แค่ปรับพฤติกรรมก็ต้านมะเร็งได้

แค่ปรับพฤติกรรมก็ต้านมะเร็งได้
ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2558 00:00:32 น.

คุณรู้หรือไม่ว่า เราทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในตัวเองทุกคน เพราะเมื่อไม่นานมานี้ สถาบันจอห์นฮอป กิ้นส์ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับโรคมะเร็งว่าทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในตัว เอง และมะเร็งจะไม่ทำให้เรามีอาการใดๆ ตราบใดที่ร่างกายคนเรายังแข็งแรงดี แต่เมื่อไรก็ตามที่เราไม่ดูแลตัวเองจนทำให้ร่างกายอ่อนแอ เซลล์มะเร็งจะสามารถเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นได้จนทำให้อวัยวะบางอย่าง ในร่างกายทำงานผิดปกติ และมีโอกาสแสดงความผิดปกติออกมา และเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งอย่างต่อเนื่องจนแพทย์ระบุว่าผู้ ป่วยรายนั้นหายจากโรคมะเร็งแล้ว นั่นหมายความว่ามะเร็งมีจำนวนน้อยลงจนกระทั่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่สามารถ ตรวจพบได้

ในแต่ละช่วงชีวิตของคนเรา มะเร็งจะมีโอกาสเพิ่มจำนวนขึ้นประมาณ 6-10 ครั้ง แต่อาจจะถูกทำลายและไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้หากเรามีการดูแลสุขภาพที่ดีหรือ มีร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งก็หมายถึงหากร่างกายของเรามีภูมิต้านทานที่แข็งแรงนั่นเอง ปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ 1.เกิดจากสิ่งแวดล้อมภายในร่างกาย เช่น ความผิดปกติที่มีมาแต่กำเนิด แต่จะพบได้น้อย 2.เกิดจากปัจจัยภายนอกร่างกาย ซึ่งปัจจุบันเชื่อว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง เช่น ภาวะโภชนาการ หรือการรับประทานอาหารไม่ถูกสัดส่วนที่เหมาะสม หรืออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ยกตัวอย่างเช่น น้ำตาล เป็นสารที่มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลธรรมชาติหรือน้ำตาลเทียม (น้ำตาลเทียม-Aspartame เป็นสารเคมีที่ถูกประกาศว่าเป็นสารอันตรายที่อาจจะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง)ดัง นั้น หากเป็นคนที่ติดทานหวานหรือรับประทานน้ำตาลมากเกินไปอาจเสี่ยงที่จะทำให้ เกิดมะเร็งได้

ภ.ญ.วิชชุลดา ผรณเกียรติ์ ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์ กล่าวว่า มะเร็งเป็นโรคร้ายแรงและเรื้อรังที่หลายๆ คนคงไม่อยากให้เกิดกับตัวเอง แนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็งจึงย่อมดีกว่าการรักษา เราจะเห็นว่าปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมของคนเรา นั่นเอง ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการรับประทานอาหารเสริมสุขภาพบาง ชนิด จะช่วยควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์มะเร็งได้ โดยเราควรเริ่มที่จะจัดการเรื่องวิถีการดำเนินชีวิตให้เหมาะสมตามแบบที่ทำ ให้เรามีสุขภาพดีทั้งกายและใจ อันดับแรกควรเลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำลาย สุขภาพ ได้แก่เลือกรับประทานอาหารที่เค็มน้อยและหวานน้อย โดยเราควรรับประทานเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา หรือ 6 กรัมในอาหารทั้งหมดที่รับประทานในแต่ละวัน และรับประทานน้ำตาลไม่เกิน 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน หรือเลือกใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาล ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็งอาทิ เนื้อสัตว์ปิ้ง ย่าง รมควัน และลดเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เป็นต้น ให้เหลือไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน เพราะกาเฟอีนนอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ยังส่งผลถึงคุณภาพการนอนหลับในตอนกลางคืน ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับร่างกาย หรือเราอาจเลือกดื่มชาเขียวแทนกาแฟเพราะชาเขียวมีคุณสมบัติในการต่อต้านโรค มะเร็ง"

