การเลือกตั้งใหม่เขต 8 เชียงใหม่มันจะเป็นการพิสูจน์อะไรหลายๆอย่างและมีความหมายอย่างยิ่งกับพรรค “อนาคตใหม่ “

การเลือกตั้งใหม่เขต 8 เชียงใหม่มันจะเป็นการพิสูจน์อะไรหลายๆอย่างและมีความหมายอย่างยิ่งกับพรรค “อนาคตใหม่ “

การเลือกตั้งใหม่เขต 8 เชียงใหม่มันจะเป็นการพิสูจน์อะไรหลายๆอย่างและมีความหมายอย่างยิ่งกับพรรค “อนาคตใหม่ “

เมื่อคืนนี้ได้ไปสังเกตการณ์พรรค “อนาคตใหม่” ที่ไปปราศรัยใหญ่ที่ ทุ่งเ ยว สันป่าตองโดยมี “ธนาธร “ เป็นหัวเรือใหญ่ เป็นผู้กล่าวปราศรัย

 60352109_629362384243757_761740125426365...e=5D56BDD9]

มีประชนไปฟังกันล้นหลามพร้อมกับยืนเข้าคิวยาวเหยียดรอถ่ายรูปกับคุณ “ธนาธร “ไว้เป็นที่ระลึก

 60343939_2124043544560401_60475987090997...e=5D6B8DFF]

ผมเดินไปทักทายกับคนหลากหลายทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักก็ไปเจอคำถามตรงที่ว่า “ที่ กกต. ไปยื่นฟ้องศาลกรณี “ธนาธร “ ถือหุ้นสื่อนั้นจะพบกับจุดจบไหม ผมก็ตอบไปว่า “อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะมันแล้วแต่ใบสั่งว่าจะเอากันถึงขนาดไหน อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ในประเทศนี้ “

แล้วก็มีชาวบ้านที่ยืนร่วมฟังอยู่สวนตอบขึ้นมาว่า..” หากเกิดอะไรขึ้นในทางไม่ดีกับ “ธนาธร “ เขาจะออก...จะออกมาปกป้องผู้แทนของเขา..ที่เขาเลือก...แต่จะออกมาปกป้องยังไงนั้นผมไม่ขอนำมากล่าว ณ ที่นี้..ให้ไปถามชาว “อนาคตใหม่ “ ไม่ว่าที่ไหนๆ ดูก็จะได้คำตอบอย่างเดียวกัน ...

อย่างที่ผมเคยบอกไว้...หากชนะในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้...มันจะเป็นการ “ตบหน้า “ เผด็จการอย่างแรง ส่งความหมายไปทั่วประเทศถึง คสช.ว่า คนรักประชาธิปไตยเขาไม่เอา “เผด็จการ “  หากยังจะดื้อรั้นที่จะมาปกครองประเทศ...ยุ่งแน่...

มีคนมาแนะนำอีกว่าขอให้เขียนอะไรเกี่ยวกับเขต 8 เชียงใหม่ อันมี แม่วาง สันป่าตองจอมทองและ ดอยหล่อ หน่อยพอดีผมมีเรื่องราวของคนกลุ่มชาติพันธ์ที่มีคนส่งมาให้อ่านก็จะเอาลงต่อท้ายกระทู้นะครับ มันน่ารู้น่าศึกษามาก..

พร้อมกันนี้ก็อยากจะขอเชิญชวนผู้ที่จะมาเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงก่อนวันที่ 26 นี้ขอให้แวะไปเที่ยวสถานที่น่าเที่ยวต่างๆที่มีอยู่ในเขต 8 มากมายโดยไป Search หาในกูเกิ้ลได้  ไปทักทายผู้คนในตลาดร้านค้า ยิ่งมีอะไรที่จะแสดงออกว่าชอบ “อนาคตใหม่ “ เช่นสัญลักษณ์ที่เป็นเสื้อหรือหมวกที่เป็นสีส้มสีของพรรคได้ก็จะเป็นที่ฮือฮาเป็นกำลังใจให้กันอย่างยิ่ง

ครับ..ถึง ณ เวลานี้...อีกเมื่อไหร่จะได้เห็นคนอย่าง “ธนาธร-ปิยบุตร “ อาสามาทำงานเพื่อประเทศชาติอีก...

