Subscribe to ฟีด โลกวันนี้ ฮอทนิวส์
ถูกปรับปรุง: 2 ชั่วโมง 22 นาที ก่อน

ก.แรงงานปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ยพัฒนาบุคลากร1มิ.ย.

2 ชั่วโมง 23 นาที ที่แล้ว

นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 มีสาระสำคัญเพื่อให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยให้นายจ้างมีส่วนร่วมในการพัฒนาฝีมือแรงงานแก่พนักงานของตนเอง พร้อมทั้งจัดตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาฝีมือแรงงานอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตาม 8 วาระปฏิรูปเร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ด้านการเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ไทยแลนด์ 4.0 กพร.กำหนดมาตรการจูงใจด้านการยกเว้นและลดหย่อนภาษีอากรสำหรับค่าใช้จ่าย ที่จ่ายไปเพื่อการฝึกอบรม รวมทั้งสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ อาทิ การให้เงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนกับผู้ประกอบการ ที่ส่งลูกจ้างเข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ และได้จ่ายค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 180 วัน สามารถยื่นขอรับเงินอุดหนุนจำนวน 1,000 บาท ต่อลูกจ้าง 1 คน ไม่เกินปีละ 100,000 บาท หรือให้เงินช่วยเหลือ-อุดหนุนกรณีที่ผู้ประกอบกิจการ จัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานของตนเอง ได้ รับการรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมกับนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้ทดสอบลูกจ้างของตนเองด้วย ก็มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือสาขาระดับละ 10,000 บาท เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานของตน ที่สามารถใช้เป็นเกณฑ์วัดระดับฝีมือของพนักงานได้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบกิจการอย่างแท้จริง

นายธีรพล กล่าวต่อว่า นอกจากมาตรการจูงใจและการช่วยเหลือหรืออุดหนุนดังกล่าวแล้ว กพร. ยังให้กู้ยืมเงินเพื่อพัฒนาบุคลากรอัตราดอกเบี้ยต่ำในอัตราร้อยละ 3 ปี วงเงินกู้สูงสุดถึง 1,000,000 บาท ซึ่งปีนี้มีผู้ประกอบการกู้ยืมไปใช้ในการฝึกอบรมพนักงานแล้ว 61 แห่ง เป็นเงิน 49,841,800 บาท จากเป้าหมายการให้กู้ยืมจำนวน 67,695,300 บาท เดือนมิถุนายนนี้ กพร.เตรียมเสนอคณะกรรมส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พิจารณาการให้กู้ยืมแบบปลอดดอกเบี้ยนาน 12 เดือน โดยมีสัญญาการชำระคืนภายใน 1 ปี เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเร่งฝึกอบรม และให้ความสำคัญกับพัฒนาบุคลากรมากขึ้น เน้นฝึกอบรมหลักสูตรด้านเทค โนโลยีชั้นสูง เพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานให้มีทักษะสูงขึ้น รองรับการก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

สำหรับนายจ้าง หรือผู้ประกอบการ ที่มีความต้องการนำเงินไปใช้เพื่อพัฒนาบุคลากรของตนให้มีทักษะ มีศักยภาพสูงขึ้น หรือขอรับเงินช่วย เหลือหรืออุดหนุนแต่ละกรณี สามารถติดต่อสถาบัน สำนักงานพัฒนา ฝีมือแรงงานทั่วประเทศ

“บิ๊กตู่”ชวนร่วมตอบคำถาม4ข้อส่งศูนย์ดำรงธรรมเพื่อกำหนดอนาคตประเทศ

2 ชั่วโมง 43 นาที ที่แล้ว

พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิดโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เชิญชวนประชาชนส่งความคิดเห็นจากคำถาม 4 ข้อไปยังศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด ได้แก่

1.ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่

2.หากไม่ได้จะทำอย่างไร

3.การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวโดย ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ เช่น ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปนั้น ถูกต้องหรือไม่

4.ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร

โดยความคิดเห็นที่ของประชาชนส่งไปยังศูนย์ดำรงธรรม จะถูกรวบรวมให้กับกระทรวงมหาดไทย เพื่อส่งต่อให้นายกรัฐมนตรี ส่วนรายละเอียดการปฏิบัติหรือการตอบคำถามของประชาชน รัฐบาลจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป

“นายกฯ มุ่งหวังให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของบ้านเมือง และนำความคิดเห็นที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ เพราะที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินแต่ความเห็นของนักการเมือง นักวิชาการ หรือจากผลสำรวจของโพลล์ต่าง ๆ ที่เก็บข้อมูลจากตัวแทนของประชาชนเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ครั้งนี้จะเป็นการรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่อีกทางหนึ่ง ที่จะสะท้อนกลับมายังรัฐบาลและนักการเมืองว่า อะไรคือความต้องการที่แท้จริงของประชาชน” พลโทสรรเสริญ กล่าว

พลโทสรรเสริญ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังต้องการเตือนสติคนไทยว่า ประชาชนต้องมีศักดิ์ศรีของตัวเอง โดยการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ มีคุณค่าต่อประเทศชาติ ไม่ยอมให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดออกมาชักจูง ปลุกปั่น บิดเบือน หรือให้ความหวังแบบที่เคยทำก่อนการเลือกตั้งทุกครั้ง เช่น โจมตีรัฐบาล สัญญากับประชาชนว่าจะให้สิ่งนั้นให้สิ่งนี้ โดยหวังแต่เพียงคะแนนเสียงและปลุกกระแสการเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่กรอบเวลาของการเลือกตั้งตามโรดแมปก็ยังมาไม่ถึง แต่ไม่เคยพูดถึงการแก้ไขปัญหาของชาติที่ตนเองมีส่วนสร้างไว้ในอดีต หรือจะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นเขาได้อย่างไร สำหรับรัฐบาลนี้ขอให้ความเชื่อมั่นว่า จะเร่งสะสางปัญหาที่หมักหมมและสร้างความเสียหายกับประเทศไว้ให้ดีที่สุด พร้อมทั้งเดินหน้าตามโรดแมปของการปฏิรูปประเทศไปสู่การเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

เตือนไข้เลือดออกระบาด5เดือนตายแล้ว19ราย

4 ชั่วโมง 53 นาที ที่แล้ว

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรคต่อสถานการณ์โรคไข้เลือดออก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 22 พ.ค. 2560 พบผู้ป่วยทั่วประเทศ 11,062 ราย มีผู้เสียชีวิต 19 ราย โดยภาคใต้มีผู้ป่วยสูงสุด ส่วนจังหวัดที่มีผู้ป่วยสูงที่สุด 5 อันดับแรก คือ สงขลา พัทลุง ปัตตานี นราธิวาส และนครศรีธรรมราช ตามลำดับ ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก เสียชีวิต 2 ราย เป็นเด็กหญิง อายุ 4 ปี จ.ชุมพร และหญิงอายุ 52 ปี จ.ภูเก็ต อย่างไรก็ตาม สำหรับการพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์ คาดว่าในช่วงนี้จะพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน ทำให้เกิดน้ำขังตามภาชนะต่างๆ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุงลาย

จึงขอแนะนำให้ประชาชนดูแลตัวเอง ไม่ให้ถูกยุงกัด ช่วยกันควบคุมและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ทั้งในบ้านและชุมชน โดยใช้หลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ได้แก่ 1. เก็บบ้าน 2. เก็บขยะ และ 3. เก็บน้ำ เพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และไข้ปวดข้อยุงลาย หากประชาชนมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ให้เช็ดตัวลดไข้ กินยาลดไข้พาราเซตตามอล ไม่ควรซื้อยาแก้ปวด หรือยาแก้อักเสบมารับประทานเอง เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง

ทั้งนี้ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน ควรไปพบแพทย์ทันที หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

“ไพบูลย์”แนะรัฐยกเลิกสหกรณ์ที่โกง-ดำเนินคดีเอาเงินคืนประชาชน

5 ชั่วโมง 23 นาที ที่แล้ว

นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ได้ทราบมาว่า ขณะนี้มีสหกรณ์บางแห่งได้มีการทุจริตฉ้อโกงเงินของประชาชนคล้ายสหกรณ์คลองจั่น ตนจึงเป็นห่วงว่ารัฐจะใช้วิธีซุกปัญหาโดยเอาเงินภาษีไปอุดหนุน อุ้มสหกรณ์กับผู้บริหารทุจริตฉ้อโกงประชาชน ยื้อเวลาแล้วไปเกิดความเสียหายข้างหน้าอย่างรุนแรงกับเงินของประชาชนทั้งประเทศ