"นอกเหนือจากนั้นการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารจำเป็นต้องรับประทาน อาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับวัย โดยรับประทานอาหารที่หลากหลายจากแหล่งที่ถูกสุขอนามัย ควรเลือกอาหารที่มีไขมันต่ำปราศจากไขมันทรานส์ (Trans Fat) และควรเน้นอาหารที่ประกอบจากธัญพืช เช่น เมล็ดถั่วต่างๆ งา ข้าวโพด ข้าวกล้อง รวมถึงผักสดและผลไม้ให้มากเป็นประจำประมาณวันละ 500 กรัม หรือมากกว่าครึ่งของปริมาณอาหารโดยรวมที่เรารับประทานเข้าไปในร่างกาย เพราะในธัญพืช ผักและผลไม้สดเหลานี้จะเป็นแหล่งที่ดีของสารอาหารและวิตามินที่มีคุณสมบัติ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะวิตามินซีซึ่งอนุมูลอิสระนี่เองที่ถือได้ว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำ ให้ร่างกายของเราอ่อนแอ และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้ออกมาทำลายสุขภาพ ดังนั้น การรับประทานอาหารหรือผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงๆ เช่น ผักคะน้า บร็อคโคลี่ ผักตระกูลกะหล่ำ ส้ม มะขามป้อม ฝรั่ง หรือกีวี่ ฯลฯ จะช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดความเสี่ยงให้เกิดมะเร็งได้" เภสัชกรหญิงวิชชุลดากล่าวเพิ่มเติม

"แต่ถ้าเราไม่สามารถรับประทานอาหารสดได้อย่างเพียงพอ มีองค์ความรู้การแพทย์ทางเลือกว่าการเลือกเสริมด้วยสารอาหารธรรมชาติหรือ วิตามินหลายชนิดที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี สารสกัดจากชาเขียว และโคเอนไซม์คิวเทน เพื่อเสริมจากการรับประทานอาหารสดในแต่ละวัน จะสามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย ช่วยให้เซลล์ต่างๆ ทำงานได้ดีเป็นปกติหรือดีพอที่จะต่อสู้กับเซลล์แปลกปลอมในร่างกายได้ และทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถเติบโตขึ้นมาในร่างกาย" ภ.ญ.วิชชุลดา กล่าว

สำหรับวิตามินซี หลายๆ คนคงเคยได้ยินมาว่าวิตามินซีมีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันหวัดและเสริมสร้าง ภูมิต้านทาน แต่ในความเป็นจริงแล้ววิตามินซียังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีการศึกษาวิจัยเรื่องการใช้วิตามินซี 5,000 มิลลิกรัม ร่วมกับสารสกัดจากชาเขียว 1,000 มิลลิกรัมเป็นประจำทุกวัน จะช่วยลดอัตราการเติบโตของมะเร็งผิวหนังและมะเร็งเต้านมได้และช่วยลดการเติบ โตของมะเร็งลำไส้ได้ถึง 75% ด้วยคุณสมบัติการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของทั้งวิตามินซีและชาเขียวนั่นเอง นอกเหนือจากการดูแลเรื่องการรับประทานอาหารตามที่กล่าวมาแล้วนั้น การมีวิธีจัดการเรื่องความเครียด การมองโลกในแง่ดี อารมณ์ดี ไม่เครียด จะช่วยลดสภาวะที่เป็นกรดในร่างกาย เพราะสภาวะที่ร่างกายเป็นกรดนี่เองที่จะส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อ มะเร็งได้ ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมตามวัยการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพและเพียง พอจะช่วยส่งเสริมความแข็งแรงของทุกคน

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/bmnd/2298610