Please help and Save them!

เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ...!

เชิญอ่านต่อเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ที่นำมาเสนอครับ


http://nanasara.org/forum/showthread.php?tid=9936

  • หลงรัก
    3
  • ว้าว!
    3
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    1
คุณรู้สึก ถูกใจ

11 ความคิดเห็น

 
akausa

ชาติพันธุ์ลัวะในอำเภอสันป่าตอง 

โดยสงกรานต์ สมจันทร์  

อำเภอสันป่าตองเป็นอำเภอหนึ่งที่มีกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมหรือที่เรียกว่า ลัวะ” ซึ่งชาวลัวะมีประวัติความเป็นมาทั้งในรูปแบบตำนานและความรับรู้ของคนในท้องถิ่นว่าเป็นเจ้าของพื้นที่เดิม ตานานของชาวลัวะที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายคือตานานขุนหลวงวิลังคะซึ่งเป็นกษัตริย์ของชาวลัวะที่หลงรักพระนางจามเทวีปฐมกษัตรีย์แห่งนครหริภุญชัย เหตุการณ์นี้เกิดในราวพุทธ 1 ศศ.บ. (ดุริยางค์ไทย) มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่นักศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาดนตรี แขนงดนตรีวิทยา วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล, E-mail: Stephen_kran@hotmail.com ศตวรรษที่ ๑๓ ผลสุดท้ายขุนหลวงวิลังคะแพ้พระนางและกองทัพชาวลัวะก็แตกพ่ายไปกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ บ้างก็หนีขึ้นเขา โดยปรากฏพบชุมชนชาวลัวะตั้งแต่เชิงดอยสุเทพไปจนถึงอำเภออมก๋อย อย่างไรก็ตาม เมื่อพญามังรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ ก็ยังทรงให้เกียรติชาวลัวะในฐานะที่เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวลัวะเดิม คือ ในการเสด็จเข้าเมืองทางประตูหัวเวียง (ประตูช้างเผือก) ทรงให้ลัวะจูงหมาเดินนาเข้าเมืองก่อน ธรรมเนียมนี้ยังปฏิบัติมาจนถึงในสมัยพระเจ้ากาวิละ หลังจากรวบรวมกาลังพลขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ ก็ให้ลัวะจูงหมานาเข้าเมืองทางประตูหัวเวียงดังที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนลัวะและกลุ่มชนที่เข้ามาอยู่ใหม่ หมู่บ้านชาวลัวะในสันป่าตอง ปัจจุบันในชุมชนชาวลัวะในพื้นที่อำเภอสันป่าตองมีการกลืนกลายทางวัฒนธรรมมาก ทาให้ปัจจุบันบางหมู่บ้านที่เคยเป็นชุมชนลัวะมาก่อนไม่มีการพูดสาเนียงแบบลัวะอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ชาวลัวะในอำเภอสันป่าตองยังมีความเชื่อเรื่องประวัติความเป็นมาของตนแตกต่างกันไป ทั้งเรื่องราวจากตานานฝ่ายศาสนาในท้องถิ่นหรือเรื่องเล่ามุขปาฐะของกลุ่มตน หมู่บ้านชาวลัวะในอาเภอสันป่าตองที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้านภาษาพูดของตนได้แก่ บ้านเปียง บ้านหนองปึ๋ง บ้านอุเม็ง บ้านหัวริน และหมู่บ้านชาวลัวะที่มีการกลายทางวัฒนธรรมบ้าง คือ ไม่พูดบ้านกิ่วแลหลวง บ้านกิ่วแลหน้อย บ้านอุเม็ง บ้านหนองปึ๋ง บ้านดง บ้านใหม่ม่วงก๋อน บ้านเปียง บ้านหนองพันเงิน บ้านหัวริน บ้านร้องธาร บ้านป่าจู้ บ้านขุนคง สาเนียงลัวะแต่บรรพบุรุษของตนเป็นลัวะ ได้แก่ บ้านทุ่งสะโตก บ้านหนองพันเงิน บ้านร้องธาร บ้านกิ่วแลหน้อย บ้านกิ่วแลหลวง บ้านใหม่ม่วงก๋อน บ้านดง บ้านขุนคง บ้านป่าจู้ เป็นต้น ภาพที่ ๑. หมู่บ้านชาวลัวะในอำเภอสันป่าตอง (ที่มา: Google Maps อธิบายตาแหน่งโดยผู้เขียน) ลัวะในอำเภอสันป่าตองจากตานานฝ่ายศาสนา ในอำเภอสันป่าตองมีตานานฝ่ายศาสนาที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับชาวลัวะสองเรื่อง คือตานานพระธาตุทุ่งตูมและตานานพระพุทธบาทยั้งหวีด