“ต้องถอดบทเรียนการแก้ปัญหาของรัฐ จากกรณีสหกรณ์คลองจั่น รัฐแทนที่สั่งเลิกกิจการสหกรณ์คลองจั่น ที่ทุจริตและควรฟ้องดำเนินคดีฐานกู้เงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและฟอกเงิน กับสหกรณ์คลองจั่นกับพวก พร้อมติดตามเงินด้วยกฎหมายฟอกเงิน นำเงินที่ยึดจากคนกระทำผิด มาคืนให้กับประชาชนโดยตรงและโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้ลดความทุกข์ใจของประชาชนเหล่านั้นได้ แต่รัฐกับหมกปัญหาโดยใช้วิธีอุ้มสหกรณ์คลองจั่นที่ชัดเจนว่าทุจริตอย่างมโหฬารที่สุด ไม่มีสภาพที่จะฟื้นฟูได้แล้ว กับเอาไปฟอกตัวด้วยวิธีฟื้นฟูกิจการ มีผลทำให้ประชาชนผู้เดือดร้อนเสียหายจากการฝากเงินและลงหุ้น ซึ่งมีผลจากกระทำผิดต่อหน้าที่ของหน่วยงานรัฐด้วย ต้องทุกข์ใจอย่างแสนสาหัสต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 2556 ถึงปัจจุบัน” นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ถ้ารัฐยังไม่ใช้กฏหมายที่มีอยู่เข้าแก้ไขทันที ประชาชนเหล่านี้ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้เกษียณอายุจากรัฐและเอกชน จะต้องจมอยู่กับความทุกข์ไปอีกนับสิบปี ตลอดบั้นปลายชีวิตไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งกับประชาชนผู้สุจริตเหล่านี้ และยืนยันวิธีตั้งกองทุนเยียวยาไม่ต้องใช้เงินภาษีมาอุดหนุน แต่ให้เร่งรัดติดตามเงินผู้ที่เอาไปโดยกฏหมายฟอกเงินมาคืนเยียวยาประชาชน ที่ถูกหลอกลวงให้ฝากเงินและลงหุ้นโดยตรงและโดยเร็วเท่านั้น

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ขณะนี้เมื่อพบสหกรณ์บางแห่งมีปัญหาแบบเดียวกันกับสหกรณ์คลองจั่น จึงขอให้รัฐต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด นอกจากสั่งเลิกกิจการแล้ว ต้องฟ้องเอาผิดทั้งตัวสหกรณ์และพวกที่ทุจริตในข้อหากระทำผิด พรก.กู้เงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และ ร่วมกันกระทำผิดฐานฟอกเงิน ให้ ดีเอสไอ และ ปปง. ติดตามยึดทรัพย์สินมาคืนให้ประชาชนโดยวิธีเยียวยาผู้เสียหายตามกฏหมายฟอกเงิน จะทำให้ประชาชนผู้ถูกหลอกลวงได้รับการเยียวยาเร็วขึ้นลดความทุกข์ร้อนใจลง โดยไม่ต้องใช้เงินภาษีของประชาชนไปอุดหนุนสหกรณ์ทุจริตเหล่านั้น

กห.คลอดเอกสารความเห็นร่วมปรองดองฉบับสมบูรณ์

5 ชั่วโมง 54 นาที ที่แล้ว

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ฯ เปิดเผยถึง กระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดองและผลการดำเนินงานกว่า 3 เดือน ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ในภาพรวมมีความคืบหน้าไปมาก ประชาชนมีความตื่นตัวและให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง โดยหลังจากผู้แทน พรรคและกลุ่มการเมือง องค์กรภาคประชาสังคม ภาคเอกชนและภาคประชาชนจากทั่วประเทศ ได้ร่วมกันสะท้อนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ รวมทั้งร่วมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างครบถ้วนแล้ว ผ่านกระบวนการรับฟัง โดยมีอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งมีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน ข้อมูลจากการรับฟังดังกล่าว ได้ถูกส่งต่อให้อนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ โดยมี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.สส.) เป็นประธาน ไปดำเนินการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ร่วมกับ ผลศึกษาแนวทางสร้างความสามัคคีปรองดองที่มีมา ด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆตามหลักวิชาการ จนได้เอกสารความเห็นร่วม ที่สมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขณะนี้ อยู่ระหว่างการจัดส่งเอกสารความเห็นร่วมดังกล่าวให้ คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการ ซึ่งมี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.)เป็นประธาน เพื่อจัดทำเป็น ร่างสัญญาประชาคม หรือ กรอบความต้องการของประชาชนในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุขในอนาคตต่อไป

“พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เน้นย้ำเป็นนโยบายถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการสร้างความสามัคคีปรองดองของสังคม โดยให้ เปิดกว้างรับฟังประชาชนอย่างทั่วถึงในทุกภาคส่วน ดำเนินงานในทุกขั้นตอนด้วยความเป็นกลาง ตามหลักวิชาการอย่างรอบคอบ ครบถ้วนในทุกประเด็น เพื่อให้ข้อมูลที่ได้ เป็นประโยชน์ในการจัดทำร่างสัญญาประชาคม และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถพิจารณาใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าว กำหนดเป็นแผนงานในระดับปฏิบัติการ ระดับนโยบายและระดับยุทธศาสตร์ ในการขับเคลื่อนแก้ปัญหาแต่ละพื้นที่และเร่งคลี่คลายปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคม ซึ่งมุ่งเน้นสนับสนุนสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ตามนโยบายของรัฐบาลในภาพรวม โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นวาระเร่งด่วนและสามารถทำได้ทันทีในปี 60 ซึ่งเป็น ปีแห่งการปฏิรูปประเทศ” พล.ต.คงชีพ กล่าว

พล.ต.คงชีพ กล่าวย้ำว่า กระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดองมิใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ทุกรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีมาอย่างต่อเนื่อง กว่า 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลปัจจุบัน เพียงเข้ามาสานต่อโดยมุ่งเน้นความเป็นรูปธรรม ด้วยการหยุดสถานการณ์ความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงทันทีและนำสังคมเข้าสู่ความเป็นปกติด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง. ควบคู่กับการเปิดกว้างรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อเข้าใจมูลเหตุหรือปัญหาพื้นฐาน และกำลังใช้ความพยายามคลี่คลายปัญหาและทำความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ให้บรรลุผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เราตระหนักดีว่า ความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญ ขอเพียงเชื่อมั่นและมั่นใจกัน คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองทุกคน จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อส่งเสริมการสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ร่วมกันกำหนด

ประชาชนเชื่อระเบิดป่วนกทม.สร้างสถานการณ์-เอี่ยวการเมือง

6 ชั่วโมง 20 นาที ที่แล้ว

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ประชาชนคิดอย่างไร? กรณี ระเบิดใน กทม.” ระหว่างวันที่ 23 – 27 พ.ค. ที่ผ่านมา กรณี ระเบิดในกทม. 3 จุด ทั้งหน้ากองสลากกินแบ่งรัฐบาล หน้าโรงละครแห่งชาติ และโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า โดยประชาชนร้อยละ 83.73 เห็นว่า เป็นการกระทำที่อุกอาจ ไร้จิตสำนึก ท้าทายกฎหมายบ้านเมือง รองลงมา ร้อยละ 81.44 อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งจับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็ว ส่วนร้อยละ 78.74 ระบุ อยากรู้ข้อเท็จจริง และเหตุจูงใจในการก่อเหตุ ขณะที่ร้อยละ 72.28 ระบุ รู้สึกกลัว เกรงว่าจะได้รับอันตราย ต้องระมัดระวังมากขึ้น และร้อยละ 55.68 ระบุ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

ขณะเดียวกันประชาชนร้อยละ 78.00  เห็นว่าสาเหตุที่เกิดการวางระเบิดเป็นการสร้างสถานการณ์ ต้องการให้เป็นข่าวครึกโครม รองลงมา ร้อยละ 67.13 เห็นว่ามาจากความขัดแย้ง อำนาจและผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ส่วนร้อยละ 66.48 ระบุ มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนร้อยละ 55.27 ระบุ เป็นการท้าทาย หวังให้บ้านเมืองปั่นป่วน วุ่นวาย และร้อยละ 48.49 ระบุ ต้องการข่มขู่หรือส่งสัญญาณเตือนถึงอะไรบางอย่าง เมื่อถามถึงวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุระเบิดเช่นนี้อีก ร้อยละ 74.16 เห็นว่าต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแล รองลงมาร้อยละ 71.38 เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจตามจุดเสี่ยงต่างๆมากขึ้น ส่วนร้อยละ 63.53 ระบุ หน่วยข่าวกรองต้องตรวจสอบข่าวให้ละเอียด ทันสถานการณ์

เมื่อถามความคิดเห็นประชาชนว่าการวางระเบิดเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยหรือไม่ ร้อยละ 56.09 เห็นว่า สถานการณ์ทางการเมืองยังไม่นิ่ง มีคลื่นใต้น้ำการเมืองไทยยังมีความขัดแย้งแตกแยก ส่วนร้อยละ 47.02 ไม่แน่ใจว่าการวางระเบิดเกี่ยวข้องกับครบรอบ 3 ปี คสช.ต้องรอดูผลการสืบสวน ขณะที่ร้อยละ 36.65 เห็นว่าเกี่ยวข้อง เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ซึ่งครบรอบ 3 ปีพอดี และสถานที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ของทหาร น่าจะมีความเกี่ยวข้องกัน

