ผัก-ผลไม้ กินยังไง ได้ประโยชน์สูงสุด

คอลัมน์: หมอใบไม้: ผัก-ผลไม้ กินยังไง ได้ประโยชน์สูงสุด
ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- จันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2558 00:00:50 น.
กิตติ บุษปวนิช

เรื่องสุขภาพ...บางทีเหมือนพายเรือวนอยู่ในอ่างหลายคนอาจไม่สนใจ ถ้าพูดถึงผัก-ผลไม้ ก็กินกันมานับปีดีดัก หยิบใส่ปากแล้วเคี้ยวเท่านี้ก็จบไป ได้ชื่อว่าเราก็คนกินผัก

จะบอกว่าสอนจระเข้ว่ายน้ำ สอนสมภารให้สวดมนต์แบบนี้คงเข้าขั้นไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ไม่รู้กาลเทศะ...พูดเรื่องกินผัก-ผลไม้ ใครอาจมองว่ามาสอนจระเข้ว่ายน้ำหรือเปล่า

คนกินผักวันนี้ เหมือนจระเข้ว่ายน้ำไม่เป็นจึงต้องสอน อุปมาอุปไมพูดไปเหมือนโกหก เพราะไม่มีจระเข้ตัวไหนว่าน้ำไม่เป็น ทั้งไม่เคยเห็นสมภารวัดไหนสวดมนต์ไม่ได้

จระเข้นั้นต้องว่ายน้ำได้ตามสัญชาตญาณ พระกว่าจะเป็นสมภาร ก็ต้องผ่านประสบการณ์ด้านมนต์พิธีมามากมาย...เรื่องของคนกินผัก-ผลไม้ ในปัจจุบัน มันอยู่ในกระแสของคนรักสุขภาพ แต่กลับเกิดอารมณ์วุ่นวาย สับสนในข้อมูล

คนในยุคเหยียบดวงจันทร์ กับยุคดิจิตอล อยู่ในภาวะโง่กับเรื่องใกล้ตัวหมอใบไม้...เป็นอาการนี้มาก่อน จึงพูดได้เต็มปาก ว่าเคยโง่ และกว่าจะสลัดความโง่เรื่องนี้ทิ้งได้ ต้องใช้เวลาอยู่นานนับปีก็ว่าได้

ที่ผ่านมา ก็ไม่ต่างใครๆ อยากกินอะไรก็ตักใส่ปาก อยากเวลาไหน หิวเวลาไหนจึงจะกิน มารู้ตัวว่ามั่วมาตลอดก็ตอนที่ป่วย แล้วใครก็ช่วยไม่ได้แม้แต่หมอ เพราะว่ายารักษาโรคไม่ได้ ด้วยทรนงตนว่าเป็นคนแข็งแรง เล่นกีฬามาตลอด เลิกอบายมุกมานับสิบปี อยู่ดีๆ เกิดป่วยกะทันหัน มันเกิดอะไรกับชีวิต คิดไม่ออกจริงๆ กับตัวเอง เมื่อไปโรงพยาบาล หาหมอ ได้ยามากิน แต่โรคยังคงกำเริบ คำถามยิ่งไหลเข้ามาให้ต้องขบคิด

เราทำผิดอะไร...ถามตัวเองเล่นกีฬา ไม่นอนดึก อาหารก็กินครบจบทุกหมู่สุดท้าย...สรุปได้ว่า แม้เล่นกีฬา มีกินไม่เคยอดอยาก แต่เรากลับทำผิด กีฬาไม่ใช่คำตอบสุขภาพ...วิ่งจนข้อเข่าเสื่อม เล่นฟุตบอลจนเจ็บไปทั้งตัวจากการปะทะ

หยุดเรื่องกีฬาไว้ก่อน...มาพูดเรื่องกินกิน...ก็ยังผิด...มันมีคำถามมา จากแฟนคลับ ถามถึงการกินผัก-ผลไม้ ว่าควรกินอย่างไร เพราะได้ข้อมูลมาแล้วรู้สึกสับสน