เนื้อหาของตานานเป็นการเชื่อมสัมพันธ์สถานที่หรือชุมชนต่างๆ เข้าด้วยกันโดยใช้ตานานทางศาสนา เนื้อหาโดยสรุปของตานานกล่าวว่า ทรงเสด็จจากเมืองลำพูนไปทางทิศตะวันตก ทรงเสด็จและทานายสถานที่ คือ ยางไถ บ้านกอนหลวง บ้านกอนน้อย บ้านป่าแพะ บ้านดง ยางหมื่น และเสด็จมาถึงป่าอัมพวนาราม ทรงประทับใต้ต้นมะม่วงแมงวัน ลัวะ ๒ พี่น้อง ชื่อ ขุนอ้ายก้อนคาและขุนอ้ายท่อนคาถวายภัตตาหาร หลังจากนั้นทรงประธานพระเกศาธาตุไว้ และทรงทานายว่าเมื่อเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ให้นาพระธาตุกระดูกซ้ายมาบรรจุไว้กับพระเกศาธาตุที่นี้ด้วย หลังจากนั้นเสด็จไปเสียอุจจาระปัสสาวะ ใกล้ต้นไม้วิด พระยานาคถวายบ่อน้ำและกระบวยทองคา และทรงประทานรอยพระพุทธบาท ๒ รอย รอยหนึ่งมีนิ้วเท้าและอีกรอยหนึ่งไม่มีนิ้วเท้า และทรงทานายว่าต่อไป พ.ศ.๒๑๑๙ เมื่อพบตานานแล้ว พระเกศาธาตุอัมพวนารามและรอยพระพุทธบาทจึงจะเป็นที่ปรากฏและรุ่งเรืองต่อไป จากตานานดังกล่าว ชุมชนลัวะในอำเภอสันป่าตองจึงผูกตานานนี้เข้ากับความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ตน โดยกล่าวว่าชาวลัวะอยู่อาศัยพื้นที่นี้มานานแล้วโดยผูกกับชื่อหมู่บ้านต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านในตำนาน เช่น บ้านกอน คือ บ้านใหม่ม่วงก๋อน หรือบ้างก็ว่าบ้านกิ่วแลหน้อย และบ้านกิ่วแลหลวง อีกหมู่บ้านหนึ่งคือบ้านป่าจู้ที่ในตานานกล่าวถึงพระพุทธเจ้าทรงถามลัวะเฒ่าและลัวะเฒ่าตอบไม่ทราบ ซึ่งในกรณีหมู่บ้านป่าจู้ เมื่อผู้เขียนได้ปริวรรตตานานทั้งสองเรื่อง เนื้อหาในตานานต่างไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก แต่มาปรากฏในงานปริวรรตของพระครูปิยธรรมภาณี ซึ่งเรียบเรียงเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๑ โดยได้บอกรายละเอียดสถานที่ต่างๆ ด้วย ภาพที่ ๒ และ ๓. พระธาตุทุ่งตูม พระพุทธบาทยั้งหวีด ตานานลัวะจากคำบอกเล่า นอกจากตำนานฝ่ายศาสนา ชาวลัวะยังมีตำนานที่เป็นมุขปาฐะเกี่ยวกับความเป็นมาของชาติพันธุ์ตน ซึ่งสามารถแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มแรก เชื่อว่ากลุ่มของตนอาศัยอยู่พื้นที่นี้มาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งกลุ่มนี้ได้แก่ ลัวะบ้านเปียง ซึ่งหมู่บ้านนี้มีอุโบสถเก่าแก่ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเมืองแก้ว (พ.ศ.๒๐๓๘ -๒๐๖๘) โดยเชื่อมโยงว่าอุโบสถนี้บรรพบุรุษของตนเป็นคนสร้าง จนถึงปัจจุบันอุโบสถนี้มีอายุ ๕๐๐ กว่าปี ดังนั้นกลุ่มลัวะบ้านเปียงจึงน่าจะอยู่มาตั้งแต่สมัยนั้นอีกกลุ่มหนึ่ง คือ เชื่อว่ากลุ่มชาติพันธุ์ของตนได้อพยพมาภายหลัง คือ กลุ่มลัวะบ้านอุเม็ง บ้านหนองปึ๋ง และบ้านขุนคง โดยกลุ่มของบ้านอุเม็งและหนองปึ๋งเชื่อว่า บรรพบุรุษของตนได้อพยพมาจากดอยอินทนนท์ รอยต่อระหว่างแม่แจ่มกับแม่สะเรียง เมื่ออพยพเข้ามาลุ่มน้าขานก็มีชาวบ้านบางส่วนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว (พรพิไล เลิศวิชาและอรุณรัตน์ วิเชียรเขียว๒๕๔๖: หน้า ๓๕) ซึ่งอาจเป็นจริงเพราะในกรณีบ้านอุเม็งนั้น นักวิชาการในท้องถิ่นสันนิษฐานว่า อดีตเคยเป็นหมู่บ้านของชาวเม็ง (มอญ) มาก่อน มาจากคาว่า อุมเม็ง” คือ การรวมกันของเม็ง กรณีสุดท้ายคือการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะของบ้านขุนคง ซึ่งคนเฒ่าคนแก่เล่ากันมาว่า ได้อพยพมาจากบ้านขุนคงหลวง ซึ่งเป็นหมู่บ้านลัวะในเขตอำเภอหางดง ซึ่งแต่เดิมหมู่บ้านนี้ก็น่าจะเป็นหมู่บ้านชาวลัวะมาก่อน ถ้าอ้างอิงจากตานานฝ่ายศาสนา รวมถึงหมู่บ้านใกล้เคียง
 