“นิด้าโพล”เผยประชาชนหนุนตร.สังกัดยุติธรรม

6 ชั่วโมง 53 นาที ที่แล้ว

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ และคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “การปฏิรูปองค์กรตำรวจในยุค คสช.” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 พ.ค. ที่ผ่านมา จากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง โดยเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จในการปฏิรูปองค์กรตำรวจในยุค คสช. พบว่า ความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการย้ายสถานะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 51.92 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ กระทรวงยุติธรรมน่าจะมีความเป็นธรรม เป็นกลาง และมีความโปร่งใสในการทำงานมากที่สุด ขณะที่ ร้อยละ 27.92 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ ขาดความเป็นอิสระในการบริหารงาน เป็นการเพิ่มความยุ่งยาก ซ้ำซ้อน และไม่สะดวกต่อการปฏิบัติหน้าที่ โดยในส่วน

ทั้งนี้ ความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ของการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) โดยต้องผ่านงานสอบสวนอย่างน้อย 2 ปี และร่วมรับผิดชอบสำนวนสอบสวนไม่น้อยกว่า 70 คดี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 71.84 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะเป็นการคัดกรองบุคคล เพื่อให้ได้ผู้ที่มีประสบการณ์ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ ร้อยละ 14.24 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ เป็นการจำกัดสิทธิเกินไป เพราะในแต่ละพื้นที่มีคดีมากน้อยแตกต่างกัน ควรดูที่ผลงานและความสามารถทักษะส่วนบุคคล

นอกจากนี้ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการปรับปรุงเงินเดือนตำรวจให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.32 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่เสียสละ และมีความเสี่ยงในการทำงานสูง เป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน ขณะที่ ร้อยละ 25.28 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ อาชีพตำรวจมีสวัสดิการที่ดีอยู่แล้ว และยังได้รับรายได้หรือเบี้ยเลี้ยงอื่นๆ นอกเหนือจากเงินเดือน

“พิชัย”ย้อนถาม”บิ๊กตู่”จัดการกับรัฐบาลปัจจุบันที่ไม่มีผลงานอย่างไร

7 ชั่วโมง 15 นาที ที่แล้ว

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ถามคำถาม 4 ข้อ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่ได้มีความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงของประชาชน เห็นว่าประชาชนไม่ฉลาดถูกหลอกได้ง่าย แถมยังไม่ได้ดูตัวเองและผลงานตัวเอง ว่าปัจจุบันสภาวะที่เป็นอยู่เป็นอย่างไร ดีกว่าในอดีตหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขอตอบคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ ดังต่อไปนี้

1.เชื่อว่าประชาชนมีวิจารณญาณที่จะเลือกผู้นำประเทศ และหากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาไม่มีธรรมาภิบาล ประชาชนก็สามารถที่จะถอดถอนได้ และไม่เลือกเข้ามาอีก ผิดกับรัฐบาลปัจจุบัน ที่ประชาชนเอือมระอาเพราะขาดธรรมาภิบาล จำกัดสิทธิประชาชน ตรงนี้ประชาชนจะทำอย่างไร ในเมื่อเป็นรัฐบาลรัฐประหาร

2.ขอถามกลับไปว่า จะจัดการอย่างไรกับรัฐบาลปัจจุบัน เพราะขาดผลงาน ขาดความรู้ความสามารถ และยังขาดวิสัยทัศน์และธรรมาภิบาล

3.การเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย ต้องเคารพเสียงของประชาชน ทั้งนี้ พรรคการเมืองต้องเสนอแนวทางพัฒนาประเทศให้ประชาชนตัดสินใจ ไม่ใช่การยัดเหยียดยุทธศาสตร์ 20 ปีและปฏิรูปเฉพาะคนกลุ่มเดียวอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่ง 3 ปียังไม่รู้ว่าจะปฏิรูปอะไร ไม่ได้แสดงว่าประเทศจะพัฒนาได้ ยิ่งเมื่อดูผลงานย้อนหลังจะพบว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศได้เสื่อมถอยลงไปมากแล้ว ตรงนี้จะวางแผนและทำอนาคตประเทศให้ดีได้อย่างไร

4.โดยปกติแล้วการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีการเปลี่ยนแปลง 30 % ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ซึ่งเป็นการพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย และเป็นการคัดเลือกบุคคลากรให้มาพัฒนาประเทศ หากนักการเมืองคนใดมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ประชาชนก็จะไม่เลือกเข้ามาอีก โดยต้องให้เวลาในการพัฒนาเพื่อให้ระบอบทำงานได้ ซึ่งต่างกับปัจจุบันที่ผู้บริหารประเทศมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแต่ประชาชนไม่สามารถที่จะปลดออกหรือไล่ออกได้

จึงอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ศึกษาคำตอบ 4 ข้อนี้และช่วยอธิบายประชาชน ว่าในภาวะปัจจุบันที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจรัฐบาลที่ขาดความรู้ความสามารถ ไม่มีผลงาน สร้างความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมาก ประชาชนจะทำอย่างไรได้ อย่างไรก็ตาม อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้น จำนวนคนว่างงานที่มีมากขึ้น ฯลฯ มากกว่าการออกมาชี้นำทางการเมืองแบบที่เป็นอยู่นี้

ก.อุตฯคิ๊กออฟคลีนิคSME ลงพื้นที่สงขลาเป็นแห่งแรก

8 ชั่วโมง 54 นาที ที่แล้ว

ตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4.0ในการพัฒนาประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมถือเป็นอีกหน่วยงานหลักของโครงการนี้ โดยการดำเนินงานอย่างบูรณาการให้ความช่วยเหลือตั้งแต่อุตสาหกรรมใหญ่ กลาง เล็กโดยเฉพาะอุตสาหกรรมในขนาดเล็กหรือ SMEที่กำลังเริ่มเติบโต ถือเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาประเทศในรูปแบบอย่างโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (Start Up)
กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐเดินหน้าสานต่อ “กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ” ตามแนวทาง “ประเทศไทย 4.0” โดยพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพื่อสนับสนุนให้ความช่วยเหลือเงินทุน และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับ SMEs จัดโครงการเสริมสร้างการรับรู้ “กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ในพื้นที่นำร่อง 8 จังหวัด” โดยประเดิมจังหวัดสงขลาเป็นที่แรก เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้และเข้าใจที่ถูกต้องต่อนโยบายดังกล่าว โดยได้รับเกียรติจาก นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในการดำเนินงาน พร้อมพาสื่อมวลชนพบกับผู้ประกอบการที่ได้รับการช่วยเหลือไปแล้ว เพื่อทราบถึงความคืบหน้า ปัญหา และแนวทางการพัฒนาของกิจการ
unnamed (6) นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “โครงการกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เป็นโครงการที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่นที่มีความสำคัญอย่างธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธนาคารSME) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว) และกระทรวงมหาดไทย เพราะได้มีการจัดตั้งกรรมการSMEจังหวัดขึ้นมาเป็นผู้ดำเนินการโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมจังหวัดร่วมกับธนาคารSME
กองทุนทั้งหมดที่ทางรัฐบาลอนุมัติให้เข้ามาช่วยผู้ประกอบการSMEมีหลายกองทุนมาก และทุกกองทุนจะต้องทำงานประสานกันเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดกับบรรดาผู้ประกอบการ สำหรับวันนี้เป็นการนำเสนอคลินิคSME เพื่อให้ผู้ประกอบการในภาคใต้ได้ทำความรู้จัก และสมัครเข้ามาในโครงการเพื่อยื่นสินเชื่อ และรับความช่วยเหลือในด้านต่างๆรวมถึงด้านงานวิชาการ ทั้งการอบรมในเรื่องของบัญชี การบริหารการจัดการในองค์กรฯลฯ โดยวันนี้ท่านนายกฯ ก็ให้เกียรติมาเป็นประธานในการมอบสินเชื่อก้อนแรกของประเทศ โดยอนุมัติไปแล้วเกือ 1,600ล้านบาท และงานนี้เราจะเดินทางทำแผนทำความเข้าในในโครงการนี้ 8จังหวัดจากทั่วประเทศ โดยมีจังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดแรก” นายสมชายกล่าว
นอกจากนี้ยังได้มีการเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานที่ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนี้อีก 2แห่ง คือบริษัทโกรรับเบอร์ ลาเท็กซ์ จำกัด ผลิตและจำหน่ายยางรองส้นเท้ายางพารา ดำเนินงานโดย นางสาวอรฤดี เมฆตรงเป็นกรรมการผู้จัดการ
โดยคุณสาวอรฤดี เมฆตรง กรรมการผู้จัดการ ได้กล่าวถึง ความรู้สึกที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการนี้ว่า “โรงงานโกรรับเบอร์ ลาเท็กซ์ ถือว่าเป็นโรงงานระดับ Start Upที่มีขนาดเล็กและตนเองก็ยังมีอายุน้อยประสบการณ์การทำงานก็ไม่มากการที่จะเข้าหาแหล่งเงินทุนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย จะไปขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์เขาก็ยังไม่มีความมั่นใจในศักยภาพของเรา โชคดีที่เราได้รับการอบรมหลักสูตร โครงการเพิ่มมูลค่ายางพารา และผลิตภัณฑ์ยาง ที่จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมทำให้เราได้มีโอกาสดีๆ โดยผลิตภัณฑ์ของเราเป็นผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยวิจัยร่วมกันระหว่างคณะแพทยศาสตร์ร่วมกันกับคณะวิศวะกรรมศาสตร์เป็นแผ่นยางรองเท้าเพื่อสุขภาพ และรองเท้าแตะที่ผลิตจากยางพาราซึ่งได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดีโดยเฉพาะลูกค้าชาวจีน และอยากจะขอบคุณโครงการกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เป็นอย่างมากที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเรา” นางสาวอรฤดี กล่าว
unnamed (9)
อีกแห่งคือบริษัทเอ.บิล.อาร์ทอินดัสทรี จำกัด ผลิต จำหน่าย ประเก็น และวัตถุกันรั่ว สำหรัเครื่องยนต์ที่ขอกู้เพื่อจัดซื้อระบบบริหารจัดการภายในโรงงาน
คุณสิริอัญญา พรสุวรรณกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทเอ.บิล.อาร์ทอินดัสทรี จำกัด ผลิต จำหน่าย กล่าวว่าเดิมทีทางบริษัทเอ.บิล.อาร์ทอินดัสทรี ได้ทำงานวิจัยมาเยอะมากโดยใช้เงินลงทุนของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อมีกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐยืนมือเข้ามาช่วยเหลือทำให้เรารู้สึกมีขวัญและกำลังใจขึ้นมาก พร้อมทั้งกำลังต้องการการพัฒนาเครื่องจักรใหม่ให้มีความทันสมัยมากขึ้น รวมถึงเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่ให้เข้ากับนโยบาย 4.0ของรัฐบาล โดยเริ่มต้นจากการเข้าร่วมอบรมโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขัน (MDICP ภูมิภาค) ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพของพนักงานเป็นอันดับแรกเพราะเชื่อว่าถ้าพนักงานมีคุณภาพสินค้าก็ย่อมมีคุณภาพตามไปด้วย ในส่วนของเครื่องจักรจึงเป็นโครงการต่อไปในอีกไม่ช้านี้ และต้องขอขอบคุณกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐที่เข้ามาให้การสนับสนุนในครั้งนี้ด้วย พร้อมทั้งอยากจะเชิญชวนผู้ประกอบการรายย่อยหรือขนาดกลางที่คิดว่ายังขาดความพร้อม หรือมีปัญหาให้ลองเข้ามาปรึกษากับศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือเอสเอ็มอี ดูเชื่อว่าจะได้รับความช่วยเหลือแบบจริงจังอย่างที่เราได้รับมาแล้ว
สองบริษัทดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างที่มีความตั้งใจที่จะพัฒนาต่อยอดธุรกิจตนเองให้มีศักยภาพ แต่มีข้อจำกัดในเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงได้ผ่านกระบวนการพัฒนาจากโครงการภาครัฐ เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นต้น จากความตั้งใจดังกล่าวกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐจึงได้ให้ความดูแลและช่วยเหลือเพื่อให้ธุรกิจทั้ง 2 รายนี้ก้าวต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งหลังจากนี้ทางกระทรวงจะได้เร่งขยายผลและเตรียมเข้าไปช่วยเหลือในจังหวัดสงขลา และพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป
สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทุกสาขา และศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือเอสเอ็มอี www.smessrc.com หรือ Call Center 1358unnamed (10)

