยกย้ายข้าราชการเกษียณในเดือนกันยายน

ถ้าการเมืองยังวนอยู่แค่นี้ แทงหวยได้ “บิ๊กตู่” ยุบสภามีโอกาสสูง.

ทีมข่าวการเมือง

https://www.thairath.co.th/news/politic/2094560

 

  • รัก
    10
  • ฮ่าฮ่า
    8
  • ว้าว
    7
  • เศร้า
    12

2 ความเห็น

 
ICT

ไม่ควรตายฟรี

18 พ.ค. 2564 05:03 น.

โควิดระบาดหนักรอบที่ 3 ลุกลามเป็นไฟไหม้ฟางตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนลากยาวมาแล้วหนึ่งเดือนครึ่งยังน็อกมันไม่ลง ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยพุ่งไม่หยุดจนทะลุเจ็ดหมื่นคน มีผู้เคราะห์ร้ายต้องเสียชีวิตจากโควิดไปแล้วเกือบ 500 ราย

ที่น่าเศร้าใจคือมีผู้ป่วยบางรายต้องนอนรอเตียงโรงพยาบาลจนตายคาบ้านจนเป็นข่าวครึกโครม

ล่าสุด มีครอบครัวผู้เสียชีวิตยื่นฟ้อง ศาลปกครองกลาง เรียกค่าชดเชยความเสียหายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประธานศูนย์บริหารการแพร่ระบาดโควิด (ศบค.)

โดยระบุในคำฟ้องว่าเมื่อผู้ป่วยทราบว่าตัวเองติดเชื้อโควิด ได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อขอความช่วยเหลือจากศูนย์แจ้งเหตุสายด่วนต่างๆ ขอเข้ารักษาอาการป่วยในโรงพยาบาล ตามคำแนะนำของ ศบค.

 

แต่กลับไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ ทำให้ผู้ป่วยต้องนอนรอความตายอยู่ที่บ้านนานถึง 5 วัน

จนเชื้อโควิดลงปอดและทำลายปอดอย่างสิ้นเชิง!!

หากผู้ป่วยได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมทันท่วงที ตั้งแต่เริ่มติดเชื้อเชื้อโควิดก็ยังไม่ทำลายปอด

ผู้ป่วยก็จะไม่ต้องถึงแก่ความตาย

จึงขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้ นายกรัฐมนตรี สำนักนายกฯ และ ศบค. ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 4.5 ล้านบาท แก่มารดาผู้เสียชีวิต ซึ่งต้องได้รับความเดือดร้อนขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู ฯลฯ

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าคดีนี้เป็นคดีแรกที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากโควิด ยื่นฟ้อง นายกฯลุงตู่ ข้อหาบกพร่องต่อหน้าที่ ดำเนินการช่วยเหลือผู้ป่วยคิดล่าช้าเกินไป

 

ถ้ามีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าผู้ป่วยรายนี้ได้พยายามแจ้งขอความ ช่วยเหลือจากสายด่วนต่างๆของทางราชการ

แต่ไม่มีหน่วยงานใดรับตัวผู้ป่วยไปรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสมทันท่วงที จนทำให้ผู้ป่วยต้องเสียชีวิตโดยไม่สมควร

นายกฯลุงตู่ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และประธาน ศบค. ก็ยากจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้เต็มปากเต็มคำ

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับลุงตู่ กำหนดให้การดูแลสุขภาพประชาชนเป็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี

แถมบรรจุเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญถึง 2 มาตรา

มาตรา 47 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 

มาตรา 56 ระบุว่ารัฐต้องดำเนิน การให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุข ที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง

ทั้งการควบคุมป้องกันโรค และการรักษาพยาบาล!!

ดังนั้น การปล่อยให้คนป่วยโควิดต้องนอนรอเตียง ถึง 5 วัน โดยไม่ได้รับการดูแลรักษาพยาบาลใดๆ

จึงมีเหตุผลสมควรที่มารดาผู้เสียชีวิตควรได้รับเงินชดเชยเยียวยาความเสียหายจากรัฐบาล

ปล.นี่เป็นคดีแรก และคงไม่ใช่คดีเดียว ที่ครอบครัวเหยื่อโควิดจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาล

ทุกชีวิตมีค่า ผู้เสียชีวิตจากความล่าช้าของรัฐบาล ควรได้รับการชดเชยตามหลักมนุษยธรรม

ขอกระชุ่น นายกฯลุงตู่ รับไปพิจารณาด้วยนะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

https://www.thairath.co.th/news/politic/2094102?utm_source=PANORAMA_TOPIC

  • รัก
    8
  • ฮ่าฮ่า
    6
  • ว้าว
    10
  • เศร้า
    4
 
3 ส

ไอ้เห้ตู่

โกรธแล้ว

  • รัก
    6
  • ฮ่าฮ่า
    7
  • ว้าว
    11
  • เศร้า
    11