 
ประวัติความเป็นมา ประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว ก่อนที่พวกมอญจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เขตลุ่มน้ำปิง บรรพบุรุษของลัวะได้ตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว ละว้าหรือที่คนไทยภาคเหนือเรียกว่าลัวะ” ซึ่งพวกเขาเรียกตัวเองว่า ลเวือะ นั้น เป็นกลุ่มชนออสโตรนีเซียน” ถิ่นกำเนิดที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เป็นที่เชื่อกันว่าอพยพมาจากทางตอนใต้ของไทย มลายู หรือ เขมรเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว บางคนเชื่อว่าพวก ลัวะ เป็นเชื้อสายเดียวกับพวกว้าที่อยู่ทางภาคเหนือของเมียนมาร์และตอนใต้ของมณฑล ยูนนานในประเทศจีน เพราะมีความคล้ายคลึงกันทางด้านภาษา ลักษณะรูปร่างและการแต่งกาย พวกลัวะได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตเมืองเชียงใหม่ เมื่อประมาณ 900 ปีมาแล้ว พวกมอญจากลพบุรีซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองลำพูนและลำปาง ได้รุกรานพวกลัวะจนต้องหนีไปอยู่บนภูเขากลายเป็นชาวเขาไป ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 ชนชาติไทยได้อพยพเข้าสู่ดินแดนแถบนี้ และตีพวกมอญแตกพ่ายไปและมีสัมพันธไมตรีกับพวกลัวะ พวกลัวะเองก็เชื่อว่า บรรพบุรุษของเขาเคยอาศัยอยู่ในเชียงใหม่ และเป็นผู้สร้างวัดเจดีย์หลวงก่อนที่ไทยจะเข้าสู่ดินแดนแถบนี้ ลัวะมีกษัตริย์ของตนเอง และองค์สุดท้ายคือขุนหลวงวิลังก๊ะ ซึ่งถูกพระนางจามเทวี กษัตริย์มอญแห่งนคร หริภุญชัย (ลำพูน) ตีแตกพ่ายไปอยู่บนป่าเขา มีลัวะบางส่วนที่อาศัยอยู่พื้นราบ แต่พวกนี้รับวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ จากคนไทยจนสูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเองไปเกือบหมดแล้ว ภาษา ภาษาของลัวะจัดอยู่ ในตระกูลภาษาออสโตร-เอเซียนติด (Austro-Asiatic) และได้รับอิทธิพลจากภาษาของพวกมอญ – เขมร (Mon Khmer) ด้วย โดยอยู่ในสาขาย่อยของปะหล่อง – ว้า (Palaung - Wa)ภาษาของลัวะมีแตกต่างกันหลายกลุ่ม แต่แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือกลุ่ม วาวู ใช้พูดกันในหมู่ลัวะเขตลุ่มน้ำปิง เช่น บ้านบ่อหลวง อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มอังกา ใช้พูดกันในเขตตะวันตก เขตอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความแตกต่างกันของภาษานี้จะต่างกันไปตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างกัน แต่สามารถเข้าใจกันได้นอกจากนี้ยังนำคำในภาษาไทยพื้นเมืองทางเหนือไปใช้เป็นจำนวนมากประชากร ประชากรลัวะในประเทศ มี 65 หมู่บ้าน 4,307 หลังคาเรือน ประชากร 22,094 คนคิดเป็นร้อยละ 2.38 ของ (ในหนังสือกองส่งเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม )ประชากรชาวเขาทั้งหมดในประเทศไทยโดยกระจายตัวกันอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ 6 จังหวัด คือ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน อุทัยธานี สุพรรณบุรี เชียงราย และลำปาง ประชากรลัวะตั้งถิ่นฐานหนาแน่นอยู่บริเวณหุบเขาและแนวตะเข็บจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และบางส่วนได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่ในบริเวณที่ราบกันมากขึ้น เช่นที่บ้านบ่อหลวง และบ้านกองลอย อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ศาสนาและความเชื่อ เป็นที่เชื่อกันว่า ลัวะนับถือพุทธศาสนาควบคู่กับการนับถือผีมาแต่เดิมเหมือนคนไทย ลัวะมีความเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนเป็นผู้สร้างวัดเจดีย์หลวงในจัดหวัดเชียงใหม่ และเสาอินทขิลคือที่สิงสถิตของผีบรรพบุรุษของพวกตนเมื่อลัวะถูกขับไล่ไปอยู่บนภูเขา ซึ่งไม่มีพระและวัดชีวิตประจำวันจึงขึ้นอยู่กับสภาพทางธรรมชาติมากขึ้น ความเชื่อในเรื่องพุทธศาสนาก็เริ่มจางลงและหันไปนับถือผีแทน ลัวะเชื่อเรื่องผี ว่ามีทั้งผีดีและผีเลวสิงสถิตอยู่ตามสิ่งต่างๆเป็นต้นว่าผีที่เฝ้าครอบครัว ผีฟ้า ผีป่า ผีภูเขา ผีเข้าประตูหมู่บ้าน ซึ่งบางครั้งผีอาจจะเป็นสาเหตุก่อความเจ็บป่วยให้แก่คนได้ การติดต่อกับผีจะติดต่อโดยการเซ่นด้วยอาหารที่ผีประเภทนั้นๆชอบโดยมีผู้ทำพิธีคือ ลำ” และ สะมัง” หรือคนที่มีคาถาอาคม จะมีการเชิญผีมากินอาหาร การฆ่าสัตว์เลี้ยงผีจะจัดส่วนต่างๆ ของสัตว์ให้ผีอย่างละน้อย สัตว์ที่ใช้เซ่นผีได้แก่ไก่ หมู วัว ควาย นอกจากนี้ลัวะยังเชื่อว่าคนมีวิญญาณ หรือขวัญ 32 ขวัญหากขวัญใดขวัญหนึ่งออกจากตัวไปจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยต้องมีการประกอบพิธีกรรมเรียกขวัญให้กลับเข้ามาสู่ร่าง โดยการผูกข้อมือด้วยด้ายสีขาวเชื่อว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้ขวัญหายและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง การตั้งถิ่นฐานและลักษณะที่อยู่อาศัย หมู่บ้านของชาวลัวะ มักตั้งถิ่นฐานในบริเวณหุบเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 ฟุต อยู่ใกล้กับต้นน้ำ ลำธาร มีพื้นที่ไร่และที่นาล้อมรอบหมู่บ้าน หมู่บ้านลัวะปัจจุบันส่วนมากยังอยู่ในเขตภูเขาหมู่บ้านหนึ่งๆจะประกอบด้วยครัวเรือนประมาณ 20 – 100 หลังคาเรือนโดยสร้างบ้านเรียงรายอยู่ตามแนวสันเขา ลักษณะบ้านยกพื้นสูงคล้ายบ้านกะเหรี่ยง แต่ลักษณะหลังคาจะมีกาแลเป็นสลักไขว้กันสองอันเป็นหน้าจั่ว หลังคาบ้านซึ่งมุงด้วยหญ้าคาหรือตองตรึงจะสูงชันคลุมลงเกือบจรดพื้นดิน รอบๆหมู่บ้านจะเป็นพื้นที่สำหรับเพาะปลูก ระหว่างพื้นที่ทำไร่กับหมู่บ้านจะมีแนวป่าซึ่งเป็นป่าแก่สงวนไว้สำหรับเป็นแนวกันไฟเวลาเผาไร่ของหมู่บ้าน ลักษณะทางสังคม ลัวะมีระบบการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว โดยฝ่ายหญิงจะเข้าไปอยู่บ้านฝ่ายชายและนับถือผีบรรพบุรุษฝ่ายชาย บุตรที่เกิดมาอยู่ในส่วนเครือญาติของฝ่ายพ่อ ในครัวเรือนหนึ่งๆโดยทั่วไปประกอบด้วยสามี ภรรยา บุตร บุตรชายคนโตต้องไปสร้างใหม่เมื่อแต่งงาน บุตรชายคนสุดท้ายจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับมรดกและเลี้ยงดูพ่อแม่ตลอดชีวิต หน้าที่ในครัวเรือนจะแบ่งออกตามอายุและเพศ กล่าวคือผู้หญิงมีหน้าที่รับผิดชอบ หาฟืน ตักน้ำ ตำข้าว ทำอาหารและทอผ้า ผู้ชายมีหน้าที่ซ่อมแซมบ้าน ทำรั้ว ไถนา และล่าสัตว์ ส่วนงานในไร่เป็นหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายต้องช่วยกันทำ รวมทั้งสมาชิกวัยแรงงานทุกคนในครอบครัวด้วยงานด้านพิธีกรรมถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้ชายเกือบทั้งหมด การปกครอง สังคมลัวะไม่มีตำแหน่งเฉพาะทางการปกครอง ไม่มีการตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตัดสินกรณีพิพาท และรักษากฎระเบียบของหมู่บ้านโดยตรงแต่ให้ความเคารพเชื่อถือหัวหน้าทางความเชื่อถือของหมู่บ้านที่เรียก สมัง” ให้เป็นผู้มีหน้าที่กระทำพิธีการต่างๆในนามของหมู่บ้าน 