unnamed (11)

สองนักดาบเซเบอร์ทีมชาติไทยซิวแชมป์ประเทศไทย รุ่น17 ปี

8 ชั่วโมง 59 นาที ที่แล้ว

การแข่งขันฟันดาบเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ที่ศูนย์กีฬาในร่ม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในประเภท ดาบเซเบอร์ เยาวชนชาย รุ่นอายุ ไม่เกิน 17 ปี ปณชัย วิริยะตั้งสกุล นักดาบจากทีมโรงเรียน เทพศิรินทร์ และเป็นตัวแทนเยาวชนไทย ในการแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ที่ จ นครราชสีมา ซึ่งมีประสบการณ์ในการแข่งขันมากกว่า ชนะ จตุภัทร หัตถเลิศ จากทีมอันดามัน เฟรนซิ่งคลับ ภูเก็ต ไปแบบไม่ยากเย็น 15-5 ครองตำแหน่งชนะเลิศในปีนี้
ส่วนในประเภทดาบเซเบอร์ เยาวชนหญิง ต้นข้าว โพธิ์แก้ว จากชมรม เอส เอฟ ที พบ รวีลักษณ์ บุญหลัง จากทีม อันดามันภูเก็ตเฟรนซิ่งคลับ ซึ่งทั้งสองคน เป็นทีมชาติชุดเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่ง ต้นข้าว อาศัยรูปร่างที่ได้เปรียบ และความเร็วในการเข้าทำที่เหนือกว่า ชนะ รวีลักษณ์ 15-8 คว้าเหรียญทอง
สำหรับการแข่งขันในประเภทอื่นๆ รอบชิงชนะเลิศ ฟอยล์เยาวชนหญิง อายุไม่เกิน 20 ปี ศศินภัสสร์ ดวงพัตรา จากทีม กองทัพอากาศ ชนะ อรวิภา อินนุรักษ์ จากทีม อันดามันภูเก็ต เฟรนซิ่งคลับ 7-5 และในประเภทฟอยล์เยาวชนชาย อายุไม่เกิน 20 ปี ศิษฎีพัฒน์ ดวงพัตรา จากทีม กองทัพอากาศ ชนะ พิชยุฒน์ ขันคำ จากโรงเรียนกีฬาจังหวัด นครสวรรค์ อย่างสนุก 15-14 และวันนี้ จะเป็นการแข่งขันวันสุดท้าย ชิง 4 เหรียญทอง โดยทีมที่มีคะแนนรวมดีที่สุด จะได้ถ้วยประทานของ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ไปครอง

ปล…..ภาพ เป็นการแข่งขันเซเบอร์ เยาวชนชาย รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี รอบชิงชนะเลิศ ครับ

ศรัณย์พร คว้าแชมป์หญิง กอล์ฟ สิงห์ ภูเก็ต โอเพ่น

9 ชั่วโมง 1 นาที ที่แล้ว

ศรัณย์พร ลางคุลเกษตริน โปรสาวดาวรุ่งเจ้าถิ่นวัย 17 ปี คว้าแชมป์สิงห์ภูเก็ตโอเพ่นไปครองได้สำเร็จด้วยสกอร์รวม 8 อันเดอร์พาร์ 202 หลังจากทำสกอร์เพิ่มในรอบสุดท้ายได้อีก 1 อันเดอร์พาร์ 69 ในการแข่งขันที่สนามลากูน่า ภูเก็ต เมื่อ 27 พ.ค.60 ที่ผ่านมา

การแข่งขันกอล์ฟอาชีพ สิงห์ ออล ไทยแลนด์ กอล์ฟ ทัวร์ 2017 รายการที่ 4 ประจำปี 2560 “สิงห์ ภูเก็ต โอเพ่น 2017” สนับสนุนโดย บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด นักกอล์ฟชายแข่งขันสี่วัน 25-28 พ.ค.60 ชิงเงินรางวัลรวม 2 ล้านบาท และนักกอล์ฟหญิง แข่งขันสามวัน 25-27 พ.ค.60 ชิงเงินรางวัลรวม 2 แสนบาท ที่สนามลากูน่า กอล์ฟ ภูเก็ต พาร์ 70

ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 27 พ.ค. เป็นการแข่งขันรอบสุดท้ายในประเภทนักกอล์ฟหญิง โดย “โปรอ๊าย” ศรัณย์พร ลางคุลเกษตริน นักกอล์ฟเจ้าถิ่นวัย 17 ปี ยังคงโชว์ฟอร์มเก่งทำสกอร์นำแบบม้วนเดียวจบหลังรอบนี้ทำสกอร์เพิ่มได้อีก 1 อันเดอร์พาร์ 69 จาก 2 เบอร์ดี้ที่หลุม 9 และ 11 พลาดเสียโบกี้เดียวที่หลุม 3 ทำสกอร์รวมคว้าแชมป์ไปครองที่ 8 อันเดอร์พาร์ 202 ส่วนที่ 2 ได้แก่ ปรีณาพรรณ พุ่มคล้าย ที่ทำสกอร์รวม 5 อันเดอร์พาร์ 205 หลังจากรอบนี้หวดเพิ่ม 3 อันเดอร์พาร์ 67 โดยแชมป์ ศรัณย์พร รับเงินรางวัล 32,000 บาท ส่วนแชมป์ประเภทนักกอล์ฟสมัครเล่นหญิง ตกเป็นของ กีรัตริยา ฟูเจริญ นักกอล์ฟทีมชาติไทย ชุดเตรียมซีเกมส์ปีนี้ที่มาเลเซีย วัย 17 ปี สกอร์รวม 3 โอเวอร์พาร์ 213

