เรื่องเร้นลับของหมอจีน (ต่อ)

คอลัมน์: หมอใบไม้: เรื่องเร้นลับของหมอจีน (ต่อ)

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน 2559 00:00:51 น.

กิตติ บุษปวนิช

ใครที่พลาดไม่ได้อ่านฉบับที่แล้ว คงเสียดาย หากได้อ่านเนื้อหาครบถ้วน ก็จะเป็นประโยชน์ และพอจะเข้าใจถึงการรักษาโรค อย่างวิธีการของหมอจีนมากขึ้น

หมอจีนไม่ได้รู้แค่เพียงโรคปัจจุบันที่ผู้ป่วย ต่างเผชิญหน้ากันอยู่...แต่หมอจีนขั้นเทพสามารถรู้ถึงความเจ็บป่วยในวันข้าง หน้า ซึ่งถือว่าค่อนขางแม่นยำเลยเชียว

แฟนคลับหมอใบไม้ รู้สึกตื่นตัวและตื่นเต้นกับโรคของอนาคต...ว่ารู้ได้จริงหรือ...ผมเองก็ยัง ทึ่งกับศาสตร์นี้ เมื่อได้ศาสตร์นี้มา และได้ใช้...ทันทีที่ทารกน้อยถึงเวลาตกฟาก ยังไม่ทันลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ ก็จะรู้ได้ว่า...ทารกรายนี้ อีก 50 ปีข้างหน้า จะป่วยด้วยโรคอะไรที่เรื้อรังรักษาไม่หาย
ผู้รู้ในศาสตร์ดังกล่าว ไม่ใช่หมอใบไม้คนเดียว ยังมีหมอจีนขั้นเทพอีกหลาย

แต่...ผู้รู้ในวิชานี้เปรียบดังเพชรเม็ดงาม การนำเสนอในเรื่องนี้ มีเพียงจุดประสงค์เพื่อให้ท่านทราบเพียงว่า วิชาโบราณนี้ยังมีอยู่ ซึ่งวิชาดีๆ มีคุณค่าย่อมเป็นของหายาก เป็นเรื่องต้องอนุรักษ์ เมื่อเป็นอะไรที่อนุรักษ์ จึงเป็นของต้องมีน้อย จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดจึงเปรียบดังของหายาก

การทายทักโรคอนาคต เป็นวิชาโบราณของแพทย์แผนจีน ซึ่งรวมอยู่ในศาสตร์ฮวงจุ้ย คือศาสตร์การวางตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่ต้องใส่ใจในเรื่องของทิศทางลมและน้ำ อันจะส่งผลถึงชีวิตความเป็นอยู่ เรื่องนี้เป็นวิทยาศาสตร์ เช่นว่า หากใครไปสร้างบ้านอยู่ริมน้ำ ต้องดูให้ดีว่าลักษณะทางน้ำ ชายฝั่ง เป็นอย่างไร หากพิจารณาไม่เป็น น้ำอาจท่วม ตลิ่งอาจพัง วันข้างหน้าก็ลำบาก

บางรายอาจหันบ้านผิดทิศทาง เมื่อถึงฤดูหนาวต้องรับลมหนาวรุนแรงก็อยู่ไม่ได้ ถึงฤดูร้อนก็ไม่มีลมเข้าบ้าน...การปลูกต้นไม้ การทำทางเข้าบ้าน ล้วนแล้วต้องมีเหตุผลสอดคล้องที่เป็นวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น เช่นบ้านที่ไปตั้งตรงทางสามแพร่ง แบบนี้อันตราย เชื่อว่ามันมีพลังชั่วร้ายวิ่งเข้าบ้านทุกวัน สักวันพลังนี้สะสมมากขึ้นในที่สุดจะพาหายนะมาให้...และเป็นอย่างนั้นจริง

