นี่คือภาพสะท้อนประเทศไทยในยุคที่เป็นสังคม ถอยหลังอย่างชัดแจ้งที่สุด

อาบัติและยันตระ

วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558 เวลา 01:01 น.

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1445013299

ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน

   เห็นข่าวการแบนหนังไทยเรื่อง "อาบัติ" โดยสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กระทรวงวัฒนธรรม เห็นว่ามีเนื้อหาไม่เหมาะสมก่อความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่หนังสือพิมพ์ข่าวสด นำเสนอข่าวเจาะเปิดโปงพระ ยันตระ เมื่อปี 2537 ขึ้นมาทันที

   นั่นคือ การพูดถึงความจริง การเปิดโปงพฤติกรรมอันไม่ถูกต้อง เพื่อการชำระล้าง เพื่อให้เกิดการแก้ไข เพื่อขัดล้างให้ผุดผ่อง

   กลายเป็นถูกกล่าวหาว่า ทำลายศาสนา

   จำได้ว่าในช่วงนั้น ข่าวยันตระ เป็นข่าวใหญ่กระหึ่มเมือง ไปไหนมาไหนถ้ารู้ว่าสังกัดข่าวสด เป็นต้อง เข้ามาไต่ถามถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง

   คนที่เข้าใจและอยากรู้ความจริงจะมีท่าทีอย่างหนึ่ง

   แต่คนที่ปกป้องศาสนาในเชิงปกปิด ชอบกวาดขยะซุกพรม จะมีอาการขุ่นเคือง

   ถามด้วยซ้ำว่าคนข่าวสดนี่นับถือศาสนาอื่นหรือเปล่า!?

   บ้างถึงขั้นคิดขึ้นมาเอาดื้อๆ ว่า น่าจะได้รับเงินจากยุโรป อิตาลี หรือจากสำนักของศาสนาอื่นไปเรื่อยเปื่อย

   การทำหน้าที่ขุดคุ้ยความจริง เปิดโปงด้านมืดของยันตระ ดำเนินอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสโจมตีจากผู้ที่ศรัทธาแบบงมงาย

   ข่าวนี้เจาะกันยาวนานข้ามปี จนสุดท้ายมหาเถรสมาคม มีมติว่าพยานหลักฐานที่เป็นข่าวนั้นชัดเจน จึงสั่งให้สึก

   นั่นเองจึงยอมรับกันว่า คุณค่าของข่าวชิ้นนี้ คือการปกป้องพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวอย่างแท้จริง

   อะไรที่เลวร้ายต้องเปิดเผยออกมาเพื่อขจัดให้หมดสิ้น

   ทั้งเมื่อผ่านมาถึงวันนี้ ชัดเจนว่าข่าวยันตระ ไม่ได้มีผลทำลายศาสนาให้เสื่อมทรุดแต่อย่างใด ทั้งสิ้น!!

   มาล่าสุดพอเห็นข่าวหนังอาบัติต้องโดนแบน เพราะนำเสนอภาพของเณรตามความจริงที่เกิดขึ้นจริง

   กลับกลายเป็นเนื้อหาอันไม่เหมาะสม

   ทั้งที่หนังก็นำเอาข่าวจริงที่เกิดขึ้นแทบทุกวันมาย่อลงบนแผ่นฟิล์ม

   อีกทั้งจุดมุ่งหมายของภาพยนตร์คือสื่อภาพจริงให้เห็น และชี้ชัดด้วยซ้ำว่านั่นคือผิด คือบาป!

   กลับกลายเป็นว่าทำให้ศาสนาเสียหายไปได้อย่างไร

   นี่คือภาพสะท้อนประเทศไทยในยุคที่เป็นสังคม ถอยหลังอย่างชัดแจ้งที่สุด

   ศิลปะภาพยนตร์ยังถูกอำนาจของคนคิด ล้าหลังเข้าแทรกแซง

   ยังเชื่อกันอย่างโบร่ำโบราณว่า คนไทยยังคิดไม่เป็น ปล่อยให้ดูหนังสะท้อนสิ่งเลวร้ายไม่ได้ ไม่มีสติปัญญาพอแยกแยะ

   ต้องฟังและดูแต่สิ่งที่หยิบยื่นให้เท่านั้น!