ศรัณย์พร กล่าวหลังจากคว้าแชมป์ออลไทยแลนด์ได้เป็นรายการที่ 6 ว่า “แมตช์นี้มีความมั่นใจตั้งแต่เดินทางมาจากกรุงเทพฯแล้วว่าจะต้องทำผลงานได้ดี ก็คาดหวังเยอะว่าน่าจะทำได้ถ้าไม่หลุดฟอร์มเยอะ สภาพสนามที่มีฝนตกไม่ค่อยมีปัญหากับตัวเองเพราะเป็นคนไดร์ฟไกล ถึงฝนจะตกแล้วลูกไม่ค่อยวิ่งแต่เนื่องจากสนามนี้ค่อนข้างสั้นจึงทำให้ไม่ค่อยมีผลในการขึ้นกรีน ได้แข่งที่บ้านเกิดภูเก็ต แต่ก็ไม่ใช่เป็นสนามที่ซ้อมปกติ เพราะว่าไกลจากบ้านค่อนข้างเยอะ แต่ว่าแข่งที่นี่คนที่บ้านก็มาเชียร์ ก็ดีใจที่เค้ายังไม่ลืมเรา มาดูเราถึงแม้ฝนจะตก สำหรับเป้าหมายปีนี้จะพยายามคว้าแชมป์รายการที่จีนให้ได้ ขอขอบคุณป๊ากับคุณแม่ที่มาเดินดูด้วย ขอบคุณครอบครัวที่สนับสนุน ขอบคุณผู้เล่นทุกคนที่ทำให้แมตช์นี้เกิดขึ้นมาได้ ขอบคุณสนามกอล์ฟลากูน่า สนามสภาพดีกรีนค่อนข้างเร็ว และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณบริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่นที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี”

ด้านประเภทชาย ผู้นำยังเป็น “โปรแต๊ป” ชนะโชค เดชภิรัตนมงคล ดาวรุ่งวัย 23 ปี จาก จ.ตาก ที่ช่วงเช้าเล่นเก็บตกรอบสอง หลังวันก่อนฝนตกทำให้เล่นไม่จบ สกอร์รวมหลังจบรอบสองได้ 15 อันเดอร์พาร์ 125 เริ่มเล่นรอบที่สามในช่วงบ่ายด้วยตำแหน่งผู้นำ ผ่าน 5 หลุมแรก เก็บพาร์รวด จากนั้นทำ 8 เบอร์ดี้รวด ที่หลุม 6-13 เสียโบกี้หลุม 16 และมาเก็บ 2 เบอร์ดี้ หลุม 17,18 จบด้วย 9 อันเดอร์พาร์ 61 รวมสามวัน 24 อันเดอร์พาร์ 186 เป็นผู้นำต่อก่อนเข้ารอบสุดท้าย โดยมี “โปรฟลุ๊ค” รฐนน วรรณศรีจันทร์ นักกอล์ฟดาวรุ่งวัย 23 ปี จากจันทบุรี เจ้าของแชมป์เอเชี่ยนทัวร์ “ไทยแลนด์ โอเพ่น” คนล่าสุด เมื่ออาทิตย์ก่อน ระเบิดฟอร์มทำวันเดียว 10 อันเดอร์พาร์ 60 ด้วย 10 เบอร์ดี้ หลุม 2,3,5,7,9,12,13,14,15,17 ไม่เสียโบกี้เลย รั้งอยู่ที่สอง สกอร์รวม 20 อันเดอร์พาร์ 190 และที่สามร่วม มีสี่คน สกอร์เท่ากัน 15 อันเดอร์พาร์ 195 ได้แก่ กัญจน์ เจริญกุล, มาร์ติน ดิฟ (ออสเตรเลีย), จิรัฏฐ์ จิรสุวรรณ, ภัทรพล ขันทะชา

สรุปผลการแข่งขัน (พาร์ 70)
ประเภทนักกอล์ฟหญิง แข่งขัน 3 วัน
1. (-8) 202 ศรัณย์พร ลางคุลเกษตริน 67-66-69 32,000 บาท
2. (-5) 205 ปรีณาพรรณ พุ่มคล้าย 70-68-67 25,500 บาท
3. (-3) 207 ชมพัช พงศ์ธนารักษ์ 68-72-67 20,000 บาท
4. (-2) 208 สุชญา ตั้งกมลประเสริฐ 71-71-66 17,500 บาท
5. (+1) 211 จีนีวีฟ ลิง (มาเลเซีย) 70-69-71 16,000 บาท
6. (+3) 213 กีรัตริยา ฟูเจริญ 73-69-71 นักกอล์ฟสมัครเล่น

3333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333333

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ดับซ่า แบงค็อก ยูไนเต็ด 2-1 ทะยานขึ้นจ่าฝูงไทยลีกปิดเลกแรก

9 ชั่วโมง 2 นาที ที่แล้ว

การแข่งขันฟุตบอล โตโยต้า ไทยลีก ฤดูกาล 2017 เมื่อวันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม 2560 “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทีมรองจ่าฝูง เปิดสนาม ไอ-โมบาย สเตเดียม รับการมาเยือนของ “แข้งเทพ” แบงค็อก ยูไนเต็ด ทีมอันดับที่ 5

นาทีที่ 4 เป็น ปราสาทสายฟ้า ที่มาได้ลุ้นทักทายก่อน จากจังหวะที่ผู้เล่นทีมเยือนทำบอลลั่นเด้งมาถึง โก ซุลกิ ได้ซัดจากแถวสองนอกกรอบเขตโทษ บอลพุงตรงกรอบประตู วรุฒ เมฆมุสิก ปัดบอลข้ามคานออกไปได้

เกมผ่าน 15 นาที ทั้ง 2 พยายามช่วงชิงกันทำเกมจากแดนกลางทำให้มีโอกาสที่จะได้ลุ้นประตูกันน้อย

นาทีที่ 23 แข้งเทพ มาได้ฟรีคิกระยะน่ารักน่าลุ้น มาริโอ ยูรอฟสกี้ วิ่งเข้าไปปั่นด้วยเท้าซ้ายบอลโค้งข้ามกำแพง แต่ก็เหินข้ามคานออกหลังไป

นาทีที่ 29 รัตนากร ใหม่คามิ ได้บอลตรงกลางสนาม ก่อนแทงขึ้นหน้าให้ “จาจ้า” แจ็คสัน อเวลิโน โคเอลโญ ก่อนที่ “จาจ้า” จะจ่ายทะลุช่องให้ จักรพันธ์ แก้วพรม ได้หลุดเข้าไปในเขตโทษ ก่อนจะยิงบอลผ่านมือ วรุฒ เมฆมุสิก หายเข้าประตูไป บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ออกนำ 1-0

นาทีที่ 36 ปราสาทสายฟ้า ได้ฟรีคิกระยะน่ารัก กรกช วิริยอุดมศิริ วิ่งเข้าไปปั่นโค้งด้วยเท้าซ้ายบอลโค้งไปที่เสาสอง วรุฒ เมฆมุสิก ขยับไปรับบอลได้ทันก่อนที่จะเสียบสามเหลี่ยม

นาทีที่ 43 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาได้ลูกเตะมุมทางฝั่งขวา จักรพันธ์ แก้วพรม เปิดด้วยขวาเข้าไปหน้าประตู แจ็คสัน อเวลิโน โคเอลโญ ได้โขกเช็ดบอลเฉี่ยวเสาสองออกหลังไป

ทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย พรรษา เหมวิบูลย์ จ่ายบอลคืนหลังแต่ว่าสั้นไป เออร์เนสโต ภูมิภา ได้แตะเข้าเขตโทษพยายามจะจิ้มบอลผ่าน ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน แต่ทว่า ศิวรักษ์ อ่านขาดสกัดบอลไว้ได้ด้วยขา ทำให้จบครึ่งแรก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ออกนำ แบงค็อก ยูไนเต็ด 1-0

กลับมาสู้กันต่อครึ่งเวลาหลังนาทีที่ 48 ปราสาทสายฟ้า มาได้ฟรีคิกทางมุมเขตโทษด้านขวา แจ็คสัน อเวลิโน โคเอลโญ ซัดด้วยเท้าซ้ายติดกำแพงแบบน่าเสียดาย

นาทีที่ 64 แบงค็อก ยูไนเต็ด มาได้ลุ้นประตูตีเสมอเมื่อ สรรวัชญ์ เดชมิตร ขึ้นเกมทางขวาก่อนก่อนจะจ่ายให้ ธีรเทพ วิโนทัย แตะหนึ่งจังหวะแล้วซัดบอลเหินข้ามคานออกหลังไป

นาทีที่ 67 ปราสาทสายฟ้า มาได้ฟรีคิกทางเขตโทษฝั่งซ้าย ดิโอโก หลุยส์ ซานโต เดินเข้าไปยิงยัดผ่านกำแพง บอลพุ่งเสียบเสาแรกเข้าประตูไปอย่างสวยงาม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หนีเป็น 2-0

นาทีที่ 78 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาได้ฝีคิกทางริมเส้นฝั่งซ้ายอีกครั้ง ดิโอโก หลุยส์ ซานโต ยกบอลข้ามกำแพงไปที่เสาแรก จาจ้า วิ่งหลุดกับดักล้ำหน้ามาถึงบอล ทว่าจังหวะยิงโดนไม่ดี วรุฒ เมฆมุสิก ที่บังมุมอยู่ล้มตัวรับบอลไว้ได้