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    2
  • ขำขำ
    2
  • เศร้า
    1
 
619

อนาคตใหม่ชนะนะมันชนะแน่นอนอยู่แล้วนะ  แต่คะแนนจะต้อง 7 หมื่นหรือเหยียบแสนมีสูงมากเลยนะ

  • หลงรัก
    4
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    3
  • เศร้า
    0
 
akausa

ตามหลัก...ถ้าได้มา 8 แสนคะแนน...จะได้สส.เขตเพิ่ม1 และสส.บัญชีรายชื่ออีก 1 รวมเป็น 2 ครับ

  • หลงรัก
    2
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    2
  • เศร้า
    1
 
3 ส

ติดตามครับ

YES !

  • หลงรัก
    3
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    1
 
เขี้ยวสั้น

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการนับคะแนน

อย่าลืมว่ากกต.ชุดนี้ยังเป็นชุดเดิมที่ฝากผลงานเอาไว้แล้ว

ต้องจับตาดการนับคะแนนทุกหน่วย นับผิดนับถูก บัตรดีกลายเป็นบัตรเสีย

บัตรมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ

อะไรๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้นสำหรับ กกต.ชุดนี้

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    2
  • ขำขำ
    2
  • เศร้า
    1
 
akausa

การนับคะแนนก็ต้องให้ผู้สมัครสส.เขตจัดหาอาสาสมัครไปดูแลหน่วยเลือกตั้งแต่ละหน่วยมีอะไรที่ไม่ชอมมาพากลก็ให้รายงานทันที....