เมื่อถึงวันดีคืนดี ไม่สิบล้อก็รถซิ่งวิ่งเข้าบ้านโดยไม่ได้เชื้อเชิญ...นี่ไงที่ว่ามันคือวิทยาศาสตร์

ศาสตร์ฮวงจุ้ยพูดถึงเรื่องเหลานี้ แม้แต่การปลูกต้นไม้ ไม่ใช่รักสีเขียวปลูกต้นไม้รอบบ้าน อยากปลูกต้นไม้ตรงไหน ก็ขุดหลุมเหงื่อไหลไคลย้อยลงต้นไม้ ลงต้นไม้ผิดที่ผิดทาง มันก็อาจก่อโทษได้นานัปการอย่างเหลือเชื่อ ศาสตร์ฮวงจุ้ยเป็นของชาวตะวันออก แต่ท่านทราบไหมว่าฝรั่งเชื่อศาสตร์นี้หัวปักหัวปา

ธนาคารซิตี้แบงก์ ใช้เงินถึง 500 ล้านเหรียญไม่ใช่ 500 เหรียญน๊ะ อ่านให้ดีๆ เพื่อวางฮวงจุ้ยให้กับอาคารสำนักงานใหญ่ และวันนี้ประเทศจีนเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงอิทธิพลแห่งศาสตร์ฮวงจุ้ย จีนมีตัวเลข GDP เติบโตต่อเนื่องกว่า 50ปี ขณะที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปลุ่มๆ ดอนๆ เอาแน่นอนไม่ได้มาตลอด เป็นการเติบโตรวดเดียวแบบก้าวกระโดด และฝรั่งทราบดีว่าจีนใช้ศาสตร์ฮวงจุ้ย ในการวางผังเมือง และสิ่งก่อสร้างทั้งหมด ตึกสูงทุกหลัง ล้วนใส่ใจกับศาสตร์ฮวงจุ้ยทั้งสิ้น...ฝรั่งที่ไม่เคยเชื่อเรื่องพรรค์นี้ก็ ต้องหันมาเชื่อ แม้บางอย่างอาจมีอะไรลึกลับมาเกี่ยวข้องด้วย ก็ต้องไม่ขัดขืน โดยศาสตร์ฮวงจุ้ย ได้ผนวกเรื่องของความเจ็บป่วยเข้าไว้ด้วย ทั้งที่เป็นเชิงลับเชิงแจ้ง

หลายอย่างที่เป็นวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ เช่นการกำหนดตัวบ้านให้อยู่ใกล้ทางสัญจรมากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหานอนไม่หลับ หรือหลับ แต่จะเป็นการหลับไม่สนิท มันจะมีผลต่อระบบประสาทโดยไม่รู้ตัว...การปลูกต้นไม้อย่างขาดความรู้ความ เข้าใจ อาจให้รอบบ้านมีความชื้นสูง อย่างนี้บางคนในบ้านอาจมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจได้โดยในด้านของความเจ็บ ป่วย มันมีสาเหตุจากการวางตำแหน่งสิ่งก่อสร้างผิด หรือการตบแต่งภูมิทัศน์ไม่เหมาะสม มันเป็นไปได้ทั้งสองเงื่อนไข

ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ฮวงจุ้ย ซึ่งแปลเป็นไทยว่าศาสตร์แห่งทิศทางลมและน้ำ ต่างทราบดีในเรื่องนี้ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับมันสักเท่าไร เพราะทั้งเจ้าของบ้าน และหมอฮวงจุ้ยต่างมุ่งเน้นไปที่ด้านปากท้อง มองแต่เรื่องทำมาหากิน จะหาแต่เงิน อยากร่ำอยากรวมตามภาวะกิเลส ทั้งที่อิทธิพลของฮวงจุ้ย แท้จริงแล้วให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญปัจจุบัน รู้ทันกิเลสเจ้าของบ้าน เจ้าของกิจการทั้งหลาย เรื่องของความเจ็บป่วยจึงไม่ค่อยทักทายสักเท่าไร