นาทีที่ 84 แบงค็อก ยูไนเต็ด มาได้ฟรีคิกบริเวณหัวกะโหลก มาริโอ ยูรอฟสกี้ วิ่งเข้าไปยิงด้วยเท้าซ้าย ดิโอโก หลุยส์ ซานโต พุ่งล้มตัวบล็อกบอลไว้ได้

นาทีที่ 90 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาได้ฟรีคิกเกือบเส้นเขตโทษด้านซ้าย ดิโอโก หลุยส์ ปั่นด้วยเท้าขวาบอลโค้งผ่านเสาไกลออกหลังไปแบบได้เสียว

ทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 2 จาก 4 นาที แข้งเทพ ก็มาได้ประตูตีไข่แตก เมื่อ มาริโอ ยูรอฟสกี้ ได้บอลในเขตโทษก่อนจะกระดกหลอกกองหลังแล้วซัดเต็มข้อบอลพุ่งผ่าน ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่พยายามจะปัดเข้าประตูไป แบงค็อก ยูไนเต็ด ไล่มาเป็น 1-2

จากนั้นทั้ง 2 ทีมก็เปิดเกมใส่กันต่อเนื่อง ทว่าไม่มีทีมใดทำประตูเพิ่มได้ ทำให้จบเกม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เอาชนะ แบงค็อก ยูไนเต็ด ไปได้ 2-1 คว้า 3 คะแนนพร้อมขึ้นไปครองบัลลังก์จ่าฝูง เป็นการส่งท้ายเกมเลกแรก

รายชื่อผู้เล่นทั้ง 2 ทีม

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด : ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน (ผู้รักษาประตู), กรกช วิริยอุดมศิริ, พรรษา เหมวิบูลย์, โซลวี ออตเตเซน, นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ (บดินทร์ ผาลา น.73), จักรพันธ์ แก้วพรม (C) (นฤพน พุฒซ้อน น.90+4), โก ซุลกิ, รัตนากร ใหม่คามิ, ดิโอโก หลุยส์ ซานโต, แจ็คสัน อเวลิโน โคเอลโญ

แบงค็อก ยูไนเต็ด : วรุฒ เมฆมุสิก (ผู้รักษาประตู), พุทธินันท์ วรรณศรี, มิก้า ชูนวลศรี (เอกชัย สำเร น.60), โยฮัน ตาบาเรซ, เออร์เนสโต ภูมิภา, แอนโทนี เพ็ชร อำไพพิทักษ์วงศ์, วิทยา หมัดหลำ (C) (ธีรเทพ วิโนทัย น.61), สรรวัชญ์ เดชมิตร, ปกเกล้า อนันต์, ดราเกน บอสโควิช, มาริโอ ยูรอฟสกี้

สกายซอคเกอร์-คริสต์จักรบ้านพลังรัก จัดบอล 3 เส้า

9 ชั่วโมง 8 นาที ที่แล้ว

“เสี่ยอู๊ด” สนิท อักษร ผู้บริหารสนามฟุตบอลหญ้าเทียม สกาย ซอคเกอร์ ย่านรังสิตคลอง 2 จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า ทางสนามสกายซอคเกอร์ได้ให้การสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอล 3 เส้า นัดพิเศษ ระหว่างเยาวชนทีมฟุตบอลจากชุมชนอัมพรเพรส 1 และ ชุมชนเคหะพรพระร่วงประสิทธิ์ กับทีมอนุชน สกายซอคเกอร์ โดยการแข่งขันครั้งนี้ทางชมรมน้ำแข็งใส ภายใต้คริสต์จักรบ้านพลังรัก ได้จัดน้องๆ เยาวชนทีมฟุตบอลจากชุมชนอัมพรเพรส 1 และ ชุมชนเคหะพรพระร่วงประสิทธิ์ มาแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษ เป็น ฟุตบอล 8 คน เจอกับทีมน้องอนุชนทีมสกายซอคเกอร์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ รู้รักสามัคคีร่วมกัน โดยทางสนามสกายซอคเกอร์ให้การสนับสนุน ในเรื่องของสนามและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นมาเป็นครั้งที่ 2 ในอนาคตต่อจากนี้ทางสนามสกายซอคเกอร์จะพยายามจัดกิจกรรมเพื่อสังคม_MG_4456_MG_4598
ธำรงรักษ์ ภักดี ผู้จัดการชมรมน้ำแข็งใส ภายใต้คริสต์จักรบ้านพลังรัก กล่าวว่า เราจัดกิจกรรมในชุมชนหลายๆ ด้าน กิจกรรมสันทนาการ สำหรับเด็ก มีเล่นเกม ร้องเพลงและในระดับเยาวชน จะเล่นฟุตบอล การจัดการแข่งขันครั้งนี้เพราะอยากให้สุขภาพแข็งแรง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด มีกิจกรรมทำ เป็นเยาวชนที่เป็นแบบอย่างสร้างสรรค์สังคม ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เติบโตเป็นบุคคลที่แข็งแกร่ง ในสังคมไทย ปลอดภัยจากอบายมุข การแข่งขันฟุตบอลจะสร้างความรักความสามัคคี สร้างความสัมพันธ์ที่ดี เด็กเหล่านี้เป็นเด็กน้ำดีตั้งใจเรียน ทางชมรมน้ำแข็งใสพยายามสอนคุณธรรม จริยธรรมด้วย อยากให้เด็กเติบโต มีคุณภาพในสังคม อยากให้เด็กๆชักจูงกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับสังคม เด็กบางคนเล่นฟุตบอล แชร์บอล วาดภาพ เล่นดนตรี ร้องเพลง ความสามารถแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งแต่ละชุมชน จะมีนักฟุตบอล จึงมีการแข่งฟุตบอลตลอดครั้งนี้เป็นการแข่งขันครั้งที่ 2 ที่สนามสกายซอคเกอร์แห่งนี้_MG_4506

“ณัฐวุฒิ”ขอบคุณคสช.ให้จัดงานระดมทุนช่วยเด็ก

เสาร์, 27. พฤษภาคม 2017 - 19:00

ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง  นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะผู้อำนวยการโครงการด้วยรักและแบ่งปัน แถลงการจัดงานระดมทุนด้วยรักและแบ่งปัน 1 “ครั้งนี้พี่ขอ” ว่า แม้ตนเป็นคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนสนามของความขัดแย้ง แต่ภารกิจนี้ไม่มีการเมือง ไม่เลือกข้าง ไม่มีสี ไม่มีฝ่าย โดยโครงการนี้เป็นการรวบรวมเงินจากประชาชนทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์  งานดังกล่าวนี้ไม่มีนัยยะทางการเมือง ดังนั้นขอแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง มีการชี้แจงรูปแบบ เนื้อหา และวัตถุประสงค์ของงานให้ทราบ เพื่อเข้าใจตรงกันทั้ง 2 ฝ่ายว่าเป็นงานหารายได้เพื่อทุนการศึกษากับเยาวชนไทย จึงได้รับอนุญาตจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้จัดงานทอล์กโชว์ ในวันที่ 28 พ.ค.นี้ นอกจากนี้ได้ประสานงานหน่วยราชการในพื้นที่ให้อำนวยความสะดวกดูแลความปลอดภัยแก่ผู้ที่มาร่วมงาน

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ขอขอบคุณคสช.ที่เข้าใจและไม่ขัดข้องในการจัดงาน ตนจึงต้องแสดงให้เห็นว่างานนี้จะต้องไม่มีวาระทางการเมือง ไม่มีเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับผู้มีอำนาจ หรือประชาชนกับประชาชนด้วยกัน และตนขอต้อนรับทุกฝ่ายเพราะโครงการนี้ตาบอดสี นอกจากนี้มีบุคคลที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับตน ได้แจ้งความจำนงว่าต้องการสนับสนุนทุนการศึกษา ตนคิดว่านี่จึงเป็นสังคมที่เราจะสร้างด้วยกันได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน แต่หากเห็นปัญหาของสังคมร่วมกัน และร่วมกันเพื่อช่วยเหลือ น่าจะเป็นรูปธรรมหนึ่งของการสร้างความปรองดองที่สังคมกำลังเรียกหาอยู่ก็ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารนอกเครื่องแบบหลายนายมาร่วมสังเกตการณ์ภายในบริเวณจัดงาน แต่ไม่ได้เข้าพูดคุยหรือขอให้ยุติการแถลงข่าว

“จาตุรนต์”จวก”บิ๊กตู่”เสพติดอำนาจคำถาม4ข้อเหมือนไม่เชื่อมั่นรธน.60

เสาร์, 27. พฤษภาคม 2017 - 18:45

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้ง 4 ข้อถาม ความเห็นประชาชนต่อการเลือกตั้งว่า อยากตั้งข้อสังเกตว่า การตั้งคำถามนี้ เป็นการถามแบบต้องการคำตอบที่ถูกใจ คือออกมาพูดก่อนเลยว่า คนที่วิจารณ์เป็นพวกบิดเบือนและบั่นทอนกันเอง แถมยังชี้นำด้วยการบอกว่าไม่ควรถือว่าการเลือกตั้ง คือประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยพล.อ.ประยุทธ์พูดว่า ประชาธิปไตยจะไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้ ทั้งๆ ที่ตนเองกำลังสนุกสนานกับการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จที่ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลใดๆ เลยมาตลอด 3 ปี