  • หลงรัก
    2
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    1
 
payai97

ต้องเลวสุดขั้ว ชั่วสุดขีด..ถึงกล้าทำเรื่องระยำบัดซบได้

ชนิดไม่อายฟ้าอายดิน..ไม่อายสายตาชาวบ้าน

ที่เขาเฝ้ามองอย่างไม่กะพริบตา..ชนิดเผาขน

โดยเฉพาะบัตรดี..เสือกอ่านเป็นบัตรเสีย

มันเจ็บใจยิ่งนัก..ที่เอาชนะคนชั่วไม่ได้

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    2
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    0
 
akausa

ใจร่มๆป้า..อย่าเตรียด....

ผมเชื่อมั่นว่า....คนหนุ่มสาวในพรรค " อนาคตใหม่ " สามารถ...นำสถาบันให้ไปต่อได้..แม้จะไร้ ธนาธรหรือปิยบุตรซึ่งเป็นแค่น้ำจิ้มถ้วยแรก....

พรรคอนาคตใหม่จุดติดแล้ว...จะมีตัวตายตัวแทนมาดำเนินงานต่อด้วยนโยบายและอุดมการณ์ที่ตั้งไว้...

คนเก่งๆในพรรคที่มีความเป็นผู้นำที่ยังไม่ได้เปิดตัวมีเป็นร้อยๆ....เผด็จการจะจับขังให้หมดไม่ได้ครับ..

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    2
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    2
 
Bugbunny

เคยไปดูใบเมเปิ้ลสีทองอร่ามทั้งต้นที่จอมทองตอนหนุ่ม ๆ 

พวกคนใต้ (บางกอก) แบบเราน่ะเคยเห็นแต่ใบไม้สีเขียวเท่านั้น

ไปเจอแบบนั้นเลยตื่นเต้นมากเหมือนไปยุโรปเลย

---------------------------------------------------

 เรื่องผลการเลือกตั้งนั้น แน่นอนที่ผมมั่นใจว่าอนาคตใหม่จะชนะหลักเหยียบแสน นี่จะเป็นการสั่งสอนแก๊งค์กวนตีน (กกต.) สมุนไอ้ตูดว่า ไม่ว่าพวกมึงจะพยายามให้ใบแดงใบส้มใครก็ตามที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย สิ่งที่พวกมึงจะได้คืนมาก็คือฝ่ายประชาธิปไตยอีกคนเท่านั้น ดังนั้นจะให้ฝ่ายประชาธิปไตยอีกกี่ใบก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกวันนี้ มันเป็นสงครมระหว่างพวกมึงกับพวกกูเท่านั้น ไอ้คนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้น่ะมันจมอยู่กับการเลือกตั้งยุคเก่าที่คนลง สส.นั้นคือผู้ใหญ่ในท้องถิ่น ตัดไปคนหนึ่งคนอื่นก็ไม่กล้าเปิดตัวสู้อีก พวกมันในพื้นที่ก็จะได้เข้ามาแทน แต่วันนี้ สส.แนวนั้นกำลังสูญพันธุ์ลงไปทุกวันแล้ว สาเหตุไม่ได้มาจากอะไรหรอก แต่มาจากพวกทหารกากอำมาตย์ไทยมันโง่กดประชาชนจนเขารับพวกมันไม่ได้ ใครประกาศว่ากูไม่เอาไอ้พวกนั้นรับรองชนะเลือกตั้งแน่นอนวันนี้ เป็นสิ่งที่ประชาชนคนรุ่นนี้เขาเรียนรู้กัน ในยามที่พวกมันจมปลักอยู่กับนักการเมืองระยำรุ่นนั้นที่ตอนนี้ไปเข้าพรรคฝ่ายมันกันเพื่อเอาตัวรอด และปรากฏว่าสอบตกกันเป็นแถว ดัง ๆ พังมาหลายคนแล้วทั้งในภาคเหนือภาคใต้และอีสาน

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    4
 
akausa

ผมคิดว่าจะอยู่ที่ 8หมื่นขึ้น...