ขอบอกว่าเหมือนหมอใบไม้ยังไงยังงั้น...ว่าแต่ก่อนนั้น ทั้งงงทั้งสับสนกับเรื่องผัก-ผลไม้ ทันทีที่กระแสสุขภาพเริ่มโหมโรงทำผู้คนป่วนชวนฉงน ทั้งที่ผัก-ผลไม้ ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งเป็นความคุ้นเคย อยากกินเมื่อไรก็กิน ตามตลาดบาทวิถีมีผลไม้ขายไปทั่ว มีบริการปลอก หัน สับ รับจากมือคนขายก็เอาไม้จิ้มใส่ปากได้ทันที ดูแล้วก็ไม่น่าจะผิดตรงไหน ใครๆ ก็กินผลไม้แบบนี้ทั้งประเทศ

ผัก-ผลไม้...ดูเหมือนจะกินเมื่อไรก็ได้ตามอัธยาศัย...แต่ในความเป็นจริง มันมีกฎกติกามารยาทเวลาที่เราไปงานเลี้ยง ยกตัวอย่างให้เห็นชัด เมื่อกินอาหารครบจบกระบวนการฟาดเกลี้ยงทุกจาน...สุดท้ายเป็นผลไม้จานใหญ่ มาวางให้ทุกคนล้างปากล้างคาว

โดยไม่มีใครสังหรณ์ใจว่า ว่านี่เป็นกระบวนการทางโภชนาการที่ผิดมหันต์พูดแบบชัดๆ...แรงๆ ว่าผิดมหันต์โดยกระบวนการอันถูกต้องทั้งผัก-ผลไม้ ควรเป็นอาหารที่ต้องตกถึงกระเพาะก่อน อาหารในหมวดหมู่ที่ให้พลังงาน เช่นแป้งหรือไขมัน เพราะในผัก-ผลไม้ มีสารอาหารจำพวก วิตามิน เกลือแร่ ที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ และผัก-ผลไม้นั้น ใช้เวลาในการย่อย เร็วกว่าแป้งและเนื้อสัตว์

ทั้งแป้งกับเนื้อสัตว์นั้น ใช้เวลาในการย่อยข้ามวันข้ามคืน ขณะที่ผักผลไม้ ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

การรับประทานอาหารในหมวดหมู่พลังงานให้ลงท้องก่อน ทั้งข้าว เนื้อสัตว์ กลุ่มอาหารพลังงานจะไปขวางทางเดินของผัก-ผลไม้ ให้เข้าสู่กระบวนการย่อยช้าลง...จึงเป็นเหตุให้ทั้งผัก-ผลไม้ เกิดการบูดเน่า ระหว่างทาง...โดยแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการบูดเน่า ได้ไปทำลายสารอาหาร ซึ่งร่างกายต้องการแล้วขับทิ้งออกมาในที่สุด ดังนั้นคนที่กินผัก-ผลไม้อย่างผิดๆ จึงมีอาการคล้ายท้องเสีย คือถ่ายเหลว

นี่ไง...จึงเป็นเหตุให้ คนพอมีอันจะกินอย่างหมอใบไม้ กลายเป็นพวกอมโรคมาก่อน ทั้งไปโรงพยาบาล ได้ยามาก็รักษาโรคไม่ได้เพราะร่างกายขาดสารอาหาร จึงเกิดความเจ็บป่วยขึ้นเซลล์ในระบบไม่ได้รับการซ่อมบำรุงตามกระบวนการที่ น่าจะเป็น...แต่มีคำถามต่อมาว่า...แล้วคนโบราณ หมายถึงบรรพบุรุษเรา เขากินกันอย่างนี้หรือเปล่า...