1ความคิดเห็น
  • ICT

    17 ต.ค. 2015 - 14:30

    ยกเครื่อง "กก.เซ็นเซอร์"
     

     

    วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558 เวลา 00:09 น.
     
    ทิ้งหมัดเข้ามุม
     
     

     

    สมิงสามผลัด

     

       การแบนหนังเรื่อง "อาบัติ" เป็นกระแสร้อนแรงจริงๆ โดยเฉพาะสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และ วีดิทัศน์ กระทรวงวัฒนธรรม มีมติห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องนี้

       ระบุถึงเหตุผล 4 ประการที่ทำให้ต้อง สั่งแบน คือ

       1. ปรากฏภาพสามเณรเสพของมึนเมา

       2. มีภาพสามเณรใช้ความรุนแรง

       3. พูดถึงความสัมพันธ์และใช้คำพูดเชิงชู้สาวที่ไม่เหมาะสม

       และ 4. มีการแสดงความไม่เคารพต่อพระพุทธรูป

       ขณะที่ "ปรัชญา ปิ่นแก้ว" ผู้อำนวยการสร้างหนัง "อาบัติ" ยืน ยันว่า ภาพยนตร์ เรื่องนี้มีเจตนาอันดีในการนำเสนอเนื้อหาให้ผู้ชมได้คิดไตร่ตรอง เกิดสติปัญญา และไม่ทำลายให้ศาสนาเสื่อมถอยอย่างแน่นอน

       "ฉาก เณรดื่มเหล้า เราก็ตัดที่เห็นตอนดื่ม แต่ยังเล่าเรื่องว่าดื่มอยู่ ส่วนที่ว่าเณรพูดจาแรงไม่เหมาะสม ตัดออกไม่ได้ สำหรับฉากเณรจับเศียรพระในลักษณะ ไม่ให้ความเคารพวัตถุ อันนั้นก็เอาออกไปหน่อย เท่าที่ดูหลังตัดบางฉากออกแล้วยอมรับว่าความรู้สึกบางอย่างหายไปนิด แต่ภาพรวมยังอยู่"

       จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็เพราะมีการนำเรื่อง อาบัติไปเปรียบเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ที่คณะกรรมการ ชุดนี้ให้ "ผ่าน" การเซ็นเซอร์

       ไม่ว่าจะเป็นหนังอีโรติกเรื่องแม่เบี้ย หนังผีเรต 18+ เรื่อง "พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยอง" หรือแม้แต่หนังชายรักชายอีกหลายๆ เรื่องที่เตรียมลงโรงในเร็วๆ นี้ ฯลฯ

       ชาวเน็ตก็เลยวิจารณ์กันกระหึ่มเมือง หนังอีโรติกมีฉากวาบหวิวแทบทั้งเรื่อง "ผ่าน" การเซ็นเซอร์แบบฉลุย ส่วนหนังสะท้อนสังคม ตีแผ่ความจริงในอีกแง่มุม เพื่อทำไปสู่การปกป้องศาสนากลับ "ไม่ผ่าน" เซ็นเซอร์

       และหากยึดตามหลักการแบนทั้ง 4 ข้อ โดยเฉพาะข้อ 3 ที่สามเณรใช้คำพูด เชิงชู้สาวที่ไม่เหมาะสม

       วรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผนไม่ยิ่งหนักไปกว่าหนังอาบัติอีกหรือ!?

       โดยเฉพาะตอน "สามเณรแก้วได้ นางพิม" นั้นสมัยเป็นนักเรียนก็ได้อ่านได้เห็นกันมาทั้งนั้น

       จึงเกิดการตั้งคำถามขึ้นมาในสังคมถึง "มาตรฐาน" ของการเซ็นเซอร์

       ถึงเวลาต้องยกเครื่องกันใหม่หรือยัง!?