เอาข่าวมาแจมครับ

‘ไทกร’ เตือนพรรคหนุน 'ประยุทธ์' เตรียมตัวเจอม็อบขับไล่ทันที หากรัฐสภาโหวตดันสำเร็จ
May 18, 2019

‘ไทกร พลสุวรรณ’ เตือนพรรคการเมืองหนุน ‘ประยุทธ์’ ร่วมตั้งรัฐบาลเจอม็อบประท้วงขับไล่ทันทีแน่หลังสภาฯโหวตหวนนั่งนายกฯ อีกสมัย เหตุ คสช.หมดอำนาจ ไร้อาวุธ ม.44

นายไทกร พลสุวรรณ อดีตแกนนำกลุ่มอีสานกู้ชาติ แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "หายนะบังเกิด เมื่อรัฐสภาโหวต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯรอบ 2 หายนะจะบังเกิดขึ้นทันที"

ขณะนี้ขบวนการประชาชนหลายกลุ่มได้ทำความคิดร่วมกันแล้ว ทุกพวก ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายประชาชน ทั้งฝ่ายพรรคการเมืองที่ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเริ่มขึ้นทันทีหลังได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นนายกฯรอบ 2 เพราะเมื่อนั้น มาตรา 44 ก็ไม่มี คสช.ก็ไม่มีมีแต่รัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ

นายไทกร ระบุว่า scenario จะเป็นแบบนี้

(1)เริ่มมีการตั้งเวทีชุมนุมขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ อาจมีหลายเวที ดูเหมือนในมหาวิทยาลัยต่างๆมีการพูดคุยกันแล้ว

(2)จะเกิดการชุมนุมขับไล่ที่ยืดเยื้อ เพื่อสะสมอารมณ์และความชอบธรรมทางการเมือง

(3)ประชาชนบางกลุ่มเริ่มเคลื่อนออกมาตามท้องถนน

(4)รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์สั่งให้ตำรวจปราบจราจลจัดการ มีการออกหมายจับ มีการจับกุมแกนนำ

(5)การกระทำของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ตามข้อ 4 จะก่อให้เกิดแนวร่วมประชาชนที่ต้องการขับไล่ประยุทธ์เกิดขึ้นอีกมากมาย เกิดอารมณ์เครียดแค้นชิงชัง การต่อต้านขับไล่ขยายตัวไปตามภูมิภาคต่างๆ เกิดภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมือง ระบบเศรษฐกิจชะงักงัน เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่

“ยิ่งจับกุม ยิ่งปราบหนัก การต่อต้านก็ยิ่งทวีพลังและความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น สุดท้ายก่อตัวเป็นขบวนการประชาชนที่ทรงพลัง เพื่อเข้าปะทะกับรัฐบาลประยุทธ์ พรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลประยุทธ์จะสนับสนุนการเคลื่อนไหวเต็มที่”

(6)สุดท้ายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่จะเปลี่ยนไปแบบไหน ? ยังไม่มีใครทราบได้ แต่ที่แน่ๆรัฐบาลเสียงจมน้ำของประยุทธ์แพ้แน่นอน พรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมกับรัฐบาลประยุทธ์ก็ต้องแพ้ตามไปด้วย

นายไทกร ระบุว่า ฝากถึงพรรคการเมืองทั้งหลายที่กำลังจะเข้าร่วมกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ คิดและวิเคราะห์เรื่องนี้ให้จงหนัก อย่าคิดเพียงหวังเรื่อง ลาภยศ ตำแหน่งเท่านั้น ก็เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์คือ ตัวการในความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน แล้วพรรคการเมืองต่างๆจะพากันหามสายล่อฟ้าเช่นนี้ออกไปกลางพายุทำไม เดี๋ยวฟ้าก็ผ่าตายยกก๊วนเท่านั้น

https://voicetv.co.th/read/zKF_CWdwS

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    2
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    2
 
nopin

````ต้องรอให้มีนายกใหม่และครม.แล้ว ม.44จะหมดอำนาจไป ทีนี้ไอ้ตู่ไม่มีเกราะคุมหัวค่อยรุมกาทืบ

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    3
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    1