เมื่อได้ศึกษาเรื่องนี้เข้า จึงทราบว่า ส่วนที่ศาสตร์ฮวงจุ้ยได้ผนวกเข้าไว้ มีความสำคัญยิ่งยวด...รวยแล้วจะมีประโยชน์อันใด หากต้องเจ็บป่วย เราตั้งหน้าตั้งตาหาเงินเพื่อเอาไปให้หมอกระนั้นหรือ ห้วงสุดท้ายของชีวิตเงินก้อนนี้ควรเป็นเสาหลักค้ำชีวิต พวกเศรษฐีรายย่อย ที่ยังอยู่ห้องแถวหรือบ้านเดี่ยวหลังเล็กๆ หากเป็นโรคทางสมอง หัวใจ หรือร้ายแรงถึงมะเร็ง แม้มีเงินเก็บหลักล้าน แต่โอกาสหมดเนื้อหมดตัวมีสูง

วิชาว่าด้วยโรคแห่งอนาคตในศาสตร์ฮวงจุ้ย เป็นของดี เป็นวิชาที่ผมได้ลงลึกและนำมาใช้...เคยพบผู้มีปัญหาครอบครัวบางราย เรียกโรคบ้านร้อน ลูกๆ ในบ้านหลังเดียวกัน ทะเลาะเบาะแว้งตลอด ครอบครัวหาความสุขไม่ได้...ในศาสตร์ฮวงจุ้ย ให้แก้ไขที่สภาพแวดล้อม ที่สำคัญให้ดูสีที่ใช้ทา แต่ละห้องของบ้านใช้สีที่เหมาะสมไหม สีบางสีมีผลช่วยในการเร่งเร้าอารมณ์ให้เดือดดานพลุ่งพล่านได้ง่ายๆ อันนี้เป็นรายละเอียดที่ไม่สามารถพูดต่อได้ ให้พอรู้เท่านั้นว่ามันจะแก้ไขกันไปทางไหนเพื่อหยุดปัญหานี้

มาดูเรื่องของความเจ็บป่วย ผลจากสิ่งแวดล้อมมันก่อโรคอย่างชัดเจน และเป็นวิทยาศาสตร์...มีงานวิจัยยืนยันแล้ว ในวิชาที่ว่าด้วยจิตวิทยาของสี สีทุกสีมีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด เป็นปัจจัยเอื้อต่อพฤติกรรมมนุษย์ จะดีจะร้าย จะขี้บ่นก่นด่า สีที่มนุษย์เสพ ด้วยการมอง หรือใครชื่นชอบสีอะไรพฤติกรรมก็จะแสดงออกมาอย่างนั้น

มาถึงการวิเคราะห์ วินิจฉัยเบื้องต้นตามหลักแพทย์แผนจีน...คนในบ้านนี้คนหนึ่งต้องเป็นโรค หัวใจ...อีกคนต้องมีปัญหาที่ตับ บางรายอาจถึงระบบสมอง

ลงไปถึงเชิงลึก...การตรวจด้วย "โป้ยก่วย" ยันต์ 8 เหลี่ยมที่คนจีนใช้ติดหน้าบ้าน ส่วนที่ใช้เพื่อหาสมมติฐานของโรค เป็นโป้ยก่วยยันต์ 8 เหลี่ยมเช่นกัน แต่ในรายละเอียดต่างกัน พูดถึงการเป็นยันต์ดูลึกลับแน่นอน แต่ในการใช้โป้ยก่วยวิเคราะห์โรค โป้ยก่วยชนิดนี้เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะมันเป็นเรื่องด้านสถิติ

เช่นผู้ที่เกิดในปี พศ.2500 ฝ่ายชายมีความเสี่ยงเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจสูง ฝ่ายหญิงมักเป็นโรคกระเพาะอาหาร...ใครเกิดปี 2510 ฝ่ายชายมีโอกาสเป็นโรคลำไส้ ส่วนฝ่ายหญิงจะเสี่ยงกับโรคหัวใจ