“คำถามทั้ง 4 ข้อแสดงให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนอยู่กลางทะเล และหลงทางไม่รู้ว่า ตนเองอยู่ที่ไหน และไม่คิดจะไปไหน อยากลอยน้ำเคว้งคว้างอยู่อย่างนั้น ขณะนี้ประเทศอยู่ในระบบเผด็จการ และกำลังจะไปสู่ประชาธิปไตย แต่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดเหมือนกับว่า เราอยู่ในระบบประชาธิปไตยที่กำลังเดินไปสู่ระบอบเผด็จการ” นายจาตุรนต์ กล่าว

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า โดยตนขอใช้สิทธิ์ประชาชนตอบคำถาม 4 ข้อ หวังว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะยินดีรับฟังอย่างที่พูดไว้ โดยคำถามข้อที่ 1 เลือกตั้งแล้วจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ และ 2.ถ้าไม่ได้จะทำอย่างไร คำถามสองข้อนี้ความจริงแล้วเป็นคำถามต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ร่างขึ้นมาเองและประกาศสนับสนุนก่อนวันลงประชามติด้วยตนเอง และรัฐธรรมนูญนี้พึงมีระบบกลไกที่กลั่นกรองผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลและจัดการกับรัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาลอยู่แล้ว การตั้งคำถามอย่างนี้ แสดงว่า ไม่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญนี้จะดีจริง

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า คำถามข้อที่ 3 เลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงยุทธศาสตร์และการปฏิรูปถูกต้องหรือไม่ คำตอบ คือ ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะยุทธศาสตร์และการปฏิรูปเป็นเรื่องสำคัญ ประชาชน สามารถดูได้ว่าพรรคการเมืองใดให้ความสำคัญกับการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ เพียงใด ทั้งยังมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่คอยกำกับให้รัฐบาลต้องทำตามแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่า ผู้สนใจเรื่องนี้จำนวนมาก กำลังเห็นว่าแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติที่ทำกันอยู่จะทำให้ประเทศล้าหลังและไม่เกิดการปฏิรูปใดๆ เสียมากกว่า

“คำถามข้อที่ 4 กลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณีควรมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีกเกิดปัญหาอีก แล้วจะให้ใครแก้ไขและแก้ด้วยวิธีอะไร คำตอบ คือ ที่ว่าไม่เหมาะสมในทุกกรณีใครเป็นคนตัดสิน ถ้าประชาชนเลือกมาเพราะเห็นว่าเหมาะสม แต่พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ไม่เหมาะสมอยู่คนเดียว ปัญหาน่าจะอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เองมากกว่า แต่ถ้าเป็นเรื่องของการทำผิดกฎหมายหรือขัดต่อธรรมนูญก็ย่อมมีระบบกลไกตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายจัดการอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ กับพวกทำรัฐประหารอีก คำถามนี้ พล.อ.ประยุทธ์ นอกจากถามนำและชี้นำแล้วยังเป็นการตั้งข้อสงสัยต่อรัฐธรรมนูญของตนเอง และแสดงความฝักใฝ่เสพติดการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ โดยหวังว่า ประชาชนจะเรียกร้องให้ตนเองมีอำนาจเบ็ดเสร็จต่อเนื่องไปอีกนานๆ” นายจาตุรนต์ กล่าว

“นิกร”ชี้คำถาม”บิ๊กตู่”สร้างแรงกดดันการเมืองไม่ดีต่อรัฐบาล

เสาร์, 27. พฤษภาคม 2017 - 18:30

นายนิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) และแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ตั้ง 4 คำถามถึงประชาชนถึงการเลือกตั้งในอนาคต ว่า ตนเข้าใจว่าเป็นการสวนกลับนักการเมืองบางคนที่คัดค้านการเลื่อนโรดแม็พเกี่ยวกับการจัดเลือกตั้ง ภายหลังมีเหตุการณ์ความไม่สงบในโรงพยาบาลกลางกรุงเทพฯ   แต่ตนไม่ทราบว่านายกฯตั้งใจที่ต้องการคำตอบจากคำถามดังกล่าวหรือไม่ เพราะคำถามดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำถามนำ และมีผลกระทบทางความรู้สึกของทุกฝ่าย โดยส่วนตัวฐานะเป็นนักการเมืองมีความไม่สบายใจต่อประเด็นที่นายกฯพูดผ่านรายการที่มีการออกอากาศอย่างเป็นทางการไปทั่วประเทศ และมองว่าประเด็นการสื่อสารดังกล่าวสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อทุกฝ่าย  รวมถึงสร้างความลำบากให้กับรัฐบาล

“ผมเข้าใจว่าในรายการที่นายกฯพูดกับประชาชนนั้น มีผู้เตรียมบทไว้ล่วงหน้า ซึ่งคนที่ทำคำพูดให้นายกฯนั้นควรใช้ความระมัดระวัง และทบทวนการเขียนเนื้อหาที่สร้างกระทบในวงกว้าง ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล ซึ่งเปรียบได้กับมือข้างหนึ่งของรัฐบาลกำลังทำเรื่องปรองดอง แต่ก็มีคนที่อยู่ข้างหลังส่งลิ่มมาให้ และเมื่อรวมกันก็ทำให้ลิ่มนั่นกระเทาะปรองดองจนแตก ดังนั้นทุกฝ่ายควรหลีกเลี่ยงการสร้างแรงกดดันและความตึงเครียดทางการเมือง”

นายนิกร กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลเห็นใจฝ่ายการเมืองด้วย เพราะขณะนี้เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่รัฐบาลคสช.เข้ามาบริหารประเทศ และพยายามไม่สร้างแรงกดดันอะไร เพื่อให้รัฐบาลเตรียมความพร้อมไปสู่การเลือกตั้ง เมื่อนายกฯได้พูดถึงคำถาม 4 คำถามดังกล่าว ทำให้มีผู้มองได้ว่ารัฐบาลคสช.ต้องการอยู่ต่อไปใช่หรือไม่ และเมื่อถูกแปลความไปเช่นนั้น ตนกังวลว่ารัฐบาลจะตกในภาวะลำบาก ได้ อย่างไรก็ตามหากจะให้ประชาชนได้ตอบทั้ง 4 คำถามนั้น ตนมองว่าอาจให้คำตอบที่ชัดเจนได้ดีที่สุด คือ ผ่านการเลือกตั้ง ไม่ใช่ให้หน่วยงานรัฐหน่วยใดดำเนินการรับคำตอบจากประชาชน

“นิพิฏฐ์”ชี้คำถาม”บิ๊กตู่”โยนหินเลือกผู้บริหารประเทศ

เสาร์, 27. พฤษภาคม 2017 - 18:28

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.ยื่นคำถาม 4 ข้อถึงประชาชนว่า คำพูดนายกฯมองได้ 2 มุมคือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ คงกังวลว่าหลังการเลือกตั้งบ้านเมืองจะกลับมาเหมือนเดิมอีก ซึ่งส่วนใหญ่คนไทยก็กังวล รวมถึงตนก็กลัวเหมือนกัน 2.แต่คำถามแบบนี้มีลักษณะเป็นการเมืองเลือกคนมาบริหารประเทศในวันข้างหน้า ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ประกาศชัดเจนในวันนี้ว่า ไม่ลงเลือกตั้ง จะลงจากตำแหน่ง จบเเล้วไม่อยู่ในอำนาจต่อ ก็พูดได้ ไม่ผิดปกติ แต่ตอนนี้ยังคลุมเครือ พล.อ.ประยุทธ์ไม่พูดชัดๆว่าจะลงจากตำแหน่ง หรือลงเลือกตั้งหรือไม่ จึงมีผลว่า พูดชี้นำหรือไม่ ว่าอย่าเลือกคนเก่าเข้ามา คล้ายกับบอกว่านักการเมืองไม่ดีหมดอย่าไปเลือก

ส่วนถ้าจะถามว่า คำพูดดังกล่าวเรียกว่าหาเสียงล่วงหน้าเอาเปรียบนักการเมืองหรือไม่ ลองตรองกันเอาเอง เพราะตอนนี้พรรคที่มีทหารเป็นผู้ก่อตั้งมาสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อ กว้านหาตัวผู้สมัครกันเเล้ว ในปักษ์ใต้ก็มี พื้นที่อื่นก็ด้วย บางพื้นที่ทราบว่าถึงขนาดได้ตัวผู้สมัครเเล้วก็มี

“อลงกรณ์”แนะนักการเมืองฟื้นศรัทธาประชาชน

เสาร์, 27. พฤษภาคม 2017 - 18:00

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ว่า การที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ตั้ง4คำถามให้ประชาชนช่วยตอบ เพราะห่วงใยในอนาคตของประเทศ เกรงว่าจะเสียของจากวิกฤติการเมืองที่อาจย้อนกลับมาอีก จึงขอให้ประชาชนเจ้าของประเทศ ช่วยกันเสนอความเห็นเป็นทางออกทางแก้ ซึ่งตนเชื่อว่า ไม่ได้มีเพียงนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่กังวล แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็วิตกกังวล เพียงแต่ไม่พูดออกมา