เปล่าครับ...คนโบราณหรือคนแต่ก่อนนี้ เขาชอบกินผลไม้กันเล่นๆ...หมายถึงว่า...คนสมัยก่อน เขาอยู่กับสวน การกินผลไม้ จึงกินเวลาไหนก็ได้ เขาจะไม่ได้กินผลไม้ในช่วงเวลาหลังอาหารทันทีเช่นคนปัจจุบัน ผลไม้จึงเสมือนเป็นของกินเล่นยามว่างของคนโบราณ โดยปู่-ย่า-ตา-ทวดเราเขาจะกินผลไม้ในช่วงสายของวัน หรือไม่ก็บ่ายตอนอากาศเริ่มร้อน

การรับประทานผลไม้ช่วงท้องว่าง เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายสามารถย่อย และดูดซึมสารอาหารได้ดีที่สุด

แต่...มีข้อยกเว้น กับผลไม้บางชนิด ที่มีฤทธิ์ในการช่วยย่อย ได้แก่...มะละกอ...สับปะรด โดยมีเงื่อนไขว่า ให้ใช้เวลาราวสัก 20 นาที หลังรับประทานอาหารหลักจบครบจานสุดท้ายแล้ว

ให้กลุ่มอาหารพลังงานผ่านกระบวนการย่อยกระบวนการแรกไปสักพัก แล้วจึงให้มะละกอหรือสับปะรด ไปช่วยในกระบวนการต่อไป

มาที่เรื่องของผัก...แน่นอนว่าคนรักสุขภาพให้ความสำคัญเช่นกัน ซึ่งในการ รับประทานผัก เงื่อนไขก็มิได้ต่างจาการรับประทานผลไม้ เราควรรับประทานผักก่อน แล้วจึงตามด้วยอาหารหลักในกลุ่มพลังงาน...ผักใช้เวลาในการย่อยเท่ากับผลไม้ คนโบราณจึงมักกินผักน้ำพริกเล่นๆ ก่อนเปิบข้าวใส่ปาก...แต่มีคำถามตามมาอีก... อาหารไทย หรืออาหารจีน มักมีจานเด็ดจานด่วนที่เป็นผัก แล้วจะกินยังไง

ขอบอกว่า...ให้กินผักเล่นๆ ก่อน จากนั้นก็กินเป็นปกตินี่แหละ ผัดคะน้าหมูกรอบน้ำมันหอย ผักบุ้งไฟแดง แม้แต่แกงเลียง แกงส้ม ไม่ว่าต้มอะไร สามารถกินรวมกับข้าวในจานได้เลย...เพราะ

เมนูต้มยำทำแกงเหลานั้น ผักถูกทำมาให้สุก กระบวนการปรุงก็ช่วยให้ผักย่อยง่ายขึ้น แม้มันถูกปะปนกับอาหารอื่นกลืนลงไปในท้องก็ตาม

เครื่องเทศเครื่องปรุงต่างๆ จะช่วยชะลอการบูดเน่าของผัก ให้ผักสามารถย่อยสลายและให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ ดังจะเห็นได้ว่าอาหารไทยหลายชนิด แม้เป็นแกงกะทิ ก็บูดเน่าช้า แกงส้ม แกงเหลือง สามารถเก็บได้ข้ามวันอย่างปลอดภัยรับประทานได้ในวันรุ่งขึ้น แต่กระบวนการหุงต้ม ปรุงแต่ง ต้องเป็นไปอย่างถูกต้องแบบโบราณน่ะ

ในผัก-ผลไม้ มีสารอาหารสำคัญ ได้แก่...วิตามินซี สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างคอลลาเจน ช่วยในการผลัดเซลล์

มีเบต้าแคโรทีน ต้านมะเร็ง...และอะไรอีกมากมายเราควรกินผัก-ผลไม้ในช่วงเวลา 11 นาฬิกา ก่อนมื้อกลางวัน และหลังบ่าย 3 โมงไปแล้วก่อนอาหารเย็น ใครทำได้อย่างนี้ รับรองว่ามีสุขภาพแข็งแรงแน่ หมอจะต้องตกงาน โรงพยาบาลจะต้องปิด...ไอ้นี่พูดเล่นน่ะ...เอาเป็นว่าคุณจะป่วยยาก ป่วยแล้วก็รักษาง่าย...หมอใบไม้...08-5151-8844

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/bmnd/2310204


loading...