อาจไม่ได้แม่นย่ำเต็ม 100 แต่ถือว่ามีความแม่นยำสูง และเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น ควรใช้วิธีการอื่นวินิจฉัยควบคู่ไปด้วย ความเป็นไปได้ก็ยิ่งสูงขึ้น

แพทย์แผนตะวันตกอาจมองเรื่องนี้เหลวไหล เป็นอะไรที่หลอกลวงกันหรือเปล่า แต่ชาวจีนก็ใช้วิชานี้มานับพันปีแล้ว ซึ่งหากมันไม่จริงก็คงไม่มีใครเชื่อ และยอมรับกันมาถึงปัจจุบัน ซึ่งผมได้ใช้วิชาโป้ยก่วยหาโรคที่คุณหมอจากโรงพยาบาลท่านหาไม่เจอ หรือจะเรียกว่าโรคไม่พบสาเหตุ
การหาโรคด้วยโป้ยก่วย...คือการหาโรคแห่งอนาคต

เมื่อสามารถเจอโรคอนาคตได้ ในผู้ป่วยจำนวนมาก ที่มีโรคปัจจุบันแสดงให้เห็น ก็สามารถวางแผนการรักษาให้เขาได้ กรณีนี้ไม่ได้หมายความว่า เมื่อสามารถรู้ถึงว่าอะไรจะเกิดในวันข้างหน้าได้ แล้วเราคิดไปยับยั้งไม่ให้มันเกิด นี่คิดผิดแล้ว อันนี้คิดแบบฝรั่ง ซึ่งพยายามนักหนาจะเอาชนะความตายให้ได้ ฝรั่งมันอยากเป็นอมตะเหมือนฮ่องเต้ในอดีต

ต้องบอกว่าเป็นฟ้าลิขิต ควรยอมรับอย่างไร้เงื่อนไข เช่นผู้ป่วยด้วยโรคปอด เพราะสูบบุหรี่ หากตรวจโป้ยก่วยแล้วตรงตามพฤติกรรม ต่อให้เลิกบุหรี่เด็ดขาดแล้ว ก็หนีฟ้าลิขิตไม่พ้น เพียงแต่ว่าเขาหนีความทุกข์ทรมานแสนสาหัสได้ แม้ต้องจบชีวิตลงด้วยอาการนี้ก็ตาม

แต่กับบางรายอาจไม่ได้เสียชีวิตจากโรคปัจจุบันที่ดูว่าร้ายแรง...เช่นผู้ ป่วยเกิดในปี พ.ศ.2506 เป็นเบาหวาน มีความดันฯ และโรคอื่นๆ ตามมาอีกเป็นขโยง สุดท้ายฝ่ายชายมีความเสี่ยงสูงอาจเสียชีวิตจากไตวาย ฝ่ายหญิงจะเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด...อย่างนี้โป้ยก่วยบอกถึงโรค แห่งอนาคตค่อนข้างชัดเจน

ผู้ที่ต้องการอยากรู้โรคแห่งอนาคต ให้ลองถามผู้ซึ่งรู้ถึงศาสตร์ฮวงจุ้ย บางคนอาจรู้เรื่องนี้สามารถไขปริศนาแห่งโรคอนาคตได้...หมอใบไม้ 08-5151-8844

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/bmnd/2440066

 


 

 

กลิ่นตัวเหม็น...แก้ได้

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน 2559 00:00:38 น.