รองประธานสปท. กล่าวว่า หากดูผลสำรวจโพลสำนักต่าง ๆ จะพบว่าสะท้อนความรู้สึกของประชาชนถึงความไม่ไว้วางใจอาชีพนักการเมืองที่ต่ำกว่าทุกอาชีพ แต่จะเหมารวมทุกคนก็ไม่ถูกต้อง เพราะนักการเมืองที่ดียังมีอยู่ แต่เนื่องจากมีนักการเมืองบางกลุ่มยังเล่นการเมืองแบบเดิม ๆ คิดแบบแตกแยก เก่งแต่ตำหนิติเตียน ใช้ประชาธิปไตยและการเลือกตั้งเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อได้อำนาจ แล้วก่อการทุจริตประพฤติมิชอบ แบ่งประชาชนเป็นฝักฝ่าย ใช้ความรุนแรงทำลายฝ่ายตรงข้าม จนระบบรัฐสภาและประชาธิปไตยไปไม่รอด

“ที่น่าห่วงคือตลอด 3 ปี ยังไม่ทบทวนความผิดพลาดในอดีต แล้วประเทศชาติจะฝากความหวังไว้กับนักการเมืองกลุ่มนี้ได้อย่างไร ผมจึงแนะนำด้วยความห่วงใยว่า ต้องฟื้นฟูศรัทธาความไว้วางใจของประชาชนด้วยการปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ไม่ใช่เป็นแบบบริษัทจำกัดที่ทำเพื่อนายทุนพรรคและลืมประชาชน” นายอลงกรณ์ กล่าว

กรธ.ส่งกม.คดีอาญาการเมืองให้สนช.29พ.ค.

เสาร์, 27. พฤษภาคม 2017 - 17:30

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ กรธ. เตรียมส่งร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อเป็นฉบับที่ 3 โดยสาระสำคัญของร่างกฏหมายประกอบด้วย 1.กำหนดให้วิธีพิจารณาของศาลใช้แบบระบบไต่สวนในการค้นหาความจริงในคดี โดยไม่ปิดกั้นการใช้ดุลยพินิจของผู้พิพากษาในคดีที่จะเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหามาให้ข้อมูล แม้จะเป็นบุคคลที่ฝ่ายผู้ฟ้องหรือจำเลยไม่แจ้งให้ศาลตรวจสอบเพิ่มเติม นอกจากนั้นยังกำหนดให้ศาลสามารถแสวงหาข้อเท็จจริง ด้วยการตั้งผู้พิพากษาเพื่อค้นหาพยานหลักฐานได้อย่างเต็มที่เพื่อแก้ปัญหากรณีที่ผู้พิพากษาอาจถูกมองว่าเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างไม่เป็นกลาง 2.การพิจารณาคดี โดยปกติเมื่อมีผู้ฟ้องและศาลลงประทับรับฟ้องแล้ว ต้องตั้งองคณะผู้พิพากษาจากที่ประชุมใหญ่ของศาลฏีกา โดยเลือกจำนวน 9 คน แต่กรณีที่พบว่าไม่ครบจำนวนดังกล่าวนั้น ร่างกฏหมายฉบับของกรธ. ได้ปรับให้สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องมีองคณะไม่ต่ำกว่า 7 คน จากเดิมที่ต้องคัดเลือกใหม่และยืนยันต้องครบ 9 คน ทั้งนี้การพิจารณาคดีต้องยึดสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นหลัก แต่ไม่ปิดกั้นที่ผู้พิพากษาจะหาข้อมูล ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

นายอุดม กล่าวต่อว่า 3.สิทธิในการต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหา ยังเป็นไปตามที่กฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องในคดีบัญญัติไว้ นอกจากนั้นยังให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหาคัดสำนวนฟ้อง และรายละเอียดของสำนวนการไต่สวน ของ ป.ป.ช. และรับรู้ข้อเท็จจริงได้ จากเดิมที่จะรับรู้เฉพาะคำฟ้องเท่านั้น สำหรับสิทธิอุทธรณ์ของผู้ต้องคำพิพากษานั้น ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้อุทธรณ์ได้ทั้งกรณีมีข้อเท็จจริงใหม่และข้อกฎหมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิทธิในการอุทธรณ์ จะไม่มีผลต่อคดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วเสร็จและเกินระยะเวลาอุทธรณ์ 30 วันหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว หากเป็นคดีที่ค้างอยู่ในชั้นศาลสามารถนำมาปรับใช้กับกฎหมายใหม่นี้ได้ และ 4.ประเด็นการนำตัวผู้ถูกกล่าวหามาขึ้นศาลเพื่อดำเนินกระบวนการพิจารณาคดี ตามร่างที่กรธ.เตรียมเสนอ สนช.นั้น ได้ปรับให้ ในขั้นตอนการยื่นฟ้อง และการพิจารณาคดีของศาล หากได้แสดงหลักฐานแล้วว่าไม่สามารถนำผู้ที่ถูกฟ้องมาแสดงตัวต่อศาลได้ ด้วยเหตุต่างๆ เช่น หลบหนี ให้การพิจารณาคดีของศาลสามารถเดินหน้าได้ แต่ไม่ได้ตัดสิทธิผู้ถูกฟ้องแต่งตั้งทนายเพื่อต่อสู้คดี ขณะที่ในชั้นอุทธรณ์กำหนดไว้ชัดเจนว่า การจะอุทธรณ์คำพิพากษาได้นั้น ผู้ที่ต้องคำพิพากษาต้องมาปรากฎตัว เพื่อขอต่อสู้คดี รวมถึงเมื่อปรากฎตัวแล้วยังสามารถขอรื้อฟื้นคดีได้

“กรณีไม่มีตัวจำเลยมาแสดงต่อศาล เพื่อรับฟังขั้นตอนและสิทธิในการต่อสู้ เหมือนที่เคยกำหนดเป็นสิทธิไว้ ผมมองว่าอาจเป็นประเด็นที่ในชั้น สนช.อาจมีข้อถกเถียง ในกรณีที่ขัดต่อหลักยุติธรรมของสากลหรือไม่ แต่สิ่งที่กรธ.เขียนนั้นสามารถชี้แจงและอธิบายได้ว่า ต้องเขียนเพื่อให้เป็นการแก้ปัญหาให้บ้านเมืองกรณีคดีที่ผ่านมาที่พบว่านักการเมืองจะหนีคดีและไม่สามารถตามตัวมาลงโทษได้ ดังนั้นต้องแก้ไขเพื่อให้ศาลได้ตัดสิน ใน 2 ส่วน คือ ส่วนที่ผิดหรือถูก และส่วนกรณีที่ผิด จะลงโทษอย่างไร ขณะที่มุมมองอีกฝ่ายอาจมองว่า ผิดแล้ว แต่นำตัวมารับโทษไม่ได้ก็สูญเปล่านั้น ผมมองว่าต้องขึ้นอยู่กับระบบติดตามและจับตัวมาลงโทษด้วย อย่างไรก็ดีประเด็นนี้หากมีผู้เสียประโยชน์ อาจนำไปสู่การขึ้นความให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้เช่นกัน ต่อให้ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการที่เกี่ยวข้องด้วย ทั้งการตรากฎหมายที่ สนช.ต้องช่วยพิจารณา” นายอุดม กล่าว

“ภูมิธรรม”ถามกลับ”บิ๊กตู่”มีธรรมาภิบาลดีแล้วหรือ

เสาร์, 27. พฤษภาคม 2017 - 17:00

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี ฝากคำถาม 4 ข้อถึงการเลือกตั้งว่า คำถามจากหัวใจ ถามเข้าไปถึงกลางใจประชาชน ไม่ต้องส่งคำตอบไปที่ไหน

ทั้งนี้ 1.สภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบันมีธรรมาภิบาลดีพอหรือไม่ หากยังไม่ดีพอ จะแก้ไขอย่างไรให้ดีขึ้น

2.ที่ระบบธรรมาภิบาลประเทศเรามีปัญหา เพราะระบบถ่วงดุลและตรวจสอบไม่เข้มแข็งใช่หรือไม่ และถ้ายังไม่ดีพอจะแก้ไขอย่างไร

3.ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ประชาชนไม่ได้รับโอกาสในการตัดสินใจเลือกนโยบายดีๆ มาแก้ไขปัญหาและดูแลชีวิตของพวกตน ระบบเช่นนี้จะเป็นระบบที่พึงประสงค์หรือไม่

4.ใครสร้างเงื่อนไขให้ระบบประชาธิปไตยล้มเหลวและมีปัญหา ใครที่ปล่อยปะละเลยจนทำให้ประเทศวุ่นวาย บานปลาย กลุ่มบุคคลที่เป็นปรปักษ์ต่อประชาธิปไตยและไม่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของประชาชน ควรได้รับโอกาสให้มาดูแลชีวิตของประชาชนหรือไม่ ตอบแล้วไม่ต้องส่งไปที่ไหน เก็บไว้ในใจเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจอนาคตของตนเอง

หน้า