ปัญหาเรื่อง "กลิ่นตัวเหม็น" แม้ว่าจะไม่เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่สามารถบั่นทอนความมั่นใจ บุคลิกภาพในการเข้าสังคมของคนเรา โดยเฉพาะในช่วงเวลาอากาศร้อนอบอ้าว อาจทำให้คนเราเกิดปัญหา "กลิ่นตัวเหม็น" ได้มากขึ้น เราจะมีวิธีแก้ไขและป้องกันกับภาวะ "กลิ่นตัวเหม็น" อย่างไร

รศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา ประชาสัมพันธ์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเกิดปัญหากลิ่นตัวเหม็นเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โดยเริ่มแรกสุดมาจากการผลิตกลิ่นของเราเอง ในร่างกายของคนเรานั้น มีต่อมเหงื่อ ซึ่งปกติจะทำหน้าที่ระบายความร้อน เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น อย่างเช่นจากการออกกำลังกาย ร่างกายเราก็จะคลายความร้อนออกมาเป็นเหงื่อ เพื่อให้เส้นเลือดขยายขึ้น ความร้อนในร่างกายจะลดลง โดยต่อมเหงื่อที่ว่านี้ มีด้วยกัน 2 ชนิด ชนิดแรก คือ อยู่ทั่วไปตามร่างกายของเรา อย่างเวลาออกกำลังกายก็จะมีเหงื่อออกมาทั้งตัว ตรงนี้เป็นเหงื่อปกติ ไม่มีกลิ่น ส่วนอีกชนิดจะอยู่บริเวณรักแร้ ตามบริเวณอวัยวะเพศ หนังศีรษะ หรือตามซอกนิ้ว ง่ามนิ้ว พวกนี้จะมีต่อมเหงื่อพิเศษที่มีการขับไขมันหรือมีกลิ่นเฉพาะตัว ซึ่งตรงนี้เองเป็นต้นตอการเกิดกลิ่น

แล้วเหตุใด ทำไมบางคนมีกลิ่น...บางคนไม่มีกลิ่น เราต้องดูด้วยว่า มีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วยหรือไม่ที่ทำให้กลิ่นแรงขึ้น เช่น การรับประทานอาหารรสจัด อย่างกระเทียม เครื่องเทศเยอะๆ เหมือนคนอินเดีย การรับประทานกิมจิทุกวันเหมือนคนเกาหลี ซึ่งอาหารจำพวกนี้ทำให้ต่อมเหงื่อที่ผลิตกลิ่น มีกลิ่นอาหารพวกนี้ปนออกมาด้วย หรือปัจจัยจากโรคบางอย่าง เช่น โรคตับ ไต เบาหวาน ไทรอยด์ ซึ่งคนที่เป็นโรคเหลานี้ร่างกายจะผลิตสารเคมีบางอย่างออกมาทำให้มีกลิ่น เฉพาะตัวซึ่งบางทีพวกนี้เราไม่รู้ นอกจากนี้อาจจะมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา ทำให้เกิดการหมักหมม หรือบางคนมีการขับเหงื่อออกมามาก กลิ่นพวกนี้ก็ออกมามากเช่นกัน ทั้งนี้การขับเหงื่อนั้นขึ้นอยู่กับระบบประสาทตัวหนึ่ง ทำให้บางคนที่ตื่นเต้น เครียด มีเหงื่อออกมามาก

ปัญหากลิ่นตัวเหม็น...แก้ไขได้หากเกิดจากการที่ผู้ป่วยเป็นโรคบางอย่างที่ ต้องรักษา ฉะนั้นอย่าอายหากมีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ต้องรีบปรึกษาแพทย์จะได้วินิจฉัยและรักษาโรคพวกนี้ได้ก่อน และหากไม่ได้เป็นโรคเหลานี้แต่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเชื้อรา พวกนี้ก็สามารถรักษาหายได้เช่นกัน อย่างเช่นคนที่มีกลิ่นเท้าอาจจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียก็เป็นได้ แพทย์อาจจะให้ยาทาและยารับประทานได้ เพราะฉะนั้นโรคพวกนี้ต้องไม่อาย ต้องพบแพทย์เพื่อตรวจ โดยพวกนี้มีปัจจัยหลายอย่างไม่เฉพาะที่มีเหงื่ออย่างเดียว หากเราตรวจหมดแล้ว โรคภายในไม่เป็น โรคผิวหนังไม่เป็น คราวนี้ค่อยมาคิดถึงวิธีการลดเหงื่อ จะลดอย่างไรบ้างหรือลดสารที่ก่อให้มีกลิ่นออกมาด้วยวิธีใด

ทั้งนี้เราสามารถรักษากลิ่นด้วยตนเองได้ หากมั่นใจว่าไม่เป็นโรคอะไร ก็อาจจะลองลดอาหารที่มีกลิ่นก่อน กลิ่นอาจจะหายได้ หรือหากมั่นใจว่าปัญหากลิ่นเกิดจากเหงื่อ ตรงนี้มีวิธีลดเหงื่อหลายอย่าง เช่น ทายาที่มีสารอะลูมิเนียมคลอไรด์ เป็นส่วนประกอบประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ เหงื่อจะลดลง แต่จะต้องทาหลายครั้ง ทาต่อเนื่องเพราะหยุดทาเมื่อไหร่เหงื่อก็จะออก ส่วนผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย ทั้งนี้หากวิธีนี้ไม่ได้ผลอาจจะต้องมีเครื่องมือบางอย่างช่วย เช่น เครื่องประเภทไอออนโตโฟเรซิส เหมาะกับคนที่เหงื่อออกบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้าเยอะๆ เพราะเป็นเครื่องที่ต้องแช่ลงในอ่าง แช่ครั้งละประมาณ 30 นาที ทำสัปดาห์ละครั้ง และทำไป 10 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นต่อมเหงื่อทำให้ต่อมเหงื่อทำงานลดลง แต่เครื่องมือเหลานี้มีข้อจำกัด คือ บริเวณรักแร้ไม่สามารถแช่ได้

อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหลายวิธีหากกลิ่นรุนแรงขึ้นมาอีกขั้น วิธีการรักษาคือการฉีดยาลดเหงื่อ คือ โบทูลินุมท็อกซินหรือที่หลายคนนำมาฉีดเพื่อลดรอยย่น โดยยาตัวนี้จะฉีด 6 เดือนต่อครั้ง ฉีดประมาณ 1 จุดต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งการฉีดบริเวณรักแร้ ประมาณ 20-30 จุด มีข้อดีของการฉีด คือ ฉีดครั้งเดียวแต่มีผลถึง 6 เดือน ปีหนึ่งทำเพียง 2 ครั้ง แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง

นอกจากนี้ก็จะมีทางเลือกอื่นๆ อีก เช่น พวกเครื่องประเภทอัลตราซาวด์ ตรงนี้ใช้การยิง จี้ ต่อมเหงื่อ โดยมีราคาแพงและเจ็บ แต่ได้ผลดีกว่าฉีดโบท็อกซ์ เพราะบางคนอาจจะไปทำลายต่อมเหงื่อถาวร ส่วนเรื่องการระบายความร้อนก็ระบายทางอื่นแทน แต่ตำแหน่งที่มีกลิ่นเราไม่มีเหงื่อแล้ว ส่วนวิธีสุดท้าย คือ การผ่าตัด เป็นการเอาระบบประสาท เส้นประสาท ที่มาเลี้ยงตรงนั้นออก อย่างที่บอกเหงื่อจะออกเพราะมีเส้นประสาท ทั้งนี้การผ่าตัดเส้นประสาทตรงนั้นไม่ส่งผลต่อการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต แต่มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก และดูเหมือนเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน เราจะยอมโดนกรีดแขน ขา เพียงเพราะลดเหงื่อหรือ ฉะนั้นเรายังมีทางให้เลือกอีกหลากหลายวิธี และอย่าคิดว่า การที่คุณมีกลิ่นตัวแล้วเราต้องอยู่กับมันตลอดไป เพราะเราสามารถแก้ไข...กลิ่นตัวให้หายได้

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/bmnd/2440119



Loading...